Group Blog
All Blog
### กำเนิดอักษรไทย ###

 

 

10439425_610819135718992_6999824194248470342_n

กำเนิดอักษรไทย

…..

พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๖

โดยทรงดัดแปลงมาจาก

อักษรขอมหวัดและอักษรไทยเดิม

ซึ่งดัดแปลงมาจากอักษรมอญ

และคิดอักษรไทยขึ้นใหม่

ให้มีสระ และวรรณยุกต์ให้พอใช้กับภาษาไทย

และทรงเรียกอักษรดังกล่าวว่า ลายสือไทย

10885270_610819175718988_6551296643876005528_n

การประดิษฐ์ตัวอักษรไทย

ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

พยัญชนะไทยน่าจะมีครบทั้ง ๔๔ ตัว

ตั้งแต่ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว

ทางขอมได้ภาษาบาลี-สันสกฤตเป็นครู

มีพยัญชนะจำนวน ๓๓ ตัวเท่ากับ ภาษาบาลี

พ่อขุนรามคำแหงได้แบบอย่างจากขอมและอินเดีย

ครั้งแรกนั้น คงเป็นพยัญชนะ ๓๔ ตัว

(ตัดนิคหิต ออก ๑ ตัว แต่พระองค์ได้นำมาใช้

แทนตัว ม อย่างสันสกฤตและขอม)

ต่อมาพระองค์อาจจะทรงคิดค้นเพิ่มเติมอีก ๑๐ ตัว

ที่เรียกว่า “พยัญชนะเติม”

เพื่อให้เสียงพอใช้ในภาษาไทย

พยัญชนะเติม ๑๐ ตัวคือ

ฃ ฅ ซ ฎ ด บ ฝ ฟ อ ฮ

พยัญชนะเหล่านี้ได้เพิ่มเข้ามาจากพยัญชนะวรรค

มีเสียงที่พ้องกัน เช่น ฃ พ้องเสียงกับ ข

และ ฅ พ้องเสียงกับ ค ซึ่งเราเลิกใช้ไปแล้ว

การเขียนสระในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑

ต่างจากการเขียนสระ ในสมัยปัจจุบันมาก

ทั้งรูปร่าง สระและวิธีการเขียน

10930025_610819212385651_2395795354556885024_n

คือ สระเขียนอยู่ในบรรทัด

เช่นเดียว กับพยัญชนะ

แต่ในสมัยสุโขทัยยุคต่อมา

ได้กลับไปเขียนแบบให้มี

สระอยู่รอบๆ พยัญชนะ

คือ มีทั้งที่เขียนข้างหน้า ข้างบน

ข้างหลัง และข้างล่าง

รูปวรรณยุกต์ที่ใช้เขียนกำกับ

ในยุคสุโขทัย

มีเพียง ๒ รูป คือ ไม้เอก และไม้โท

แต่ไม้โทใช้เป็นเครื่องหมาย กากบาทแทน

ตัวเลขไทยคงจะประดิษฐ์ขึ้น

ในเวลาเดียวกันกับตัวอักษรอื่นๆ

แม้ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑

เราจะไม่พบเลขครบทั้ง ๑๐ ตัว

ขาด ๓ ๖ ๘ และ ๙

10421262_610819242385648_597760103582194262_n

แต่เราก็อนุมานได้ในทำนองเดียวกับพยัญชนะ

ว่าต้องมีตัวเลขเหล่านี้อยู่แล้ว

เพราะการประดิษฐ์ตัวเลขนั้น

ต้องเป็นระบบและมีลำดับที่สำคัญ

เราพบตัวเลขที่ขาดไป

ในจารึกสมัยของพระยาลิไท

แสดงว่าตัวเลขทั้งหมด มีอยู่แล้ว

ตัวเลขสมัยสุโขทัยเขียน แตกต่างไปจาก

ตัวเลขสมัยปัจจุบันมาก

ขอบคุณที่มา  fb.  Anna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพ

คัดลอกมาจาก...ตังเก ศรีราชา




Create Date : 17 มกราคม 2558
Last Update : 17 มกราคม 2558 13:31:56 น.
Counter : 1213 Pageviews.

