Group Blog
### คำพ่อสอน ###
















คำพ่อสอน :

 ประเทศจะอยู่ได้ เพราะเราสร้างความดี

“ความดีสร้างกำลังใจ เป็นเหมือนการฉีดยาป้องกันโรค”

...เราต้องทำในสิ่งที่ดีที่ชอบตลอดไปเป็นเวลานาน
อาจน่าเบื่อ

 แต่แม้กระนั้นอย่างเพิ่งท้อใจ

แม้กระนั้น บางทีเราทำตลอดชีวิตแล้วก็ยังไม่พอ

 แต่ทำไมเมืองไทยอยู่ได้ก็เพราะว่าบรรพบุรุษของเรา

ทำมาเป็นแรมปีเป็นร้อยๆ ปีทำมาด้วยความสุจริตใจ…


...ประเทศไทยนี่ทำไมอยู่ได้ ก็เพราะพวกเราทุกคน

 ถ้าเราสร้างความดีคือทำปฏิบัติในสิ่งที่บริสุทธิ์ใจที่สุจริต

ที่ตั้งใจดีมันอาจมีผิดพลาดบ้าง แต่ว่าไม่ได้ตั้งใจผิดพลาด...

...ตั้งใจทำดี ก็เป็นการสร้างกำลังของบ้านเมือง

ทำให้เป็นเหมือนฉีดยาป้องกันโรค

ซึ่งถ้าเราฉีดยาป้องกันโรควันนี้ พรุ่งนี้ไม่ใช่ไม่ได้ผล

 หมอก็ทราบดี ถ้าเราฉีดยา ต้องได้ครบโดส

ถึงจะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้...

...การป้องกันให้ครบโดส เราต้องทำในสิ่งที่ดีที่ชอบตลอดไป

เป็นเวลานานอาจน่าเบื่อ แต่แม้กระนั้นอย่าเพิ่งท้อใจ

 แม้กระนั้น บางทีเราทำตลอดชีวิตแล้ว ก็ยังไม่พอ...

...แต่ทำไมเมืองไทยอยู่ได้ ก็เพราะว่าบรรพบุรุษของเรา

ทำมาเป็นแรมปีเป็นร้อยๆ ปีทำมาด้วยความสุจริตใจ...

ที่มา :

พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 หนังสือคำพ่อสอน ในโครงการตามรอยเบื้องพระยุคลบาท

ด้วยความรักและความดี 60 ปี 60 ล้านความดี

ถวายในหลวง น้อมเกล้าถวายในหลวง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก 

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)









Create Date : 09 พฤษภาคม 2558
Last Update : 9 พฤษภาคม 2558 19:56:26 น.
Counter : 649 Pageviews.

0 comment
### เรื่องเล่า..พระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก ตอนที่ 3 ###

ตอนที่  3

- ท่านสวัสดิ์ได้ตามเสด็จฯ อยู่บ่อยครั้ง

มีเรื่องราวประทับใจที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ไหมครับ

       เรื่องหนึ่งที่ผมไม่เคยลืมคือ

เหตุการณ์วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๕

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปอำเภอขวาง จ.กาฬสินธุ์

เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งลงจอด

 พระองค์ท่านเสด็จฯ ตรงมาทางผม รับสั่งว่า

 “พอหมดฝน แม่น้ำลำพะยังแห้งขอด ลำน้ำเป็นร่องลึก

น่าจะทำประตูกั้นน้ำไว้ช่วยชาวบ้านหน้าแล้ง

 เดี๋ยวฉันจะไปดูที่หน้าผาริมน้ำตรงนี้” พวกเราตื่นเต้นกันใหญ่

 เพราะไม่รู้เส้นทางที่จะเข้าไป

ทรงชี้ในแผนที่จุดใกล้บ้านกุด ขอนแก่น

แต่ไม่มีใครรู้จักทาง พอไปถึงหมู่บ้าน

กำนันกับผู้ใหญ่บ้านก็ไม่อยู่

 เราจึงคว้าชาวบ้านคนหนึ่งที่นุ่งผ้าขาวม้า

ไม่ใส่เสื้อยืนอยู่ริมถนนให้ช่วยนำทาง

แต่ความที่เขาพูดภาษาอีสาน จึงสื่อความไม่ค่อยเข้าใจนัก

       พอรถออกจากบ้านกุดขอนแก่น

มัคคุเทศก์ผ้าขาวม้าบอกให้เลี้ยวซ้าย

ขับไปได้ราวสองสามกิโลเมตร มัคคุเทศก์สั่งให้เลี้ยวขวา

 ลงทางเกวียน ถนนขรุขระ รถกระเด้งกระดอนแกว่งไปมา

 มืดก็มืด มีแต่ไฟรถยนต์ส่องทาง พวกเราชักใจเสีย

เพราะรถยนต์พระที่นั่งและขบวนตามมาติด ๆ แล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง

 เป็นรถ Wagoneer พวงมาลัยซ้าย ซึ่งเครื่องไม่ได้นิ่มเลย

ซ้ำร้าย พอวิ่งมาเสียไกลกลับเจอทางตัน

ผมรีบลงจากรถวิ่งไปถวายความเคารพ

จะสารภาพผิด แต่พระองค์ท่านรับสั่งออกมาก่อนว่า

“อธิบดี จะพาฉันไปดิสโก้ที่ไหน

ตอนออกจากบ้านกุดตอแก่น ต้องเลี้ยวขวา แต่รถนำเลี้ยวซ้าย

ฉันเลยต้องตามมา” เป็นพระเมตตาโดยแท้

      ในที่สุด ขบวนเสด็จจึงต้องกลับไปบ้านกุดตอแก่น

จากนั้น ต่อไปอีก ๓ กิโลเมตร แล้วต้องเดินไปตามท้องนา

อีกราว ๕๐๐ เมตร บนทางที่ไม่สู้ดีนักจึงถึงลำพะยัง

- เส้นทางลำบากและมืดขนาดนั้น

ไม่มีใครกราบบังคมทูลฯ ให้เสด็จฯ กลับหรือครับ

      ไม่มีทางทำได้หรอก

ระหว่างทาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ยังรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปถามว่า

สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

ทรงงานที่ศูนย์ศิลปาชีพหรือยัง

แป๊บเดียวมี ว. กลับมาว่า

 พระราชินียังเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรอยู่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรนาฬิกา

แล้วรับสั่งด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า

“ทุ่มครึ่งแล้ว ยังไม่ทรงงานก็กู๊ดมอร์นิ่งสิ

ถ้าอย่างนั้น เราไปกันต่อ”

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงพระราชดำเนิน

ท่ามกลางความมืดไปในทุ่งนาตะปุ่มตะป่ำ

โดยมีไฟฉายส่องทาง ทุกคนต้องเดินอย่างระมัดระวัง

ถ้าพลาด เท้าจะแพลงได้ทันที

สักครู่มาถึงสระบัวของราษฎร มีรั้วลวดหนามกั้นอยู่

เส้นทางต้องผ่านที่นี่ ทหารจะตัดลวดแล้ว

แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห้ามไม่ให้ตัด

ทหารจึงต้องเหยียบลวดหนามไว้ แล้วใช้มือถ่างให้กว้างขึ้น

 จากนั้นพระองค์ก็ทรงมุดลวดหนามผ่านเข้าไป

ความรู้สึกของผมขณะนั้นบอกไม่ถูก

จะมีพระเจ้าแผ่นดินหรือประมุขของประเทศไหนในโลกนี้

ที่จะทรงตรากตรำพระวรกายจนถึงทรงมุดรั้วลวดหนาม

เพื่อจะเสด็จฯ ไปทรงหาน้ำให้ราษฎรของพระองค์

 ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังทรงหันกลับมา

มีพระราชกระแสรับสั่งว่า

“อธิบดี อย่าลืมซ่อมรั้วให้เขานะ”

 เป็นบุญของประเทศไทยจริง ๆ

(ท่านสวัสดิ์น้ำตาซึม)

426030

- ถ้าให้ท่านสวัสดิ์เป็นตัวแทนของประชาชนคนไทย

 พูดถึงพระมหากษัตริย์ของเราที่ปีนี้

พระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา

และยังทรงงานเพื่อคนไทยอยู่เสมอ

คนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบว่า

พระราชกรณียกิจของพระองค์มากขนาดไหน 

ผมเคยเห็นแฟ้มที่ราชเลขาฯ เสนอท่านแต่ละวัน สูงท่วมหัว

 ต้องใส่รถเข็น เห็นแล้วตกใจ

ไม่คิดว่าพระเจ้าแผ่นดินจะมีพระราชภารกิจมากขนาดนี้

ทำให้อดนึกไม่ได้ว่า ที่ผมได้สัมผัสเป็นเพียงเศษเสี้ยว

ที่เห็นพระองค์ทรงงาน ตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปีที่ผ่านมา

 การทรงงานหนักไปตามถนนดิสโก้ หรือสถานที่ทุรกันดาร

ตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง โคลนตม

สิ่งเหล่านี้จะมีผลกับพระสุขภาพพลานามัย

และพระอาการประชวรของพระองค์หรือไม่

 คนไทยทุกคนจึงควรเทิดทูนและรักษาท่านไว้

แต่น่าเสียดาย เด็กรุ่นหลังไม่เคยสัมผัสพระราชกรณียกิจที่แท้จริง

        ผมขอยกบทสัมภาษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 ได้พระราชทานให้สัมภาษณ์นิตยสาร

‘แนชั่นแนล จิโอกราฟฟิก’ ในปี ๒๕๒๕

ความตอนหนึ่งว่า “เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า

ราชอาณาจักรนั้นเปรียบเสมือนพีรามิด

 มีพระมหากษัตริย์อยู่บนยอด

และมีประชาชนอยู่ข้างล่าง แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว

 ดูเหมือนทุกอย่างจะตรงกันข้าม

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องปวดคอ

และบริเวณไหล่อยู่เสมอ”

welovethekingradiocom3

ทั้งหมดนี้เกิดเป็นภาพที่คุ้นตาชาวไทยทุกคน คือ

หยาดพระเสโทเต็มพระพักตร์ ฉลองพระองค์เปียกชุ่ม

หรือ ภาพที่พระองค์ท่านประทับบนพื้นดิน

 ทรงซักถามทุกข์สุขของราษฎรที่มารอเฝ้ารับเสด็จฯ

 ไปในป่าเขา บางครั้งต้องเสด็จฯ ลงหุบเหว

ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำ

ทั้งในเวลากลางวัน และค่ำคืนดึกดื่น

        พระองค์ทรงทุ่มเทตรากตรำพระวรกาย

อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า ๖๐ ปี

ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่

เพิ่มความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ

 และทรงหาทางช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ท่าน

โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยโอกาสยากจนมีปัญหา

อุปสรรคในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ให้ได้มีโอกาส

และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

………………………………………………….

