Insight : Food service job - Counter
ต่อพาร์ทสองนะคะ
พาร์ทนี้เราจะเจาะลึกงานหน้าเคาน์เตอร์กัน
เมื่อเค้าให้เราทำงานเคาน์เตอร์แล้ว เราทำอะไรบ้าง

หลัก ๆ คือ รับออเดอร์ และเตรียมอาหารให้ตามนั้น
โดยอาหารบางประเภทเราเตรียมให้ได้เลย เช่น ตักซุป ทำฟิชแอนด์ชิป ทำชิคเก้นเทนเดอร์
งานบางอย่างที่ต้องตะโกนสั่งเข้าไปในครัว แล้วอย่าลืมทวงด้วย
แล้วก็.. ต้องเตรียมใจแย่งชิงอาหารกับบรรดาเพื่อนร่วมงานด้วยนะ ฮ่า ๆ
แต่ พวกเราเก่งนะคะ ถ้าจำไม่ผิด พวกเราเสิร์ฟอาหารคน 360 คนได้ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง ทำลายสถิติกันไปเลย

รับออเดอร์ เอาจริง ๆ งาน ณ จุดท่องเที่ยวหลักของสหรัฐอเมริกา การเก่งภาษาอังกฤษไม่จำเป็นนัก
เพราะ ต่างกับร้านอาหารจุดอื่น เนื่องจาก เป็นจุดท่องเที่ยวหลัก ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ดังนั้น guest ของเรามาจากทั่วโลก และส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันค่ะ
(Let alone สำเนียงไทยอย่างเรา ฮ่าๆๆๆ)

ภาษาที่เจอมีภาษาฝรั่งเศส ภาษาสเปน ภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษจ๋า เยอรมัน (มั้ง) แล้วก็มีจีน ญี่ปุ่นบ้างเหมือนกัน
แขกบางคนก็ตลกดี เค้าพูดแต่ภาษาเค้า แล้วเราก็ตอบ ๆ อังกฤษไป เค้าก็ตอบมาเป็นภาษาเค้า ประกอบภาษาใบ้ ฮ่าๆๆๆ

งานนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการเข้าใจ ผ่านการสบตาค่ะ
ตอนนี้อาจจะอ่านดูแล้วงง ๆ
แต่ขอยืนยันว่า รอบนี้ กลับมาเมืองไทยได้มาอีกหนึ่งภาษา ภาษาสายตาค่ะ
ตอนพูด จ้องตาแขกนะคะ แล้วคุณจะเข้าใจเค้าเอง
ใช้สมาธิสูงเหมือนกัน เล่นเอาเหนื่อยเลย

ไป ๆ มา ๆ ก็สนุกดีเหมือนกัน
มีช่วงหนึ่ง แขกพูดด้วยสำเนียงอังกฤษ แล้วเราก็ตอบด้วยสำเนียงอังกฤษได้เลย
ยังนึกอยู่ในใจ ต๊าย! ชั้นมานิวยอร์คได้สำเนียงอังกฤษเหรอเนี่ย?
(เช่น Can I have two tea, please
อเมริกัน “แคน ไอ แฮฟ ทู ที, พลี้ส?
อังกฤษ แคน ไอ แฮ่ฟ ทู ที่ ผลีส? (เสียงจัตวา)

นอกจากนี้ ยังต้องเข้าใจแบ๊คกราวด์เค้า
ชาวอังกฤษ ชอบเรียกเฟรนช์ฟรายว่า ชิป
ในขณะที่เราเรียกมันฝรั่งแบบแท่งว่าเฟรนช์ฟราย
แล้วแบบสามเหลี่ยมเล็ก ๆ ว่า ชิป
ก็ต้องเมคชัวร์ คอนเฟิร์มกันไปว่าเอาอันไหนแน่

บางคน (คิดว่าฝรั่งเศสนะ) จะออกเสียง ฟราย ว่า ฟรี หรือ ฟรีส์
อยู่ ๆ ไปจะเก็ตอะไรหลายอย่างเองค่ะ

แล้วก็จะได้เรื่องวัฒนธรรมเหมือนกัน
ทำ ๆ ไปจะเข้าใจ ว่ากลุ่มอินเดียส่วนใหญ่จะกินมังสวิรัติ ต้องแนะนำอาหารมังสวิรัติให้เค้า เป็นต้น

ต้องจ้องตา ให้เข้าใจเค้า แล้วเราก็จะทำงานได้ดี
(มีเทคนิคจะเม้าธ์อยู่นะ แต่.. นี่เราจะเล่าเรื่องงานหมดมั้ยเนี่ย นี่แค่เคาน์เตอร์นะ บล็อกหน้าจะต่อเรื่องงานอื่นอีก ฮ่าๆ)

อาหารบางประเภท เราต้องประกอบเอง (ซึ่งง่ายมาก มีแค่สองเมนู ปลากับไก่, ตักซุป)
บางประเภท ตะโกนชื่อย่อไปในครัว แล้วทวง ๆ เอามาเสิร์ฟ
กดน้ำ กดไอติมเหลว
แย่งชิงอาหารกับเพื่อนร่วมงานทุกคน แล้วเอามาเสิร์ฟให้เร็วที่สุด
อ่อ.. จัดจานด้วย
แล้วยังต้องเรียนรู้อีก ว่ามีป้าบางคน ที่เราห้ามไปขโมยถาดจากเคาน์เตอร์ป้าแกเด็ดขาด โอเค

ข้ามเรื่องดีเทลงานละกัน ไปเรียนรู้เอง เอาแต่เทคนิคดีกว่า
1. เทคนิคเกี่ยวกับภาษา วัฒนธรรม และการจ้องตา อย่างที่บอกไปข้างต้นนะคะ

2. เทคนิคการจำชื่อเมนู ชื่อย่อสำหรับตะโกนสั่งในครัว และส่วนประกอบ
อย่างที่เคยคุยไว้ในบล็อกก่อน ๆ นะคะ ว่าแพรวเรียนรู้เร็วมาก
ภายในครึ่งวันแรก สามารถตักอาหารได้ถูกต้องเด๊ะ ๆ
ในวันที่สอง จำชื่อย่อรายการอาหารทุกอย่างได้ตั้งแต่เช้า
แล้วสามารถจัดการเคาน์เตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคไม่มีอะไรมากนะคะ
เค้าจะแจกเอกสารชุดนึง ที่มีชื่ออาหาร ส่วนประกอบ ฯลฯ อยู่แล้ว
กลับบ้านไปวันแรก เปิดอ่านดูว่ามีอะไรบ้าง
แล้วจัดหมวดหมู่อาหารในหัวคร่าว ๆ
ลองอ่านชื่อแล้วทายดูว่าชื่อย่อน่าจะเป็นอะไร (ส่วนใหญ่ก็ถูกอยู่แล้ว)
ชื่อไหนพิเศษหน่อยให้ไฮไลท์ไว้

แล้ว go over ส่วนประกอบอาหารคร่าว ๆ ว่าไอ้นี่มันต่างกับอันอื่นยังไง

ถ้าประเภทนี้ มีรายการอะไรย่อย ๆ บ้าง
ถ้ามังสวิรัติ แนะนำอะไรได้บ้าง ฯลฯ

แล้วตอนเช้า ทบทวนอีกครั้งระหว่างเดินทาง
ไปถึง ไปยืนดูเมนูแล้วจะเก็ต

มีคำถามก็ถามไป

เช่น เราเกิดสงสัยว่า เมนูอะไร ตอนเสิร์ฟ ต้องเสิร์ฟพร้อมโคลสลอว์บ้าง
ซึ่งปรากฏว่ามีสามเมนู ที่เราท่องตั้งแต่วันนั้นแล้วไม่พลาดเลย

ถ้าขั้นเทพสุด ก็ต้องท่องส่วนประกอบให้ได้ เพราะแขกจะถามบ่อย ๆ ว่าอันนี้ใส่อะไรบ้าง
(แน่ล่ะ ถ้าเราเป็นแขก แล้วเมนูแปลก ๆ เราก็จะถามเช่นกัน)
ซึ่ง เรายังไม่เทพขั้นนั้น แหะๆ
จำแค่ส่วนประกอบหลัก ๆ ไปบอกเค้า
ช่วงแรกแย่หน่อย ก็ถามพนักงานเก่า
หลัง ๆ เริ่มฉลาดขึ้น วิ่งไปตรงส่วนประกอบอาหาร เค้าจะมีกระดาษแปะอยู่แล้วว่าเมนูไหนใส่อะไรบ้าง ก็แค่นั้นแหละ

อ๋อ แล้วก็ อยู่ตั้งนานแยกไม่ออกว่าพานินี่แต่ละอันมันต่างกันยังไง ตอนไปรับอาหารมาเสิร์ฟจะกังวลมากว่าถูกมั้ย
หลัง ๆ ถามเพื่อนที่เป็นคนอบปานินี่ เลยรู้ว่าให้แอบเปิดดูแล้วสังเกตที่อะไร

(ปานินี่ พวกเราแอบตั้งชื่อเล่นให้ว่า พาณิณี ชื่อไทยไปเลยเชียว
เป็นแซนด์วิชอบร้อนค่ะ อันใหญ่มาก มันพรีเมดมาแล้ว
คนได้ทำปานินี่ จะเป็นคนหยิบจากตู้เย็นมาอบในเตาอบฉีดสเปรย์น้ำมัน พอถึงเวลา ก็จะยกออกมาตัด แล้วเอาไปวางไว้ในตู้ร้อน
แต่มันไม่แค่นั้นน่ะสิ ถ้าเคาน์เตอร์ตะโกนสั่งมา ต้องหยิบใส่จาน ใส่ชิป (มันฝรั่งแบบเลย์) ปักธง แล้วยกมาเสิร์ฟด้วย กรี๊ดดดดดด ยากอ้ะ)

3. มาฝึกสมอง พัฒนาระบบความจำระยะสั้นกันนะ
โอ้ย ท้าทายม้าก เคยเจอมั้ยคะ แขกมาด้วยกัน สั่งที่เดียวเจ็ดคนทั้งน้ำทั้งอาหาร
บางทีเรารับแค่สามแล้วจะวิ่งไปทำให้เค้าก็ไม่ยอม ให้ฟังให้หมดก่อนด้วย กรี๊ด

