Group Blog
All Blog
### ว่าด้วยเรื่องผ้าขาวม้า ###


















ผ้าขาวม้า

............

ไม่ใช่คำไทยแท้ แต่เป็นภาษาเปอร์เซีย

ที่มีคำเต็มว่า Kamar band " Kamar "

หมายถึง เอว หรือ ท่อนล่างของร่างกาย

" band " แปลว่า พัน รัด หรือ คาด เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกัน

จึงหมายถึง เข็มขัด ผ้าพัน หรือ คาดสะเอว

 คำว่า "กามาร์บันด์" ยังปรากฎอยู่ในภาษาอื่น อีก

เช่น ภาษามลายู มีคำว่า "Kamarban"

ภาษาฮินดี้มีคำว่า "Kamarban "

 ภาษาอังกฤษมีคำว่า "Commer band"

หมายถึง ผ้ารัดเอว ในชุด Tuxedo


"ผ้าขาวม้า" เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า "Kamar "

 ซึ่งเป็นภาษาอิหร่านทีใช้กันอยู่ที่ประเทศสเปน

 เข้าใจว่าสเปนเอาคำว่า "กามา" ของภาษาแขกไปใช้ด้วย

 เพราะในประวัติศาสตร์ ประเทศทั้งสองมีการติดต่อกันมาช้านาน

"ในประเทศสเปนเรียก ผ้าคลุมบ่า

และลางที ก็ใช้คาดพุงว่า "Kamar "

ใกล้กับคำว่า "ขาวม้า" มากอยู่ คำนี้เป็นภาษาแขก

ซึ่งสเปนนำเอาไปใช้ คำว่า กามา หรือ kamar แปลไว้ว่า

ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคาดพุง คำว่า กามา จะมาเป็น ขาวในภาษาไทย

ก็อาจเป็นได้ง่าย ดูแต่คำว่าข้าวบุหรี่ ซึ่งเพี้ยนมาจาก

kabuli ในภาษามลายู แปลว่าข้าวของชาวเมืองคาบูล

 เมืองหลวงอัฟกานิสถาน ซึ่งบัดนี้เปลี่ยนเป็น เรียกข้าวหมกไก่

ผ้าขาวม้า เป็นผ้าสารพัดประโยชน์

ที่คนไทยใช้ มาแต่โบราณ ส่วนใหญ่ผู้ใช้ จะเป็นเพศชาย

 สามารถใช้นุ่งอาบน้ำ เช็ดตัว คลุมหัวกันแดด

หรือทำเปลก็ได้ บ้างก็เรียกว่า "ผ้าเคียนเอว"

ผ้าขาวม้า มีลักษณะเป็นผ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ความกว้างประมาณ 2 ศอกยาวประมาณ 3-4 ศอก

เป็นผ้าสำหรับผู้ชาย ใช้นุ่งแบบลำลอง

ความกว้างจึงเท่ากับ ระยะจากเอวถึงกลางหน้าแข้ง

 ความยาวเท่ากับ ระยะพันรอบตัวแล้ว เหลือเศษอีกเล็กน้อย

โดยมากทอเป็นลายตารางเล็กๆ นิยมใช้ด้ายหลายสี

ผ้าสีเดียว ที่มีขนาดเท่ากับผ้าขาวม้าลายตารางหมากรุกแบบนี้

หากนำมาใช้นุ่งสำหรับผู้ชาย ก็นิยมเรียกผ้าขาวม้าเช่นกัน












 

 

ขอบคุณที่มา fb. Siriwanna Jill

ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 14 เมษายน 2558
Last Update : 21 เมษายน 2558 19:24:06 น.
Counter : 1203 Pageviews.

0 comment
### วันสงกรานต์ วันปีใหม่ไทย ###












“สงกรานต์”

...........

เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น

 หรือการเคลื่อนที่ย้ายที่ หมายถึง

 เวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อน จากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่ง

โดยวิธีนับทางสุริยคติ การกำหนดนับวันสงกรานต์

จึงตกอยู่ในระหว่างวันที่ ๑๓, ๑๔ และ ๑๕ เมษายน

ซึ่งทั้ง ๓ วันจะมีชื่อเรียกเฉพาะ ดังนี้ คือ

วันที่ ๑๓ เมษายน เรียกว่า มหาสงกรานต์

หมายถึง ดวงอาทิตย์ ก้าวขึ้นสู่ราศีเมษ อีกครั้งหนึ่ง

 หลังจากที่ผ่านการเข้าสู่ราศีอื่นๆ แล้ว ครบ ๑๒ เดือน 

วันที่ ๑๔ เมษายน เรียกว่า วันเนา

หมายถึง ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าอยู่ราศีเมษ

ประจำที่เรียบร้อยแล้ว 

วันที่ ๑๕ เมษายน เรียกว่า วันเถลิงศก หรือวันขึ้นศก

 คือวันที่เริ่มเปลี่ยนจุลศักราชใหม่

ดวงอาทิตย์ โคจรจากราศีมีน ขึ้นสู่ราศีเมษ

อย่างน้อย ๑ องศา

สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทย
ประเพณีหนึ่ง

ที่สืบทอด มาตั้งแต่สมัยโบราณ คู่กับประเพณีตรุษ

หรือที่เรียกกันรวม ๆ ว่าประเพณีตรุษสงกรานต์

หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของไทย

ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้วันที่ ๓๑ ธันวาคม

 เป็นวันส่งท้ายปีเก่า และวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่

 เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓

“ ตรุษ ” เป็นภาษาทมิฬ ชนเผ่าหนึ่ง ทางอินเดียตอนใต้

แปลว่า ตัด หรือ ขาด คือตัดปี หรือขาดปี

หมายถึง การสิ้นปีนั่นเอง

ตามปกติการกำหนด วันตรุษหรือวันสิ้นปี

จะถือหลักทางจันทรคติ คือวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔

ทางภาคเหนือ เรียกต่างกันไปบ้าง แต่ก็เข้าใจง่ายดี ดังนี้

วันที่ ๑๓ เมษายน เรียกว่า วันสังขารล่อง

คงหมายถึง ร่ายกาย จิต วิญญาณเก่า ๆ ของปีเก่า

กำลังผ่านพ้นไป

วันที่ ๑๔ เมษายน เรียกว่า วันเน่า หรือวันเนา

 ส่วนวันที่ ๑๕ เมษายน เรียกว่า วันพญาวัน

ซึ่งก็หมายถึงวันสำคัญวันแรกของปีใหม่นั่นเอง

สงกรานต์ เป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทย

ซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติมาเนิ่นนาน

บรรพบุรุษของเราได้กำหนด

ธรรมเนียมปฏิบัติมาอย่างชัดเจน

สืบทอด ต่อกันมาจนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ

เป็นความงดงาม ซึ่งบ่งบอกถึง

คุณลักษณะของความเป็นไทยอย่างแท้จริง

เช่น ความกตัญญู ความโอบอ้อมอารี ความเอื้ออาทร

ทั้งต่อมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม

เมื่อถึงวันสงกรานต์ เป็นเวลาที่ทุกคนจะยิ้มแย้มแจ่มใส

ทำใจให้เบิกบาน เพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีดังต่อไปนี้