ขอขอบคุณ : คุณสัญญา คุณากร

สัมภาษณ์ท่านองคมนตรีสวัสดิ์ วัฒนายากร

, นิตยสารแพรว(พ.ศ. ๒๕๕๔) และ คุณ CiNNtv1

ขอขอบคุณ ...แหล่งที่มา

คัดลอกมาจาก...ชมรมคนรักในหลวง.

www.welovethaiking.com




Create Date : 24 ธันวาคม 2557
Last Update : 25 ธันวาคม 2557 12:55:41 น.
Counter : 478 Pageviews.

0 comment
### เรื่องเล่า..พระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก ตอนที่ 2 ###

ตอนที่ 2

และถ้าคลี่แผนที่ของพระองค์ท่านออกมา

ทุกคนจะต้องตกใจ   เพราะมีขนาดใหญ่มาก

ทรงนำแผนที่หลายแผ่นมาต่อกันด้วยพระองค์เอง

 แล้วพับให้เหลือขนาดที่ทรงพกพาได้สะดวก

ามารถคลี่มาดูจุดที่ต้องการได้ในทันที

โดยไม่ต้องกางทั้งแผ่น ซึ่งเป็นวิธีที่ยากมาก

และแม้จะเคยทรงสอนเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน

แต่ไม่มีนายช่างคนไหนทำได้

        นอกจากนี้ เป็นที่รู้จักกันในกรมชลประทานว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระปรีชาสามารถอย่างยิ่ง

ในด้านการชลประทาน ยิ่งพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงพื้นที่

จึงทรงทราบถึงปัญหาและอุปสรรคอย่างถ่องแท้

เพราะฉะนั้น หากมีพระกระแสรับสั่งถามถึงเรื่องใดแล้วไม่รู้

ห้ามเดาส่งเดชเด็ดขาด ให้กราบบังคมทูลฯ ไปตรงๆ

หลักการทรงงาน07

- แสดงว่าเคยมีกรณีดำน้ำกันบ้าง

ใช่ครับ วันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ

 เยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ

มีหมายกำหนดการเสด็จฯ ไปที่ฝายน้ำล้นใกล้ๆ หมู่บ้าน

 ผู้อำนวยการกองที่กรุงเทพฯ ในฐานะผู้ใหญ่จึงไปรับเสด็จ

แล้วกราบบังคมทูลรายงานด้วยตัวเอง

โดยเตรียมตัวเป็นอย่างดี ท่องจำข้อมูลไว้พร้อม

 ช่วงหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับส่งถามว่า

สันฝายอยู่ที่ระดับเท่าใด ผู้อำนวยการกองฯ เกิดจำไม่ได้

ตัดสินใจดำน้ำด้วยตัวเลขที่ใกล้เคียง

สมมติว่า “บวก ๓๕๐ พระพุทธเจ้าข้า”

(สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง ๓๕๐ เมตร)

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหยุดนิดหนึ่ง 

แล้วมีพระราชกระแสรับสั่งว่า

 “ถ้าระดับ ๓๕๐ น้ำก็ท่วมตำบลนี้ทั้งตำบล”

ทรงชี้แผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ เส้นบอกระดับตำบลที่อยู่เหนือน้ำ

อยู่ที่ ๓๔๙ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผมจำเป็นคาถาว่า

เวลากราบบังคมทูลตอบพระราชดำรัสถาม “ห้ามเดา”

 แต่ก็ยังไม่วายพลาดจนได้

- เล่าได้ไหมครับ

(ยิ้ม) วันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ

 ให้ผมเข้าร่วมโต๊ะเสวย ช่วงหนึ่งทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง

ถึงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่าง ๆ ว่า

 “อธิบดี โครงการอะไรนะ ที่อุดร

เก็บน้ำได้ ๓๐ – ๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ควรจะรีบสร้าง

เพราะจะเป็นประโยชน์มาก”

พระองค์ท่านทรงมีพระราชกระแสรับสั่งเป็นเชิงสนทนามากกว่า

 ที่จะรับสั่งถามแล้วต้องตอบ

 ถ้าผมเพียงจะรับพระราชกระแสรับสั่งว่า

 “พระพุทธเจ้าข้า” พระองค์ท่านก็จะมีพระราชกระแสรับสั่งต่อไป

        แต่ด้วยความที่ผมชักจะชะล่าใจว่าเป็นอธิบดีมากว่าสองปีแล้ว

ควรจะทราบ และลืมคำ “ห้ามเดา” 

 จึงหลุดปากกราบบังคมทูล เอ่ยชื่อโครงการ

แถวภาคอีสานที่คุ้น ๆ ว่า

 “โครงการลำปลายมาศ พระพุทธเจ้าข้า”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหยุดนิดหนึ่ง

หันพระพักตร์มาทางผม แล้วมีพระราชกระแสรับสั่งเบาๆ

 ให้ผมได้ยินคนเดียวว่า

“อธิบดี เสียชื่อแล้ว”  ผมใจหายวาบ รู้ทันทีว่า

คงปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม อยากจะมุดลงใต้โต๊ะเสวย

แต่ด้วยพระเมตตา มีพระราชกระแสรับสั่งเรื่องอื่นต่อ

เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

        หลังจากนั้น ผมรีบตรวจสอบไปทางอุดร

ปรากฏว่า เป็นโครงการลำพันชาด

ส่วนโครงการลำปลายมาศอยู่ที่โคราช คนละลุ่มน้ำ

คนละจังหวัด เรียกว่าไกลกันลิบ (หัวเราะ)

