Group Blog
All Blog
### พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย ###
















ครม.มีมติเห็นชอบ ถวายราชสมัญญานาม

 "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย"

แด่ พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

 แห่งราชวงศ์จักรี และกำหนดให้วันที่ ๒๙ ตุลาคมของทุกปี

เป็นวันภูมิปัญญา การแพทย์แผนไทยแห่งชาติ

เช่นเดียวกับวันสำคัญอื่น

เนื่องจากพระองค์ได้ทรงปฏิบัติ พระราชกรณียกิจ

 ในการรวบรวมความรู้ ด้านการแพทย์แผนไทย

และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มาเผยแพร่ในวงกว้าง

ทำให้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มีรากฐาน

ไม่จำกัดอยู่เฉพาะ แต่ในวังหรือชนชั้นสูง

ประชาชนสามารถเข้าถึง และนำไปใช้ประโยชน์ได้

ประกอบ กับหลักฐานจากแผ่นศิลาจารึก สมัยรัชกาลที่ ๓

ที่ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

ได้ จารึกตำราการแพทย์แผนไทยติดประดับไว้ ตามศาลาต่าง ๆ

 เช่น แผนฝีดาษ ฝียอดเดียว แผนชัลลุกะ แผนกุมาร

 และแม่ซื้อ แผนลำบองราหู ตำรายากุมาร จารึกตำราโอสถต่าง ๆ


อีกทั้งมีการก่อสร้างรูปฤาษีดัดตน ที่มีส่วนผสมของสังกะสี ผสมดีบุก

 ตั้งไว้ศาลาละ ๔– ๕ รูป รวม ๑๖ หลัง

 และยังมีจารึกตำรายาต่าง ๆ ติดประดับไว้ในศาลา

 รวมทั้งองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม

แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศรับรอง

ให้แผ่นศิลาจารึก วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

 เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔















 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก fb. Siriwanna Jill

ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพ




Create Date : 17 มิถุนายน 2558
Last Update : 17 มิถุนายน 2558 12:02:57 น.
Counter : 1157 Pageviews.

0 comment
### วันอัฎฐมีบูชา ###















"วันอัฏฐมีบูชา"

...............

เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

ที่ชาวพุทธเริ่มลืมเลือน ...

วันอัฏฐมีบูชา เป็น วันสำคัญทางพุทธศาสนา

 ที่นับจาก วันวิสาขบูชา ไปเพียง 8 วัน

หรือ วันอัฏฐมีบูชา ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6

หากปีใดมีอธิกมาส หรือมี 366 วัน

วันอัฏฐมีบูชา ก็จะถูกเลื่อนไปตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 7 แทน

อัฏฐมี คือวันแรม 8 ค่ำ แห่งเดือนวิสาขะ เดือน 6

เป็นวันที่มีเหตุการณ์ สำคัญทางพระพุทธศาสนา

ถือเป็นวันที่ตรงกับ วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

 หลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว 8 วัน

มัลลกษัตริย์แห่งนครกุสินารา พร้อมด้วยประชาชน

 และพระสงฆ์อันมี พระมหากัสสปเถระเป็นประธาน

ได้พร้อมกัน กระทำการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ

ณ มกุฏพันธนเจดีแห่งกรุงกุสินารา

วันนั้นเป็นวันหนึ่ง ที่ชาวพุทธต้องมีความสังเวชสลดใจ

 และวิปโยคโศกเศร้า เป็นอย่างยิ่ง

เพราะการสูญเสียแห่ง พระพุทธสรีระ


ด้วยเหตุนี้ วันแรม 8 ค่ำ เดือน 8

จึงนิยมเรียกกันว่า วันอัฏฐมีนั้น

เวียนมาบรรจบแต่ละปี พุทธศาสนิกชน

โดยเฉพาะพระสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกา

 พร้อมกันประกอบพิธีบูชาขึ้น เพื่อระลึกถึงพระพุทธคุณ

ตามประวัติ วันอัฏฐมีบูชา หลังจากพระพุทธเจ้า

เสด็จปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ ในราตรี 15 ค่ำ เดือน 6