ถ้ารายการไม่เยอะ หันหลังมาแล้วท่องสั้น ๆ เป็นทำนองเพลงไปเลยค่ะ เวิร์คจริงนะ
แต่ถ้าเยอะก็บ่ยั่น ฮุๆ ตะโกนสั่งอาหารหลังครัว แล้วเราก็ประกอบอาหารที่เราทำได้ไปด้วย ท่องไป ๆ จำได้ไม่หมดก็ไม่ต้องกลัว
เพราะเรามีสองมืออยู่แล้ว พอเราเอาสองเมนูมาวางปุ๊บ ก็ทำเป็นพูดชื่ออาหารที่เอามาเสิร์ฟ แล้วทำเป็นทวนว่าเหลือรายการอะไรบ้าง รอบนี้แหละต้องจำที่เหลือให้ดี (ถามครั้งที่สองนี่ยังเนียนอยู่ค่ะ ครั้งที่สามก็พอไหวนะ)


เอ่อ... ไม่แน่ใจว่าเพราะง่วง หรือเพราะอะไร แต่นึกเทคนิคอื่น ๆ ไม่ออกแล้วอ้ะ
ปิดท้ายด้วย “ความลับ” ที่จะไม่ลับอีกต่อไปของเราละกันนะคะ

ที่นั่นมีกฏระเบียบในการเสิร์ฟพอสมควร (ซึ่ง บางกฎ เราก็ไม่เห็นด้วย)
เราเคยถามแมแนเจอร์ในวันแรก ๆ เกี๋ยวกับปัญหาที่เจอ
ก็พอรู้วิธีดีลบ้าง (แต่บางวิธีเราไม่เห็นด้วย)
เคสอื่น เค้าบอกว่า ถ้าเกิดขึ้น ให้มาถามเค้า หรือแมแนเจอร์คนอื่นดู

เราก็.. ตามระเบียบบ้าง ดื้อบ้าง แต่ถ้าแมแนเจอร์ไม่อยู่ จะเอาใจแขกสุดฤทธิ์ ฮ่าๆๆๆ
เช่น ลูกค้าขออะไรเพิ่มเติม เราจัดให้ คือ บอกตามตรง ของพวกนี้มันเล็กน้อยมาก เหลือโยนทิ้งก็ตั้งเยอะ ถ้าเค้าขอโคลสลอว์เพิ่ม อะไรเพิ่ม เราให้ทันที (แอบให้ก็เถอะ)

ห้ามเอาน้ำเย็นใส่แก้วกระดาษ อันนี้โอเค ไม่ทำ (แต่บางคนก็แอบทำให้อ่ะนะ)

ลูกค้าขอแก้วกระดาษเพิ่ม เช่น มากันแม่ลูก เค้าอยากขอแก้วมาแบ่งน่ะ อันนี้ แอบทำ
ก็ไม่ยากนะ ก็ซ้อนแก้วเข้าไป แล้วบอกเค้าว่า ชั้นไม่แน่ใจว่าแมแนเจอร์อนุญาตให้ทำอย่างนี้นะ
เค้าก็จะยิ้มมมมมแล้วขยิบตาให้ บริการได้ถูกใจมากค้า

นอกนั้นก็เป็นการรักษาผลประโยชน์เค้า เช่น ทีนี่แปลกมากอ่ะ แขกมาขอน้ำร้อน เราไม่ให้ฟรีนะ เราขาย
ดังนั้น ก็จะทำให้เค้ารู้สึกดีขึ้นง่าย ๆ ด้วยการแถมถุงชาไปด้วย
บอกว่า ยังไงเค้าก็ต้องจ่ายค่าน้ำร้อนเท่าค่าน้ำชาอยู่แล้วอ้ะ
ดังนั้น เก็บไว้กินมื้อหลังก็ได้

บางที ก็ต้องใช้คอมม่อนเซนส์ เช่น เค้าสั่งเบอร์เกอร์กับฟราย
เราก็ต้องแจงนิดนึงว่า เบอร์เกอร์ที่คุณสั่ง มันมากับฟรายอยู่แล้วนะ
นี่ ช่วยแขกประหยัดตังค์


อืม ไม่แน่ใจว่าง่วงหรือว่าอะไร แต่ตอนนี้นึกเทคนิคอื่นไม่ออกจริง ๆ
สงสัยงานฟู้ดตรงไหนถามมานะคะ

บล็อกหน้าจะเล่าเรื่องงานในฟู้ดอื่น ๆ นอกจากเคาน์เตอร์ให้ฟังนะคะ
กู๊ดไนท์ค่ะ

Add เพิ่มครั้งที่ 1 นะคะ

เรื่องการเทคแคร์ลูกค้า
อาจจะเป็นเพราะว่า เราไปเวิร์ค เลยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองอยู่ข้างเดียวกับบริษัทมั้งคะ เลยหาเรื่องเอาใจลูกค้าออกบ่อยไป
กิริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้ลูกค้าดีใจ เหมือนเราใส่ใจเค้า จนเค้าแอบขยิบตาวิ้งค์ ๆ ให้ก็หลายรอบ ;)
(ค่ะ เกย์ด้วยค่ะ พริซซิลล่าขวัญใจลูกค้า 5555+)

นอกจากแอบซ้อนแก้วให้ ซ้อนกระดาษรองจานให้ (คือ มันไม่มีแพคเกจกลับบ้าน แล้วอาหารเราก็เยอะจริง ๆ เราก็แอบซ้อนถุงไปด้านหลัง บอก จ่ายตังค์แล้วยูไปแอบแบ่งกันเองนะ อิ๊ๆ รู้กันสองคน (แต่บางทีก็กลัวอยู่ว่า เป็น Internal Audit มาตรวจงานชั้นป่าวเนี้ย?)

อีกเรื่องคือ gesture เล็ก ๆ น้อย ๆ
อย่างการกดน้ำ ที่นั่นก็จะเป็นหัวน้ำอัดลมกด ๆ เอาแบบที่เห็นตามร้านฟาสต์ฟู้ดนี่ล่ะค่ะ แต่ว่า ฟองเยอะมาก แล้วยิ่งที่นั่นมีนโยบายใส่น้ำแข็งน้อย เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น
ดังนั้น ถึงแม้จะเลือกโปรแกรมว่าเอาน้ำน้อยแล้ว มันก็จะไม่เต็มแก้ว
พนักงานส่วนใหญ่จะเลือกน้ำเยอะกดทิ้งไว้ แล้วไปเตรียมอาหารส่วนอื่น
แต่... ด้วยความกระแดะส่วนตัว "อี๋" อีกแล้วอ่ะ
คิดดูสิ ถ้าคุณไปกินฟาสต์ฟู้ด แล้วพนักงานเอาแก้วน้ำเปื้อน ๆ เหนียว ๆ มาให้ "อ๊๋"!!!!!
บางคนก็ดีหน่อย กดน้ำเกิน แต่เอียงแก้วให้น้ำออก
แต่เราว่ามันเสียเวลาอ่ะ
ดังนั้น สิ่งที่ทำคือ ระหว่างอยู่แถว ๆ เคาน์เตอร์ หรือก่อนวิ่งไปสั่งอาหาร จะตั้งโปรแกรมน้ำขนาดเล็กทิ้งไว้
แล้วพอกลับมาอีกที ระหว่างรออาหารที่สั่ง หรือเหลือแค่น้ำเป็นรายการสุดท้ายแล้วก็ตาม ค่อยกดน้ำเพิ่มทีละนิด ฟองมันจะฟอดขึ้น เราก็ทำเหมือนที่เคยอ่านในเน็ตอ่ะค่ะ เวลาไปกดเสลอปี้กัน คือเคาะ ๆ แก้ว รอฟองยุบ ฟองมันก็จะยุบเร็วขึ้นนิดหน่อย แล้วกดน้ำเพิ่ม สลับกับเคาะแก้วไปเรื่อย ๆ

คือ มันเป็นอะไรที่เราอยากให้พนักงานทำให้เราอยู่แล้วอ่ะ
แต่ผลที่ได้คือ ลูกค้าจะดีใจว่าเรารักษาผลประโยชน์ให้เค้า อยากให้เค้าได้เยอะ ๆ เค้าก็จะแฮปปี้ที่จะรอ ยิ้มแต้เชียว แต่ถ้าเป็นเด็กมาทัศนศึกษาก็ยิ่งตื่นเต้น จะอะเมซิ่งมากว่าเฮ้ย พนักงานให้เยอะจังงงงง (แพง และไม่รีฟิลล์ให้นะจ๊ะ) แต่ก็มีบ้างเหมือนกัน ที่ลูกค้ายิ้มให้แล้วบอก พอ ๆ ไม่เอาเพิ่มแล้ว ฮ่าๆ

อ๋อ พูดถึงเรื่องนี้ อีกเทคนิคนึงคือ ควรจำราคาสินค้าบางตัวไว้ด้วย เราไม่จำเป็นต้องรู้ก็จริงเพราะเราไม่ใช่แคชเชียร์ แต่ลูกค้าจะถามเอากับเรา เช่น น้ำแบบไหนราคาเท่าไหร่ (เคาน์เตอร์) แต่บางตัว เช่น ที่แช่ในตู้ ก็ต้องถามแคชเชียร์ให้
อยู่ ๆ ไปเราก็จะจำได้เอง เพราะลูกค้าถามราคาน้ำบ่อยมาก ๆ

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องจำตั้งแต่วันแรกที่เอากระดาษกลับไปท่องคือ อาหารแบบไหน อยู่ตรงไหน เพราะบางอย่าง ลูกค้าหยิบจากตู้ได้เลย ไม่ต้องรอสั่งค่ะ



รูปนี้ถ่ายกับตู้แช่น้ำเย็น ตรงข้ามเคาน์เตอร์ค่ะ
(อ่อ นึกได้อีกปัญหา ลูกค้าจะชี้เอาน้ำขวดในตู้เย็นด้านหลังเรา แต่เราจะขายจากตู้แช่ด้านหน้า ลูกค้าก็สงสัยว่าต่างกันยังไง แรก ๆ ก็ขี้เกียจเถียง หยิบให้ แต่เรามีทางออกที่ดีกว่าค่ะ คือ ให้บอกลูกค้าว่านี่เป็นสต็อคของเราน่ะ ให้เค้าหยิบเอาจากด้านนอก แค่นี้ก็จบ
แต่กรณีที่เค้างง ๆ ก็สมมติเรื่องต่อไปเลยก็ได้ เช่น จากสต็อคจะไปตู้แช่ต้องทำเรื่อง ต้องเช็ค ต้องนู่นนี่ บลาๆๆ ฮ่าๆ)



Create Date : 29 สิงหาคม 2554
Last Update : 30 สิงหาคม 2554 10:37:54 น.
Counter : 291 Pageviews.