-การทำบุญ ตักบาตรตอนเช้า

 หรือนำอาหารไปถวายพระที่วัด

เพื่อสืบทอดและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

และเพื่อกล่อมเกลาจิตใจให้รู้จักการให้ การเสียสละ

 โดยมิมุ่งหวังสิ่งใดตอบแทน

- การทำบุญอุทิศส่วนกุศล ให้แก่บรรพบุรุษ

เพื่อแสดงความกตัญญู ต่อผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว

 และ การทำบุญอัฐิ

- การสรงน้ำพระ มี ๒ แบบ

คือ การสรงน้ำพระภิกษุสามเณร และการสรงน้ำพระพุทธรูป 

การสรงน้ำจะใช้น้ำอบ น้ำหอม

หรือน้ำที่ผสมด้วยน้ำอบ น้ำหอมประพรมที่องค์พระ

-การก่อพระเจดีย์ทราย จะทำในวันใดวันหนึ่ง

ระหว่างวันที่ ๑๓ - ๑๕ เมษายน

โดยการขนทรายมาก่อ เป็นเจดีย์ขนาดต่าง ๆ ในบริเวณวัด

เพื่อให้วัดได้ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างหรือถมพื้น

 ถือเป็นการทำบุญอีกลักษณะหนึ่ง

ที่ได้ทั้งบุญและความสนุกสนาน

-การปล่อยนก ปล่อยปลา เป็นการทำบุญทำทาน

 โดยเฉพาะการปล่อยนก ปล่อยปลาที่ติดกับดัก บ่วง

ให้ไปสู่อิสระ หรือปลาที่อยู่ในน้ำตื้น ๆ ซึ่งอาจจะตายได้

 หากปล่อยให้อยู่ในสภาพแบบเดิม

-การรดน้ำผู้ใหญ่ หรือการรดน้ำขอพร

 เป็นการแสดงความเคารพ ต่อผู้ใหญ่ของครอบครัว

หรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เป็นการแสดงความความเคารพ

 และแสดงความกตัญญูกตเวที ต่อผู้มีพระคุณ

 เป็นการแสดงความสุภาพอ่อนน้อม อ่อนโยน และขอรับพร

- การเล่นรดน้ำ โดยการใช้น้ำสะอาด ผสมน้ำอบหรือน้ำหอม

 หรือจะใช้น้ำอบก็ได้ รดกันเบา ๆ ด้วยความสุภาพ

-การเล่นรื่นเริงต่าง ๆ เช่น เข้าทรงแม่ศรี สะบ้า ลูกช่วง

ตามความนิยมของท้องถิ่น

เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม ให้คงอยู่ต่อไป

















ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก  fb. Siriwanna Jill

ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 13 เมษายน 2558
Last Update : 13 เมษายน 2558 12:20:05 น.
Counter : 658 Pageviews.

0 comment
### 6 เมษายน วันจักรี ###














วันจักรี ๖ เมษายน

...............

วันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ เป็นวันที่

พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ

พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

 ได้เสด็จดำรงอาณาจักรสยามเป็นวันแรก

 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

 เสด็จปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี

 และทรงสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของไทย มาจนทุกวันนี้

วันจักรีเริ่มมีครั้งแรกเมื่อ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑

ปี พ.ศ. ๒๔๑๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จึงโปรดเกล้า ฯ ให้หล่อพระบรมรูป

พระเจ้าอยู่หัวทั้ง ๔ พระองค์ ( ร.๑-๔ )

เพื่อประดิษฐาน ไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อมา

 พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชน

 ได้ถวายบังคมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

 เป็นธรรมเนียมปีละครั้ง และโปรดเกล้าให้อัญเชิญ

ไปประดิษฐาน ไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

และมีการย้ายที่หลายครั้ง เช่นพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท

 และพระที่นั่งศิวาลัยปราสาทเป็นต้น

ในรัชกาลที่ ๖ โปรดให้ย้ายพระบรมรูปทั้ง ๔

มาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ ๕ พระชนกนาถ

พระที่นั่งองค์นี้ รัชกาลที่ ๖ โปรดให้ซ่อมจาก

 พุทธปรางค์ปราสาทเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ

และได้พระราชทานนามดังกล่าว

การซ่อมแซมก่อสร้าง และประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง ๕ รัชกาล

