Group Blog
All Blog
### ตำนานวันสารทจีน ###


















สารทจีนปีนี้ตรงกับวันที่ 28 สิงหาคม 2558

ตามปฏิทินทางจันทรคติของจีน เดือน 7 ถือเป็นเดือนสำคัญ

 ที่ลูกหลานจะแสดง ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยพิธีเซ่นไหว้

และยังถือเป็นเดือนที่ ประตูนรกเปิดให้วิญญาณทั้งหลาย

มารับกุศลผลบุญได้ ชาวจีนจึงมีการเซ่นไหว้

ด้วยของไหว้ สารทจีน ชาวจีนจึงเรียกวันนี้ว่า

 GuiJie หรือ Wangren Jie จึงแปลว่า

เทศกาลเซ่นไหว้ผู้ซึ่งล่วงลับไปแล้ว

ตำนานวันสารทจีน

....................

ตำนานแรก.....

 วันสารทจีนเป็นวันที่เซ็งฮีไต๋ตี๋ (ยมบาล)

จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์

 และส่งวิญญาณร้ายลงนรก

ชาวจีนทั้งหลาย รู้สึกสงสารวิญญาณร้าย

จึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ เพื่อให้วิญญาณร้าย

ออกมารับกุศลผลบุญนี้ จึงต้องมีการเปิดประตูนรกนั่นเอง

ตำนานหลัง........

 มีชายหนุ่มผู้หนึ่งมีนามว่า “มู่เหลียน”

เป็นคนเคร่งครัด ในพุทธศาสนามาก

ต่างจากมารดาที่เป็นคนใจบาปหยาบช้า

 ไม่เคยเชื่อเรื่องนรก- สวรรค์มีจริง

 ปีหนึ่งในช่วงเทศกาลกินเจ

นางเกิดความหมั่นไส้ คนที่นุ่งขาวห่มขาวถือศีลกินเจ

 นางจึงให้มู่เหลียนไปเชิญผู้ถือศีลกินเจเหล่านั้น

 มากินอาหารที่บ้านโดยนางจะทำอาหารเลี้ยงหนึ่งมื้อ

ผู้ถือศีลกินเจ ต่างพลอยยินดี ที่มารดาของมู่เหลียน เกิดศรัทธา

ในบุญกุศลครั้งนี้ แต่หาทราบไม่ว่าในน้ำแกงเจนั้น

 มีน้ำมันหมูเจือปนอยู่ด้วย ถือว่าเป็นกรรมหนัก

เมื่อตายไปจึงตกนรกอเวจี มหานรกขุมที่ 8 เป็นนรกขุมลึกที่สุด

 ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส

เมื่อมู่เหลียนคิดถึงมารดา ได้ถอดกายทิพย์ลงไป ในนรกภูมิ

จึงได้รู้ว่ามารดา กำลังอดอยาก จึงป้อนอาหารแก่มารดา

 แต่ได้ถูกบรรดาภูตผี ที่อดอยากรุมแย่งไปกินหมด

และเม็ดข้าวสุกที่ป้อนนั้น กลับเป็นไฟเผาไหม้ริมฝีปาก

ของมารดาจนพอง

แต่ด้วยความกตัญญู และสงสารมารดา

ที่ได้รับความทุกข์ทรมาน อย่างสาหัส

มู่เหลียน ได้เข้าไปขอพญาเหงี่ยมล่ออ๊อง (ท้าวมัจจุราช)

รับโทษแทนมารดา

ก่อนที่มู่เหลียนจะถูกลงโทษ ด้วยการนำร่างลงไปต้ม

 ในกระทะทองแดง พระพุทธเจ้าได้เสด็จ ลงมาโปรดไว้ได้ทัน

 โดยกล่าวว่ากรรมใดใครก่อ ก็ย่อมจะเป็นกรรมของผู้นั้น

 และพระพุทธเจ้า ได้มอบคัมภีร์อิ๋ว หลันเผิน ให้มู่เหลียนท่อง

 เพื่อเรียกเซียนทุกทิศทุกทางมาช่วย ผู้มีพระคุณ

ให้หลุดพ้นจากการอดอยาก และทุกข์ทรมานต่างๆ ได้

โดยที่มู่เหลียนจะต้องสวดคัมภีร์อิ๋ว หลันเผิน

และถวายอาหารทุกปี ในเดือนที่ประตูนรกเปิด

 จึงจะสามารถช่วยมารดาให้พ้นโทษได้

ชาวจีนจึงได้ถือเป็นประเพณี ปฏิบัติสืบต่อมา

 ด้วยการเซ่นไหว้ โดยจะนำอาหารทั้งคาวหวาน

 และกระดาษเงินกระดาษทอง ไปวางไว้ที่หน้าบ้าน

หรือตามทางแยกที่ไม่ไกลนัก

มีนัยว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของบรรดาวิญญาณเร่ร่อน

 ที่กำลังจะผ่านมาใกล้ที่พัก ของตน

กิจกรรมวันสารทจีน

.............