1 comment
First Step (อีกซักรอบ) How to Work & Travel!
- คุณ truekhun หลังไมค์มาว่า "อยากไปทำงานอเมริกาบ้าง ต้องเริ่มต้นยังไงครับ ขอคำแนะนำด้วย"
- ทางเฟซบุ๊ค พี่แตงโม เพื่อนร่วมรุ่น AFS USA42 ก็ขอคำแนะนำ น้องสาวสนใจจะไปเวิร์คปีหน้า แต่มีเจาะจงว่าสนใจลาสเวกัส

คำตอบตอนบีซี่ทำงานกลุ่มคือ ให้กลับไปดูบล็อกแรกของแพรว First Step
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=priscilla87&month=27-06-2010&group=5&gblog=1
ซึ่งเขียนเอาไว้ปีที่แล้ว ว่าแพรวมีกระบวนการตัดสินใจอะไรยังไง

คราวนี้ เดี๋ยวให้ข้อมูลภาพรวมก่อนละกันว่าโดยรวม กว่าจะไปเวิร์คเนี่ย เจออะไรบ้าง (จริง ๆ ก็ดูชื่อบล็อกแพรวที่ผ่านมาก็ได้นะ ฮ่าๆๆ)

1. เลือกงาน เลือกเอเจนซี่
2. สอบสัมภาษณ์งาน
3. ขอวีซ่า
4. จองตั๋วเครื่องบิน
5. แลกเงิน
6. แพ็คกระเป๋า แอนด์ โก!!!

อ่า..ค่ะ โลจิคโดยทั่วไปยังเหมือนบล็อกเดิม (บล็อกเดิมนั่นตั้งแต่สมัครใหม่ๆ ความเห็นตอนนี้คือตอนกลับมาแล้ว) โลจิคเหมือนเดิม แปลว่า ที่แพรวเคยตัดสินใจไปน่ะ.. เวิร์ค ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว คุยมาเป็นประเด็น ๆ เหมือนเดิมละกันเนอะ

Q: เริ่มต้นยังไงดี?
A: จะเริ่มต้นจากเลือกงานและรัฐที่สนใจ หรือจะเริ่มจากเอเจนซี่ในดวงใจก็ได้ค่ะ แต่ถ้าถามพี่ พี่เลือกจากงานเป็นหลักนะคะ เพราะเอเจนซี่ก็เหมือน ๆ กันค่ะ (เอ่อ.. โดยทั่วไปอ่ะค่ะ.. ยกเว้นบางกรณีที่ไม่เวิร์คจริง ๆ น่ะนะ...) คือ เอเจนซี่ในไทยไม่มีบทบาทเท่าใดนัก แต่เอเจนท์เมืองนอกก็สำคัญค่ะ เดี๋ยวจะเล่าต่อ ตรงหัวข้อเกี่ยวกับการเลือกเอเจนซี่นะคะ

Q: เลือกประเภทงาน
A: อันนี้ขอสารภาพว่าต้องกลับไปดูบล็อกเก่าก่อน ว่ามันมีประเภทอะไรบ้างนะ? ฮ่าๆๆ
1. โรงแรม
เหมือนสองสามปีก่อน รุ่นพี่เคยไปทำพาร์ทคล้าย ๆ กาสิโนก็เวิร์คนะ ได้ทิปส์ได้อะไร หา second job ได้ด้วย
แต่ปีนี้เท่าที่ติดตามจากเฟซบุ๊คของเอเจนท์ และจากการบอกเล่าของเพื่อน คือมันโหดมากนะ (ถึงมันจะจบการโรงแรมก็เถอะ)
คือ นอกจากจะเป็นตามที่แพรวคิดไว้ว่า ได้พูดกับโถส้วมทั้งวันแน่แกเอ๊ย ไม่ได้คุยกับใครแน่ ๆ มันแย่กว่าที่คาดไว้ที่ว่า ต้องทำให้ทันเวลาค่ะ เก็บกี่ห้อง ๆ ภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ พอทำได้ไม่ตรงตามเป้าก็ให้ออกค่ะ เด็กไทยเลยต้องตามหางานใหม่กันใหญ่

2. สวนสนุก
ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงบ่นเท่าไหร่นะคะ น่าจะโอเคอยู่
ก็มีดิสนีย์เวิร์ลด์ที่แพรวอยากทำนะคะ แต่ไปไม่ได้ เนื่องจากติดสถานะป.โทค่ะ (เค้ารับเฉพาะป.ตรี)
นอกนั้นก็มี Six Flags และอื่น ๆ ตามเมืองอื่น ๆ ค่ะ
หน้าที่ ก็อาจจะเป็นได้ทั้งอาหาร หรือของที่ระลึกในสวนสนุกนั้น ๆ ค่ะ
น่าจะโอเคค่ะ

(ยกเว้นได้เมืองที่แย่จริง ๆ อากาศไม่แน่นอน แล้วสวนสนุกต้องปิด รายได้เราก็จะไม่แน่นอนน่ะค่ะ)

3. อุทยาน
ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม ไม่มีเพื่อนไปทำเลยอ่ะค่ะ
ใครที่ชอบธรรมชาติ ชอบความสงบ ก็อาจจะน่าสนใจ
แต่ก็ควรทำใจไปก่อนว่าการคมนาคมน่าจะลำบาก จะออกจากอุทยานมาเที่ยวนี่คงลำบากหน่อย

4. ขายของที่ระลึก
ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คงต้องพิจารณาโลเกชั่นเป็นสำคัญค่ะ

5. ร้านอาหาร
อันนี้เหนื่อยมาก เพราะไม่ได้อยู่เคาน์เตอร์อย่างเดียว มีทั้งเตรียมอาหาร ขนของ แยกขยะ ล้างจาน ถูพื้น ฯลฯ
ทิป อาจจะได้หรือไม่ได้ก็ได้
เป็นงานที่ได้พูดเยอะ แต่ก็พูดแต่ชื่อเมนูอาหารน่ะนะ
ต้องดูโลเกชั่นประกอบด้วย ว่าได้อยู่กับ local จะได้ทักทายคนท้องถิ่นรึเปล่า หรืออยู่สถานที่ท่องเที่ยว (อย่างเรา) ที่จะเจอลูกค้าสารพัดสำเนียง ต้องใช้สมาธิ และความเข้าใจสูงมาก สำเนียงอเมริกันนี่ไม่ได้เลย ก็มี (แต่ได้สำเนียงยุโรป เอเชีย และละตินแทน)

Q: เลือกจากโลเกชั่น
A: ต้องดูลักษณะตัวเองเป็นสำคัญว่าชอบอะไร ชอบแสงสีในเมือง หรือชอบธรรมชาติ
นอกจากนั้น อาจเลือกจาก
- sales tax ภาษีในรัฐนั้น ๆ -.-'' และค่าครองชีพต่าง ๆ ค่าอาหาร ที่พัก
- สภาพอากาศ ชอบหิมะตก หรืออากาศใกล้เคียงเมืองไทย
- สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองนั้น ๆ
- การคมนาคม (สำคัญนะ)

จริง ๆ ปีที่แล้วที่ตัดสินใจเลือก มีทิปส์จากคุณแม่ ซึ่งถามนักศึกษามาอีกที
แม่แนะนำให้เลือกเมืองใหญ่ เนื่องจากว่า เกิดตกงานมา มันจะมีโอกาสหางานได้ง่ายกว่าเมืองเล็ก!

และเราพิจารณาเทียบกับงานที่อยากทำอีกสองอัน เห็นว่าอันนี้ลงตัวสุดเลยเลือกอันนี้ (อีกสองอัน อันแรกคือดิสนีย์เวิร์ลด์ แต่ในเดือนกุมภาเราจะมีสถานะเป็นป.โท เค้าไม่รับ ตัดไป อีกอันคือขายไอติมโคลด์สโตนที่ฮาวาย ถ้าไม่ได้นิวยอร์คก็เอาฮาวายนี่ล่ะ เพราะเราชอบทะเลมาก ๆ)

ทิปส์เรื่องรัฐ
นอกจากข้างบนแล้ว จริง ๆ ก็เล็ง ๆ ร้านขายของที่ระลึกริมชายหาดที่ฟลอริด้าไว้เหมือนกันเนื่องจากที่เที่ยวเยอะ แต่ว่า มีหลายเสียงทักท้วงถึงค่าแรงที่น้อยมาก และแท็กซ์มหาโหด เพื่อนทุกคนพร้อมใจกันส่ายหน้า บอก แกไม่รอดแน่

แนะนำถึงรัฐต่าง ๆ ที่พอจะรู้
นิวยอร์ค โอ๊ย อันนี้เลิฟมาก ๆ การคมนาคมสะดวกมาก ที่เที่ยวเยอะ อยากกลับไปอีก หรืออยู่ซักสามปีห้าปี
แต่! ข้อเสียคือ ค่าครองชีพแพงมากนะคะ อาหาร ที่พัก ฯลฯ

ลาส เวกัส อันนี้เคยไปเที่ยว เอาจริงๆคือไม่ชอบอ่ะ เป็นเมืองโรงแรมชัด ๆ ไม่มีอะไรให้เที่ยวนอกจากโรงแรมที่ตกแต่งดี ๆ อากาศร้อนมาก และคมนาคมแย่ นึกไม่ออกว่าเด็กเวิร์คไปอยู่ยังไง? ตอนเราไปเที่ยว มีคนขับรถพาไปเที่ยวถึงที่ตลอด ซึ่ง.. มันห่างไกลกันมาก..

