Group Blog
All Blog
### ความเป็นมาของ "ตะเกียบ " ###














ประเทศจีน ถือเป็นประเทศต้นกำเนิด ของตะเกียบ

 เมื่อสามพันกว่าปีก่อน ในสมัยพระเจ้าโจ้ว

กษัตริย์องค์สุดท้าย แห่งราชวงศ์ซาง

 โดยว่าพระองค์ได้ทรงใช้ตะเกียบที่ทำจากงาช้าง

ต้นกำเนิดของตะเกียบนั้น เป็นตำนาน เล่าสืบทอดกันมา

 ในหมู่ชาวบ้านแถบ มณฑลเสฉวน

โดยว่า เจียงจื่อหยา เป็นชายหนุ่มไร้ความสามารถ

 ทำอะไรอื่นไม่เป็นนอกจากตกปลา

 ดังนั้นจึงมีชีวิต อยู่อย่างยากจนข้นแค้น

 ภรรยานึกทนอยู่กับสภาพอดๆ อยากๆ นี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว

จึงคิดวางยาลอบฆ่าสามี เพื่อจะได้หาสามีใหม่ได้


อยู่มาวันหนึ่งเจียงจื่อหยา ออกไปตกปลาเช่นเคย

แต่กลับบ้านมามือเปล่า ภรรยาก็พูดขึ้นว่า

 "คงหิวแล้วซิท่า ฉันทำเนื้อผัดไว้ให้แล้ว รีบทานซะเถอะ"

เจียงจื่อหยาด้วยความที่หิว

ยื่นมือออกไปหยิบเนื้อเตรียมจะเข้าปาก

จู่ๆ ก็มีนกตัวหนึ่งบินเข้ามา จากทางหน้าต่างจิกเข้าที่มือ

 เจ็บจนร้องต้องปล่อยเนื้อหลุดจากมือ

พอจะหยิบเนื้อขึ้นใหม่อีกครั้ง นกก็บินมาจิกหลังมือเข้าให้อีก

เจียงจื่อหยาเริ่มรู้สึกเอะใจ ลองหยิบเป็นครั้งที่สาม

ก็ยังโดนจิกเข้าอีก จึงคิดว่าเห็นจะเป็นนกเทพ

 จึงทำเป็นไล่นกออกจากบ้าน ตามไปจนถึงที่ร้างไร้ ผู้คนแห่งหนึ่ง

 นกเทพก็หยุดเกาะบนกิ่งไผ่ และบอกเจียงจื่อหยาว่า

จะกินเนื้อนี้ใช้มือหยิบไม่ได้ ให้ใช้สิ่งที่อยู่ใต้เท้าเรานี้คีบเนื้อเอา

 เจียงจื่อหยารับรู้

และตรงเข้าเด็ดกิ่งไผ่ สองก้านเล็กเรียวติดกลับบ้าน

 พอถึงภรรยาก็เร่งให้เขาทานเนื้ออีก

 เจียงจื่อหยาจึงใช้กิ่งไผ่ ที่เด็ดติดมือกลับมานั้น

หนีบเอาเนื้อขึ้นมาก็ปรากฏว่ามีกลุ่มควันสีเขียวขึ้น

เจียงจื่อหยาแกล้ง ทำเป็นไม่รู้เรื่องถูกวางยาพิษ

กล่าวกับภรรยาว่า เนื้อนี้ทำไมมีควันลอยออกมา

 เห็นจะมีพิษหรืออย่างไรกัน?

พูดพลางยื่นเนื้อนั้นป้อนส่งให้ภรรยา

ภรรยาตกใจและวิ่งหนีออกจากบ้านไปทันที

 เจียงจื่อหยาจึงเข้าใจทันทีว่า นี่เป็นกิ่งไผ่วิเศษ

ที่ไม่ว่าพิษอะไร ก็สามารถพิสูจน์ได้หมด

นับแต่นั้นมาทุกมื้ออาหาร

เป็นต้องใช้แท่งไม้ไผ่คู่นี้ ในการทานอาหาร

ต่อมาบรรดาเพื่อนบ้านรอบข้างเห็นต่างถือปฏิบัติตามอย่าง

ใช้กิ่งไผ่ทานข้าว และแพร่หลายเป็นธรรมเนียมนิยม

 ไปยังคนหมู่มากในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีตำนาน

 เรื่องชาวนาสองคนยากจน ไม่มีอะไรจะกิน

ด้วยความหิวจึงได้ไปขโมยเนื้อของเศรษฐีชิ้นหนึ่ง

หนีเข้าไปย่างกินในป่า ด้วยความหอมของเนื้อ

 ทำให้ทนรอให้เนื้อสุก จนทั่วไม่ไหว

เลยพากันเอากิ่งไม้มาคีบ ส่วนที่อยู่ด้านนอกที่สุกแล้ว

มากินก่อนทีละนิดๆจนถึงกระดูก

กลายเป็นวิธีการใช้ตะเกียบขึ้นมา

ตะเกียบนั้น เข้ามาในเมืองไทย เป็นระยะเวลานานกว่าช้อน-ส้อม

 ซึ่งได้รับความนิยมมากกว่า และยิ่งในชนบทด้วยแล้ว

 ชาวบ้านไม่นิยมใช้ตะเกียบ ในการกินอาหาร

 แต่ตะเกียบนั้นใช่ว่าจะไม่มีความสำคัญเสียเลย

 เนื่องจากว่าอาหารจีนได้เข้ามา

แทรกอยู่ในวิถีชีวิตของไทยเราด้วย

ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ตะเกียบ เป็นอุปกรณ์สำคัญในการกิน