 พวกเจ้ามัลลกษัตริย์ ก็จัดพิธีบูชาด้วยของหอม

 ดอกไม้ และเครื่องดนตรีทุกชนิด

 ที่มีอยู่ในเมืองกุสินาราตลอด 7 วัน

 และให้เจ้ามัลละระดับหัวหน้า 8 คน สรงเกล้า นุ่งห่มผ้าใหม่

 อัญเชิญพระสรีระ ไปทางทิศตะวันออกของพระนคร

เพื่อถวายพระเพลิง

จากนั้น ก็ให้พวกเจ้ามัลละระดับหัวหน้า 4 คน

พยายามจุดไฟที่เชิงตะกอน แต่ก็ไม่อาจให้ไฟติดได้

ทั้งที่ได้ทำตามคำ ของพระอานนท์เถระ

ที่ให้ห่อพระสรีระพระพุทธเจ้า ด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วยสำลี

แล้วใช้ผ้าใหม่ห่อทับอีก ทำเช่นนี้จนหมดผ้า 500 คู่

 แล้วเชิญลงในรางเหล็ก ที่เติมด้วยน้ำมัน

แล้วทำจิตกาธาน ด้วยดอกไม้จันทน์ และของหอมทุกชนิด

ในการนี้ พระอนุรุทธะ จึงแจ้งว่า

"เพราะเทวดามีความประสงค์ ให้รอพระมหากัสสปะ

และภิกษุหมู่ใหญ่ 500 รูป ผู้กำลังเดินทางมา

เพื่อถวายบังคมพระบาทเสียก่อน ไฟก็จะลุกไหม้"

 ทั้งนี้ เนื่องจากเทวดาเหล่านั้น เคยเป็นโยมอุปัฏฐาก

 ของพระเถระ และพระสาวกผู้ใหญ่มาก่อน

จึงไม่ยินดี ที่ไม่เห็นพระมหากัสสปะ อยู่ในพิธี

และเมื่อภิกษุหมู่ 500 รูป โดยมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน

 เดินทางมาพร้อมกัน ณ ที่ถวายพระเพลิงแล้ว

 ไฟจึงลุกโชนขึ้นเอง โดยไม่ต้องมีใครจุด

หลังจากที่พระเพลิงเผาไหม้ พระพุทธสรีระพระบรมศาสดา

ดับมอดลงแล้ว บรรดากษัตริย์มัลละทั้งหลาย

จึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ทั้งหมด ใส่ลงในหีบทอง

แล้ว นำไปรักษาไว้ภายในนครกุสินารา

ส่วนเครื่องบริขารต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้า

ได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐานตามที่ต่าง ๆ อาทิ

ผ้าไตรจีวร อัญเชิญ ไปประดิษฐานที่แคว้นคันธาระ

 บาตร อัญเชิญไปประดิษฐาน ที่เมืองปาตลีบุตร









ขอบคุณข้อมูลจาก fb. Siriwanna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 09 มิถุนายน 2558
Last Update : 9 มิถุนายน 2558 10:59:17 น.
Counter : 1436 Pageviews.

0 comment
### วันวิสาขบูชา ###













วันวิสาขบูชา


............วั น นี้ เ ป็ น วั น วิ ส า ข บู ชา
.....ปี นี้ ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๗

.....คำว่า "วิสาขบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖

 วิสาขบูชา ย่อมาจาก " วิสาขปุรณมีบูชา "

แปลว่า " การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ "

 ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน

 ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน ๗
.....ความสำคัญ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา

 เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือเกิด

ได้ตรัสรู้ คือสำเร็จ ได้ปรินิพพาน คือ ดับ

เกิดขึ้นตรงกันทั้ง ๓ คราวคือ

.......๑. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน

 ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์

ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี

.......๒. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า

เมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์

ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม

ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา

 ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี

ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา

 เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย

.......๓. หลังจากตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระศาสนา

 และโปรดเวไนยสัตว์ ๔๕ ปี พระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา

ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน

เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง

ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา

แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมือง กุสีนคระ)

แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

.....เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ที่เหตุการณ์ทั้ง ๓

เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ซึ่งมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี

บังเอิญเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖ ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญ เช่นนี้

ชาวพุทธทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตได้พร้อมใจกัน

ประกอบพิธีบูชาพระพุทธองค์เป็นการพิเศษ

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ

และพระบริสุทธิคุณ ของพระองค์ท่าน ผู้เป็นดวงประทีปของโลก

..........ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย

.....ปรากฏตามหลักฐานว่า วันวิสาขบูชาได้มีมา

ตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

 ซึ่งสันนิษฐานว่า คงจะได้แบบอย่าง มาจากลังกา

 กล่าวคือ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๔๒๐ พระเจ้าภาติกุราช

กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาอย่าง มโหฬาร

 เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

กษัตริย์ลังกาในรัชกาลต่อ ๆ มา ก็ทรงดำเนินรอยตาม

 แม้ปัจจุบันก็ยังถือปฏิบัติอยู่

.....สมัยสุโขทัยนั้น ประเทศไทยกับประเทศลังกา

มีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนาใกล้ชิดกันมาก

เพราะพระสงฆ์ชาวลังกา ได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา

 และเชื่อว่าได้นำการประกอบพิธีวิสาขบูชา

มาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย

.....ในหนังสือนางนพมาศได้กล่าวบรรยากาศ

การประกอบพิธีวิสาขบูชาสมัยสุโขทัยไว้ พอสรุปใจความได้ว่า

 " เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน

ข้าราชบริพารทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน

ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัยทั่วทุกหมู่บ้านทุกตำบล

 ต่างช่วยกันทำความสะอาด ประดับตกแต่ง

พระนครสุโขทัยเป็นการพิเศษ ด้วยดอกไม้ของหอม

จุดประทีปโคมไฟแลดูสว่างไสวไปทั่วพระนคร

เป็นการอุทิศบูชาพระรัตนตรัย เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน

พระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล

 และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ

ครั้นตกเวลาเย็น ก็เสด็จพระราช ดำเนิน

พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์

ตลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน

ไปยังพระอารามหลวง เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน

.....ชาวสุโขทัยชวนกันรักษาศีล ฟังธรรมเทศนา

 ถวายสลากภัต ถวายสังฆทาน

ถวายอาหารบิณฑบาต แด่พระภิกษุ สามเณร

บริจาคทรัพย์แจกเป็นทานแก่คนยากจน คนกำพร้า

 คนอนาถา คนแก่ คนพิการ

บางพวกก็ชวนกันสละทรัพย์ ปล่อยสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า และเต่า ปลา

 เพื่อชีวิตสัตว์ให้เป็นอิสระ โดยเชื่อว่าจะทำให้คนอายุยืนยาวต่อไป "

.....ในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

 ด้วยอำนาจอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ เข้าครอบงำ

ประชาชนคนไทย และมีอิทธิพลสูงกว่าอำนาจของพระพุทธศาสนา

 จึงไม่ปรากฎหลักฐานว่า ได้มีการประกอบพิธีบูชาในวันวิสาขบูชา

 จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒

แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๖๐)

ทรงดำริกับ สมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ

มีพระราชประสงค์จะให้ฟื้นฟู การประกอบพระราชพิธี

วันวิสาขบูชาขึ้นใหม่

โดย สมเด็จพระสังฆราช ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้น

 เป็นครั้งแรกในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖

พ.ศ. ๒๓๖๐ และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ

 เพื่อมีพระประสงค์ให้ประชาชนประกอบการบุญการกุศล

เป็นหนทางเจริญอายุ และอยู่เย็นเป็นสุข

ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย และอุปัทวันตรายต่างๆ

 โดยทั่วหน้ากัน

.....การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชาในประเทศไทย

 จึงได้รื้อฟื้นให้มีขึ้นอีกครั้งหนึ่งในรัชสมัย

 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

 และถือปฏิบัติมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

.....การจัดงานเฉลิมฉลองในวันวิสาขบูชา

ที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกยุคทุกสมัย คงได้แก่

การจัดงานเฉลิมฉลอง วันวิสาขบูชา พ.ศ.๒๕๐๐

ซึ่งทางราชการเรียกว่างาน " ฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ "

 ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึง ๑๘ พฤษภาคม รวม ๗ วัน

ได้จัดงานส่วนใหญ่ขึ้นที่ท้องสนามหลวง

ส่วนสถานที่ราชการ และวัดอารามต่างๆ

ประดับธงทิวและโคมไฟสว่างไสวไปทั่วพระราชอาณาจักร

 ประชาชนถือศีล ๕ หรือศีล ๘ ตามศรัทธาตลอดเวลา ๗ วัน

 มีการอุปสมบทพระภิกษุสงฆ์รวม ๒,๕๐๐ รูป

ประชาชน งดการฆ่าสัตว์ และงดการดื่มสุรา

ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึง ๑๔ พฤษภาคม รวม ๓ วัน

 มีการก่อสร้าง พุทธมณฑล จัดภัตตาหาร เลี้ยงพระภิกษุสงฆ์

วันละ ๒,๕๐๐ รูป ตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารแก่ประชาชน

วันละ ๒๐๐,๐๐๐ คน เป็นเวลา ๓ วัน

ออกกฎหมาย สงวนสัตว์ป่าในบริเวณนั้น

 รวมถึงการฆ่าสัตว์ และจับสัตว์ในบริเวณวัด และหน้าวัดด้วย

และได้มีการปฏิบัติธรรมอันยิ่งใหญ่ อย่างพร้อมเพรียงกัน

 เป็นกรณีพิเศษ ในวันวิสาขบูชาปีนั้นด้วย










ขอบคุณข้อมูลจาก fb. อาจารย์ Chuchart Srisaeng

ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ






Create Date : 01 มิถุนายน 2558
Last Update : 1 มิถุนายน 2558 11:50:47 น.
Counter : 2196 Pageviews.