0 comment
### ๑๗ มกราคม วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ###

 

 

10933743_610807299053509_2853438549812162415_n

๑๗ มกราคม

วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

วันสำคัญทางประวัติศาสตร์

รัฐบาลกำหนดให้ยึดเอาวันที่

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงพบหลักศิลาจารึก

ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ซึ่งกับวัน ศุกร์ที่ ๑๗ มกราคม

ปีพระพุทธศักราช ๒๓๗๖

ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ว่า

ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด

ได้ยกทัพมาตีเมืองตาก

ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของสุโขทัย

พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงยกกองทัพ

จากเมืองสุโขทัยไปป้องกันเมืองตาก

โดยมีพระรามราชโอรส

ซึ่งมีพระชนมายุ ๑๙ พรรษาไปด้วย

การรบของทั้งสองฝ่ายได้ทำยุทธหัตถี

ในตอนแรกพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ช้างที่ประทับของพระองค์สู้กำลังข้าศึกไม่ได้

พระรามได้รีบไสช้างเข้าไปช่วย

และสู้รบกับขุนสามชนจนได้ชัยชนะ

ความกล้าหาญของพระรามในครั้งนี้

พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ จึงพระราชทานนาม

ให้เป็น “รามคำแหง” ซึ่งหมายถึง

รามผู้กล้าหาญเข้มแข็ง

ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ว่า

“กูไปท่บ้านท่เมือง ได้ช้าง ได้งวง ได้ปั่ว

ได้นาง ได้เงือน ได้ทอง กูเอามาเวนแก่พ่อกู

พ่อกูตายยังพี่กู กูพร่ำบำเรอแก่พี่กู

ดังบำเรอแก่พ่อกู”

จากเอกสารของจีนได้กล่าวถึง

การขยายอาณาเขตของพ่อขุนรามคำแหงฯ

ไปยังดินแดนทางใต้ว่า

ในปี พ.ศ. ๑๘๒๓ ตีได้เมืองนครศรีธรรมราช

และเมืองในแหลมมลายู ตลอดจนยะโฮร์

และต่อมาตีได้กัมพูชา

“ทางทิศเหนือ มีเมืองแพร่ เมืองน่าน

เมืองพลัว ถึงเมืองหลวงพระบาง

ทิศตะวันออกมี เมืองสระหลวง สองแคว

ลุมบาจาย สคา ถึงเมืองเวียงจันทร์

ทางทิศตะวันตกมีเมืองฉอด เมืองหงสาวดี

จนสุดชายฝั่งทะเล

ทางทิศใต้มี เมืองคณฑี เมืองพระบาง เมืองแพรก

เมืองสุพรรณภูมิ เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี

เมืองนครศรีธรรมราช จนสุดชายฝั่งทะเล”

จะเห็นว่าในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงฯนี้

อาณาจักรสุโขทัยได้ครอบครองเมือง

ในลุ่มแม่น้ำ ปิง ยม น่าน และป่าสักได้ทั้งหมด

อันเป็นการรวบรวมเมืองบ้านพี่เมืองน้อง

ซึ่งเคยอยู่ใต้ครอบครอง ของ

ราชวงศ์พ่อขุนศรีนาวนำถุม

ให้เป็นแว่นแคว้นเดียวกัน

และขยายอาณาเขตไปยัง

ดินแดนห่างไกลออกไป

แม้ว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

จะมิได้เป็นผู้ทรงประดิษฐ์รูปอักษรขึ้น

โดยพระองค์เองก็ตาม

การที่พระองค์ทรงแก้ไขตัวอักษรเสียใหม่

ในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น นับเป็นการสำคัญ

เป็นการพัฒนาต่อยอดทางความคิด

คือ การนำภูมิความรู้ทั้งหลาย

ที่มีอยู่เดิมในขณะนั้น

มาพัฒนาให้เกิดความเหมาะสม

ให้มีความสะดวกในการจารึกและอ่าน

อีกทั้งเสียงที่ใช้นั้นก็มีความครบถ้วน

ตามลักษณะเสียงที่ใช้ในภาษาไทย

สิ่งนี้นับเป็นคุณประโยชน์ อย่างมหาศาล

เป็นวิวัฒนาการอันทำให้เกิด

ความเจริญก้าวหน้าทางความรู้และวิทยาการ

ในสมัยนั้นเป็นอย่างยิ่ง

แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะภาพในเชิงภาษาศาสตร์

และความเป็นนักปราชญ์ของพระองค์

ตัวอักษรไทยที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ทรงคิดค้นขึ้นนี้ ได้มีผู้นำไปใช้กันแพร่หลายต่อไป

ในประเทศใกล้เคียงในสมัยนั้น

เช่น ในล้านช้าง ล้านนา และประเทศข้างฝ่ายใต้

ของอาณาจักรสุโขทัย คือ กรุงศรีอยุธยา

ขอบคุณที่มา  fb. Anna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพ

คัดลอกจาก....