 สำเร็จลุล่วงในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑

จึงได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศตั้งพระราชพิธี

ถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ ๖ เมษายนปีนั้น

และต่อมา โปรด ฯ ให้เรียกวันที่ ๖ เมษายนว่า วันจักรี

ชื่อของราชวงศ์จักรี ....มีที่มาจากบรรดาศักดิ์

"เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์" ตำแหน่งสมุหนายก

ซึ่งเป็นตำแหน่งทางราชการ

 ที่พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ

 พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

เคยทรงดำรงตำแหน่งมาก่อนในสมัยกรุงธนบุรี

คำว่า "จักรี" นี้พ้องเสียงกับคำว่า "จักร" และ "ตรี"

ซึ่งเป็นเทพอาวุธ ของพระนารายณ์

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระแสงจักร

และพระแสงตรีไว้ 1 สำรับ

และกำหนดให้ใช้เป็นสัญลักษณ์ ประจำราชวงศ์จักรี

สืบมาจนถึงปัจจุบัน


ราชวงศ์จักรี เป็นราชวงศ์ที่ปกครองประเทศไทย

มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๒๕ โดยมี

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

เป็นผู้ทรงสถาปนาราชวงศ์ และยุคของราชวงศ์นี้เรียกว่า

 "ยุครัตนโกสินทร์"

















ขอบคุณที่มา fb, Siriwanna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ







Create Date : 06 เมษายน 2558
Last Update : 6 เมษายน 2558 12:58:53 น.
Counter : 956 Pageviews.

1 comment
### พระจันทร์สีเลือด ###












 

พระจันทร์สีเลือด

.................

ได้ยินเรื่องพระจันทร์สีเลือด ว่ามีมนุษย์หมาป่า

เป็นการเล่ากันมานาน ในประเทศแถวยุโรป

ที่เชื่อกันว่า "มนุษย์หมาป่า" จะกลายร่างเป็นหมาป่า

ในคืน "วันพระจันทร์เต็มดวง"

และหากเป็นวัน "พระจันทร์สีเลือด"

มนุษย์หมาป่าจะมีพลังอำนาจ ที่กล้าแกร่งมาก

 ดังนั้นก่อนที่จะถึง วันพระจันทร์สีเลือด

คนยุโรปสมัยก่อนจะนำสิ่งมีชีวิต มาเซ่นบูชามนุษย์หมาป่า

เพื่อที่มนุษย์หมาป่า จะไม่มาทำร้ายมนุษย์

มนุษย์หมาป่า (werewolf)

เป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมายาวนานแล้ว

 ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่ใช้กล่าวถึงชายหนุ่ม หรือหญิงสาว