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๋วยเตี๋ยวและบะหมี่

จนดูเหมือนกับว่าจะใช้ตะเกียบเพื่อกินก๋วยเตี๋ยวและบะหมี่เท่านั้น

ตะเกียบมีบทบาทสำคัญ ในวัฒนธรรมการกินของชาวจีน

นอกจากนี้ เกาหลี ญี่ปุ่น และเวียดนาม

 ทั้งสามชาตินี้ต่างรับเอาวัฒนธรรมตะเกียบของจีนไปใช้

ด้วยการดัดแปลงและพัฒนา จนกระทั่ง

ตะเกียบกลายเป็นวัฒนธรรมการกินประจำชาติของตนเอง

 ที่มีความผิดแผกและแตกต่างไปจากจีน

 ซึ่งเป็นชนชาติผู้ให้กำเนิดตะเกียบ


ขอบคุณที่มา fb. Siriwanna Jill










ตะเกียบหรือไคว่จื่อ (筷子) เป็นสิ่งประดิษฐ์จากไม้ไผ่

และเป็นเครื่องมือสำหรับรับประทานอาหารของชาวจีน

ที่มีประวัติศาสตร์สืบย้อนหลังไปมากกว่าสี่พันปี

ตะเกียบจึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่

แห่งภูมิปัญญาบรรพบุรุษ เพราะความมหัศจรรย์

เพียงแค่ไม้ไผ่เล็ก ๆ 2 อัน กลับกลายมาเป็น

สิ่งบ่งชี้ทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่

และผูกพันเข้ากับวิถีชีวิตของชาวจีนอย่างแนบแน่น

จนไม่อาจแยกออกจากกันได้

และยังผูกพันไปถึงวัฒนธรรมอื่น ๆ ของจีนอีกมากมาย

แต่เดิมนั้น บรรพชนในอดีตของจีน

ล้วนยังต้องใช้มือในการหยิบจับรับประทานอาหาร

ต่อมาจึงได้มีการประดิษฐ์คิดค้นตะเกียบขึ้นมาใช้ภายหลัง

แต่ธรรมเนียมการใช้ตะเกียบที่เกิดจากไม้ไผ่เล็ก ๆ เพียง 2 อัน

 เริ่มขึ้นมาเมื่อไหร่นั้น ไม่มีหลักฐานใด ๆ บ่งชี้ชัดได้

คงมีแต่เพียงนิทานโบราณที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า

ต้าอวี่ (大禹) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เซี่ย

เป็นบุคคลแรกที่รู้จักการใช้ตะเกียบคีบจับอาหาร

 เล่ากันว่าภายหลังจากต้าอวี่สามารถพิชิตอุทกภัยน้ำท่วม

ได้เป็นผลสำเร็จก็ได้หาทางแก้ปัญหาให้พสกนิกร

หันมารับประทานอาหารสุกแทนอาหารดิบ

แต่ทว่า อาหารที่สุกมักมีความร้อน

บางอย่างก็ต้มด้วยน้ำเดือด ๆ

จึงไม่สามารถใช้มือหยิบฉวยได้

ต้าอวี่จึงได้หักเอากิ่งไม้ไผ่เล็กสองอัน

มาใช้คีบจับอาหารในน้ำเดือดหรืออาหารร้อน ๆ

 และกลายมาเป็นต้นแบบของการใช้ตะเกียบในที่สุด


แต่หลักฐานที่สำคัญที่ไม่ใช่เป็นเพียงตำนานนั้น

 มีการกล่าวไว้ใน “บันทึกหานเฟยจื่อ”(韩非子)

และ “บันทึกประวัติศาสตร์สื่อจี้” (史记)

เขียนโดย ซือหม่าเชียน(司马迁) บันทึกทั้งสองเล่มนี้

กล่าวถึงกษัตริย์โจ้วหวาง (纣王)ทรราชองค์สุดท้าย

ในสมัยราชวงศ์ซาง

กล่าวถึงความฟุ่มเฟือยภายในราชสำนัก

ที่มัวเมาแต่สุรานารี ในการเสวยพระกระยาหาร

ก็มีแต่ความฟุ่มเฟือย มีการระบุถึงภาชนะทานอาหาร

และดื่มกินหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็คือ

ตะเกียบงาช้าง หรือ เซี่ยงจู้ (象箸)

ใน “คัมภีร์หลี่จี้” (礼记) ก็ได้กล่าวถึง

เครื่องใช้ในการรับประทานที่เรียกกันว่า เจีย (棶)

ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทำมาจากไม้

เพราะมีหมวดตัวไม้อยู่ (木)อยู่ด้านข้างตัวอักษร

และก่อนสมัยราชวงศ์ฉิน ได้มีการเรียกตะเกียบไม้ไผ่

ที่ใช้รับประทานอาหารว่า เจี๋ย (荚) อย่างไรก็ตาม

ในบันทึกโบราณต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังเป็นต้นมา

 ต่างเรียกไม้ไผ่ 2 อันที่มีลักษณะแบบตะเกียบว่า

จู้ (箸) ซึ่งใช้คำคำนี้เรียกตะเกียบมานานหลายร้อยปี

ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ซ่ง หยวน และหมิง

สมัยราชวงศ์หมิง “บันทึกของลู่หรง” (陆容)

กล่าวถึงธรรมเนียมนิยมของชาวเรือว่า

ในการเดินทางหาปลาของชาวประมง

และการโดยสารเรือบนลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง

จะถือกันว่า อย่าเอ่ยคำว่า “จู้” เป็นคำต้องห้าม

และเป็นลางร้าย ชาวเรือถือว่า “จู้” เป็นคำเรียก

ที่เป็นอัปมงคลหลายอย่าง

เช่น “จู้” (蛀) หมายถึง ตัวมอด

ที่เป็นแมลงกัดกินเนื้อไม้เป็นอาหาร

ตัวมอดจะทำให้เรือเกิดรูรั่วจนน้ำเข้าเรือ

ชาวเรือจึงเกลียดตัวมอดมากเป็นพิเศษ

รวมทั้งคำว่า “จู้” ก็ยังพ้องเสียงกับ จู้ (住)

ที่แปลว่า หยุด เพราะสำหรับชาวเรือแล้ว

การหยุดก็คือการไม่สามารถล่องเรือออกทะเล

หรือแม่น้ำลำคลอง ทำให้ปากท้องไม่มีรายได้

ชีวิตบนเรือจะต้องพบกับความยากลำบาก

ดังนั้น คำอัปมงคลเหล่านี้

ทำให้ชาวเรือไม่ยอมพูดกัน

พวกเค้าจึงพูดเปลี่ยนชื่อเรียกตะเกียบ

จาก “จู้” มาเป็น “ไคว่” (快)

ซึ่งแปลว่า รวดเร็ว เร็วไว เพราะสำหรับชาวเรือแล้วยิ่งเร็วยิ่งดี

กรณีดังกล่าว มีกล่าวไว้ว่า จักรพรรดิคังซี (康熙皇帝)

 แห่งราชวงศ์ชิง ทรงไม่ยอมรับ

การเปลี่ยนคำเรียกหาตะเกียบมาใช้เป็นตัวอักษรว่าไคว่

เพราะจะทำให้ไม่สามารถรู้ถึงรากศัพท์ของตัวอักษรได้

 เมื่อมีการรวบรวม “พจนานุกรม ฉบับคังซี” (康熙字典)