Create Date : 17 มกราคม 2558
Last Update : 17 มกราคม 2558 13:24:58 น.
Counter : 586 Pageviews.

0 comment
### หลอดตะเกียบและหลอดประหยัดไฟเมื่อแตกแล้วควรทำอย่างไร ###











หลอดตะเกียบ ถ้าแตก ต้องทำอย่างไร ?

กระทรวงสาธารณสุขของประเทศอังกฤษ

เผยแพร่คำเตือนที่เป็นประโยชน์

เกี่ยวกับอันตรายจากหลอดไฟประหยัดพลังงาน

 โดยรายงานว่า หลอดไฟประหยัดพลังงาน

หรือหลอดกินไฟน้อยทั้งหลายนั้น

 ถ้ามันเกิดแตกขึ้นมาล่ะก็

อันตรายอย่าบอกใคร

สิ่งแรกที่จะต้องทำหลังจากที่หลอดไฟ

เกิดแตกอย่างกะทันหันนั้น คือ

ควรจะรีบอพยพทุกคน

ที่อยู่ภายในห้องนั้นออกมาให้หมด

 และไม่ควรเข้าไปอีก

อย่างน้อย 15 นาที

 เพราะจะมีสารปรอท (สารพิษ)

ที่อยู่ในหลอดไฟ ฟุ้งกระจายออกมาทั่วบริเวณ

ซึ่งหากสูดดมสารปรอทเข้าสู่ร่างกาย

จะทำให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรน

วิงเวียนศีรษะได้ และสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้

 หากสัมผัสหรือสูดดมสารนี้เข้าไป

อาจทำให้ผิวหนังเกิดผดผื่นคัน

และแพ้อย่างรุนแรงได้

นอกจากนี้ทางกระทรวงฯ ยังแนะนำอีกว่า

 หากจะทำความสะอาดหลอดไฟที่แตก

ก็ไม่ควรทำความสะอาดเศษของหลอดไฟ

ด้วยเครื่องดูดฝุ่น

 เพราะมันจะทำให้สารพิษแพร่กระจาย

ไปยังห้องอื่นๆ ได้

เมื่อใช้เครื่องดูดฝุ่นเครื่องเดียวกันในครั้งต่อไป

 ฉะนั้นควรจะทำความสะอาดด้วยไม้กวาด

หรือแปรง และเก็บเศษหลอดไฟ

และอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ใช้นั้นในถุงปิดผนึก

 และนำไปทิ้งนอกอาคาร

ในถังประเภทสำหรับทิ้งวัตถุอันตราย



ขอบคุณที่มา fb. Jak Nondapaoraya







Create Date : 21 ธันวาคม 2557
Last Update : 21 ธันวาคม 2557 11:21:01 น.
Counter : 1129 Pageviews.

0 comment
### 19 ธันวาคม วันเสด็จเตี่ย "วันอาภากร" ###

















วันเสด็จเตี่ย "วันอาภากร "

๑๙ ธันวาคม วันคล้ายวันประสูติ

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ

พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

องค์บิดาของทหารเรือไทย

เป็นเจ้านายที่มีบุคคล ให้ความเคารพ

สักการะ เป็นจำนวนมาก

วัดจากจำนวน พระอนุสาวรีย์

และศาลมากที่สุดพระองค์หนึ่งของไทย

 ปัจจุบัน มีมากกว่า ๕๐๐ แห่ง ทั่วประเทศ

พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ

พระองค์เจ้า อาภากรเกียรติวงศ์

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

ทรงมีพระนามเดิมว่า

พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

 ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๒๘

ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 และเป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่ ๑