การเผากระดาษเงินกระดาษทอง ให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปนั้น

 ก่อนเผากระดาษ ต้องนำหินปูนมาขีด

เป็นวงกลมซ้อนกัน 3-4 วงตรงลานบ้าน

ที่จะใช้เผากระดาษ แล้วนำกระดาษเงินกระดาษทอง

 วางไว้ให้อยู่ในวงกลม วงในสุดที่ขีดไว้

ด้วยความเชื่อว่าวงกลมที่วงไว้โดยรอบ

จะกันมิให้ผีไร้ญาติมาแย่งชิง เอากระดาษเงินกระดาษทองไปได้

 หลังจากนั้น จึงเผากระดาษเงินกระดาษทองที่เตรียมไว้

ขณะที่เผาก็กล่าวเชิญบรรพบุรุษที่ล่วงลับไป

ให้มารับเงินทองที่เผาไปให้

หลังจากเผากระดาษ ในเส้นวงกลมหมดแล้ว

 ยังต้องนำกระดาษเงินกระดาษทอง อีกชุดหนึ่ง

มาวางไว้นอกเส้นวงกลม แล้วเผาเพื่อแผ่ส่วนบุญให้แก่ผีไร้ญาติ

คนจีนในบางถิ่นจะไปทำพิธีเซ่นไหว้ ที่สุสานของบรรพบุรุษ

ในตอนบ่าย หรือทำพิธีเซ่นไหว้ที่บ้าน

แต่สิ่งที่ขาดมิได้ก็คือ ทุกครัวเรือน ต้องจัดอาหารอย่างดีโต๊ะหนึ่ง

เซ่นไหว้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ถือเป็นการเลี้ยงส่ง

 ก่อนที่วิญญาณผู้ล่วงลับ ทั้งหลายจะกลับไปยังภพของตน

อาหารที่จัดเซ่นไหว้วันสารทจีน นอกจากหมูเห็ดเป็ดไก่แล้ว

มักมีอีก 4 อย่าง คือ ซาลาเปา เกี๊ยวแบบเกี๊ยวจีน

หมานโถว หมั่นโถว และ แอปเปิ้ล

 ในสมัยก่อน เมื่อยังเป็นสังคมเกษตรกรรม

จะมีการนำกิ่งธัญพืช 5 อย่าง

เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่ว มาผูกรวมเป็นพู่

 แล้วปักไว้เหนือประตูหน้าบ้าน เป็นสัญลักษณ์แทนม้า

 เพื่อว่าเมื่อเสร็จพิธีเซ่นไหว้ และการเลี้ยงส่งแล้ว

 บรรพบุรุษก็จะได้ขี่ม้า กลับไป

เป็นการอำนวยความสะดวก ในการเดินทาง

การไหว้ในเทศกาลสารทจีน ต่างจากการไหว้ในเทศกาลอื่น

ที่แบ่งการไหว้ออกเป็น 3 ชุด

1. ชุดสำหรับไหว้เจ้าที่ จะไหว้ในตอนเช้า

มีอาหารคาวหวาน ขนมที่ไหว้ ขนมถ้วยฟู กุยช่าย

ส่วนขนมไหว้พิเศษ ที่ต้องมีซึ่งเป็นประเพณี ของสารทจีน

 คือขนมเทียน ขนมเข่ง ซึ่งต้องแต้มจุดสีแดงไว้ตรงกลาง

เนื่องจากชาวจีนมีความเชื่อ ว่าสีแดงเป็นสีแห่งความเป็นศิริมงคล

นอกจากนั้นก็มีผลไม้ น้ำชา หรือเหล้าจีน และกระดาษเงินกระดาษทอง

2. ชุดสำหรับไหว้บรรพบุรุษ

คล้ายของไหว้เจ้าที่ พร้อมด้วยอาหารที่บรรพบุรุษชอบ

 ตามธรรมเนียม ต้องมีน้ำแกงหรือขนมน้ำใสๆ วางข้างชามข้าวสวย

 และน้ำชาจัดชุดตามจำนวน ของบรรพบุรุษ

ขาดไม่ได้ก็ คือขนมเทียน ขนมเข่ง ผลไม้

และกระดาษเงินกระดาษทอง

3. ชุดสำหรับไหว้วิญญาณเร่ร่อน หรือวิญญาณไม่มีญาติ

 วิญญาณเร่ร่อน หรือวิญญาณไม่มีญาติ เรียกว่า ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋

แปลว่า ไหว้พี่น้องที่ดี เป็นการสะท้อนความสุภาพ

และให้เกียรติของคนจีน เรียกผีไม่มีญาติว่า พี่น้องที่ดีของเรา

 โดยการไหว้จะไหว้นอกบ้าน

ของไหว้จะมีทั้ง ของคาวหวานและผลไม้ ตามต้องการ

ที่พิเศษคือมีข้าวหอม แบบจีนโบราณ คอปึ่ง

เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา

และกระดาษเงินกระดาษทองจัดทุกอย่างวางอยู่ด้วยกันสำหรับเซ่นไหว้

ในสมัยโบราณชาวจีนใช้ขนมไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า โหงวเปี้ย

หรือเรียกชื่อเป็นชุดว่า ปัง เปี้ย หมี่ มั่ว กี ได้แก่

1. ปัง คือขนมทึงปัง เป็นขนมที่ทำมาจากน้ำตาล

 2. เปี้ย คือขนมหนึงเปี้ย คล้ายขนมไข่

3. หมี่ คือขนมหมี่เท้า ทำมาจากแป้งข้าวเจ้า ข้างในไส้เต้าซา

 4. มั่ว คือขนมทึกกี่ เป็นขนมข้าวพองสีแดง ตรงกลางมีไส้เป็นแผ่นบาง

 5. กี คือขนมทึงกี ทำเป็นชิ้นใหญ่ยาว เวลาจะกินต้องตัดเป็นชิ้นเล็กๆ

ชาวไทยเชื้อสายจีน นิยมใช้ขนมเทียน ขนมเข่งในการไหว้

 โดยหลักของที่ไหว้ก็จะมีของคาว 3 หรือ 5 อย่าง

เช่น ไก่ หมู เป็ด ไข่ หมึก ปลา เป็นต้น

 ของหวาน 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ขนมเทียน ขนมมัดไต้ ขนมถ้วยฟู

หรือขนมสาลี่ปุยฝ้าย ขนมเปี๊ยะ ส้ม หรือผลไม้ตามใจชอบ














ขอบคุณที่มาจาก fb. Siriwanna Jilla
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพ




Create Date : 28 สิงหาคม 2558
Last Update : 28 สิงหาคม 2558 11:26:15 น.
Counter : 847 Pageviews.

0 comment
### การใช้คำนำหน้านามหรือนำหน้าชื่อในหนังสือราชการ ###




















การใช้คำนำหน้านาม หรือนำหน้าชื่อ

ในหนังสือราชการ

...................................

 เอกสารราชการ หรือเอกสารอื่นใดที่เป็นทางการ

 มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และปฏิบัติต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน

แต่ยังมีบางส่วนราชการ ยังดื้อแพ่งใช้ และปฏิบัติเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง

 จน รมต. ต้องสั่งการให้ทำตามระเบียบ ห้ามเชลียเกินเหตุ

การใช้คำ นำ หน้านามหรือนำ หน้าชื่อในหนังสือราชการ

 จะต้องถือปฏิบัติตามระเบียบ

สำนักนายกรัฐมนตรีว่า ด้วยงานสารบรรณ

พุทธศักราช 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

 รายละเอียด สรุปได้ดังต่อไปนี้

1. หากผู้ใช้เป็นบุคคลธรรมดา

ให้ใช้คำนำหน้านามว่า นาย นาง นางสาว ตามปกติ

2. หากผู้ใช้มีฐานันดรศักดิ์ (เชื้อสายราชสกุล)