10376073_619359414837897_3239043474328702662_n

- ขอท่านสวัสดิ์เล่าถึงพระปรีชาสามารถ

ด้านการบริหารจัดการน้ำของพระองค์หน่อยครับ

 มีมากมายทั่วประเทศครับ ขอยกตัวอย่างที่ ‘พรุโต๊ะแดง’

 จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพรุขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

มีคุณค่าทางชีววิทยามาก

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปและเห็นว่า ควรอนุรักษ์ไว้

ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือราษฎรหลายตำบล

ที่อาศัยอยู่ริมขอบพรุ ซึ่งล้วนมีฐานะยากจน

และทำการเกษตรไม่ได้ เพราะน้ำที่สะสมในพรุเป็นกรด

       วันที่เสด็จฯ ไปถึง ราษฎรที่มารอเฝ้าฯ ได้กราบบังคมทูลว่า

ชาวบ้านอดอยากมาก บางปีแห้งแล้ง บางปีน้ำท่วม

ปลูกข้าวได้แค่ ๕ – ๑๐ ถังต่อไร่ ปลูกผักผลไม้ก็ได้ผลไม่ดี

สัตว์เลี้ยงไว้เจ็บป่วยบ่อย

ณะนั้นพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หม่นหมองมาก พอเสด็จฯ กลับ

จึงมีพระราชดำริให้ทำโครงการพรุโต๊ะแดง

 ทรงแก้ปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ ที่เราคิดไม่ถึง

 โดยให้ทำการขุดลอกคลองให้ได้ขนาด ทำประตูปิดเปิด

เพื่อควบคุมน้ำในพรุให้อยู่ในระดับ ๕๐ ซ.ม. 

ส่วนปัญหาน้ำเป็นกรด ทรงมีพระราชดำริ

ให้กรมชลประทานขุดคลอง

 เพื่อนำน้ำจืดจากโครงการมูโนะมาล้างดินเปรี้ยว

แล้วขุดคลองแยกระบายน้ำเปรี้ยวออก

พร้อมทั้งให้กระทรวงเกษตรฯ

ให้ความรู้ด้านวิชาการกับชาวบ้าน

- ผลเป็นอย่างไรครับ

ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ

 เยี่ยมหมู่บ้านเหล่านี้อีกครั้ง ผมเห็นกับตาว่า

ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นมาก

 มีบ้านใหม่สร้างขึ้นหลายหลัง ต้นข้าวเขียวชอุ่ม

กำลังออกรวงสมบูรณ์ ราษฎรที่มารอเฝ้าหน้าตายิ้มแย้ม

กราบบังคมทูลว่า ชีวิตดีขึ้นมาก

ข้าวที่เคยได้ไร่ละ ๕ ถัง เพิ่มเป็น ๖๐ ถัง

พืชผลอื่น ๆ ก็ดีตามไปด้วย

ทุกคนในขบวนเสด็จสังเกตเห็นว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปฏิสันถาร

และทรงซักถามราษฎรในรายละเอียด

ด้วยพระพักตร์ที่เบิกบานผ่องใส

 ผมจำภาพนี้ติดตาไม่มีวันลืม

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทรงหันพระพักตร์มาที่พวกเรา พร้อมกับแย้มพระสรวล

ซึ่งนานๆ จะได้เห็น แล้วมีพระราชกระแสรับสั่งว่า

 “ฉันดีใจมาก”

ทำให้ผมคิดว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแบกภาระไว้พระองค์เดียว

ความทุกข์ยากของราษฎรท่านก็แบกไว้หมด

พอราษฎรอยู่ดีกินดี พระองค์ท่านก็ทรงพระเกษมสำราญ

6

- อีกภาพที่เด็กรุ่นใหม่อาจไม่ทันเห็นคือ

ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแก้ปัญหา

น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ปี ๒๕๓๘

อยากให้ท่านสวัสดิ์ย้อนเล่าบรรยากาศไหนเหตุการณ์นั้นครับ

ปีนั้น ผมเป็นอธิบดีกรมชลประทานปีสุดท้าย

 จำได้ว่าจะไปกราบถวายบังคมลา

ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่

 ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร

เพิ่งเสด็จฯ ออกจากโรงพยาบาล

แต่ยังทรงเรียกประชุมด่วน

เพื่อพระราชทานแนวทางช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม

โดยแนวพระราชดำริคือ ให้น้ำไหลลงทะเล

ทางทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ

ซึ่งมีคลองตั้งแต่เหนือจรดใต้จำนวนมาก

ให้เจ้าหน้าที่ขุดลอกคลอง ขยายได้ให้ขยาย

ติดเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อสูบน้ำลงทะเล

แต่ปัญหาคือ ทางทิศตะวันออกส่วนใหญ่เป็นพื้นราบ

มีสิ่งกีดขวาง เช่น คอสะพานและถนน ทำให้น้ำไหลลงมาช้า

ปั๊มร้อยกว่าตัวใช้งานได้เพียงครึ่งเดียว

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จึงทรงให้ใช้เรือหางยาวดันน้ำไปที่ปั๊ม

 ปรากฏว่าได้ผล

 พระองค์ทรงแก้ปัญหาน้ำท่วมปีนั้นได้สำเร็จ

 อีกทั้งยังพระราชทานแนวทางแก้ไข

ปัญหาน้ำท่วมภาคกลางไว้อีกหลายประการ

ซึ่งยังใช้ได้ดีกับน้ำท่วมปีนี้

- กับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ล่าสุด ปี ๒๕๕๔ นี้

ท่านสวัสดิ์คิดอย่างไรครับ

ผมคิดว่า เราควรแก้ปัญหาด้วยวิธีแบบปี ๒๕๓๘

 เพราะการที่น้ำทะเลหนุน

ทำให้การระบายน้ำจำนวนมหาศาลลงทะเล

ทางแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเดียวไม่เพียงพอ

เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ยิ่งควรให้น้ำไปทางทิศตะวันออก