แอล เอ (ลอส แองเจลีส) นี่ก็อีกอัน (แต่คงไม่มีใครได้หรอกมั้ง?) ชอบเที่ยวมั้ยก็ชอบ เป็นเมืองเก๋ ๆ แหล่งช้อปมี แหล่งเที่ยวก็มี แต่มีปัญหาเรื่องการคมนาคม ไม่มีรถนี่ลำบากมาก

ซานฟราน อันนี้เชียร์นะ เพราะคมนาคมดี มีรถราง อากาศไม่ต่างกับไทยมาก เริ่ด เชียร์ค่ะ

ฟลอริด้า ไม่รู้... ช้อปหมดเลยอดเที่ยว ก็อยากไป รู้ว่ามีแหล่งท่องเที่ยวเยอะ แต่ให้พิจารณาเงินค่าแรงกับแท็กซ์ดูเองละกันค่ะ

Q: ค่าแรง
A: Federal Law กำหนดค่าแรงขั้นต่ำไว้ที่ $7.25/hr ซึ่งดิชั้นก็ไม่เข้าใจ ทำไมทุกเว็บ จะเห็นค่าแรงต่ำกว่านี้ และบางร้าน เป็นสองสามเหรียญ แต่จะให้ทิปส์ด้วย ยังไม่เข้าใจจนถึงทุกวันนี้

อ่า.. ไม่รู้สินะ.. เราก็เลือกค่าแรงยิ่งมากยิ่งดีอยู่แล้วล่ะค่ะ ฮะฮ่า!!!

อืม.. นึกไม่ออกแล้วว่ามีประเด็นอะไรอีก ถ้าสงสัยตรงไหนคอมเม้นมานะคะ จะได้ทำบล็อกให้ครบถ้วนสมบูรณ์กว่านี้

อ่า... กลับมาเรื่องเอเจนซี่แล้วกันค่ะ
เอเจนซี่ในไทย ไม่สำคัญเท่าเอเจนซี่เมืองนอก
คืออะไร?
คืออย่างนี้นะคะ เอเจนซี่เมืองไทย มีหน้าที่ดูแลเอกสาร จัดหางาน และดำเนินการวีซ่าให้ (ไม่ผ่านเอเจนท์ไม่ได้ค่ะ)
เอเจนซี่เมืองนอก คือติดต่อระหว่างเอเจนซี่ไทย กับบริษัทที่โน่นค่ะ

เอเจนซี่เมืองไทย อย่างที่บอกว่าแพรวเลือกงานเป็นหลัก พอเห็นว่าเอเจนท์ไหนมี แม้จะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ก็พร้อมจะลุยค่ะ (แพรวไปของ Itworks ค่ะ)
แต่ก็เช็คกับคนที่ไปปีที่แล้วนะคะ ว่าเอเจนท์นี้ไม่หลอกลวง หาคนที่ไปปีที่แล้วจากไหน? ก็ตั้งทู้ในพันทิปบ้าง หาจากเฟซบุ๊คบ้าง อะไรอย่างนี้ค่ะ
แต่ก็มีประเด็นคุณลุงเป็นห่วง บอก ขอหมายเลขขึ้นทะเบียนบริษัทจัดหางาน กระทรวงแรงงาน T^T คุณลุงขา เอเจนท์ไหนก็ไม่มีทั้งนั้นอ่ะค่ะ นี่หนูถ่ายรุปมาได้แต่เลขทะเบียนกระทรวงพาณิชย์แทน ไหวมั้ยคะ?

รีวิวเอเจนท์ Itworks ประทับใจนะคะ คือ อย่างแรกเลย ฟี้ดแบ็คตอบโทรศัพท์ อีเมลล์ รวดเร็วมาก (แต่ถ้าเพื่อน ๆ ได้รับฟี้ดแบ๊คช้าก็ใจเย็น ๆ นะคะ บริษัทเล็กมากกกกกกจริงๆ มีพี่ทำอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นค่ะ)

แพรวไม่ได้คาดหวังอะไรมากนะคะ กะว่าพี่งพาตัวเองน่ะค่ะ แต่ปรากฏว่า พี่เค้าออนเฟซบุ๊คแชท คอยอัพเดทกับเราตลอด และเค้าติดตามปัญหาของเราตลอด ประทับใจจริง ๆ ค่ะ มันเหนือความคาดหมายน่ะค่ะ (เดี๋ยวจะเม้าท์เรื่องปัญหาทีหลังค่ะ)

แต่ก่อนไป.. มีน้องย้ายจากเอเจนท์นึงมาเอเจนท์นี้นะคะ บอกว่าที่เก่าไม่เวิร์คอย่างแรง เป็นเอเจนท์ใหญ่ซะด้วย คือสัญญาจะให้ทำงานนี้ๆ พอไม่ได้ แล้วก็ยังไม่หางานใหม่ให้ รึอะไรประมาณนี้อ่ะค่ะ แต่แพรวก็เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเอเจนท์นี้ไม่โอ ก็ตัดทิ้งไป (ลองเสิร์ชๆดูก็น่าจะทราบมั้งคะ?) แต่ก็มีหนังสือบางเล่มบอกว่าเอเจนท์นี้ดี อืม... ของอย่างนี้แล้วแต่บุญล่ะค่ะ

อ๋อ ชอบ Itworks อีกอย่างคือเป็นเอเจนท์เล็ก ชาร์จไม่แพง พอเทียบกับเพื่อนแล้วงงเลย ของเพื่อนเอเจนท์ใหญ่ ชื่อดัง มีชื่อเสียงดี แต่ไม่รู้จะชาร์จอะไรกันหลายรอบ ที่นี่เก็บสองรอบ มัดจำ กับจ่ายค่าทั้งหมดอีกที จบ และไอ้ที่เก็บไปเนี่ย ก็รวมค่าธรรมเนียมขอวีซ่าเรียบร้อยแล้วด้วย สบาย ๆ

เอเจนท์เมืองนอก... หนึ่งเอเจนท์ไทย อาจจะดีลกับเอเจนท์เมืองนอกได้หลายบริษัทนะคะ
ที่แพรวไป คือ CHI ดีพอสมควร ข้อดีคือ เวลาเพื่อนตกงาน CHI เค้าหาที่ทำงานใหม่ให้ค่ะ รักเลย (แต่อีกเอเจนท์นึง ตกแล้วก็ตกไปดิ ช่าง สอบถามหลังไมค์ได้ค่ะ) แต่ข้อเสียก็มีนะคะ คือไม่ค่อยตอบอีเมลล์ ทีเมลล์มาด่าล่ะเร็วเชียว พอมีปัญหามีอะไรก็ไม่ตอบ แต่ไม่เป็นไร เรามีวิธีเล่นเยอะค่ะ บอก HR บริษัทเราเลย ฮี่ๆ แล้วก็บ.ประกันก็ไม่ค่อยเวิร์ค โทร.ไปรอโอนสายนานมาก พอมีคนรับ โดนบอกให้รอซักครู่แล้ววางสายใส่ เชอะ!!! ดีนะชั้นให้พี่เจาะนิ้วออกให้ ไม่ไปหาหมอก็ได้ฟระ!!! (เออ แพรวควรจะเขียนบล็อกดราม่าในการทำงานขึ้นมาอีกบล็อกสินะ)

ประเด็นอื่น ๆ ประกอบการตัดสินใจที่ควรรู้ก่อนไป (เท่าที่นึกได้ ณ ตอนนี้)
1. ระวัง ต้องแน่ใจว่ามีเวลาทำงานครบตามสัญญา

คือ เงื่อนไขก่อนไป คุยกับแม่ว่า ห้ามขาดเรียนเด็ดขาด
เราอยู่ป.โท เมเจอร์มาร์เก็ตอีกต่างหาก ถ้าป.ตรี ก็แทบจะบินไปวันรุ่งขึ้นต่อจากวันสุดท้ายไฟนอลเลย แต่เราไม่ได้ รู้ดีว่ายังไง ๆ ก็ต้องเจอพรีเซนต์ (ช่วงนัดวันสอบอ.จะบอกไม่มี แต่พอท้าย ๆ เทอมมันจะโผล่มา) เราเลยเผื่อเวลาไปสองอาทิตย์ ขากลับ ก็ต้องกลับมาให้ทันเปิดเทอม

ทีนี้ ก่อนจะสมัคร มันจะมี latest day ที่เริ่มทำงาน กับ earliest day ที่จะออกจากงาน ก็... อยากให้ใส่ใจตรงนี้นิดนึง
แพรวเองขี้โกงอ่ะค่ะ คือ วัน latest day น่ะไม่เป็นไร แต่ earliest day to leave นี่ซิ.. ไม่รอด ไม่ผ่าน แต่อาศัยว่า เอาวะ โกงเอา
คือ เท่าที่ถามเพื่อน ๆ ปีที่แล้วเนี่ย เค้าบอกว่าไม่เป็นไร ขอออกก่อนได้ สบายมาก บางคนบอกดีซะอีก เพราะพอจะเปลี่ยนใจขอทำงานต่อแทนเที่ยวแล้วเนี่ย ทำไม่ได้ เพราะต่อวีซ่าไม่ได้ ดังนั้นทำเกิน ๆ ไว้น่ะดีแล้ว

ทีนี้ประเด็นมันอยู่ที่ว่า เด็กไทยพร้อมใจกันจะออกอย่างรวดเร็วเกือบยี่สิบคนพร้อมกันสองเกาะ... เอิ่ม.... เราเรียนบิสเนสมาก็เข้าใจผู้ประกอบการนะว่ามันทำไม่ได้ แต่เนื่องจากพริซซิลล่าลุยเดี่ยว เลยใช้มารยาส่วนตัว เป็นคนเดียวที่บอสทั้งหลายอนุมัติให้ออกอย่างไร้เงื่อนไข แต่น้อง ๆ ที่แพลนจะเที่ยว ก็ต้องกลับลำ กลับไปทำงานโดยดี