ให้ใช้คำนำหน้าตามสิทธิ์ เป็นต้นว่า หม่อมหลวง

 หม่อมราชวงศ์ หม่อมเจ้า

3. หากผู้ใช้เป็นผู้ได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์

 ทำให้มีคำนำหน้านามว่า คุณ

คุณหญิง และท่านผู้หญิง ให้ใช้เป็นคำนำหน้านาม

 ตามที่ได้รับพระราชทาน

4. หากผู้ใช้เป็นผู้มีตำแหน่ง ทางวิชาการ

ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์

และศาสตราจารย์ รวมถึงคำต่อท้ายตำแหน่งดังกล่าว

 คือ พิเศษ กิตติคุณ หรือเกียรติคุณ

ให้ใช้เป็นคำนำหน้านามได้ตลอดไป

 ทั้งนี้ เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

ว่าด้วยการใช้ตำแหน่งทางวิชาการ

เป็น คำนำหน้านาม พุทธศักราช 2536

5. หากผู้ใช้เป็นผู้มียศทหาร หรือตำรวจ

ให้ใช้คำนำหน้านาม ตามชั้นยศของตน

เช่น พลเอก พลตำรวจโท พันเอก (พิเศษ) นาวาตรี

 ร้อยเอก เรืออากาศโท นายดาบตำรวจ จ่าสิบเอก พันจ่าตรี ฯลฯ


‪#‎ข้อห้ามหรือข้อพึงระวัง‬

ในการใช้คำนำหน้านาม หรือนำหน้าชื่อในหนังสือราชการ

เอกสารราชการ หรือเอกสารอื่นใดที่เป็นทางการ ดังนี้

1. งดใช้คำย่อ อักษรย่อ หรือตัวย่อ

เช่น ผู้ว่า-ผวจ. แพทย์-น.พ. รศ. ม.ร.ว. ให้ใช้คำเต็ม เท่านั้น

2. งดใช้คำ ฯพณฯ (พะ-นะ-ท่าน)

เพราะมีข้อกำหนด ให้เลิกใช้ไปแล้ว

ยกเว้นใช้ในการพูด เพื่อให้เกียรติสำหรับผู้ที่ยังอยู่ในตำแหน่ง

ตาม ที่กำหนดให้มีสิทธิ์ใช้

รวมถึงเอกอัครราชทูตหรือใช้ในกิจการต่างประเทศ

3. งดใช้คำนำหน้านามที่ เป็นคำแสดงถึงวิชาชีพ หรืออาชีพ

เช่น นายแพทย์ เภสัชกร  ทันตแพทย์

สัตวแพทย์ ครู ทนาย โหร ฯลฯ

4. งดใช้คำ ดร. (ด๊อกเตอร์) นำหน้า

 เพราะเป็นคำที่แสดงคุณวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก เท่านั้น

ไม่ใช่คำนำหน้านาม หรือนำหน้าชื่อที่ใช้ในราชการ

การใช้คำ ดร. สามารถใช้ได้ในการเรียกขานเพื่อให้เกียรติ

หรือใช้ในเอกสารอื่นที่ไม่เป็นทางการได้

โดยมากพบในแวดวงทางวิชาการ

แล้ว ทั้งยังกำชับให้ใช้คำ ดร. เฉพาะ

ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกโดยตรง

โดยให้งดใช้กับผู้ที่ได้รับ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

5. กรณีที่ผู้ใช้มีคำนำหน้านาม หลายอย่าง

ให้เรียงลำดับโดยเริ่มจาก ตำแหน่งทางวิชาการ

ยศ และฐานันดรศักดิ์ ตามลำดับ













ขอบคุณที่มา fb. Siriwanna Jilla




Create Date : 24 สิงหาคม 2558
Last Update : 24 สิงหาคม 2558 21:10:49 น.
Counter : 800 Pageviews.

0 comment
### มาตั้งจิตอธิษฐานทำความดีระหว่างเข้าพรรษากันเถอะ ###
























วันมงคล วันเข้าพรรษา

ตั้งจิตอธิษฐาน เริ่มทำความดี กันค่ะ

 .........................

พุทธศาสนิกชน ถือเอาวันเข้าพรรษา

เป็นวันสำรวจพฤติกรรมที่ผ่านมา และตั้งจิตอธิษฐาน

ที่จะลด ละ เลิกสิ่งที่ไม่ดี เช่น เลิกเหล้า อดบุหรี่

การพูดจาหยาบคาย ฯลฯ ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา 3 เดือน

 ยาวนานเพียงพอสำหรับความตั้งใจ

 สร้างเสริมคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้น

 อันมีอานิสงส์ทำให้ตนเอง ครอบครัว

และสังคมเกิดความสุข สงบร่มเย็น

วันเข้าพรรษา วันที่พระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา

อธิษฐาน อยู่ประจำที่ ไม่จาริกไปค้างอ้างแรม ตามสถานที่ต่างๆ

 เว้นแต่มีกิจจำเป็น เป็นระยะเวลา 3 เดือนในฤดูฝน

 คือตั้งแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11

วันเข้าพรรษาปี 2558 นี้ ตรงกับวันที่ 31 กรกฏาคม


โดยทั่วไปการจำพรรรษา 3 เดือน จะมี 2 ระยะ คือ

1 .“ปุริมพรรษา” หรือ “เข้าพรรษาแรก”

นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 8

 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 (วันออกพรรษา)

แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองหน

ก็จะเลื่อนไปเริ่มจำพรรษาในวันแรม 1 ค่ำเดือน 8 หลัง

2. “ปัจฉิมพรรษา” หรือ “เข้าพรรษาหลัง”

จะเริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 9 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

ในประเทศไทย พระภิกษุส่วนใหญ่ จะจำพรรษา

ในช่วงปุริมพรรษา มากกว่าปัจฉิมพรรษา

ยกเว้นพระภิกษุ ที่อาพาธ หรือมีกิจจำเป็น

 จึงจะอธิษฐานจำพรรษา ในช่วงปัจฉิมพรรษา

วันเข้าพรรษา เมื่อครั้งพระพุทธเจ้า ประทับอยู่ที่วัดเวฬุวัน

 เมืองราชคฤห์ พอถึงฤดูฝนพระภิกษุส่วนใหญ่

 อยู่ประจำที่เช่นเดียว กับนักบวชนอกพุทธศาสนา

ที่มักถือเป็นประเพณีปฏิบัติ อยู่จำพรรษา

โดยตอนต้นพุทธกาลยังไม่มีพุทธานุญาตให้ภิกษุอยู่จำพรรษา

 ทำให้ชาวบ้าน พากันติเตียนถึงการจาริก ของท่าน

เพราะไปเหยียบข้าวกล้า ในนาเสียหาย

 จึงทรงรับสั่งให้ประชุมสงฆ์ แล้วทรงบัญญัติ

ให้พระภิกษุอยู่จำพรรษา เป็นเวลา 3 เดือนในฤดูฝน

ในกรณีที่มีกิจจำเป็น พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานอนุญาต

 ให้พระภิกษุไปค้างคืนที่อื่นได้คราวละไม่เกิน 7 วัน

 โดยไม่ถือว่าอาบัติ เรียกว่าเป็นเหตุพิเศษหรือ

 “สัตตาหกรณียกิจ” ซึ่งมีอยู่ 4 ประการคือ

1.เพื่อนสหธรรมิก ทั้ง 5 คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขามานา

 สามเณร สามเณรี หรือบิดามารดาป่วย ไปเพื่อพยาบาลได้

2.ไปเพื่อยับยั้งเพื่อนสหธรรมิก ที่อยากสึก มิให้สึกได้

3.ไปเพื่อกิจของสงฆ์ เช่น หาอุปกรณ์ซ่อมกุฏิ

 วิหารที่ชำรุดทรุดโทรมได้

4.ไปเพื่อฉลองศรัทธาทายก นิมนต์ไปร่วมบำเพ็ญบุญได้

วันเข้าพรรษา มีประเพณีสำคัญ 2 ประเพณีคือ

ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน และประเพณีแห่เทียนพรรษา

"ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน " เกิดขึ้น ในสมัยพุทธกาล

นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ทูลขอพรจากพระพุทธเจ้า

 ขอถวายผ้าอาบน้ำฝน แด่พระภิกษุและภิกษุณี

จึงเกิดเป็นประเพณีที่ชาวพุทธปฏิบัติ สืบต่อมาจนทุกวันนี้

 ผู้ที่ถวายผ้าอาบน้ำฝนจะได้รับอานิสงส์เหมือนการถวายผ้าอื่นๆ

 คือ ทำให้เป็นผู้มีผิวพรรณผ่องใส สวยงาม

ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีความสะอาดผ่องใสทั้งกายและใจ

"ประเพณีแห่เทียนพรรษา" เกิดจากความจำเป็น

 ที่ว่าสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อพระภิกษุอยู่รวมกันมาก

 เพื่อปฏิบัติกิจวัตร เช่น การสวดมนต์ตอนเช้ามืด

และพลบค่ำ การศึกษาพระปริยัติธรรม การบูชาพระรัตนตรัย

จำเป็นต้องใช้แสงสว่างจากเทียน

ดังนั้น ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันนำเทียนมาถวาย

และก็วิวัฒนาการ จนเป็นเทียนพรรษา ในปัจจุบัน













ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก fb. Siriwanna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 31 กรกฎาคม 2558
Last Update : 31 กรกฎาคม 2558 10:30:23 น.
Counter : 780 Pageviews.