ในเจ้าจอมมารดาโหมด

ประสูติเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๒๓

ในพระบรมมหาราชวัง


เสด็จเตี่ย เป็นเจ้านายพระองค์แรก

 ที่สำเร็จการศึกษา วิชาการทหารเรือ

จากประเทศอังกฤษ

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 ทรงมีพระราชดำริว่า กิจการทหารเรือไทย

เท่าที่เป็นอยู่ ในขณะนั้น

ต้องอาศัยชาวต่างชาติ เป็นผู้บัญชาการเรือ

และป้อม อยู่เป็นอันมาก

จึงไม่สู้จะมีความมั่นคงเท่าใดนัก

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงเห็นความสำคัญ และโปรดเกล้าฯ

 พระราชทาน พระราชวังเดิม

ให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ

พระองค์ได้แก้ไขปรับปรุง ระเบียบการ

ในโรงเรียนนายเรือ ให้ทันสมัย

เพื่อให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษา

จากโรงเรียนนายเรือเป็นนายเรือที่มีความรู้

ความสามารถ เทียบได้กับ

นายทหารเรือต่างประเทศ

จากการที่พระองค์ทรงเป็นนักยุทธศาสตร์

 ที่เล็งเห็นการณ์ที่ไกล

พระองค์ได้ทูลเกล้าขอพระราชทาน

ที่ดินบริเวณอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

 ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

 ได้พระราชทานที่ดิน ที่สัตหีบให้แก่กองทัพเรือ

 เพื่อจัดตั้งเป็นฐานทัพเรือ เมื่อปี ๒๔๖๕

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

ทรงเป็น ผู้บังคับการเรือนำเรือหลวงพระร่วง

จากประเทศอังกฤษ เข้ามายังกรุงเทพมหานคร

นับเป็นครั้งแรกที่นายทหารเรือไทย

 เดินเรือได้ไกลข้ามทวีป

ทรงจัดตั้งกองการบินทหารเรือ

 ทรงเปลี่ยนสีเรือรบ ของทหารเรือจากสีขาว

เป็นสีหมอกให้เหมือนกับ เรือรบต่างประเทศ

 เพื่อให้เกิดความกลมกลืน

กับลักษณะของสีน้ำทะเล และภูมิประเทศ

ด้านการดนตรี เพลงพระนิพนธ์

ของ เสด็จในกรมฯ ทุกเพลง

 จะมีเนื้อหาปลุกใจให้มีความรักชาติ

กล้าหาญ ยอมสละชีวิตเพื่อชาติ

โดยเพลงปลุกใจของพระองค์

 นับว่าเป็นเพลงอมตะของทหารเรือ

ด้านการแพทย์แผนโบราณ

พระองค์ทรงศึกษา ค้นคว้าอย่างจริงจัง

ทรงเขียนตำรายาแผนโบราณ

ลงในสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์ ของพระองค์เอง

โดยทรงตั้งชื่อตำรายาเล่มนี้ว่า

"พระคัมภีร์อติสาระวรรคโบราณะกรรม

 และปัจจุบันนะกรรม"

นอกจากนั้นยังได้ทรงรักษา

โรคภัยไข้เจ็บแก่คนทั่วไป

โดยมิได้คิดค่ารักษา หรือค่ายาแต่อย่างใด

 จนเป็นที่นับถือของบุคคลทั่วไป

และถวายพระนามพระองค์ท่านว่า

"หมอพร"

เสด็จเตี่ย ได้กราบบังคมทูลลา ออกจากราชการ

เพื่อพักผ่อนรักษาพระองค์ เมื่อปี ๒๔๖๖

 เนื่องจาก พระองค์ทรงมีสุขภาพไม่สมบูรณ์

และประชวร พระโรคภายในอยู่ด้วย

 โดยทรงประทับอยู่ ด้านใต้ปากน้ำ เมืองชุมพร

 ขณะที่พระองค์ประทับอยู่นี้

ก็เกิดพระโรคหวัดใหญ่ เนื่องจากถูกฝน

ทรงประชวรอยู่เพียง ๓ วัน ก็สิ้นพระชนม์

ที่ ตำบลหาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร

ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖

สิริพระชนมายุ ได้ ๔๔ พรรษา

คำสาปแช่งที่กี่ร้อยปี ยังศักดิ์สิทธิ์

   " วันอาภากร" หรือวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์

ของ "พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ

พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์" 