แต่ มันเป็นดราม่าที่ใหญ่มาก (เดี๋ยวจะเขียนให้ฟังบล็อกนึงเต็ม ๆ เลยนะคะ) เลยอยากเตือนน้อง ๆ ว่าน้องควรจะอยู่นานได้ ตามที่ทำสัญญาไว้นะคะ เพราะมันเสียความรู้สึก และนายจ้างอาจจะไม่จ้างเด็กไทยอีกเลยก็เป็นได้ค่ะ

2. ประเด็นที่ควรรู้ก่อนไป ความแตกต่างทางวัฒนธรรม
อันนี้ไม่แน่ใจว่าหลายคนทราบมาก่อนมั้ย แต่จะปูพื้นให้ฟังคร่าว ๆ นะคะ
คือ สังคมไทย อเมริกันเนี่ย แตกต่างกันมาก
ไทย พ่อแม่สงสัยลูกจนเรียนจบขั้นต่ำปริญญาตรี แล้วลูกเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า
อเมริกัน สมัยประถมก็เริ่มทำงานพิเศษพวกตัดหญ้า หรือเลี้ยงเด็กเบบี๋ พอม.สี่อัพ ก็เริ่มทำงานพาร์ทไทม์ตามร้านต่าง ๆ หาเงินมาผ่อนรถ และเก็บเงินส่งตัวเองเรียนป.ตรีไปด้วยทำงานไปด้วยกันแล้วค่ะ เพราะพ่อแม่ก็จะเก็บเงินไว้เกษียณตัวเองเหมือนกัน

ดังนั้น ที่ทำงาน ก็อาจจะเจอได้ทั้งนักเรียน นักศึกษา หรือไม่ก็คนที่ทำงานนี้เลี้ยงชีพโดยเฉพาะค่ะ จะต่างจากบ้านเรา ที่คนที่ไปได้ ต้องมีฐานะปานกลางขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้น จึงค่อนข้างจะคุณหนูกัน (และแน่นอน... การศึกษาสูงกว่าค่ะ)

อ่า... เปิดเผยโฉมหน้า "พริซซิลล่า...จัดเต็ม!" กันดีกว่า ฮ่าๆๆ
รูปแรก เป็นวันแรกที่มาเที่ยวที่ทำงานค่ะ
Ellis Island เป็นเกาะแถว ๆ Liberty Island หรือที่สถิตย์ของเทพีเสรีภาพนั่นล่ะค่ะ


อีกรูปนึง ถ่ายวันสุดท้ายของการทำงานที่นี่.. เดรสคนละตัวนะคะ top ไม่เหมือนกัน ฮ่าๆ ยิ้มไม่ค่อยออกละค่ะวันนี้ แววตาเศร้า ๆ


g'nite ka,
xoxo



Create Date : 02 สิงหาคม 2554
Last Update : 3 สิงหาคม 2554 1:19:59 น.
Counter : 341 Pageviews.

6 comment
ไปเวิร์คดีมั้ย? ไปทำไม?
ตอนแรกว่าจะเริ่มแปะรูปและเล่าเรื่องที่ไปเที่ยวมาแล้วล่ะค่ะ
แต่มีภารกิจแทรกซ้อน
เพื่อน ๆ น้อง ๆ ในเฟซบุ๊ค รวมถึงบางกระทู้ให้พันทิปถามคำถามยอดฮิต
“ไปเวิร์คดีมั้ยพี่”

ช่วงที่ทำงานกลุ่มอยู่ก็ไม่ค่อยว่าง บอกให้ตามมาอ่านบล็อกเราเอง
แต่ก็นึกได้ว่า เออ มันเป็นบล็อกจากตอนเราเตรียมตัวจะไปนี่นา
ตอนนี้เรากลับมาแล้ว คำตอบ และแง่มุมที่ได้ จะต่างไปจากเดิม
Q: ไปเวิร์คดีมั้ย?
A: ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ค่ะ ลองตั้งคำถามตัวเองดูว่าอยากไปเพราะอะไร อยากให้ลูกไปเพราะอะไร
1. ถ้าอยากเก็บเงินเยอะ ๆ... อันนี้ต้องถามต่อว่า มีเวลาไปนานพอมั้ย หรืออดทนได้มั้ย
มีสองเคสที่เก็บเงินได้ค่ะ เคสแรก คือนิสิต นักศึกษาปีสี่ ที่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนกลับมาเรียนหรือทำงาน นี่ มีเวลาเก็บตังค์ชัวร์
อดทนได้มั้ย? เพราะพวกที่เก็บเงินได้.. นั่นคือทำงานสองกะ กะแรกงานหลัก เลิกประมาณ 4-6 โมงแล้วแต่สถานที่และการเดินทาง
และอีกจ๊อบนึง จบเอาห้าทุ่ม นั่นคือคุณรีบกลับที่พักมาซุกหัวนอน แล้วตื่นไปทำงานให้ทัน 8 โมงเช้า ไหวมั้ยคะ?
อีกพวกนึงคืออดทนต่อการใช้จ่ายเงินอย่างสูง
แพรวเอง อดต่ออาหาร เพราะมันแพงจริงๆ แต่ดันทะลึ่งเอาเงินค่าอาหารไปช้อปเสื้อผ้า เครื่องสำอาง น้ำหอม ซะงั้น
(คิดเอาเองว่า ก็เอาตังค์ค่าข้าวไปช้อปไง) เพราะฉะนั้น ถ้าถามเรื่องตังค์ แพรวไม่รับประกัน

2. อยากหาประสบการณ์... อันนี้ค่อนข้างเชียร์
แต่ขอเตือนไว้ก่อน ว่าไม่ได้สบายนะ
ปีที่แล้ว เพื่อนก็เตือน เด็กอยากไปเวิร์คอย่างเรา ๆ ก็เตรียมใจไประดับนึงอยู่แล้ว
และตั้งมั่นว่าจะอดทน เพื่อการได้เชิดหน้าชูคอในต่างประเทศ ได้เที่ยว ได้ช้อป
แพรวเองก็เตรียมใจไว้มาก เพราะเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน และรู้ว่าสาวอเมริกันเค้าทำงานส่งตัวเองเรียนกันทั้งนั้น เราก็อยากลองบ้าง
แต่เมื่อไปถึงจริง ๆ Oh! My!!!
มันได้ทำงานซ้ำ ๆ น่าเบื่อ ๆ จนเด็กเวิร์คทุกคนจะถึงจุดหนึ่งที่รำพึงออกมาว่า “นี่กูมาทำไมวะ?”
“นี่กูลำบากจ่ายเงินมาเพื่อแยกขยะหรือนี่?” (อันนี้น้องผู้ชายมันบ่นออกมาจริง ๆ)
“ถ้าอยู่เมืองไทยนะ.. ป่านนี้...” ได้ยินบ่อยมากจริง ๆ

แม้แต่แพรวที่มี self motivation สูงมาก ยังถามตัวเองบ่อย ๆ
แต่ก็เก็บคำถามนี้มาเป็นพลัง
“นี่ชั้นมานิวยอร์คทำไมนะ?” พอได้คำตอบของตัวเองแล้ว เราก็จะใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายค่ะ

เอ่อ แต่งานมันก็น่าเบื่อมากจริง ๆ นะ ซ้ำซาก เบสิค
แพรวเบื่อได้ตั้งแต่วันที่สองของการทำงาน
แต่เนื่องจากเป็นคนที่เรียนรู้งานเร็ว ทำงานดีมาก ทั้งเร็ว ทั้งดี ลูกค้ารัก สบตาวิ้ง ๆ ให้หลายคน
และนางสาวสยามมาเอง ยิ้มหวานเป็นที่สุด
เจ้านายระดับสูงเค้าสังเกต และชมเรากับแมแนเจอร์ ว่า “She’s not bad!”
แมแนเจอร์ตอบกลับไป “She’s the best since Day1!”
นี่! ให้มันรู้ซะมั่งว่าไผเป็นไผ!!!

ไม่ใช่แค่นั้นสิ พอจะกลับ เจ้าของบริษัทก็มากอด บอกว่า Please come back ทำตาละห้อย
เราก็ยิ้ม ๆ อธิบายไปว่าเรียนอยู่นะ เทอมหน้าอาจทำธีสิสไม่ทัน คงมาไม่ได้
ก็ภูมิใจ แต่ก็นึกว่าชมตามมารยาท

อีกวันที่เรามาเที่ยวและแวะไปหาเพื่อน ๆ เค้าถามคำเดิมอีกครั้ง เราก็รู้สึกว่าเอ๊ะ เค้าคงประทับใจเราจริงจังแล้วล่ะ
เราก็ตอบกลับไปว่าชั้นจบตรีบัญชี ตอนนี้เรียนโทการตลาดอยู่นะ..
อยากกลับมาน่ะมันแน่อยู่แล้ว แต่คงไม่ใช่ front line
เจ้านายก็บอกว่า งั้นลงไปบอก HR สิ.. เดี๋ยวจะเปิด Internship ให้
นี่!!!! ติดใจสาวไทยเข้าให้!!!

จบเรื่องประสบการณ์ทำงาน ทีนี้ต่อไปเรื่องประสบการณ์การใช้ชีวิต
มันขึ้นอยู่กับตัวคุณทั้งนั้น
การไปเวิร์ค คุณอาจจะพักกับญาติพี่น้อง อาจจะอยู่คนเดียว หาห้องแชร์กับฝรั่งเอาดาบหน้า หรือจะรวมก๊วนกับเด็กเวิร์คในไทยด้วยกัน
สำหรับแพรวเอง แพรวค่อนข้างลุยนะ วันหยุด กางแผนที่ กับไกด์บุ๊คแล้วลุยโลด
ถึงจะไม่ค่อยมีรูปตัวเองเท่าไหร่ แต่มันมีความรู้สึกในใจขึ้นมาชัดเจนว่านี่แหละใช่!