0 comment
### กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ###

















กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

 

........................

ล่วงปีระกา พุทธศักราช ๒๔๔๐

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 เสด็จประพาสทวีปยุโรปเป็นครั้งแรก โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี

 พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

มีพระชันษา ๑๗ ชันษา ทรงขออนุญาตลามารับเสด็จ

พระบรมชนกนาถ

โดยมาเข้าร่วมกระบวนเสด็จที่เมือง กอล (Galle) เกาะลังกา

 เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๔๔๐

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รับราชการตามตำแหน่ง

นายเรือในเรือพระที่นั่งมหาจักรี ภายใต้การบังคับบัญชา

ของกัปตันเรือพระที่นั่ง

และได้ทรงถือท้ายเรือพระที่นั่งมหาจักรีด้วยพระองค์เอง

ซึ่งเท่ากับว่าทรงแต่งตั้งให้เป็นนักเรียนนายเรือของสยาม

 โดยทรงฝึกงานภายใต้การดูแลควบคุมของ

 กัปตัน คัมมิง(Capt. R. S.D. Cumming R.N.)

นายทหารเรืออังกฤษ ที่รัฐบาลสยามขอยืมตัวมา

เป็นผู้บังคับการเรือพระที่นั่ง

ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีลายพระราชหัตถเลขา

ถึง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถว่า....

"ในเวลาที่เขียนหนังสืออยู่นี้ อาภากรกับหลวงสุนทรมาถึง

 อาภากรโตขึ้นมากและขาวขึ้น เขาแต่งตัวเป็นมิดชิพแมน

มาพร้อมแล้ว ฉันได้มอบให้อยู่ใต้บังคับกัปตันเป็นสิทธิ์ขาด

 เว้นแต่วันนี้เขาอนุญาตให้มากินข้าวกับฉัน"

และ "กัปตันชมนักว่าอาภากรถือท้ายดีอย่างยิ่ง

 วันนี้ถือในที่แคบไม่ได้ส่ายเลย ดูแกหยอดเต็มที่แล้ว"

เมื่อพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

 เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในเรือพระที่นั่งมหาจักรีแล้ว สมเด็จพระบรมชนกนาถ

 ทรงมีพระราชปรารภเกี่ยวกับพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ว่า...

"ชายอาภากรนั้นอัธยาศัยนั้นเป็นคนซื่อมาแต่เดิม

เป็นผู้ที่สมควรแก่วิชาที่เรียนอยู่แล้ว

ไม่เป็นคนที่มีอัธยาศัยที่จะใช้ฝีปากได้ในการพลเรือน

 แต่ถ้าเป็นการในหน้าที่อันเดียวซึ่งชำนาญคงจะมั่นคงในทางนั้น

และตรงไปตรงมา การที่ได้ไปพบคราวนี้ เห็นว่า

อัธยาศัยดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก"

เมื่อพระองค์ได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถ

ในเรือพระที่นั่งจนถึงประเทศอังกฤษ

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงศึกษาวิชาการทหารเรือต่อไป

เมื่อพระชนมายุได้ ๒๐ พรรษา ก็ทรงสำเร็จการศึกษา

วิชาการทหารเรือ จากประเทศอังกฤษ

และได้ทรงเข้ารับราชการ ในกรมทหารเรือ

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๓

โดยได้รับพระราชทานยศเป็น นายเรือโท

(เทียบเท่า นาวาตรี ในปัจจุบัน)

ทันทีที่พระองค์เข้ารับราชการ ทรงริเริ่มกำหนด

 แบบสัญญาณธงสองมือและโคมไฟ ตลอดจนเริ่มฝึกพล

"พลอาณัติสัญญา" (ทัศนสัญญาณ) ขึ้นเป็นครั้งแรก

ด้วยความที่พระองค์ทรงมีความรู้จริง และมีความกระตือรือร้น

ในการทำงาน ทำให้พลเรือโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ

 กรมหลวงประจักษ์ศิลปคม ผู้บัญชาการกรมทหารเรือ

 ทรงพอพระทัยในการปฏิบัติงานของพระองค์เป็นอย่างมาก

ในปีต่อมาพระชนมายุ ๒๑ พรรษา พระองค์จึงได้รับพระราชทานยศ

 เป็นนายเรือเอก (เทียบเท่า นาวาเอกในปัจจุบัน)