 นึกถึงบันทึกของ "เสด็จเตี่ย" ที่ลือลั่น

ทรงบันทึกเอาไว้ก่อนสิ้นพระชนม์

โดยมีข้อความดังนี้

"กูกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์"
ผู้เป็นโอรสของ พระปิยะมหาราช

ขอประกาศให้พวกรับรู้ไว้ว่า
แผ่นดินสยามนี้ บรรพบุรุษได้เอาเลือด

 เอาเนื้อ เอาชีวิตเข้าแลกไว้...
อีมันผู้ใด คิดบังอาจทำลายแผ่นดิน

 ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ฤๅ กระทำการทุจริตก่อให้เกิด

ความเดือดร้อนต่อส่วนรวม
จงหยุดการกระทำนั้นเสียโดยเร็ว
ก่อนที่กูจะสั่งทหาร ผลาญสิ้นทั้งโคตร
ให้หมดเสนียดของแผ่นดินสยาม อันเป็นที่รักของกู
ตราบใดที่คำว่า "อาภากร" ยังยืนหยัดอยู่ในโลก
กูจะรักษาผืนแผ่นดินสยามของกู
ลูกหลานทั้งหลาย แผ่นดินใดให้เรากำเนิดมา
แผ่นดินใดให้ที่ซุกหัวนอน ให้ความร่มเย็นเป็นสุข
มิให้อนาทรร้อนใจ จงซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้น.


 

ขอบคุณที่มา  fb. Anna Jill




Create Date : 19 ธันวาคม 2557
Last Update : 19 ธันวาคม 2557 10:48:17 น.
Counter : 2304 Pageviews.

0 comment
### 14 พฤศจิกายน วัน "พระบิดาแห่งฝนหลวง"












๑๔ พฤศจิกายน น้อมระลึก

 วัน "พระบิดาแห่งฝนหลวง"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

 ได้มีพระราชดำริโครงการฝนหลวง

เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๙๘

นับตั้งแต่นั้น พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย

 ในการคิดค้น วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี

การทำฝนหลวง จนประสบความสำเร็จ

และช่วยให้ประเทศชาติ ให้รอดพ้นวิกฤติภัยแล้ง

 มาได้จนถึงปัจจุบัน

ในหลวงเป็นผู้คิดค้นฝนหลวงจริง

อย่าเชื่อคำบิดเบือน ของคนรู้ไม่จริง

เทคนิคในการดัดแปลงสภาพอากาศ

เพื่อสร้างฝน ที่เรียกว่า “ฝนเทียม”

จากการทดลองของ วินเซนต์ เชฟเฟอร์

และเออร์วิง ลองมัวร์

ตัวอย่างการทดลอง ไม่สมบูรณ์จึงถูกยกเลิกไป

ไม่มีการใช้งานจริง

เทคโนโลยีฝนหลวง

มีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน

แต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงหาทางว่า

 “ทำอย่างไรจะรวมเมฆ ให้เกิดเป็นฝน

ตกลงสู่พื้นที่แห้งแล้ง” ในเชิงเกษตรกรรม

จนสามารถนำใช้ได้จริง

และมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือ

ประชาชนชาวไทยของพระองค์เป็นหลัก

ปี ๒๕๑๖ จากการปฏิบัติการค้นคว้า ทดลอง

และปฏิบัติการทำฝน

ที่สัมฤทธิ์ผลตามขั้นตอนกรรมวิธี

 และเทคนิคการทำฝน

ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาตามลำดับ

ตั้งแต่เริ่มต้นปฏิบัติการค้นคว้า

ทดลองในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก ปี ๒๕๑๒

 จนถึงการปฏิบัติการทำฝนสาธิต

แก่นักวิทยาศาสตร์สิงคโปร์ ปี ๒๕๑๕

ทรงประมวลผลสัมฤทธิ์ และประดิษฐ์ คิดค้น

ให้เป็น Basic Technology

และทรงบัญญัติคำให้ง่าย

ต่อความเข้าใจและการสื่อสาร

เป็น ๓ ขั้นตอนคือ "ก่อกวน เลี้ยงอ้วน และโจมตี "