แล้วใช้เครื่องดันน้ำส่งน้ำให้ปั๊มสูบลงทะเลอีกทางเหนึ่ง

แต่ต้องบอกว่า ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี ๒๕๓๘ มาก

 แต่ถึงเท่ากัน ผมเชื่อว่าก็ท่วมมากกว่าครั้งก่อนอยู่ดี

เพราะว่า ๑๖ ปีก่อน อยุธยายังไม่มี

นิคมอุตสาหกรรมที่ขวางทางน้ำ

ทุ่งตะวันออกและตะวันตกยังเป็นที่รับน้ำ

แต่ปัจจุบันเป็นบ้านจัดสรร เป็นนิคมอุตสาหกรรมมากมาย

อย่างนี้จะไม่ให้เจ้าพระยาล้นได้อย่างไร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งไว้

ตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ และ ๒๕๓๘ ว่า

กรุงเทพฯ ต้องวางแผนระยะยาว แต่รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา

 ไม่มีใครกล้าตัดสินใจ

ทรงแนะนำว่า ให้มี ‘กรีนเบลท์’ หรือ ‘ฟลัดเวย์’

เป็นทางน้ำโดยขุดคลองหรือกั้นพื้นที่เป็นแนว

 ทำระบบชลประทานควบคุมให้ชาวบ้านปลูกข้าวได้

ห้ามปลูกไม้ยืนต้นหรือสิ่งปลูกสร้างถาวร

และถ้า ๑๕-๑๖ ปี เกิดน้ำท่วมครั้งหนึ่ง ก็ให้น้ำท่วมข้าวไป

แล้วรัฐค่อยชดเชยให้เขา แบบนี้คุ้มเกินคุ้ม

นอกจากทำเกษตรได้ ยังป้องกันกรุงเทพฯ ได้ด้วย

 ถ้าเราทำตั้งแต่ตอนนั้น คงป้องกันน้ำท่วมได้ดีกว่านี้

แต่จะมาทำตอนนี้คงยาก

เพราะต้องเวนคืนที่ดินเป็นจำนวนมาก

       และไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงช่วยแก้ปัญหา

ให้ประเทศไทยนับครั้งไม่ถ้วน

อย่างที่ชุมพร มีปีหนึ่งน้ำท่วมใหญ่ เสียหายมาก

พระองค์รับสั่งให้ขุดลอกคลองหัววังพนักตัก

เป็นคลองใหญ่ระบายน้ำออกจากชุมพรลงทะเล

เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม

ต่อมาปี ๒๕๔๓ ชุมพรน้ำท่วมอีกครั้ง

       ผมจำได้ว่า ในที่ประชุมของมูลนิธิชัยพัฒนา

 ‘คุณปราโมทย์ ไม้กลัด’ เพิ่งเป็นอธิบดีกรมชลประทานใหม่ ๆ

คลองหัววังพนังตักยังสร้างไม่เสร็จ

เพระมีปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน

เหลืออีกประมาณ ๑ กิโลเมตรจึงทะลุทะเล

ประชุมได้พักหนึ่ง มีโน้ตถึงคุณปราโมทย์ว่า

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้ขุดคลองหัววังพนังตัก

ให้ทะลุทะเลภายใน ๓๐ วัน

      ผมนึกในใจว่า พายุเพิ่งเข้าชุมพรไม่ถึงเดือน

 คงไม่มีทางเกิดซ้ำอีก ทำไมพระองค์จึงรับสั่งแบบนั้น

 แต่ปัญหาคือ ตอนนั้นอยู่ในช่วงปลายปี เงินงบประมาณหมด

ไม่มีเงินซื้อน้ำมันใส่เครื่องจักร

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานเงินส่วนพระองค์

ให้กรมชลประทาน ๑๘ ล้านบาท จนสามารถขุดคลองได้สำเร็จทันเวลา

 แล้วเชื่อไหมไม่ถึงสองสัปดาห์ต่อมา พายุใหญ่เข้าชุมพร!

แต่หนนี้น้ำไม่ท่วม เพราะคลองหัวพนังตักช่วยระบายน้ำ

  ผมนึกในใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบได้อย่างไร

 นั่นแสดงว่าพระองค์ทรงติดตามความทุกข์ร้อน

ของราษฎรของพระองค์ตลอดเวลา

423904_403184199736162_1108729253_n


- เล่าถึงพระปรีชาสามารถด้านอื่นๆ

ที่ท่านสวัสดิ์ได้มีโอกาสสัมผัสหรือรับเพิ่มอีกนะครับ

  พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มีมากมายจนน่าอัศจรรย์ และเมื่อทรงศึกษาเรื่องใด