และยังได้รับพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เป็น

รองผู้บัญชาการ กรมทหารเรืออีกด้วย

ขณะพระชนมายุ ๒๒ พรรษา พระองค์ได้กราบบังคมทูล

ขอพระบรมราชานุญาตจัดตั้งหน่วยฝึกขึ้นที่บางพระ

 เพื่อเรียกพลทหารจากจังหวัดชายทะเลในภาคตะวันออก

มารับการฝึกการจัดระเบียบการบริหารราชการกรมทหารเรือขึ้นใหม่

 เพื่อให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติศักดินาทหารเรือ ร.ศ. ๑๑๒

เรียกว่า "ข้อบังคับการปกครอง" แบ่งออกเป็น ๓ ตอน

 คือ ตอนที่ ๑ ว่าด้วยการแบ่งส่วนราชการ

ตอนที่ ๒ ว่าด้วยการเร่งคนรับคนเป็นทหาร

ตอนที่ ๓ ว่าด้วยยศทหารเรือ โครงสร้างกำลังทางเรือ

เมื่อพระชนมายุ ๒๔ พรรษา ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

 ให้เลื่อนยศจากนาวาเอก เป็นพลเรือตรี

และคงทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ

ครั้นในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ปีเดียวกันนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยศ

เป็น กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์

พระชนมายุ ๒๕ พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ

ทรงทำการในตำแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ

แทนนาวาเอก หม่อมไพชยนต์เทพ (ม.ร.ว.พิณ สนิทวงศ์)

 ที่ได้กราบบังคมทูลลาออกจากราชการ

เมื่อพระองค์ทรงดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือแล้ว

 พระองค์ทรงจัดทำโครงการป้องกันประเทศทางด้านทะเลขึ้น

 อันประกอบด้วยความต้องการกำลังรบทางเรือ

และแนวความคิดในการใช้กำลังทางเรือ

และให้ชื่อว่า "ระเบียบจัดการป้องกันฝ่ายทะเลโดยย่อ"

มีความยาวประมาณ ๕-๖ หน้า ซึ่งถือว่าเป็นแผนการทัพฉบับแรก

 นับตั้งแต่ก่อตั้งกรมทหารเรือขึ้นมา

พระชนมายุ ๒๖ พรรษา พระองค์ได้ทรงแก้ไขปรับปรุง

ระเบียบการในโรงเรียนนายเรือ โดยทรงจัดระบบการศึกษาใหม่

 ทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายวิชาการให้รัดกุม ทัดเทียมอารยะประเทศ

 เพื่อให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนี้

 เป็นนายทหารเรือที่มีความรู้ความสามารถ

เสมอด้วยกับนายทหารเรือต่างประเทศ

และสามารถทำการแทนในตำแหน่งชาวต่างประเทศ

ที่รับราชการอยู่ในกองทัพเรือในขณะนั้นอีกด้วย

ทรงเป็นครูสอนนักเรียนนายเรือ

และทรงริเริ่มการใช้ระบบปกครองบังคับบัญชา

ตามระเบียบการปกครองในเรือรบ คือ

 การแบ่งให้นักเรียนชั้นสูงบังคับบัญชาชั้นรองลงมา

นอกจากนี้ ทรงจัดเพิ่มวิชาสำคัญสำหรับชาวเรือขึ้น

เพื่อให้สำเร็จการศึกษาสามารถเดินเรือทางไกลในทะเลน้ำลึกได้

คือ วิชาดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ อุทกศาสตร์

การเดินเรือ เรขาคณิต พีชคณิต ฯลฯ

เพื่อให้นักเรียนนายเรือมีความรู้ความสามารถ

ในการเดินเรือในทะเลลึกได้

พร้อมกับทรงมีดำริให้จัดตั้งโรงเรียนนายช่างกลขึ้น

 เพื่อผลิตนายทหารฝ่ายช่างกลสำหรับปฏิบัติราชการในเรือ

และโรงงานบนบก สำหรับทดแทนชาวต่างชาติที่ได้จ้างไว้

รวมทั้งทรงสอนและกำกับดูแลการปกครองนักเรียนนายเรือ

 และนักเรียนนายช่างกลอย่างเข้มงวด

อีกทั้งยังทรงจัดทำข้อบังคับว่าด้วยการศึกษา

สำหรับนายทหารสัญญาบัตร ในกรมทหารเรือ

ซึ่งต่อมาได้รับการปรับให้เป็นหลักสูตรต่างๆ ในโรงเรียนนายเรือ

และสถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง ตามลำดับ

และในปีเดียวกันนี้เอง พระองค์ทรงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญ

ที่ทำให้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงเห็นความสำคัญและโปรดเกล้าฯ พระราชทาน

พระราชวังเดิมฝั่งธนบุรี ให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ

 และได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงกระทำพิธีเปิด

โรงเรียนนายเรือด้วยพระองค์เอง

 เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๙

 ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง

ดังจะเห็นได้จากพระราชหัตถเลขาในสมุดเยี่ยมของโรงเรียนนายเรือ

ความว่า...