โดยเฉพาะเทคนิค การโจมตี

ให้ฝนตกลงสู่พื้นที่เป้าหมายหวังผลอย่างแม่นยำ

และเพิ่มปริมาณฝนตก ให้สูงขึ้น

โปรดเกล้าฯ ให้เรียกว่าเทคนิคการโจมตี

แบบ Sandwich พระราชทานให้ใช้เป็นเทคโนโลยี

การทำฝนตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นต้นมา

การประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีฝนหลวง

บรรลุผลในชั้นตอนการวิจัย

 ตามพระราชประสงค์แล้ว

 ปี ๒๕๑๖ ทรงมีพระราชกระแสว่า

การพัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด

 ต้องพัฒนาให้ก้าวหน้าสืบไป ให้สัมฤทธิ์ผลยิ่งขึ้น

 ให้เหมาะสมกับ สภาพภูมิประเทศ ระบบนิเวศน์

ภูมิอากาศ และฤดูกาลที่แตกต่างกัน

 ในแต่ละท้องถิ่นพื้นที่ เป้าหมายปฏิบัติการ

 เช่น เทคนิคการงัดเมฆให้พ้นจากยอดเขา

และชักนำให้ฝนตก ลงสู่พื้นที่ราบใต้ลม

ลงสู่พื้นที่เป้าหมาย

เทคนิคการขยายอาณาเขตฝนตก

สวนทิศทางลม เทคนิคการจูง

หรือย้ายเมฆฝนให้พ้นพื้นที่

ที่ไม่ต้องการฝนไปยังพื้นที่ต้องการฝน

เทคนิคการใช้สารฝนหลวงสูตรสลับ – กับเมฆภูเขา

ที่แผ่เป็นพืดปกคลุมหุบเขา ของอ่างเก็บน้ำ

 ให้เกิดฝนลงสู่อ่างเก็บน้ำ

เทคนิคการแหวกเมฆ นำร่องด้วยเครื่องบินปีกตรึง

 และตามด้วย เครื่องบินปีกหมุน

 เทคนิคการทำลายลูกเห็บ

 โดยเทคโนโลยีฝนหลวง

 เทคนิคการทำลายเมฆหมอก

เทคนิคการดับไฟป่า

 เทคนิคการทำลายหมอก อันเนื่องมาจากไฟป่า

เทคนิคการยับยั้งความรุนแรง

หรือป้องกันไม่ให้เกิดพายุลูกเห็บ

ปี ๒๕๔๒ เกิดสภาวะแห้งแล้งรุนแรง ในขั้นวิกฤติ

 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง

คณะปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษกู้ภัยแล้ง ขึ้น

ณ ฐานปฏิบัติการสนามบินนครสวรรค์

 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายปฏิบัติการ

ให้แก่จังหวัด ในภาคกลางตอนบน

และ ณ ฐานปฏิบัติการสนามบิน จังหวัดพิษณุโลก

ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ เป้าหมายปฏิบัติการ

ในภาคเหนือตอนล่าง

ทำให้สภาวะแห้งแล้งคลายความรุนแรงลง

จนคืนเข้าสู่สภาวะปกติ ได้อย่างสิ้นเชิง

ในระยะเวลาอันสั้น

เทคนิคการโจมตีแบบ Super Sandwich

ได้รับการพัฒนาจาก ๔ ขั้นตอนเป็น ๖ ขั้นตอน

 ตั้งแต่กระบวนการเกิดเมฆ (Cloud Formation)

การเจริญของเมฆ (Cloud Growth)

 การเริ่มต้นให้ฝนตก (Rain Initiation)

การยืดอายุการตกของฝนให้นานขึ้น

 (Prolonging of rain duration)

ให้ฝนตกกระจายอย่างทั่วถึง

(Rain Redistribution)

 และชักนำฝนให้ตกลงสู่พื้นที่เป้าหมายที่กำหนด

 (Designated Target area) ได้อย่างแม่นยำ

และแผ่อาณาเขตครอบคลุมอาณาเขต

 เป็นบริเวณกว้างมาก

ที่จะปล่อยให้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ตำราฝนหลวงพระราชทาน