จะทรงค้นคว้าลงลึกจนถึงแก่น

เช่น การทำฝนเทียมที่โด่งดังไปทั่วโลก

พระปรีชาสามารถทางด้วนกฎหมาย

ที่องคมนตรีด้านกฎหมายทุกคนลงความเห็นว่า

ทรงเป็นนักประชาธิปไตยที่รู้กฎหมายอย่างถ่องแท้

 หรือด้านการจราจร

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานแนวทาง

 แก้ไขปัญหาจราจรติดขัดมาหลายครั้ง

เช่น พระราชดำริให้สร้างถนนวงแหวนอุตสาหกรรม

ช่วยแก้ปัญหารถติดให้ชาวพระประแดงอย่างเห็นผลทันตา

ผมยังแปลกใจเลยว่า พระองค์ไม่เคยรถติด

เพราะเวลาเสด็จฯ ไปไหน ตำรวจจะปิดถนนตลอด

แล้วพระองค์ทรงรู้ได้อย่างไร

 พระองค์มักจะทรงมีข้อมูลที่เรานึกไม่ถึงเสมอ

- มีเรื่องไหนที่ทำให้ท่านสวัสดิ์ทึ่งบ้างไหมครับ

ความจริงเกือบทุกเรื่อง

อย่างตอนปลายเดือนตุลาคม ปี ๒๕๓๘

ซึ่งขณะนั้นเกิดน้ำท่วมใหญ่ฝั่งธน

โดยเฉพาะที่ถนนเจริญนครจมอยู่ใต้น้ำเป็นเดือน

 ‘คุณสมิทธ ธรรมสโรช’ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา

ทูลเกล้าฯ ถวายรายงานพร้อมกับออกโทรทัศน์ประกาศว่า

 ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น ชื่อ ‘แอนเจลลา

’ ความเร็วลมใกล้จุดศูนย์กลางถึง ๑๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ซึ่งถล่มประเทศฟิลิปปินส์ยับเยิน

 กำลังตรงเข้าประเทศไทยภายใน ๓ วัน

 เมื่อรวมกับนักอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกก็วิเคราะห์ไปในทางเดียวกัน

 ทำให้ผู้คนตกใจแตกตื่นเป็นการใหญ่

ทั้งซีเอ็นเอ็นและบีบีซีก็ออกข่าวเป็นการด่วนด้วย

 วันรุ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มีพระราชกระแสรับสั่งถึงอธิบดีสมิทธฯ ว่า

ให้ออกข่าวใหม่ว่า พายุไม่เข้าเมืองไทยแล้ว 

วันต่อมา สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น

 ก่อนจะถึงเวียดนาม พายุแอนเจลลาเปลี่ยนทิศทางหักมุม ๙o องศา

 ขึ้นเหนือไปประเทศจีน มีคนตาย ๗๐๐ – ๘๐๐ คน

       หลังจากนั้นไม่นาน

ผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ

ให้เข้าร่วมโต๊ะเสวย ช่วงหนึ่ง

ผมกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า

 “อธิบดีสมิทธ บอกว่านักอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกเห็นตรงกันว่า

 ไต้ฝุ่นแอนเจลลาต้องเข้าเวียดนามและไทยแน่นอน

 ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระองค์เดียว

ทรงยืนยันว่าไม่เข้า เขาพากันเผาตำราทิ้งหมดแล้ว

ทรงทราบได้อย่างไรพระพุทธเจ้าข้า”

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแย้มพระสรวล

แล้วมีพระราชกระแสรับสั่งในทำนองขำขันว่า

“ได้ให้นางมณีเมขลาไปเจรจาได้ผลดีแล้ว

ให้พาคุณ ‘แอนเจลลา’ ไปเที่ยวเขาพระสุเมรุแทน”

- พระองค์ทรงอธิบายเหตุผลจริงๆ ไหมครับ

 จริงๆ แล้วผมรู้ พระองค์รับสั่งว่า

 “ตอนอธิบดีสมิทธกราบบังคมทูลพายุ

เขาพูดว่ากราบบังคมทูลเพื่อพิจารณา

 เมื่อเขาให้พิจารณา ไม่ใช่เพื่อทราบ ฉันก็ต้องรีบค้นคว้าใหญ่”

 (ท่านสวัสดิ์หัวเราะ)

หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทรงเปิดอินเทอร์เน็ต นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์

และทรงเห็นช่องโหว่ของความกดอากาศสูง

ที่เคลื่อนตัวมายังเมืองจีน

วันที่แอนเจลลาเข้าเวียดนาม ความกดอากาศสูงจะอ่อนกำลังลง

พายุจะขึ้นประเทศจีน

แต่มีพระราชกระแสรับสั่งเกี่ยวกับนางเมขลา

เป็นพระเมตตาโดยแท้ ด้วยทรงเกรงว่าข้าราชการจะเสียหน้า

A8246621-68

(อ่านต่อตอนที่ 3)

ขอขอบคุณ : คุณสัญญา คุณากร

สัมภาษณ์ท่านองคมนตรีสวัสดิ์ วัฒนายากร ,

นิตยสารแพรว(พ.ศ. ๒๕๕๔) และ คุณ CiNNtv1

ขอขอบคุณ ...แหล่งที่มาคัดลอกมาจาก...ชมรมคนรักในหลวง.

www.welovethaiking.com




Create Date : 24 ธันวาคม 2557
Last Update : 25 ธันวาคม 2557 12:39:37 น.
Counter : 552 Pageviews.