พระองค์จึงให้เติมขีดความหมายของไม้ไผ่ (竹)

ลงไว้บนตัวอักษร ไคว่ จนกลายมาเป็นคำว่าไคว่ (筷)

หรือไคว่จื่อ (筷子) ซึ่งก็คือตะเกียบในปัจจุบัน

พื้นฐานของตะเกียบนั้นมาจากไม้ไผ่

แม้ว่าจะมีการประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ มาใช้กับการทำตะเกียบ

เช่นตะเกียบงาช้าง ตะเกียบหยก และตะเกียบทองคำ

ที่กลายมาเป็นเครื่องใช้บอกฐานะของเจ้าของตะเกียบ

รวมทั้งในวังหลวงยังมีการสร้างตะเกียบเงิน

ซึ่งใช้ในการตรวจสอบพิษ

ก่อนที่จะส่งให้ฮ่องเต้เสวยพระกระยาหารได้

แต่ไม่ว่าวัสดุที่สร้างจะแตกต่างกันสักเพียงใด

 หน้าที่ของตะเกียบยังคงเดิม นั้นก็คือ

การเป็นเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร สำหรับคีบจับอาหาร

นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับเกี่ยวกับ “ตะเกียบ”

หรือ “ไคว่จื่อ” อยู่บ้างบางประการ เช่น

ในพิธีแต่งงาน เจ้าสาวจะนิยมพกนำตะเกียบติดตัวไปด้วย

เพราะคำว่า “ไคว่” (快) แปลว่า เร็ว ๆ ไว ๆ

ส่วนคำว่า “จื่อ”(子) แปลว่า ลูกชาย

ดังนั้น การที่เจ้าสาวพกตะเกียบติดตัวก็คือ

เคล็ด ความหมายว่า “ขอให้มีลูกชายเร็ว ๆ ไว ๆ” นั้นเอง




เครดิต
//www.hudong.com/wiki/
//www.jiewfudao.com/
ขอบคุณที่มา....R@nthong.com














Create Date : 30 เมษายน 2558
Last Update : 9 พฤษภาคม 2558 11:58:32 น.
Counter : 8719 Pageviews.

0 comment
### ล็อตเตอรี่ เกิดได้อย่างไร ###















คำว่า lot ซึ่งเป็นคำต้นของ lottery

 หมายถึงวัตถุขนาดเล็ก อาทิเช่น ก้อนหิน กระดูกสัตว์

ซึ่งมักใช้เป็นอุปกรณ์ สำหรับเสี่ยงทาย

เพราะเชื่อกันว่า การที่ผู้เสี่ยงทาย

ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ ที่ออกมาได้ ย่อมแสดงว่า

 สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประสงค์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจ

ดังนั้น การเสี่ยงทายโดยใช้ lot จึงเปรียบได้กับ

การขอคำชี้แนะ จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

The Old Testament มีการพูดถึงการที่พระเจ้า

แสดงความประสงค์ให้โมเสสใช้การเสี่ยงทาย

 เพื่อแบ่งที่ดิน ให้กับชาวอิสราเอลว่า

 แต่ละครอบครัวจะได้ที่ดินที่ไหน มากน้อยเพียงใด

หรือกษัตริย์องค์แรกของชาวอิสราเอล

 ก็ถูกคัดเลือก โดยการใช้ lot เสี่ยงทาย

กษัตริย์โรมันหลายพระองค์ใช้ lot ในการแบ่งที่ดิน

 ระหว่างชนชั้นสูง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา

ว่าลำเอียง เลือกที่รักมักที่ชัง

กำแพงเมืองจีน สิ่งมหัศจรรย์ระดับโลก

ที่จิ๋นซีฮ่องเต้สร้างขึ้น

ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างส่วนหนึ่ง

ก็มาจากการขาย lottery ให้กับพลเมือง

 lottery versionแดนมังกร ได้กลายเป็น

 "ต้นแบบของการพนัน "

ที่เรียกว่า Keno ซึ่งมีวิธีในการออกเลข

คล้ายกับการออกสลากกินแบ่งของบ้านเราในสมัยนี้

และมีให้เล่นกันตามคาสิโนใหญ่ๆ

หลังจากนั้น อีกไม่กี่ร้อยปี ประเทศแถบยุโรป

ก็ใช้แนวคิดการมอมเมาประชาชนนี้

เพื่อเอาเงินมาใช้ในการสร้างโน่นสร้างนี่

ปี 1530 กษัตริย์ของฝรั่งเศส ได้ออก lottery

เพื่อนำเงินที่ได้ แก้ปัญหาเงินคงคลัง

ที่กำลังร่อยหรอลงไปทุกวัน

หลังจากนั้นไม่นาน นักธุรกิจหัวใสเมืองน้ำหอม

ก็ออก lottery มาขายกันเป็นการใหญ่

ก่อนจะถูกประกาศให้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย

อิตาลี มีการออกลอตเตอรี่ครั้งแรก ปี 1539

โดยมีรางวัลตอบแทน เป็นเงินสดล่อใจ

จำนวนค่อนข้างสูง

 หลังจากนั้นไม่นาน โรคคลั่ง lottery

 ก็ได้แพร่ระบาดไปเกิอบทั่วโลก

 สามร้อยกว่าปีต่อมา รัฐบาลอิตาลีเองก็ตัดสินใจ

 กระโดดเข้าไปร่วมสังฆกรรม ทำการมอมเมาประชาชน

โดยการออกลอตเตอรี่ของรัฐชื่อว่า "Lotto"

ที่กลายเป็นนางกวัก ดึงเงินเข้าคลังได้อย่างต่อเนื่อง

ยุคของพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ของอังกฤษ

ออก lottery จำนวน 40,000 ใบ

เพื่อหารายได้มาสร้างท่าเรือ

และสาธารณูปโภคอื่นๆ ใช้เป็นเครื่องมือ

ในการกู้ยืมเงินจากประชาชน

ยุคของกษัตริย์เจมส์ที่ 1 Virginia Company of London

ได้รับพระราชานุญาตให้ ออก lottery

 เพื่อระดมทุนไปสร้างเมืองใหม่ ที่สหรัฐฯ

 lottery มีบทบาทสำคัญในการตั้งรกรากของชาวยุโรป

 ในสหรัฐ เมืองใหม่ๆ แม้แต่มหาวิทยาลัยชื่อดัง

อย่างมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

และมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ก็ตั้งขึ้นมา

ด้วยเงินที่ได้มาจาก การขาย lottery

ประวัติศาสตร์การออก lottery ในประเทศอื่นๆ

ก็มักจะมีเหตุผลเหมือนกันหมด

มองกันตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว lottery ก็คือ

การเก็บภาษีแฝง มีข้อดีตรงที่

จะถูกต่อต้านน้อยกว่าการขึ้นภาษี

 เพราะการซื้อ lottery เปรียบได้กับ

การยอมจ่ายภาษี โดยสมัครใจ

 ใครไม่ซื้อก็ไม่ต้องจ่าย แต่ก็ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์