ไปกับเพื่อน คุณก็ได้อะไรหลาย ๆ อย่าง
ได้แชร์ห้อง แชร์ค่าบ้าน แชร์ห้องน้ำ ทำอาหารกินกันเอง เที่ยวด้วยกัน
ถ้าคุณใส่ใจ ก็จะได้อะไรมากเหมือนกัน
ถ้าคุณงอแง.. คุณก็จะไม่พัฒนา..
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณค่ะ

3. อยากได้ภาษา
ถ้าหนูจะเอาภาษา.. พี่ขอให้หนูจำเป้าหมายนี้เอาไว้ให้มั่นนะคะ
เพราะ ด้วยเนื้องานแล้ว ต่อให้หนูรับออเดอร์อาหารบนเกาะท่องเที่ยวอย่างพี่.. มันก็พูดแต่คำเดิม ๆ ค่ะ หรืออาจจะไม่ได้พูดเลยด้วยซ้ำ
มีเพื่อนเด็กเวิร์คปีนี้ประมาณสิบกว่าคน.. บางคนภาษาดีอยู่แล้ว แต่ก็มีบางส่วนที่ก็พอโอเค..
คนที่ดีอยู่แล้ว แพรวไม่สามารถบอกพัฒนาการได้ชัดเจนนะคะ
แต่ส่วนที่พอโอเคเนี่ย มันชัดมาก
กลุ่มนึง สนุกไปกับงาน ชอบเลียนแบบสำเนียงเพื่อนร่วมงานขำ ๆ แต่นั่นแหละ คือวิธีการชั้นยอด
ในขณะที่อีกกลุ่มนึง เริ่มต้นยังไง ก็กลับอย่างนั้น
แล้วตั้งคำถามว่า “พี่.. อยากพูดเก่ง ๆ ทำไงอ่ะ..”
ดังนั้น มันขึ้นอยู่กับตัวหนูล้วน ๆ เลยค่ะ ว่าจะเอาแค่ไหน

4. อยากเที่ยว
ถ้าที่บ้านมีฐานะก็ไปเลยค่า ลดค่าใช้จ่ายทางบ้านได้อีกนิดด้วยเงินที่เราหามาสมทบเล็กน้อย ลุยยยยย
ฐานะปานกลาง ตามข้างบน เรื่องหาเงินเลยค่ะ หนูมีเวลาทำงานมั้ย ทำสองกะไหวป่าว? หรืออดทนไม่ช้อปได้ป่าว?
แล้วก็ ต้องศึกษาเส้นทางท่องเที่ยวพอสมควรว่าอะไร ไปยังไง ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
ถ้าพวกซานฟรานฯ นิวยอร์ค ก็จะเที่ยวง่ายหน่อยเพราะคมนาคมสะดวก
แอลเอ ถ้าไม่มีคนรู้จักคอยพาขับรถเที่ยวก็ลำบากหน่อยนะคะ

(เราเอง ก่อนไปวางแผนเที่ยวเยอะมาก ไปถึง พยายามเซฟค่ากิน แต่ดันหมดกับค่าช้อป เลยงดเที่ยว
บอกตัวเองไว้ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในชีวิต ที่ชั้นบินมาอเมริกาแน่นอน อดทนไว้ คราวหน้าจะมาเงินตัวเองให้ได้ พาพ่อแม่มาด้วยแน่นอนค่ะ)

ข้อคิดจากบล็อกวันนี้ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวคุณนะคะ
แฮ่ก ๆ ขอจบตอนไว้เท่านี้ละกันค่ะ
มีอะไรฝากข้อความมาถามได้ จะได้เป็นไอเดียทำบล็อกต่อไปค่ะ 



Create Date : 28 กรกฎาคม 2554
Last Update : 28 กรกฎาคม 2554 22:30:08 น.
Counter : 265 Pageviews.

6 comment
How to FLY!!! บินเดี่ยวไม่กลัว กลัวไม่ได้บินค่ะ
คราวนี้อัพสั้น ๆ สำหรับคนเดินทางขึ้นเครื่อง ต่อเครื่องค่ะ
เพราะก่อนเราไป ก็สับสนนิดหน่อยว่าต้องทำอะไรบ้างเนี้ย? แล้วชั้นบินเดี่ยวด้วย จะรอดม้ายยยยย (หมายถึงฝรั่งที่นั่งข้าง ๆ นะคะ อุ๊ย! ไม่ใช่ ;p)

ก่อนอื่น ดูรายละเอียดตั๋วอิเล็คทรอนิคส์ให้ดี ปรินท์ออกมาก็ได้ หรือจดว่าไปสายการบินอะไร ไฟลท์อะไร วัน-เวลา

ทีนี้ก็ดูรายละเอียดข้อบังคับของสายการบินนั้น ๆ ต้องเช็คอินก่อนเวลาเท่าไหร่ (เอ่อ เริ่มลืมแล้ว ประมาณ 2-3 ชั่วโมงมั้งคะ? แต่ของไทย เผื่อเวลาหน่อยก็ดี ก็รถมันติดดดดด) แล้วก็ จำโล้โก้สายการบินไว้ให้มั่นค่ะ

ไปถึงสนามบิน มองหาโลโก้สายการบิน ในอาคารผู้โดยสารขาออก เช็คสถานะไฟลท์ที่ตู้ไฟอ่ะค่ะ ว่าเค้าเปิดให้เช็คอินริยัง ก็ไปตามนั้น แต่ละสายการบินก็แบ่งคลาสในการเช็คกระเป๋าด้วยค่ะ ยื่นพาสปอร์ตไป เค้าจะให้อีทิคเก็ตเรามา ชั่งน้ำหนักกระเป๋า โหลดกระเป๋า ให้แท็กกระเป๋า พร้อมคอนเฟิร์มว่าให้รับปลายทางค่ะ (ของเราแบบต่อเครื่องค่ะ)

ถึงเวลาก็ร่ำลาคุณพ่อคุณแม่ แล้วลุยเดี่ยวเข้าไปที่ด่านต.ม.
ก็จะเช็คพาสปอร์ตเรา และให้บัตรผู้โดยสารขาเข้า-ออกมา คือเรากรอกครึ่งนึงแล้วส่ง อีกครึ่งเค้าแม็กติดไว้ อย่าให้หายนะคะ ขากลับเข้าไทยเค้าจะดึงเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าเราที่ออกนอกประเทศไปกลับมาแล้วนะ

ผ่านตรงนี้ก็ถึงด้านในแล้วค่ะ ช้อบชอบ! เดินๆถ่ายรูปไป ดูร้านดิวตี้ฟรีไปเพลินๆ อ้อ อย่าลืมขอรหัสอินเตอร์เน็ตด้วยค่ะ ฟรีค่ะ
เราเดินไปเช็คเกตก่อนอ่ะค่ะ ว่าอยู่ตรงไหน ไกลแค่ไหนให้ชัวร์
(ซึ่งคิดถูกมาก มันอยู่ไกลกว่าที่ดิชั้นคิดไว้ค่ะ!)
เสร็จแล้วก็ยังถ่อมาถ่ายรูปที่เดิม.. ก็ตอนแรกคิดว่าสวยแต่ไม่ได้ถ่ายไว้นี่นา อีกใจนึงคือ เออ น่า เดี๋ยวได้นอนบนเครื่องจนเบื่ออยู่แล้ว อยากเดินก็เอาเฮอะ!

ตอนกลับมาเดิน ก็เล็งนาฬิกาไว้นะคะ ว่าเราใช้เวลาเดินไปที่เก่ตเท่าไหร่ จะได้เผื่อเวลาไว้ เดินไปชิลล์ชิลล์ค่ะ

อ้ะ ถึงเวลา เกตเปิด ก็เดินไปตามทาง จะเจอเคาน์เตอร์ ก็ยื่นพาสปอร์ตกับอีทิคเก็ตไปรอบนึง แล้วก็นั่งรออีกแล้วค่ะ

แล้วแอร์กราวน์ก็จะเรียกขึ้นเครื่องตามคลาส อีโคโนมี่อย่างเราก็หลังสุดค่ะ อาจต้องยื่นอีทิคเก็ตอีกรอบค่ะ แล้วแต่สายการบิน

บนเครื่อง
แอร์จะให้กรอกใบคนเข้าเมืองญี่ปุ่น (หรือจีน หรือเกาหลี แล้วแต่ประเทศที่คุณต่อเครื่อง) ซึ่ง เราไม่ต้องกรอกนะคะ เราไปอเมริกาค่ะ

ไว้ตอนไฟลท์จากประเทศนั้น ๆ ไปอเมริกาค่อยเอาค่ะ

การต่อเครื่อง
ส่วนใหญ่ต้นทางจะบอกได้แค่ว่า ไปต่อเครื่องที่สนามบินอะไร เวลาเท่าไหร่ แต่ไม่สามารถบอกเกตได้ พอไปถึง ก็เช็คจอตู้ไฟแจ้งไฟลท์เหมือนเดิมค่ะ แล้วก็เดินไปหาเกตนั้น

เจอเกตแล้วก็ลั้นลาเช่นเดิมค่ะ เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า ล้างแขน เดินเล่น ดูสนามบินบ้านเมืองเค้า หาอะไรกิน ช้อปปิ้ง ฯลฯ แล้วกลับมานั่งรอที่เกตให้ทันค่ะ แล้วก็สเต็ปเดิม ยื่นพาสปอร์ต ขึ้นเครื่อง จบ

เออ แต่มีเรื่องนึงที่เราไม่ค่อยเข้าใจ ตอนต่อเครื่องที่นาริตะ ก็มานั่งรอมันมาเป็นชั่วโมง แล้วอยู่ดีๆแอร์ก็เดินถือไวท์บอร์ดเขียนชื่อเรา เราก็แบบ เอ๊ะ? ชั้นถูกเรียกเป็นคนสุดท้าย ทุกคนเค้าขึ้นเครื่องตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? ชั้นนั่งอยู่นี่มาเป็นชั่วโมงแล้วนะ? งงๆค่ะ แต่สรุปคือให้กรอกใบคล้าย ๆ คนเข้าเมืองที่ญี่ปุ่น ซึ่งดิชั้นเข้าใจว่า ชาวบ้านเค้ามาจากญี่ปุ่นเท่านั้น มีแต่อีนี่แหละ มาต่อเครื่อง เค้าคงอยากได้รายละเอียดคนผ่านเข้าเมืองมั้งคะ?