0 comment
### เรื่องเล่า..พระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก ###

4597__18122006095704

บทสัมภาษณ์ท่านองคมนตรีสวัสดิ์ วัฒนายากร

ในหัวข้อ “เรื่องเล่าถึงพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก”

ได้รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจหลากหลายที่ทรงทำ

เพื่อพสกนิกรของพระองค์  เป็นงานหนักเหลือเกิน

หนักเกินกว่าที่เราๆ ท่านๆ คาดคิดไว้มาก

หลายอย่างเราเชื่อว่าไม่เคยมีใครได้รู้มาก่อน

อ่านแล้วน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้ง

ในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงเป็นที่สุด 

 บทสัมภาษณ์ค่อนข้างยาวมาก

 เลือกมาเฉพาะที่ท่านองคมนตรีพูดถึงในหลวง

ถึงจะยาวหน่อย แต่อยากให้ได้อ่านกัน

- ขอรบกวนท่านสวัสดิ์เล่าถึง ครั้งแรกที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายงาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครับ

        ประมาณปี ๒๕๑๔ ครับ ตอนนั้นผมทำงานที่กรมชลประทาน

 ซึ่งขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

แปรพระราชฐานไปภาคใต้ทุกปี

 ช่วงนั้น ๓ จังหวัดชายแดนคือ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี

 มีเหตุการณ์รุนแรงอยู่ประจำ กลุ่มโจรออกทำร้ายประชาชน

ถนนหนทางไม่มีความปลอดภัย

 แต่ในหลวงเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในพื้นที่อันตรายทุกวัน

        ระหว่างทางจะมีราษฎรทั้งชาวไทยและไทยมุสลิม

มาตั้งโต๊ะหมู่บูชา และเตรียมผลไม้ท้องถิ่นถวายพระองค์ท่าน

 เวลานั้นค่ำมากแล้วสามทุ่มได้ ถนนไม่มีไฟฟ้าจึงมืดตึ๊ดตื๋อ

ต้องใช้ไฟฉายส่องแต่พระองค์ท่านทรงโปรดให้จอดรถทุกครั้ง

หากมีคนคิดไม่ดีกับพระองค์ท่าน

คงยากที่ทหารจะถวายการอารักขาได้ทัน

แต่ด้วยพระบารมีโดยแท้ที่พระองค์ท่านทรงตรากตรำทรงงาน

 เพื่อความผาสุกของคนไทย

จึงเป็นเกราะป้องกันอันตรายอย่างดีที่สุด

- การบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 วิธีทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จะไม่เหมือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เวลาไปตรวจงาน

 เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือ เชิญเข้าห้อง

ฟังรายงานสรุป ดูจอ น่าเบื่อมาก

แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงงานยังพื้นที่จริง

ซึ่งเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นที่ทุรกันดาร

บางแห่งข้าราชการยังไม่เคยไป หรือไม่กล้าไป

เพราะกลัวอันตรายด้วยซ้ำ

       แต่พระองค์ท่านไม่มีคำว่า ยกเลิก
เพราะอากาศไม่ดี

แถมยังเสด็จฯ ออกนอกเส้นทางประจำ

 ถ้าทีมถวายความปลอดภัยกราบบังคมทูลว่า “เสด็จฯ ไม่ได้

ไม่มีถนนตัดผ่านพระพุทธเจ้าข้า”

พระองค์ท่านจะรับสั่งกลับมาว่า “ฉันไปได้”

ทั้งที่หลายครั้งต้องทรงพระดำเนินปีนป่ายไปบนภูเขา

หรือทรงพระดำเนินไต่ลงไปในหุบเหวที่เต็มไปด้วยโคลนตม

 ปลิง และทาก จนค่ำมืดดึกดื่น

 หลายครั้งสมเด็จพระเทพฯ ตามเสด็จฯ ด้วย

มีท่านพระองค์เดียวที่ดึงทากออกจากพระบาทได้

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเล็กสำหรับในหลวง

       คืนหนึ่งที่ผมได้ร่วมโต๊ะเสวย

หลังจากที่พระองค์ท่านเสด็จฯ เยี่ยมราษฎร

ในพื้นที่ทุรกันดารแห่งหนึ่ง ในภาคอีสาน

พระราชกระแสรับสั่งที่ยังก้องอยู่ในหูของผมจนถึงทุกวันนี้ คือ

"ที่เขายากจน ต้องมาทำงานหากินในพื้นที่แห้งแล้งเช่นนี้

 ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะมา แต่เพราะเขาไม่มีที่อื่นจะไป

ที่ฉันช่วยเขา ไม่ใช่จะช่วยตลอดไป

แต่ช่วยเพื่อให้เขาได้มีโอกาสช่วยตัวเองต่อไป"

4597_2_18122006095704

- ภาพที่คนไทยคุ้นตาคือ ในหลวงทรงถือแผนที่ปึกหนาไปด้วยทุกหนแห่ง

แผนที่ฉบับนั้นเรียกว่า ‘แผนที่มาตรส่วนหนึ่งต่อห้าหมื่น’

(๑ : ๕๐,๐๐๐) ระยะ ๒ ซ.ม.ในแผนที่คือ ระยะหนึ่งกิโลเมตร

 นายช่างชลประทานจะใช้แผนที่นี้

ในการวางโครงการชลประทานเบื้องต้น

โดยอ่านระดับความสูงของหุบเขา คำนวณพื้นที่รับน้ำ

แล้วคูณด้วยตัวเลขน้ำฝนเฉลี่ย จะได้ปริมาณน้ำเฉลี่ยต่อปี

 แล้วนำมาพิจารณาว่า ควรจะสร้างฝายหรืออ่างเก็บน้ำตรงจุดใด

 ได้น้ำประมาณเท่าไหร่ ส่งไปช่วยพื้นที่เกษตรจำนวนกี่ไร่

ซึ่งทั้งหมดต้องใช้เวลาพอสมควร

 แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทรงคำนวณได้รวดเร็วมากอย่างน่าอัศจรรย์