จากเงินของรัฐ โดยไม่ต้องควักกระเป๋า

คนที่ซื้อ lottery ส่วนใหญ่

เป็นผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่สูงนัก

 lottery อาจเป็นความหวัง ว่าอาจจะมีอนาคตที่ดีกว่า

 แต่ถ้าว่ากัน ตามหลักสถิติแล้ว

โอกาสที่ฝันจะเป็นจริงนั้น น้อยนิด

 การที่รัฐได้กำไร จากการออกสลาก เป็นเครื่องยืนยันอยู่แล้ว

ผู้ที่คิดออกลอตเตอรี่เป็นคนแรกในเมืองไทย

 คือ ต้นตระกูล “เศวตศิลา”

มิสเตอร์เฮนรี่ อาลบาสเตอร์ ชนชาติอังกฤษ

 เป็นผู้นำ lottery ของยุโรปมาเผยแพร่

โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน

พระบรมราชานุญาตให้กรมทหารมหาดเล็ก

ออก lottery เป็นครั้งแรก เมื่อปี 2417

 เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา

 โดยมีวัตถุประสงค์ ที่จะช่วยเหลือพ่อค้าต่างชาติ

 ที่นำสินค้ามาร่วมแสดงในการจัดพิพิธภัณฑ์

 ที่ตึกคองคาเดีย ในพระบรมมหาราชวัง

 และได้มีการออก lottery ในวาระพิเศษอีกหลายครั้ง

 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อบำรุงสาธารณะกุศล











ขอบคุณที่มา fb . Siriwanna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 27 เมษายน 2558
Last Update : 27 เมษายน 2558 12:08:13 น.
Counter : 1238 Pageviews.

0 comment
### ประเพณีกองข้าว ###













ประเพณีกองข้าว.

..........

เป็นประเพณีโบราณเก่าแก่ของคนทะเล

ที่ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ริมทะเล 

 ตั้งแต่เราเกิดมาเราก็เห็นประเพณีกองข้าวแล้ว

  เพราะเราคนทะเล บ้านเราศรีราชานั้น

หลังจากประเพณีสงกรานต์ผ่านไปแล้ว 

 เราก็จะเริ่มประเพณีกองข้าวต่อ

ซึ่งประเพณีนี้มีที่มาที่ไปตามที่แม่เราได้เล่าขานไว้

ให้เราลูกหลานได้รับรู้ ดังนี้

   เราชาวประมงทำมาหากินกับทะเลมาโดยตลอด

ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีนั้น ทะเลมีอะไรหลายๆอย่าง

ที่คนบกไม่อาจจะรับรู้ได้ 

  ทะเลนั้นนอกจากจะให้อาหารทะเลแก่เราแล้ว

ทุกปีทะเลยังกลืนชีวิตของคนไปหลายศพ

  ก็แล้วแต่ว่าปีไหนจะแรงจะรับกี่ศพ

  สมัยเราเด็กๆนั้น สิ่งที่เห็นเป็นประจำก็คือ

เด็กเล็กที่กำลังหัดเดินถ้าพ่อแม่เผลอ

เขาก็จะออกมาเดินแถวสะพาน 

 ซึ่งก็ไม่ได้แน่นหนาอะไรนัก

  เพราะสะพานก็เป็นสะพานไม้ธรรมดา

  การต่อเติมส่วนมากไม่ได้ใช้ไม้ดีสักเท่าไร

  เพราะชาวประมงส่วนมากยากจน

หาเช้ากินค่ำกันแทบทั้งนั้น

  สะพานจึงเต็มไปด้วยไม้ผุบ้างไม้ดีบ้าง  มีรูรอดมากมาย

  เราก็เคยเดินตกร่องสะพานมาตั้งแต่เด็ก เป็นประจำ 

  เมื่อเด็กเล็กออกมาเดินถ้าลอดสายตาจากผู้ใหญ่

หรือช่วงเวลานั้นไม่มีใครเดินบนสะพาน 

 เด็กก็อาจจะตกทะเลได้

 และเมื่อตกลงไปโดยไม่มีใครเห็น

ก็แน่นอนไม่เคยมีใครรอด

  จะรู้กันอีกทีก็ลอยบนน้ำเสียแล้ว

  อย่าว่าแต่เด็กเลย คนโตก็ไม่เว้น

โดยเฉพาะพวกขี้เมาทั้งหลาย เมาแล้วเดินโซเซ

ตกน้ำตกท่าถ้ารู้สึกตัวก็ว่ายน้ำขึ้นได้

  แต่ถ้าเมามากๆก็คิดว่าทะเลนั้นเป็นบ้านติดแอร์เย็นสบาย

เลยนอนหลับสบายในน้ำทะเลซะงั้น 

 กว่าจะรู้สึกตัวอีกครั้งก็ลอยผลุบๆโผล่ๆ 

 ตามกระแสคลื่นซะแล้ว

  เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาแถวบ้านเราก็เพิ่งพบลอยอืดเหม็น