หรือ Royal Rainmaking Technology

ทรงเห็นสมควรให้ขอจดสิทธิบัตร

 เทคโนโลยีฝนหลวง

ซึ่งรวมทั้งเทคนิคต่างๆ ที่ทรงประดิษฐ์คิดค้น

และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน

รวมทั้งเทคนิคในการโจมตีแบบ

 Super Sandwich Technique

ที่ทรงประดิษฐ์คิดค้น

ขึ้นมาเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด

 รวมทั้งแผนภาพ (การ์ตูน) ตำราฝนหลวง

โดยจดสิทธิบัตร ทั้งในประเทศ

และ ในต่างประเทศ

 เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ทั่วโลก

อาทิ Weather Modification

By Royal Rainmaking Technology

จากสำนักงานสิทธิบัตรยุโรป ปี ๒๕๔๖

และสำนักงาน สิทธิบัตร

แห่งสหรัฐอเมริกาในปีเดียวกัน

เทคโนโลยีฝนหลวง”

ได้รับการเผยแพร่ และเป็นที่ยอมรับ

ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ องค์กรและสถาบัน

ที่มีกิจกรรมการดัดแปรสภาพอากาศ วิทยาศาสตร์

และอุตุนิยมวิทยาทั้งในระดับนานาชาติ

 และระดับโลก เช่น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)

 องค์การอาหารและการเกษตร

แห่งสหประชาชาติ (FAO)

 ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล

และประกาศพระเกียรติคุณ โดยเฉพาะในปี ๒๕๔๔

องค์กรเอกชนระดับนานาชาติ

ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน

พระบรมราชานุญาต นำผลงานประดิษฐ์คิดค้น

The Royal Rainmaking Technology

ไปร่วมจัดแสดง ในงานนิทรรศการ

 Brussels Eureka 2001: 50Th

Anniversary Of The World

Exhibition of innovation research

and new technology

 ณ กรุงบรัสเซลล์ราชอาณาจักรเบลเยี่ยม

 The Royal Rainmaking Technology

เป็นหนึ่งในสามผลงาน

ที่ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลยอดเยี่ยม อันเป็นเลิศ

 เป็นนวัตกรรมใหม่ แนวคิดใหม่ และทฤษฎีใหม่

 อันมีคุณประโยชน์ต่อ การพัฒนาประเทศ

และไม่มีผู้ใดประดิษฐ์คิดค้นมาก่อน

สิทธิบัตรที่ได้รับการทูลเกล้าฯ

ทรงมีพราะราชกระแสในวันที่โปรดเกล้าฯ

 ให้รัฐบาลเข้าเฝ้าฯ ถวายสิทธิบัตรฝนหลวง .ว่า

“สิทธิบัตรนี้.... เราคิดเอง.... .คนไทยทำเอง.....

 เป็นของคนไทย..... มิใช่เพื่อพระเจ้าอยู่หัว.....

 ทำฝนนี้ทำสำหรับชาวบ้าน.....สำหรับประชาชน.....

ไม่ใช่ทำสำหรับพระเจ้าอยู่หัว.....

พระเจ้าอยู่หัวอยากได้น้ำ ก็ไปเปิดก๊อกเอาน้ำมาใช้

อยากได้น้ำสำหรับการเพาะปลูกก็ไปสูบ

 จากน้ำคลองชลประทานได้

แต่ชาวบ้านชาวนา ที่ไม่มีโอกาสมีน้ำสำหรับเกษตร

ก็ต้องอาศัยฝน ฝนไม่มีก็ต้องอาศัยฝนหลวง”

พระมหากรุณาธิคุณ อันล้นพ้นหาที่สุดมิได้

อันเปี่ยมด้วยพระเมตตา

และน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใย

 ต่อปัญหาทุกข์ยาก และเดือดร้อนเสียหาย

 อันเนื่องมาจาก มหันตภัยแล้ง

ของราษฎรโดยถ้วนหน้า

ต่างตระหนักถึง พระราชอุตสาหะวิริยะทรงเสี่ยงภัย

เหน็ดเหนื่อย ตรากตรำพระวรกาย

ทั้งกลางวันกลางคืน แม้ในยามค่ำคืนดึกดื่น

 และทรงพากเพียรพยายาม

ในการประดิษฐ์ คิดค้นเทคโนโลยีฝนหลวง

เพื่อป้องกันและกู้ภัยแล้ง







ขอบคุณที่มา fb. Anna Jill







Create Date : 14 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2557 10:03:39 น.
Counter : 1205 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