ถึงอเมริกาก็รอคิวด่าน ต.ม.
ก็ยื่นพาสปอร์ต ยื่นใบที่กรอกบนเครื่อง และเอกสารอื่น ๆ (ใบจ้างงาน ฯลฯ) และเตรียมตอบคำถามเค้า อารมณ์คล้ายๆตอนสัมภาษณ์วีซ่าอ่ะค่ะ ต้องสร้างความมั่นใจให้เค้านิดนึงว่าดิชั้นเป็นคุณหนูนะยะ! มาเริด ๆ เชิด ๆ สองสามเดือนก็จะกลับไปเรียนต่อย่ะ! ไม่ได้สนใจจะแอบมาเพิ่มจำนวนประชากรของหล่อนหรอก! เอ๊ยยยย ไม่ใช่ฟีลนี้! พอดีเพิ่งอ่าน คุณหนูน้อยฯ มาอ่ะค่ะเลยอิน (แต่ไอเดียนี้ล่ะค่ะ 55+) ก็สุภาพ ๆ ดูน่าเชื่อถือ เค้าก็จะถามว่ามาทำงานอะไร ที่ไหน ยังไง ก็ตอบไปมั่นใจสบาย ๆ ค่ะ เค้าแค่เมคชัวร์ว่าเรารู้เรื่อง ไม่ได้ถูกหลอกมาน่ะค่ะ

พ้นจากตรงนี้ก็รอรับกระเป๋า ซึ่งเอาจริงๆ ไม่ได้มีใครมาดูเล้ย ว่าหิ้วกระเป๋าไปน่ะถูกใบมั้ย??? แต่แท็กมีไว้ให้เผื่อกระเป๋าไม่มา ก็เอาแท็กไปเคลมค่ะ

แล้วก็ออกไปหาคนที่มารอรับเรา เย้ๆ (หรือ.. ถ้าเพื่อน ๆ เดินทางเอง ก็ถึงเวลามองหาแท็กซี่ ซับเวย์ หรือรถไฟแล้วค่ะ!)

เฮ้!!! ถึงแว้วววววววว!!!

ป.ล. บล็อกวันนี้ดูรั่ว ๆ เนอะ??? ทุกทีออกจะเขียนแนวเรียบร้อยๆ
ชอบอ่านแบบไหนก็บอกนะคะ แพรวเขียนตามอารมณ์ค่า 5555+



Create Date : 10 กรกฎาคม 2554
Last Update : 10 กรกฎาคม 2554 0:15:07 น.
Counter : 265 Pageviews.

3 comment
PACKING! for WAT
การแพ็คกระเป๋าไปเวิร์ค

ก่อนจะแพ็ค ต้องพิจารณาดังนี้ค่ะ
1. เราจะไปเวิร์ครัฐไหน บ้านที่จะไปอยู่มีอะไรให้บ้าง
เคยอ่านเจอว่าบางที่ไม่มีอะไรเลย ต้องไปซื้อที่นอนหมอนมุ้งกันเอาเอง จานชามด้วย (แต่พวกสบู่ แชมพู โลชั่นไม่ต้องแบกไปนะคะ ไปซื้อเอาที่นั่นดีกว่า ราคาไม่ต่างกันมาก และเหมาะกับสภาพอากาศมากกว่าด้วย ไม่ต้องแบกไปให้เปลืองน้ำหนักกระเป๋า)

2. สภาพอากาศเมืองที่จะไปอยู่
จะไปนิวยอร์คก็หนาวหน่อย ในขณะที่ซานฟรานร้อนยังกะเมืองไทย เลือกเสื้อผ้าไปตามสภาพอากาศนะคะ อาจมีเสื้อผ้านอกฤดูติดไปสักตัวสองตัวเผื่อเดินทางเที่ยวรัฐอื่นค่ะ
ทางที่ดี เช็คสภาพอากาศก่อนไปนิดหนึ่ง และที่ควรทำอย่างยิ่งคือสอบถามเพื่อนที่ไปถึงก่อน เพราะโลกร้อนค่ะ เด็กเวิร์คปีที่แล้วบอกเรากว่า กว่าจะไป ก็ร้อนหมดแล้วล่ะ แต่ปีนี่ที่ไป.. เอ่อ.. หนาวได้อีก.. ดีนะที่เปลี่ยนใจนาทีสุดท้าย บอกแม่เอาเสื้อหนาวตัวหนาสุด หมวก ผ้าพันคอ ถุงมือมาให้.. ได้ใช้ทุกชิ้นค่ะ

3. ลักษณะไลฟ์สไตล์ของเรา ติดอาหารไทยมั้ย ชอบกินมาม่า อยากประหยัดตังค์ แต่ไม่กลัวโซเดียมสูง?
อย่างเพื่อนบางคน แพ็คเสื้อผ้ากระเป๋านึง ของกินกระเป๋านึงก็มี
แต่แพรวรู้แล้ว มาอยู่หอที่กรุงเทพนี่กินมาม่านับครั้งได้ แค่พกซองเครื่องปรุงอาหารไทยไปพอทำอาหารเลี้ยงขอบคุณผู้สนับสนุนที่ซุกหัวนอนอย่างเป็นทางการก็พอแล้วค่ะ

4. กฎเกณฑ์สายการบิน
ปกติให้โหลดกระเป๋าได้สองใบ หนักใบละไม่เกิน 23-25 กิโล แล้วแต่สายการบิน (ส่วนใหญ่ 23 นะคะ) และคลาสที่นั่งอีกทีค่ะ แล้วก็แครี่ออนอีกใบ

My diary
ป๊ากับแม่มีส่วนในการแพ็คมาก บอก ไปอยู่แค่สองเดือน จะเอาอะไรไปนักหนา ป๊าให้เอาไปใบเดียวพอ หม่ามี้มีเหตุผลว่า ไปออกลูกกระเป๋าที่นั่นละกัน เนี่ย ยังไงก็ช้อปกลับมา เอาไปแค่นี้แหละ เดี๋ยวกลับมากระเป๋าน้ำหนักเกินนะ ค่าาาาา

ดังนั้น แพรว pack light มากกกกก แบกเป้หนึ่งใบ กับกระเป๋าลากหนึ่งใบ ลุยเป็นที่สุด

เป้ที่ติดตัว
ภายในมี 1.มินิโน้ตบุ๊ค
2. ผ้าอนามัย (แบบว่าแจ๊คพ็อตทุกไฟลท์เลยอ่ะค่ะ) ขนไปเยอะมาก ๆ เปลืองที่ก็จริงแต่น้ำหนักเบา

3. เอกสารสำคัญคลิปเป็นชุดไว้ เช่น ชุดนี้ได้ใช้ในด่านตรวจนู้นนี้ชัวร์ๆ อีกชุดเป็นเอกสารไปยื่นกับนายจ้าง อีกชุดเป็นก๊อปปี้สำรอง..
อ้อ.. นอกจากนี้ก็ถ่ายเอกสารไว้อีกสองชุด ให้คุณแม่ชุดนึง กับญาติในกรุงเทพอีกชุดนึงด้วยค่ะ เผื่อมีอะไรฉุกเฉฺิน เอกสารหาย จะได้มีทางหนีทีไล่ ในชุดนี้ แพรวก็ทำตารางวางแผนของตัวเองไว้ด้วย ว่าไปรัฐอะไรประเทศอะไรวันไหน รวมกับเรื่องเรียน ต้องลงทะเบียน เปิดเทอมวันไหน)

4. ยาต่าง ๆ ค่ะ (ให้ร้านยาออกและแพ็คให้ บอกเค้าว่าจะไปเมืองนอก แพรวไม่ได้ให้หมอเขียนใบสั่งยาให้นะ แค่ซื้อที่ P&F แล้วให้เค้าเขียนไว้หน้าซองพอแล้ว) ส่วนใหญ่แพรวปวดท้องทุกประเภท เลยเน้นขอยาแก้ท้องเสีย ปวดท้องเมนส์ ปวดท้องโรคกระเพาะมา นอกนั้นก็เป็นไข้ เป็นหวัด แก้แพ้ ทั่วไป เอาน่ะ อุ่นใจไว้ก่อน แล้วก็อีโน นอกจากแก้อาหารแน่นท้องแล้ว แพรวใช้แก้อาการอยากอาเจียนด้วยค่ะ (คือ เป็นคนที่กลัวการอาเจียนมาก ๆ ค่ะ วิธีหลีกเลี่ยงมีสองทาง ถ้าไม่นอนหลับ ตื่นมาก็หาย ก็กินอีโนนี่ล่ะค่ะ)

แต่ สิ่งที่คิดว่าควรซื้อไป แล้วลืมเอาไปคือ พวกยาป้องกันการเมา และแอลกอฮอล์เข้าร่างกายค่ะ เช่น ดิ๊งกี้ แฮง อะไรอย่างนี้ (ปกติไม่เคยแตะแอลกอฮอล์เลยคิดไม่ถึงค่ะ เคยได้ยินว่าดิ๊งกี้ป้องกันเมา แต่แฮง ป้องกันร่างกายดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ด้วย)

5. ในกระเป๋าบิวตี้ พกวาสลีนกระปุกใหญ่ไว้ อายครีมหนึ่งหลอด แล้วก็เจลล้างมือ ก็เลือกไซส์เล็กแล้วนะ แต่กะว่า ถ้าเค้าจับได้ ก็ยินยอมโยนทิ้งอยู่เหมือนกัน เลยแยกไว้อีกที่
เพราะบนเครื่องบินอากาศแห้งมาก และไม่อยากพกกระปุกครีมเต็มสตรีมไว้ทาหน้า ก็มีอายครีมหลอดเดียวนี่ล่ะค่ะ ฉุกเฉินงี้ก็ทาทั่วหน้าเลย
วาสลีนใช้ทาปากนี่ล่ะค่ะ แต่ถ้าผื่นขึ้นก็ทาได้เหมือนกัน