มาติดหาดหนึ่งคน ขนาดเป็นชายวัยหนุ่มแท้ๆ ยังตาย 

 นี่ไง เห็นหรือยังว่าผีที่ตายในทะเลนั้นก็มีไม่น้อย

  ดังนั้น คนทะเลจึงต้องมีประเพณีกองข้าว 

 ซึ่งประเพณีนี้ก็เป็นประเพณ๊ไหว้ผีที่ตกทะเลตายนั่นเอง

  ไม่ว่าผีนั้นจะมีญาติหรือไม่มีญาติเราก็ไหว้ทั้งหมด 

  ประเพณีนี้สมัยโบราณชาวบ้านริมทะเล

เขาจะนิมนต์พระมาสวดมนต์เย็นริมชายหาด

  แล้วพระก็จะมาฉันภัตราหารเช้าอีกครั้ง

  และทำการบังสุกุลให้กับผู้ล่วงลับไปแล้ว 

 ปัจจุบันได้ตัดทอนลง

โดยนิมนต์พระมาสวดมนต์ตอนสาย

แล้วก็เลี้ยงเพลพระ เสร็จแล้วก็บังสุกุล

อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่คนที่ตายในทะเล 

     พอตกเย็นชาวบ้านทุกบ้านก็จะนำอาหารใส่หม้อ

 ใส่ปิ่นโตมาร่วมประเพณีกองข้าวริมทะเลอีกครั้ง 

 ชาวบ้านจะเอาเสื่อมาปูกันริมทะเล 

 จากนั้นก็นำอาหารคาวหวาน ผลไม้ออกมาวาง 

  จัดการกลัดกระทงทำด้วยใบตองใบใหญ่

  แล้วตักอาหารทุกชนิดใส่ ลงไปในกะทง

  นำไปวางไว้ชายทะเล

แล้วก็จุดธูปอัญเชิญดวงวิญญาณที่ตายในทะเล

มารับประทานอาหารที่พวกชาวบ้านนำมาเซ่นไหว้ 

  เสร็จแล้วก็จะขอให้เขาเหล่านั้นช่วยคุ้มครองให้ชาวทะเล

ได้ทำมาหากินกันอย่างปลอดภัย 

  จากนั้นชาวบ้านก็จะร่วมวงกันสังสันต์เฮฮากันไปพลาง

ล้อมวงกินอาหารร่วมกันไปพลาง เป็นที่สนุกสนาน

  เมากลิ้งกันทั้งผีทั้งคนไปเลยละ 

  เรื่องนี้เราไม่คิดจะเขียนหรอกนะ 

 แต่บังเอิญเมื่อสองวันก่อนดูทีวี

มีการกองข้าวที่นาเกลือ 

 ทีวีบอกว่าเป็นการไหว้เทวดาฟ้าดิน

  ไม่รู้ไปถามจากใครมา

  เด็กๆมันขำกลิ้งกันไปเลย

  เพราะประเพณีนี้มีมาเป็นร้อยปีแล้ว

  เขาไหว้ผีที่ตายในทะเลต่างหาก เชื่อกันว่า

ไหว้ให้ผีเหล่านั้นได้กินอาหาร อิ่มหนำสำราญ

พร้อมๆกับคนไหว้นั่นแหละ แล้วก็จะพูดอย่างกันเองว่า

  เมื่ออิ่มแล้วก็ช่วยกันหาปู หาปลาด้วยนะ

  ปีหน้าฟ้าใหม่จะได้กินของดีๆกว่านี้ 

 นั่นแน่มีการต่อรองซะอีก

 ไม่รู้ว่าใครว่าอย่างไรแต่ที่พูดน่ะเราพูดเอง

ตามอย่างพ่อแม่เราที่เขาไหว้เขาพูดแบบนี้

  เราก็เลยพูดตามมาจนทุกวันนี้ 

 สำหรับใครจะขออะไรก็เป็นเรืองของเขาเหล่านั้นเอง 

 และประเพณีกองข้าวนี้เขาจะเริ่มก็ต่อเมื่อ

สงกรานต์น้ำไหลผ่านไปแล้ว วันรุ่งขึ้นก็เริ่มกองข้าวกัน 

 ซึ่งไม่ได้ตรงกันทุกที่ สำหรับศรีราชาดั้งเดิมนั้น

  หลังจากพระทรายน้ำไหลวันที่ 17 เมษายน แล้ว 

 วันรุ่งขึ้นก็จะเริ่มกองข้าวเริ่มจากชายทะเลตำรวจน้ำก่อน 

 วันต่อมาก็ชุมชนชายทะเลในตลาดฝั่งถนนเจิมจอมพล

  และก็ต่อๆมาเรื่อยๆจนวันสุดท้าย

ก็ที่บ้านเราแหลมท้าวเทวานี่แหละ 

 ปัจจุบันศรีราชาเปลี่ยนไป

เพราะเทศบาลเขานำประเพณีนี้มาโปรโมท 

 เขามีการแห่ และมีการนำเสนอประเพณีกองข้าว

  เป็นงานใหญ่ มีการละเล่น 

 มีการออกร้านค้าชุมชนมากมาย 

 ก็แปลกไปตามสมัยนิยม

   สำหรับเราคนแก่ก็ได้แต่เล่าเรื่องเก่าไปเท่านั้นเอง 

 จะได้ไม่ลืมความเป็นมาของประเพณีกองข้าวนี้












































Create Date : 22 เมษายน 2558
Last Update : 23 เมษายน 2559 12:56:14 น.
Counter : 1764 Pageviews.

0 comment
### ความเป็นมาของเสาหลักเมือง ###















ดวงเมืองกรุงเทพมหานคร

..................

วันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ เมื่อ ๒๓๓ ปีก่อน

 มีการทำพิธีวางฤกษ์อย่างใหญ่โต ตามพิธีสร้างเมือง

 สำหรับท้าวพระยามหากษัตริย์

วันนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

 ทรงเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยมหาสมณะชีพราหมณ์

 ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของชนชาติไทย ได้เข้ามาร่วมทำพิธีกัน

เป็นเวลา ๔ วัน ๔ คืน

ตามประเพณีไทยแต่โบราณมา เมื่อจะมีการสร้างเมืองใหม่

ขึ้น ณ ที่ใดก็ตามสิ่งที่จะต้องทำเป็นประการแรกก็คือ

 หาฤกษ์ยามอันดี สำหรับฝังเสาหลักเมือง

แล้วหลังจากนั้นจึงจะดำเนินการสร้างบ้านสร้างเมือง กันต่อไป

 เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้ว ก็มักจะเป็นที่เคารพบูชา

ของชาวเมืองนั้น ๆ ตลอดไป รวมทั้งชาวเมืองอื่น

ที่พากันเดินทางมายังเมืองนั้น

ก็มักจะต้องแวะไหว้เสาหลักเมือง

 หรือ เจ้าพ่อหลักเมืองกันจนถือเป็นประเพณี

เจ้าพ่อหลักเมืองในหลาย ๆ จังหวัดของไทย

 ก็มีเรื่องราวเล่าลือ ถึงอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์กันมากมาย

ในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ

เล่าเรื่องราวที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ทรงสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นเป็นนครหลวงแห่งใหม่

 ได้กล่าวถึงการตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ ไว้ตอนหนึ่งว่า

“...จึงดำรัสสั่งให้พระยาธรรมาธิกรณ์ กับ พระยาวิจิตรนาวี

 เป็นแม่กองคุมช่างและบ่าวไพร่ ไปกะที่สร้างพระนครใหม่

ข้างฝั่งตะวันออก ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง

ณ วันอาทิตย์เดือนหกขึ้นสิบค่ำ

ฤกษ์เพลาย่ำรุ่งแล้ว ๕๔ นาที่...”