0 comment
### การละเล่นหัวล้านชนกัน ###

















"การเล่นหัวล้านชนกัน"

.................

เป็นการเล่นสนุก เฉพาะบุรุษมีอายุ ในเทศกาลสงกรานต์

 และงานสมโภชตามโอกาส ที่จัดให้มีเป็นกรณีพิเศษ

มีมาแต่โบราณ เช่น สมุทรโฆษคำฉันท์

ในสมัยอยุธยาครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

มีการละเล่นพื้นบ้านที่นิยมเล่นกัน เลียนแบบจากกีฬาชนวัว

 เพราะผู้เล่นพยายามแสดงกิริยาอาการต่างๆ อย่างวัวชน

 เช่น การแสดงอารมณ์ ใช้เท้าตะกุยดิน ร้องคำราม

 ใช้เขาแทงดิน การแพ้ชนะกันด้วยการใช้ หัวชนขวิด

ดันให้คู่ต่อสู้ เป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำ ถูกรุนออกนอกเวที

 ผู้เข้าแข่งขัน จะต้องอาศัยพลัง และไหวพริบ


ทางภาคอีสานก็มีประเพณี จัดให้คนหัวล้านชนกัน

 ถือเป็นขั้นตอนหนึ่ง ของพิธีกรรมแห่นางแมวขอฝน

เพื่อให้เทวดาได้ชมเป็นที่บันเทิงเริงใจ

ทางภาคใต้ มีเพลงร้องเรียกกล่อมเด็กบทหนึ่งว่า

ฮาเอ้อ... นกโฉ้งหัวขวานเหอ ได้ผัวหัวล้าน
เป็นทุกข์กังวล เดือนสี่เดือนห้า
เขาจับหัวล้านให้ชน เป็นทุกข์กังวล
เขาจับหัวล้านให้ชน กันเห้อ...

หัวล้านมีหลายรูปแบบ ดังคำโบราณได้ผูกไว้เป็นคำคล้องจองว่า

 “ทุ่งหมาหลง ดงช้างข้าม ง่ามเทโพ ชะโดตีแปลง

 แร้งกระพือปีก ฉีกหางฟาด ราชครึงเครา”

หรือ “คนหัวล้านมีอยู่มั่ง ล้านข้างหน้าเพชรหน้าทั่ง

 ล้านข้างหลังแก้วมาเมือง ล้านตรงกลางเรียก กระบาลทองเหลือง

 ล้านไม่ต้องเรื่อง เป็นเบื้องหม้อใหม่”

หัวล้านก็ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

คนหัวล้านมักไม่ชอบ เนื่องจากดูไม่หล่อเหลา

 จึงมีผู้คิดปรุงยาทาบำรุงสร้างเส้นผมให้ดกดำ

เรียก “ยาทาหัวล้าน” ดังตำราว่า

 “จักกล่าวตำรายาทาหัวล้าน เอาใบพลูบ้าน

 น้ำตาลทดสะกอน ขี้ชันแมงโรม ชโลมแล้วนอน...”












ขอบคุณที่มา fb. Siriwanna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 พฤษภาคม 2558
Last Update : 10 พฤษภาคม 2558 12:28:47 น.
Counter : 1230 Pageviews.

0 comment
### พิธีแห่นางแมวขอฝน ###















พิธีแห่นางแมวขอฝน

..............