ที่ปกติ ก็ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาทั่วไป

แต่เมื่อถึงคืนวันเพ็ญ หรือคืนวันพระจันทร์เต็มดวง

จะเกิดอาการทุรนทุราย เพ้อคลั่ง

จนต้องออกจากบ้าน ไปอาบแสงจันทร์ ในที่ลับตาคน

 จากนั้นก็จะเกิด ความผิดปกติของร่างกาย

คือ มีขนยาวออกมา ที่มือมีเล็บแหลมคม งอกยาวน่ากลัว

 ฝ่ามือกลายเป็นอุ้งเท้า ของหมาป่า ใบหน้ายื่นยาว

 มีเขี้ยวแหลมคม เดินสี่เท้า เห่าหอนเหมือนสัตว์

และออกทำร้าย ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย

และเมื่อคืนวันเพ็ญผ่านไป ก็จะกลายร่างเป็นมนุษย์ดังเดิม

 จนกว่าคืนนั้นจะเวียนมาถึง อีกครั้ง

 เรื่องเล่านี้เป็นที่หวาดกลัวกัน ทุกยุคทุกสมัย

 โดยเฉพาะในสมัยโบราณ


แต่มีหลักฐานที่หลายคนเชื่อว่า

"มนุษย์หมาป่า "น่าจะมีความจริงอยู่บ้าง

ไม่ใช่แค่ตำนานเล่าขานเท่านั้น

 ปี 1603 ในขณะที่เด็กหญิงเลี้ยงแกะ กลุ่มหนึ่ง

กำลังดูแลฝูงแกะ อยู่ในทุ่งทางตอนใต้ ของฝรั่งเศส

มีเด็กชายอายุประมาณ 13 ปี ท่าทางไม่น่าไว้ใจ

ผมยาวรุงรัง ฟันยาวขาวแหลม

เด็กชายผู้นั้น เล่าให้เด็กหญิงฟังถึงเรื่อง ถ้ำแห่งหนึ่ง

ที่สามารถเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นหมาป่าได้ในยามค่ำคืน

และบอกว่าอาหารโปรด ของเขา คือเนื้อของเด็กผู้หญิง

เด็กหญิงเลี้ยงแกะนั้น นำเรื่องของเด็กชายประหลาด

กลับมาเล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง จึงเกิดมีการสอบสวน

และจับตัวเด็กชายได้ ทราบทีหลังว่า

 เด็กชายนั้นชื่อ ฌอง เกรเนีย ซึ่งยอมรับสารภาพว่า

เคยจับเด็กอ่อน และเด็กเล็กมาฉีกเนื้อกิน เป็นอาหาร 15 รายแล้ว

และที่สำคัญ ยอมรับว่าเขาเป็น “มนุษย์หมาป่า”

ในศตวรรษที่ 16 เกิดคดีเกี่ยวกับมนุษย์หมาป่าถึง 30,000 คดี

ซึ่งเป็นยุคที่หวาดกลัวมนุษย์หมาป่ากันมากที่สุด

 เพราะชอบขโมยเด็กไปกิน ทำร้ายผู้ใหญ่ รวมทั้งขโมยสัตว์เลี้ยง











ขอบคุณที่มาของเรื่อง fb. Siriwanna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 04 เมษายน 2558
Last Update : 4 เมษายน 2558 10:47:17 น.
Counter : 1825 Pageviews.

0 comment
### ตำนานราหูอมจันทร์ ###












 

 

ตำนานราหูอมจันทร์

(จันทรุปราคาเต็มดวง)

.......................