6. แล้วก็มีของใช้ส่วนตัว พวกกระเป๋าตังค์ มือถือ กล้อง ไรงี้

กระเป๋าห้อยคอ
มีพาสปอร์ต และเงินสด.. มีกุญแจกระเป๋าและลิปมันด้วย ประมาณนี้ ต่อไปพอได้ boarding pass กับ luggage tag แล้วก็เก็บไว้ในนี้เหมือนกัน

กระเป๋าเดินทางไซส์กลาง
(ฮุๆ ชาวบ้านแพ็คใบใหญ่ไปสองใบ พริซซิลล่าจัดไปใบกลางใบเดียว.. ไม่ใช่อะไร้.. แต่ป๊ากับแม่ให้แค่นี้อ่ะ 5555+)
ก็ลองแพ็คแล้วนะ ตอนเช้าก็แพ็คได้ ทำไมตอนบ่ายจะยัดไม่ลงก็ไม่รู้ (อีกสองชั่วโมงจะต้องไปแย้ว T^T) ก็เอาของออกเยอะเหมือนกัน
สิ่งที่เอาไป

ชุดกันหนาว
- เอา sweatshirt ไปสองตัว (เสื้อหนาวสวมหัว)
อายเพื่อนเหมือนกัน เพราะเราเก็บตัวสวยไปเที่ยว
อีกตัวใส่เดินทางไปที่ทำงานทุกวัน เหมือนเดิมเด๊ะๆ
แล้วมันก็ไม่ได้สวยอะไรมากมาย ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็จะแฟชั่นจ๋า ใส่โค้ต ใส่บู๊ตกัน เอาน่า กันหนาวได้ก็พอละ
- sweatpant ตัวเดียว ไว้ใส่อยู่กับบ้านวันหนาว ๆ และ mix and match กับเสื้อยืดเป็นชุดนอนไปในตัว เพราะ..
- ชุดนอนเอาไปชุดเดียว! อื้อ ผ้าสำลีแขนยาวขายาวชุดเดียวจริง ๆ
- เสื้อแจ๊คเก็ตแบบบางสองตัว
คือตัวนึง ตอนไป AFS จำได้ว่าใส่ทุกวัน ใส่คลุมเสื้อยืดในวันลมแรง และใส่ทับ sweatshirt อีกทีในวันหนาว ๆ
อีกตัวก็คาร์ดิแกนตลาดนัดธรรมดา เผื่อจะได้คลุม ๆ บ้าง
- เสื้อแจ๊คเก๊ตสุดยอดหนาตัวนึง
ตอน AFS ใส่แค่เวลาไปเล่นสกี ทั้งปีไม่ได้ใช้ เลยกะว่าจะไม่เอาไป แต่เช็คเฟซบุ๊คเพื่อนแล้วน่ากลัว ทำไมทุกคนแต่งตัวเยี่ยงเอสกิโมเช่นนี้? จึงบอกให้ท่านแม่จัดมา! พร้อมหมวก ผ้าพันคอ ถุงมือ ครบเซ็ต ดิชั้นขี้หนาวอยู่แล้ว

ชุดเที่ยว
- เสื้อสวย ๆ เอาไปประมาณสองสามตัวมั้งคะ? (น่าจะสอง)
- แล้วก็เดรสสวย ๆ อีกสอง อ๊ะ ไม่ได้ เผื่อมีเดทแล้วดิชั้นช้อปปิ้งไม่ทัน!
- กางเกงผ้ายืดใส่สบายสีดำ, กางเกงสีดำที่ดูดีหน่อย, ยีนส์

ชุดอยู่บ้าน บวก ใส่ไปทำงาน
(คือ ศึกษามาแล้วว่ามีเครื่องแบบพนักงาน แต่ภายใต้เครื่องแบบ ก็ใส่เจ้านี่ล่ะ ซึ่ง เป็นตัวเดียวกับที่ใส่อยู่บ้าน และใส่นอน)
เอาไปสามตัวเอง น้อยมาก แนะนำควรจัดไปซักห้า
น้อยอย่างนี้ก็ยังงก แม่ก็บอกให้ซ์้อใหม่ แต่เราก็ไม่! ใส่วนไปวนมางี้แหละ!

อันเดอร์แวร์
ตามสะดวกค่ะ แหะๆ อย่าลืมเอาถุงตาข่ายซักผ้าไปด้วยล่ะ ขนาดเราเอาไปแล้วยังไม่ค่อยรอดเลย เวลาเอาไปตู้หยอดเหรียญเนี่ย กลับมาตะขอชั้นในบิด.. เจ็บง่ะ แต่ใส่ต่อไป

รองเท้า
เตรียมนันยางสีดำไปเวิร์ค แต่ไปถึงคุณพี่ญาติพาไปซื้อรองเท้าดี ๆ เพราะเราต้องยืนทั้งวันจะปวดเท้าเอาได้ ขนาดรองเท้าดีๆยังเจ็บเลยค่ะ ต้องไปหาซื้อแผ่นรองรองเท้านิ่มๆมาซ้อนอีกชั้นด้วยล่ะ

นอกนั้นก็รองเท้าใส่เล่น ซึ่ง.. เอาผ้าใบไปเถอะค่ะ จะได้สบายเท้า แต่ถ้าใครชอบแฟชั่นหน่อย รองเท้าบู๊ตหุ้มข้อเท้าก็โอนะคะ ส่วนรองเท้าแตะ ติดไปบ้างซักคู่ก็พอค่ะ

ถุงเท้า
นี่ก็เอาไปน้อยเกิน ลืมแล้วว่ากี่คู่ แต่ เอ๊ะ ใส่ซ้ำ ๆ แล้วไม่ซื้อใหม่อีกแล้ว

toiletree+
-เอาคอนแทคและอุปกรณ์ไปให้พร้อม ไปให้ครบ เพราะที่นู่นจะซื้ออะไรต้องมีใบสั่งจากแพทย์เท่านั้นอ่ะค่ะ จะยุ่งยาก (แต่ก็เห็นมีพวกยาล้างเลนส์ กับยาหยอดตาตามร้านอยู่นะ ถ้าหมดจริงๆ ประเด็นคือ แพ็คคอนแทคไปให้เกินพอนะคะ)

-ผ้าอนามัย ถ้ามีที่ควรแพ็คไป บ้านเค้าฮิตแทมปอนแบบสอด ดังนั้นผ้าอนามัยโหลมาก แบบเส้นตรง จะบ้าเหรอยะ วิศวกรผ้าอนามัยในไทยออกแบบดีมาก รูปพัด บวกขอบสวิงกิ้งสามชั้น กะว่าไม่มีทางซึมเปื้อนเด็ดขาด
ถ้าไม่มีที่ ยังไงก็ให้เอาแบบนอนไปอ่ะค่ะ แบบกลางวันไม่ต่างกันมากอยู่แล้ว

-หมวกอาบน้ำ ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน โฟมล้างหน้า หวีแปรง นอกนั้น ยาสีฟัน โลชั่น สบู่ แชมพู ครีมนวด เป็นไซส์เล็ก แล้วไปซื้อไซส์เต็มที่นั่นนะคะ

ของที่ระลึก
เตรียมแค่พวงกุญแจไปไม่กี่อัน สำหรับเพื่อนที่ทำงานที่เราประทับใจจริง ๆ
แล้วก็ของดี ๆ หน่อยให้ผู้มีอุปการคุณในการสนับสนุนที่พักดิชั้น และให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ในนิวยอร์ค รวมถึงครอบครัวที่เลี้ยงดูดิชั้นมาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว สมัย AFS อีกด้วยค่ะ

ไอเดียของฝาก
ของกินเวิร์คนะ ซื้อซองเครื่องปรุงสำเร็จไปสิ (แต่ไม่เอาไปก็ไม่เดือดร้อน ร้านเอเชียมีเต็ม)
สบู่นี่ชอบมาก ถูก หอม ใช้ได้ทุกเพศทุกวัย ซื้อสบู่อภัยภูเบศร์ไปน่ะค่ะ
ผ้าพันคอ อันนี้คุณแม่ๆน้าๆป้าๆ ชอบใจกันใหญ่ แน่น้อน ผ้าไทยสวยอยู่แล้วค่ะ
นอกนั้นก็เรื่อย ๆ อ่ะค่ะ ใยบวบขัดผิว อะไรก็ได้ แพ็คไป
อ้อ อย่าลืมการ์ด และแพ็คกระดาษห่อของขวัญรองก้นกระเป๋าไป พร้อมสก็อตเทปพร้อมเครื่องตัดขนาดเล็กไปด้วยนะคะ

การแพ็ค
ปูพวกกางเกงหนัก ๆ ลงพื้นก่อน (พับตามแนวยาว แล้ววางให้แบนไปกับกระเป๋าที่สุดตามรูปกระเป๋า)
วางรองเท้า (ห่อถุงพลาสติกถ้าเปื้อน) ตามร่องพื้นกระเป๋า
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์และของแตกง่าย ให้ใส่ลงไปในถุงเท้า แล้วยัดตามช่องต่าง ๆค่ะ (อ้อ! อย่าลืมหัวปลั๊กแปลงไฟนะคะ แบบ คอมบ้านเราใช้ปลั๊กกลมๆ แต่ที่นู่นมีแต่เหลี่ยมๆค่ะ)
ประมาณนี้มั้งคะ แพ็คลง รัดสายรัดกระเป๋า ปิดฝา ล็อค อาจคาดเข็มขัดกันกระเป๋าแตกอีกซักเส้น ติดแท็กกระเป๋าเป็นชื่อที่อยู่เราที่นั่น และผูกริบบิ้นสีสดเป็นจุดสังเกตอีกหน่อย พร้อมจะไปกันแล้วริยังคะ?



Create Date : 09 กรกฎาคม 2554
Last Update : 29 กรกฎาคม 2554 12:40:17 น.
Counter : 306 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  

Praew Priscilla
Location :
ลำปาง  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Hey!

Thanks for dropping by my blog! I'm Praew Priscilla.
Just the sweetest travelista mermaid living her happy life and keeping positive vibes.

Follow me at Instagram "PraewPriscilla"
Contact me at praewpriscilla@gmail.com
New Comments