 เป็นประเพณีของชาวอีสาน

ที่จะทำพิธีขึ้นตอนเวลาฝนแล้ง ไม่ตกต้องตามฤดูกาล

 และมีความแห้งแล้งมากจริง

คนไทยเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์ที่มีอำนาจลึกลับ ศักดิ์สิทธิ์

 เมื่อนำมาทำพิธีแล้ว จะช่วยเรียกฝนให้ตกลงมาได้

หรือถ้าเป็นความเชื่อของชาวอิสาน จะมีความเชื่อว่า

เมื่อฝนไม่ตก ให้ใช้สัตว์ที่มีสีเดียวกับเมฆ เรียกฝน

จะทำให้ฝนตกลงมาได้เช่นกัน

 และสัตว์ประเภทเดียวที่มีสีเมฆ คือ "แมวสีสวาท"

การทำพิธีแห่นางแมวนั้น ต้องมีขบวนแห่

ผู้หญิงที่เข้าร่วมพิธีแห่ ต้องผัดหน้าขาว ทัดดอกไม้ดอกโต ๆ

 ร่วมกันร้องรำทำเพลง ที่สนุกสนานเฮฮา

สิ่งที่ต้องมีในพิธีแห่นางแมว คือแมวสีสวาทหรือแมวสีดำ

 กระบุง กะทอ หรือตะข้อง ที่มีฝาปิด

ดอกไม้ 5 คู่ เทียน 5 คู่ ไม้สำหรับหาม


การแห่นางแมวนั้น จะให้คนในหมู่บ้าน มารวมตัวกัน

แต่งตัวสวยงาม เมื่อได้เวลาพลบค่ำ ก็เริ่มขบวนแห่

โดยก่อนการแห่ ต้องให้ผู้เฒ่าพูดกับแมว

 ขณะเอาลงกะทอว่า นางแมวเอย …

ขอฟ้าขอฝนให้ตกลงมาด้วยนะ

 จากนั้น จึงนำแมวมา 1 ตัว ใส่ในกระทอ

มีคนหามตั้งคายขัน 5 หาม ขณะเดินแห่นั้น

ต้องให้ผู้เฒ่าผู้แก่ เซิ้งไปด้วย

ซึ่งโดยปกติแล้วคำเซิ้ง ของแต่ละพื้นที่มักไม่ค่อยเหมือนกัน

 แต่สามารถสรุป ใจความสำคัญได้ว่า

ต้องการขอให้ฝนตกนั่นเอง

ขบวนแห่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ทั้งชาย หญิง และเด็ก

เดินถือดอกไม้ เพื่อให้เจ้าของบ้าน ทุกบ้านสาดน้ำให้แมวร้อง

 เพราะเมื่อแมวร้องแล้วฝนจะตกลงมา สาดทั้งแมวและคน

 เล่นเอา หนาวไปตามๆ กัน

ในบางแห่ง จะมีการผูกเอวคนหัวล้าน 2 คน ทำฮึดฮัดจะชนกัน

 ตามกระบวนไปด้วย บางจุดก็หยุดให้หัวล้านชนกัน

สลับคำเซิ้งชาวบ้านก็จะเอาน้ำรดแสดงไปเรื่อยๆ

จะเซิ้งอย่างนี้เริ่มจาก 3 โมงเย็นจนถึง 2 ทุ่ม

หรือรอบหมู่บ้านแล้วหยุด พอหยุดไม่นาน

ฝนก็จะตกฟ้าแลบฟ้าร้องฟ้าผ่าตามมา

นอกจากวิธีการขอฝนแห่นางแมวแล้ว

 ยังมีประเพณีการดึงครก ดึงสาก การแห่ข้าวพันก้อน

ประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งเป็นความเชื่อและศรัทธา

 ของแต่ละพื้นถิ่นแตกต่างกันไป



"นางแมวเอย มาร้องแจ้วแจ้ว
นางแมวขอไก่ ขอไม่ได้ ร้องไห้ขอฝน
ขอน้ำมนต์รดแมวข้าที
มีแก้วนัยน์ตา ออกมาเดือนหก ฝนตกทุกที
มาปีนี้ไม่มีฝนเลย
พ่อตาลูกเขย นอนก่ายหน้าผาก
พ่อหม้ายลูกมาก มันยากเพราะข้าว
คนหนุ่มคนสาว คนเฒ่าหัวห้อย
พาเด็กน้อย มาเล่นนางแมว
มาร้องแจ้วฝนก็เทลงมา ฝนก็เทลงมา

นับเป็นประเพณีที่เกี่ยวข้อง กับการดำเนินชีวิตของประชาชน

 และเกี่ยวข้องกับอาชีพเกษตรกรรม

พิธีแห่นางแมวนี้ชาวบ้านเชื่อกันว่า จะทำให้ฝนตก

และบรรเทาสภาวะแห้งแล้งไปได้

และเป็นการแสดงความสามัคคี
















ขอบคุณที่มา fb. Siriwanna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 09 พฤษภาคม 2558
Last Update : 9 พฤษภาคม 2558 11:29:57 น.
Counter : 1492 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