เรื่องนี้มีที่มาจาก ตำนานของอินเดีย เรื่องมีอยู่ว่า

 มีฤๅษีตนหนึ่ง นามว่า ทุรวาส

 เป็นปางหนึ่งในการอวตารของพระศิวะ

 วันหนึ่ง พระอินทร์ได้ทรงช้างเอราวัณผ่านมา

เมื่อฤๅษีทุรวาสเห็น ได้นำพวงมาลัยถวาย แก่พระอินทร์

 แต่เมื่อช้างเอราวัณได้กลิ่นของดอกไม้ ก็มึนเมา

 และกระทืบพวงมาลัยจนเละ

 ส่วนพระอินทร์ก็มิได้กล่าว คำขอโทษใดๆ เลย

ทำให้ฤๅษีทุรวาสโกรธมาก

และสาปให้เทวดาต้องพ่ายแพ้ทุกครั้งที่รบกับยักษ์


และก็เป็นจริงตามคำสาปแช่ง

เมื่อเหล่าเทวดารบกับยักษ์เมื่อใด ก็ต้องพ่ายแพ้ทุกครั้ง

เหล่าเทวดาจึงไปปรึกษาพระนารายณ์

พระนารายณ์ก็แนะนำว่า ควรทำพิธีกวนเกษียรสมุทร

 หรือทะเลน้ำนม อันเป็นที่ประทับของพระองค์เอง

 ให้เกิดเป็นน้ำอมฤต เมื่อได้ดื่มน้ำอมฤตแล้ว

 ก็จะมีกำลังวังชาแข็งแรง และมีชีวิตเป็นอมตะ

แต่การทำพิธีครั้งนี้จะอาศัยแรงของเทวดาอย่างเดียวมิได้

เหล่าเทวดาจึงหลอกล่อ ให้เหล่ายักษ์มาช่วยทำพิธีด้วย

โดยบอกว่า หากทำพิธีสำเร็จจะแบ่งน้ำอมฤตให้พวกยักษ์ดื่มด้วย

การทำพิธีเริ่มขึ้นโดยใช้ภูเขามันทระเป็นไม้กวน

และใช้ลำตัวของพญาอนันตนาคราชเป็นที่ฉุดดึงให้ภูเขาหมุน

เทวดาดึงด้านหางของพญานาค

เหล่ายักษ์ดึงทางด้านหัวของพญานาค

นอกจากนี้ พระนารายณ์ยังได้แปลงกายเป็นเต่า

หนุนภูเขามันทระ มิให้ล้มลงด้วย

จนเวลาผ่านไป พญานาคถูกฉุดดึงมากๆ เข้าก็เกิดอ่อนล้า

 จึงคายพิษออกมา พระศิวะทรงทอดพระเนตรเห็น

จึงได้ดูดพิษนั้นเข้าไป เพราะทรงเกรงว่า

พิษนั้นจะทำอันตรายแก่ชาวโลก

ด้วยเหตุนี้ พระศอ หรือ คอ ของพระศิวะ จึงมีสีดำตลอดมา

เมื่อกวนเกษียรสมุทรจนได้ที่

บังเกิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายผุดขึ้น จากเกษียรสมุทร

 เช่น ดอกปาริชาติ ม้าอุจไฉศรพ และน้ำอมฤต

เมื่อได้น้ำอมฤตแล้วเหล่าเทวดาและยักษ์ก็แย่งชิงน้ำอมฤตกัน

 พระนารายณ์จึงได้แปลงกาย เป็นนางอัปสรหลอกล่อ

ให้เหล่ายักษ์พากันลุ่มหลง

เปิดโอกาสให้เหล่าเทวดา ได้ดื่มน้ำอมฤต

แต่ทว่า ราหู ไม่หลงกลของพระนารายณ์

จึงได้แปลงกาย เป็นเทวดาเข้ามาร่วม ดื่มน้ำอมฤตด้วย

 แต่พระอาทิตย์และพระจันทร์ จำราหูได้

จึงไปกราบทูลพระนารายณ์

พระนารายณ์จึงได้ขว้างจักร ไปตัดตัวราหูขาด เป็นสองท่อน

 ซึ่งราหูดื่มน้ำอมฤตไปแล้ว จึงไม่ตาย

เมื่อถูกตัดตัวและด้วยความแค้นที่ทำให้ตนต้องถูกตัดตัว

 จนพิการเช่นนี้ ราหูจึงได้ไล่จับพระอาทิตย์

และพระจันทร์มากลืนกิน ด้วยความแค้น

เป็นตำนานของราหูอมจันทร์นั่นเอง

โบราณนั้น เวลาราหูจะกลืนพระจันทร์เอาไว้

ทั้งดวงบ้างบางส่วนบ้าง

 ต้องตีเกราะเคาะไม้ หรือยิงปืน ไล่กันเอิกเกริก

ส่วนวิธีป้องกันพระราหูนั้น คือการใช้กะลาจากมะพร้าวตาเดียว

หรือไม่มีตา มาทำเป็นเครื่องรางเอาไว้

จะบรรเทาโทษภัย จากพระราหูไปได้

กะลาตาเดียวนั้นหายาก ในมะพร้าว 1,000 ลูก

จะมีก็เพียงแค่ลูกเดียว หรือสองลูก

 เมื่อได้มาถือว่าเป็นโชคของผู้นั้น










ขอบคุณที่มาของเรื่อง fb. Siriwanna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 04 เมษายน 2558
Last Update : 4 เมษายน 2558 9:51:56 น.
Counter : 1926 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