ในการตั้งเสาหลักเมืองของไทย ทุกเมืองนั้น

 มิใช่ว่าจะเป็นเพียงเสาหลักเมือง

หรือเสาไม้ เสาหิน ธรรมดาต้นหนึ่งเท่านั้นก็หาไม่

แต่ความจริงนั้น ในปลายเสาหลักเมือง

มักจะทำเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์นั้น บรรจุดวงชะตาของเมือง

 ที่จะสร้างขึ้นใหม่ไว้ด้วย

การวางชะตาเมืองนี้ เป็นเรื่องสำคัญทีเดียว

 ซึ่งโหรหลวงจะต้องผูกชะตาเมืองถวาย

พร้อมกับทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองล่วงหน้าได้

มีเรื่องเล่ากันมาว่า

 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

โปรดฯ ให้โหรผูกชะตาเมืองกรุงเทพฯ ที่จะสร้างขึ้นใหม่นั้น

โหรหลวงได้ทูลเกล้าฯ ถวายดวงเมือง ๒ แบบ

คือดวงเมืองแบบหนึ่ง บ้างเมืองจะเจริญรุ่งเรือง

ไม่มีเหตุวุ่นวาย แต่ทว่าจะต้องมีอยู่ระยะหนึ่ง

ที่ประเทศไทย ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ

ส่วนอีกดวงเมืองหนึ่งนั้น

 ‪#‎ประเทศไทยจะมีแต่เรื่องยุ่งวุ่นวาย‬ ไม่มีที่สิ้นสุด ‪#‎

แต่ทว่าจะสามารถรักษาเอกราชได้‬ ตลอดไป

ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ทรงเลือกดวงเมืองตามแบบหลัง

พราะพระองค์คงจะทรงเห็นว่า

การที่จะต้องตกไปเป็นเมืองขึ้น ของชาติอื่นนั้น

 แม้บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองแค่ไหนก็ไม่มีความหมายอันใด

 เมื่อสิ้นความเป็นไทย

มีคำบอกกล่าวกันมาว่า ที่หลุมฝังเสาหลักเมืองนั้น

 จะต้องฆ่าคนที่มีชื่อตามโฉลก คือ อิน จัน มั่น คง

เพื่อทำหน้าที่รักษาเมือง ให้มีความรุ่งเรืองมั่นคง

แต่ในหลุมฝังเสาหลักเมืองวันนั้น

ไม่มีคนที่มีชีวิต ถูกนำไปสังเวยไว้ในหลุม ตามที่เล่าลือกัน

เป็นแต่มี งูเล็ก ๔ ตัว ไปนอนฝังตัวอยู่ก้นหลุม

โดยไม่มีใครเห็น จนกระทั่งหย่อนเสาลงไปในหลุม

และถึงเวลากลบเสาแล้ว จึงปรากฏว่างูเล็กทั้ง ๔ ตัวนั้น

เลื้อยอยู่ที่ก้นหลุม และโดยไม่มีทางแก้ไขอะไรได้

เพราะพิธีการต่างๆ ได้กระทำเสร็จสิ้นลงไปแล้ว

 ก็จำเป็นต้องกลบดินลงไป

จนไม่คำนึงถึงงูทั้ง ๔ ตัวนั้นอีกต่อไป

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ขุนโหรและผู้รู้ ทั้งสมณะชีพราหมณ์ทั้งหมด

ก็ได้เห็นได้รู้กันว่า นั่นเป็นเรื่องอาถรรพณ์ ที่เกิดขึ้น

เพื่อบอกกล่าวว่า จะต้องมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับบ้านเมือง

อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ทั้งพระองค์และผู้รู้ในสมัยนั้น

 เกิดความเป็นห่วงกังวลว่า อะไรจะเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองต่อไปอีก

 หลังจากที่สงครามเก้าทัพของพม่า

ที่มาประชิดบ้านเมืองอยู่

ไม่ได้ถือว่า การลงไปนอนตายในหลุมหลักเมือง

 ของงูทั้ง ๔ ตัวนั้น เป็นเรื่องเล็กน้อย

แต่ถือว่า เป็นอาถรรพณ์ ที่บอกกล่าวว่า

จะต้องมีเหตุการณ์ร้าย แก่บ้านเมืองแน่นอน !

ดวงชะตาเมืองที่ได้มีการฝังหลักเมือง

ในวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๓๒๕ เต็มไปด้วย

อิทธิและอาถรรพณ์หลายประการ

เฉพาะอย่างยิ่ง ที่คนโบราณเชื่อกันก็คือ

 ทั้ง ๔ มุมเมืองนั้น ถูกฝังอาถรรพณ์สรรพเวทย์ มหายันต์

ไว้ทั้งสี่ทิศ เพื่อป้องกันศัตรูและเสนียดจัญไร อันตราย

 และคนชั่วที่จะเข้ามาก่อกวน ให้เกิดเป็นภัยต่อบ้านเมือง

 ไม่ว่าจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ประการใด

เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๔ เสาหลักเมืองเดิมนั้นผุพังหมดสภาพ

ทรงพระราชดำริว่า หลักเมืองชำรุดทรุดโทรมมาก

 ไม่ได้ซ่อมแซมมาหลายรัชกาล

จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำขึ้นใหม่

อีกทั้งทรงตรวจดวงพระชะตา ของพระองค์ว่า

 เป็นอริแก่ลัคนาดวงเมืองกรุงเทพฯ

จึงทรงแก้เคล็ดโดยโปรดให้ช่าง แปลงรูปศาลหลักเมืองเสียใหม่

 ให้เป็นรูปปรางค์ และโปรดให้ถอนเสาหลักเมืองเดิม

และประดิษฐานเสาหลักเมืองใหม่

พร้อมบรรจุชะตา พระนครให้มีสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล

 มีอุดมมงคลฤกษ์ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๕

เวลา ๐๔๔๘ น. เสาหลักเมือง ที่เปลี่ยนใหม่

ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ต้นใหญ่มาก

 คือมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง ๓๐ นิ้ว สูง ๑๐๘ นิ้ว

 ตรงปลายเสา ทำเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัณฑ์

บรรจุดวงชะตาของกรุงเทพฯ ไว้ภายใน

สมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ดวงเมืองได้มีโอกาสใช้มากที่สุดเกือบทุกด้าน

 เฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับดินน้ำลมไฟ ที่จะมีผลดีและผลร้าย

ที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน และบ้านเมือง

 เฉพาะการโคจรของดวงดาวต่างๆ

ตามฤดูกาลที่จะมีผล ต่อพืชพันธุ์ธัญญาหารในบ้านเมือง

บ้านเมืองต่าง ๆ โดยรอบประเทศไทย

ไม่ว่าลาว เขมร พม่า มลายู ต่างตกเป็นเมืองขึ้น

ของฝรั่งเศสและอังกฤษ จนหมดสิ้น

แม้แต่ประเทศใหญ่อย่างอินเดีย ก็ยังตกเป็นของอังกฤษ

มีแต่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น

 ที่รักษาเอกราช คงความเป็นไทยมาได้

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง

 ประเทศไทยจะต้องตัดสินใจถือโอกาสนี้

หาทางแก้ไขปัญหาเอกราช และอธิปไตย

อันเนื่องมาจาก สัญญาถูกบังคับให้ต้องยอมรับ

ตั้งแต่สมัย ร.ศ. ๑๑๒ โดยการสร้างอำนาจต่อรองขึ้น

กับสัมพันธมิตร ไทยจะต้องส่งทหารเข้าไปร่วมรบ

 กับสัมพันธมิตร เพราะยังไงก็ทรงเชื่อว่า

 สัมพันธมิตรจะประสบชัยชนะ

ไทยต้องมีส่วนร่วมในชัยชนะนั้นด้วย

เมื่อสงครามสงบ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ก็ทรงรีบเสนอ แก้ไขกฎหมายทาสระหว่างไทย กับประเทศตะวันตก

 ที่ทำให้ประเทศไทยตกเป็นทาสทันที

 หลายต่อหลายวันที่ทรงตัดสินพระทัย

และจะประกาศวันส่งทหารไทยไปฝรั่งเศส

นักโหราศาสตร์ชั้นนำตั้งแต่พระยาโหราธิบดี ลงมา

จนถึงคุณพระคุณหลวงหลายท่าน ถูกกักตัวไว้ในวัง

ไม่ให้ ออกมาข้างนอก เพราะเกรงว่า

ข่าวที่ไทยจะส่งทหารไปช่วยสัมพันธมิตรจะทำให้เสียการได้

 พระองค์ทรงให้กรมโหรสมัยนั้นหาฤกษ์ยาม

 และพิจารณาตัดสินใจ จากดวงชะตาเมือง

ที่พระองค์ทรงให้กรมโหรสมัยนั้น

 หาฤกษ์ยามและพิจารณาตัดสินใจ

การที่เสาหลักเมืองที่ประดิษฐาน ณ ศาลพระหลักเมือง

จึงมีสองต้น เสาเดิมครั้งรัชกาลที่ ๑ คือต้นสูง

ที่ได้ทำพิธีถอนเสาแล้ว แต่หาที่เก็บที่เหมาะสมไม่ได้

 จึงคงไว้ แกนในเป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์ มีไม้จันทน์ประดับนอก

 ลงรักปิดทอง หัวเสาเป็นทรงบัวตูม ภายในกลวง

สำหรับบรรจุชะตาพระนคร

ดวงนี้อยู่ใจกลางยันต์สุริยาทรงกลด

จารึกในแผ่นทอง เงิน นาก

ส่วนเสาพระหลักเมืองครั้งรัชกาลที่ ๔ คือต้นที่มีส่วนสูงทอนลงมา

 แกนในเป็นเสาไม้สัก มีไม้ชัยพฤกษ์ ประดับนอก

หัวเสาเป็นรูปยอดเม็ดทรงมัณฑ์

 เป็นต้นที่สถิตประทับของพระหลักเมือง

ภายในศาลพระหลักเมืองกรุงเทพฯ นอกจากพระหลักเมืองแล้ว

 ยังเป็นที่ประดิษฐานพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง

พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อเจตคุปต์ และเจ้าพ่อหอกลอง

 เป็นเทพารักษ์สำคัญ ๕ องค์ที่ให้ความร่มเย็นแก่แผ่นดิน

 และประชาราษฏร์ทั้งปวง

พระเสื้อเมืองและพระทรงเมือง เป็นรูปเทวดาสวมมงกุฎ

 หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปิดทอง ขนาดความสูงใกล้เคียงกัน

 ลักษณะคล้ายกัน ต่างกันที่พระเสื้อเมือง

พระหัตถ์ซ้ายถือคทา ส่วนพระทรงเมืองนั้น

พระหัตถ์ซ้ายถือพระขรรค์

พระกาฬไชยศรี เป็นรูปพระกาฬประทับอยู่บนหลังนกแสก

 สันนิษฐานว่าจะมาแต่อุมาปางหนึ่ง

ซึ่งพวกฮินดูนิยมทำรูปไว้บูชา เรียกว่า "กาลี"

เจ้าพ่อเจตคุปต์กับเจ้าพ่อหอกลองนั้น

แต่เดิมคงมีชื่อเรียกเดียวกันว่า เจตคุปต์

อันเป็นชื่อเรียกของเสนาพระยมราช

ทำหน้าที่จดบัญชีคนทำดี ทำชั่วในยมโลก

เพราะ มีรูปร่างคล้ายกันทั้งสององค์

ต่อมามีชื่อเรียกต่างกันไปนั้น คงเป็นเพราะ

องค์ที่จำหลักด้วยไม้ มีศาลเล็ก ๆ อยู่ใกล้คุก

 จึงเรียกกันว่าเจตคุก หรือเจตคุปต์

ส่วนองค์ที่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ อยู่ใกล้หอกลอง

 จึงเรียกกันว่าเจ้าพ่อหอกลอง

เจ้าพ่อหอกลองนี้ เดิมอยู่ที่ศาลใกล้หอกลอง ในสวนเจ้าเชต

 หอกลองนี้ถูกรื้อทิ้งไปในสมัยรัชกาลที่ ๕

แต่เดิมในหอกลองมีกลองอยู่ ๓ ใบ ใบแรกชื่อ ย่ำพระสุริย์ศรี

ใช้ตีบอกเวลาย่ำรุ่ง ย่ำค่ำ และเที่ยงคืน

ใบที่สองมีชื่อเรียกว่า อัคคีพินาศ ใช้ตีเวลาเกิดเพลิงไหม้

และใบที่สามมีชื่อว่า พิฆาตไพรี ใช้ตีเวลามีศึกสงคราม

บอกเหตุเรียกระดมพล

ดวงชะตาเมืองไทย ได้บอกให้คนที่สนใจเชื่อถือ

ในความศักดิ์สิทธิ์และอาถรรพณ์ มาตลอดเวลา ๒๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา

ทั้งคำสาปแช่ง และอาถรรพณ์นานาประการ

ยังคงมีความสำคัญอยู่ และยังน่าจะเชื่อกันได้ต่อไปว่า

 อาถรรพณ์และความศักดิ์สิทธิ์

ที่โบราณได้ปลุกเสกไว้ทั้งสี่มุมเมืองนั้น

น่าจะยังมีความสำคัญอยู่แน่

การที่เทวรูปต่าง ๆ มารวมกันอยู่ที่ศาลหลักเมือง

 ทำให้ศาลหลักเมือง กลายเป็นที่ชุมนุมสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 เป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ

 เฉพาะอย่างยิ่ง คนชั่วที่มีชีวิตอยู่ด้วยความทุจริต

คิดมิชอบต่อบ้านเมือง อย่างใดอย่างหนึ่ง

 แม้แต่การคอรัปชั่น กินบ้านกินเมืองกัน






 

 

ขอบคุณที่มา  fb. Siriwanna Jill

ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 21 เมษายน 2558
Last Update : 21 เมษายน 2558 19:46:51 น.
Counter : 635 Pageviews.

0 comment
### 21 เมษายน วันสถาปนากรุงเทพมหานคร ###














๒๑ เมษายน ๒๕๕๘ วันสถาปนากรุงเทพฯ

"ฉลอง ๒๓๓ ปี "กรุงรัตนโกสินทร์

 นับจากวันที่พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

 รัชกาลที่ ๑ ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์

ขึ้นเป็นราชธานีทางฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำเจ้าพระยา

ซึ่งคือฝั่งพระนครในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕

พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีฝังเสาพระหลักเมือง

ที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งโปรดเกล้าฯ

 ให้มีการก่อสร้าง พระบรมมหาราชวัง

ตลอดจนวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว

 ขึ้นในคราเดียวกัน


ปี พ.ศ.๒๔๒๕ รัชสมัยของ

พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

เป็นปีที่กรุงรัตนโกสินทร์ ครบรอบหนึ่งศตวรรษ หรือ ๑๐๐ ปี

ปีรัตนโกสินทร์ คือ ร.ศ.๑๐๐

โปรดเกล้าฯ ให้จัดงานสมโภชพระนคร ครบรอบศตวรรษ

อย่างยิ่งใหญ่ โดยทรงมีพระราชประสงค์

ให้จัดงานแสดงสินค้าแห่งชาติขึ้น

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ณ ท้องสนามหลวง

หรือที่เรียกว่า "แนชันนาลเอกษฮีบิชัน"

พร้อมกันนี้ ยังทรงให้จัดทำเหรียญที่ระลึก

 สำหรับพระราชทาน ให้แก่ผู้ที่นำสินค้าแปลก ๆ

 มาจัดแสดงในงานสมโภชพระนครด้วย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 ยังทรงมีพระราชประสงค์ให้บูรณะ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 ที่เริ่มทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา พร้อมกับงานฉลองพระนคร

 โดยพระองค์ ได้พระราชทานเหรียญที่ระลึก

 ให้แก่ผู้ที่ร่วมบูรณะปฏิสังขรณ์ ถือเป็นอีกสัญลักษณ์สำคัญ

 ของการฉลองเฉลิม หนึ่งศตวรรษของกรุงรัตนโกสินทร์

โดยเหรียญที่ระลึกสำคัญเหรียญหนึ่ง ที่จัดทำ

 คือ "เหรียญสตพรรษมาลา"

ซึ่งด้านหน้าเหรียญ เป็นพระบรมรูป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

 ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๕

 และโดดเด่นด้วยการออกแบบรอบเหรียญ

 ให้เป็นแฉกรัศมี ๑๐๐ แฉก ที่หมายถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ๑๐๐ ปี

งานเฉลิมฉลองสมโภชพระนครครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง

ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ เนื่องในสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ครบ ๑๕๐ ปี

ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

 รัชกาลที่ ๗ ในครั้งนั้น ทรงมีพระราชประสงค์

ให้บูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามพระราชประเพณี

 และได้มีการจัดทำเหรียญที่ระลึก

ฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๕๐ ปี

และนำเหรียญดังกล่าวแจกจ่าย ให้กับผู้มีจิตศรัทธา

ที่ร่วมบริจาคบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

สัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุด ของการเฉลิมฉลอง

งานสมโภช พระนครอมรรัตนโกสินทร์ ๑๕๐ ปีนั้น

ก็คือ การที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระปฐมบรมราชานุสรณ์

หรือ สะพานพระพุทธยอดฟ้า ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

เชื่อมจังหวัดพระนคร และธนบุรีเข้าด้วยกัน

 เพื่อเป็นการขยายพระนคร

 และช่วยให้การคมนาคมติดต่อกัน เป็นไปได้สะดวกขึ้น

 โดยเริ่มก่อสร้าง มีพิธีเปิดในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๕

มีการจัดงานมหรสพรื่นเริง เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดสะพาน

 ต่อเนื่องกันถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน

ปี พ.ศ.๒๕๒๕ ซึ่งเป็นปีที่กรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ ๒๐๐ ปี

 หรือสองศตวรรษ มีงานเฉลิมฉลองสมโภชพระนคร

อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๙ ทางราชการได้จัดประกวดออกแบบ

ตราสัญลักษณ์งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นครั้งแรก

และตั้งชื่อว่า "ตราสัญลักษณ์งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี"

นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ยังได้โปรดเกล้าฯ

ให้จัดพระราชพิธีฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พร้อมทั้งประกอบ พระราชพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์

 พระสยามเทวาธิราช พระเทพารักษ์

และพระราชพิธีสมโภชหลักเมือง

เพื่อเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล

แก่พระมหานครรัตนโกสินทร์












 

 

ขอบคุณที่มา  fb. Siriwanna Jill

ขอบคุณเจ้าของภาพถ่ายทุกภาพค่ะ




Create Date : 21 เมษายน 2558
Last Update : 21 เมษายน 2558 19:13:09 น.
Counter : 902 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