       เช่นครั้งหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ

 อ่างเก็บน้ำศาลาปางสัก โครงการป่าขุนแม่กวง

ตอนค่ำเสด็จฯ กลับมาเสวยที่โครงการแม่กวงอุดมธารา

เสวยเสร็จ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

 ให้นำแผนที่วางบนโต๊ะเสวย

จากนั้นทรงหยิบดินสอและไฟฉายเล็กๆ

 ที่ทรงเหน็บไว้ที่กระเป๋าของฉลองพระองค์

มาเปิดส่องแผนที่ซึ่งทรงคลี่ออก

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ปลายดินสอชี้ในแผนที่

 เริ่มตั้งแต่เชียงราย เหนือสุด ไล่ลงมาทีละจังหวัดจนถึงเพชรบุรี

 ”อธิบดี ลำห้วยนี้มีน้ำมาก ถ้าเรากั้นตรงจุดนี้

จะได้น้ำมากถึง ๒๐ – ๓๐ ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่งน้ำไปช่วยอำเภอนี้ได้ทั้งอำเภอ”

ผมมองไม่เห็นเส้นบอกลำห้วยด้วยซ้ำ ว่าน้ำไหนไปทางไหน

 บางจุดที่มีพระกระแสรับสั่งว่า

 “ล้ำห้วยนี้พื้นที่รับน้ำไม่มาก ควรสร้างเป็นฝาย

ช่วยพื้นที่แถบนี้ได้หลายหมู่บ้าน” 

ทรงพระปรีชาสามารถมาก เพียงทอดพระเนตรแผนที่

 ก็ทรงสามารถวางโครงการกำหนดจุดที่ควรจะสร้างอ่าง

สร้างฝายได้ในทันที เป็นที่น่าอัศจรรย์เหลือเกิน

 ผมกลับมาถามวิศวกรกองออกแบบว่า เป็นไปได้อย่างไร

 หลายคนลงความเห็นว่า

เป็นไปได้สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่

และใช้แผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ จนช่ำชอง

 เพียงดูความถี่ห่างของเส้นบอกระดับ มองเห็นแผนที่เป็นสามมิติ

 จะมองเห็นความสูงต่ำของภูมิประเทศเป็นภูเขาหรือหุบเหว 

พระองค์ท่านจึงทรงสามารถทอดพระเนตรจุดเหมาะสม

ที่จะสร้างเขื่อนสร้างฝาย แล้วคำนวณในพระราชหฤทัย

ถึงปริมาณน้ำที่เก็บกักได้ในทันที

คืนนั้นผมตามพระองค์ท่านไม่ได้เลย งงเป็นไก่ตาแตก

ได้แต่ “พระพุทธเจ้าข้า” ทั้งคืน

81522

ยังมีต่อตอน 2 


ขอขอบคุณ : คุณสัญญา คุณากร

สัมภาษณ์ท่านองคมนตรีสวัสดิ์ วัฒนายากร ,

 นิตยสารแพรว(พ.ศ. ๒๕๕๔) และ คุณ CiNNtv1

ขอขอบคุณ ...แหล่งที่มาคัดลอกมาจาก...ชมรมคนรักในหลวง.

www.welovethaiking.com












Create Date : 24 ธันวาคม 2557
Last Update : 25 ธันวาคม 2557 12:06:27 น.
Counter : 514 Pageviews.

0 comment
### ทรงเป็นขวัญและกำลังใจของทหารและปวงประชา ###













ในช่วงสงครามเย็น

เวียตนามแตก ลาวแตก เขมรแตก

ศพลอยเต็มแม่น้ำโขง 

ศพสุมอยู่ตามแนวชายแดนไทย

เพราะคนลาว เขมร หลบหนีตาย

เข้ามาในประเทศไทย 

แล้วถูกฆ่าอยู่ตามแนวชายแดน

 เศรษฐีส่วนใหญ่เตรียมหนีไปอยู่ต่างประเทศ

ผมเองก็หลบหนีออกมาจากเขมรได้ใน ฮ.ลำสุดท้าย

ทุกประเทศเห็นว่าประเทศไทยไปไม่รอดแน่

 กำลังใจของทหารและประชาชนตกต่ำ

ตื่นกลัวไปทั้งประเทศ

ในหลวงในชุดฝึก ได้เสด็จพระราชดำเนิน

ปเยี่ยมฐานทหารต่างๆ รวมทั้งประชาชนในชนบท

 ทรงหัดใช้อาวุธสงคราม(ตามภาพหน้าเพจ)

รวมถึงการประกาศว่า

พระองค์จะไม่ทิ้งประเทศไทยแน่นอน

ได้ทำให้ขวัญและกำลังใจ

 ของประชาชนไทยทั้งชาติ

 และ ทหาร กลับคืนมาได้อย่างมหัศจรรย์

 ปลุกขวัญให้คนไทยรู้จักรักชาติไทย

จนกระทั้งพรรค คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

 ก็ยังเกิดความรักชาติไทย

ปฏิเสธ เวียตนามและกำพูชา

ที่จะบุกเข้าช่วยยึดประเทศไทย

หลังจากนั้น การเปลี่ยนแปลง

ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

และ โซเวียต ก็เกิดขึ้น

 กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ทั้ง2ประเทศ

ได้ออกมายกย่อง"ในหลวง"ของเรา

การสนับสนุน พรรคคอมมิวนิสต์

ในอาเชียนก็หมดไป

ไทยจึงเป็นประเทศเดียวที่หลุดพ้น

จากการล่มสลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เมื่อเหตุการณ์สงบลงเราก็เห็น "ในหลวง"

 ในชุดฝึกน้อยมากๆ


ขอขอบคุณ .... ชมรมคนรักในหลวง






Create Date : 24 ธันวาคม 2557
Last Update : 24 ธันวาคม 2557 13:41:01 น.
Counter : 432 Pageviews.

0 comment
1  2  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