" วันที่ ๒๐ พฤษจิกายน ร.ศ. ๑๒๕ เราจุฬาลงกรณ์ ปร.

ได้มาเปิดโรงเรียนนี้ มีความปลื้มใจ ซึ่งได้เหนการทหารเรือ

มีรากหยั่งลงแล้ว จะเปนที่มั่นสืบไป ในภายน่า"

ทำให้กิจการทหารเรือมีรากฐานมั่งคงนับแต่นั้น

และกองทัพเรือได้ยึดถือเอาวันดังกล่าวของทุกปีเป็นวันกองทัพเรือ

ต่อมาเมื่อโรงเรียน นายเรือได้ย้ายไปอยู่ที่ปากน้ำ

 กองทัพเรือก็ได้ใช้พระราชวังเดิมเป็นที่ตั้งของหน่วยราชการต่างๆ

 ในส่วนบัญชาการกองทัพเรือ จวบจนกระทั่งทุกวันนี้

เมื่อพระชนมายุ ๒๗ พรรษาพระองค์ได้ทรงนำคณะนักเรียนนายเรือ

 และนักเรียนนายช่างกลซึ่งเป็นคนไทยทั้งหมด

ประมาณ ๑๐๐ คนไป "อวดธง" ที่สิงคโปร์ ปัตตาเวีย ชวา

และเกาะบิลลิทัน โดย เรือหลวงมกุฎราชกุมาร

 ในการเดินทางไปฝึกภาคปฏิบัติยังต่างประเทศในครั้งนี้

นับเป็นครั้งแรก และพระองค์ทรงเป็นผู้บังคับเรือเองอีกด้วย

ในการออกฝึกและอวดธงยังต่างประเทศครั้งแรกนี้

ทรงบัญชาการและฝึกนักเรียนนายเรือด้วยพระองค์เอง

 ให้นักเรียนฝึกหัดปฏิบัติการในเรือทุกอย่าง

เพื่อให้มีความอดทนต่อการใช้ชีวิตด้วยความลำบาก

 เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและเพื่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ

ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนจริงๆ มีความกล้าหาญรักชาติ

ให้รู้จักชีวิตของการเป็นทหารเรือโดยแท้จริง

ซึ่งจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติการต่างๆ ในเรือ

รู้จักหน้าที่ตั้งแต่พลทหารจนถึงนายทหาร

นักเรียนนายเรือได้ฝึกอย่างจริงจัง เผชิญทั้งภัยธรรมชาติ

ทั้งการฝึกของพระองค์เองอย่างใกล้ชิดโดยตลอด

เป็นต้นว่า ช่วยลากเชือกวิ่งในเวลาชักเรือบต

 และขนถ่ายของจากเรือใหญ่ แม้แต่วิธีปฏิบัติในเรือ

เกี่ยวกับการอาบน้ำหรืออาหาร ก็ทรงปฏิบัติเช่นเดียวกับทหารอื่นๆ

 สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทหารทั้งหลาย ย่อมเห็นในพระอุตสาหะ

 และความห่วงใยของพระองค์ ที่มีต่อบรรดาทหารทั้งหลาย

 ทหารทั้งนั้นจึงได้รักและเคารพในพระองค์ท่าน อย่างยิ่ง

ประดุจว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาแห่งทหารเรือทั้งหลาย

การออกฝึกครั้งนั้น นอกจากจะทำให้นักเรียนนายเรือ

ได้รู้จักปฏิบัติการจริงๆ ทางทะเลแล้ว

ยังทรงนำสิ่งใหม่มาสู่วงการทหารเรืออีก

คือ แต่เดิมเรือรบของไทยทาสีขาว

พระองค์ได้ทรงเปลี่ยนสีเรือมกุฎราชกุมารให้เป็นสีหมอก

 ตามแบบอย่างเรือรบอังกฤษ เพื่อให้เกิดความกลมกลืน

กับลักษณะของสีน้ำทะเลและภูมิประเทศ

ซึ่งกองทัพเรือได้นำสีดังกล่าวมาใช้เป็นสีเรือรบทุกลำ

ของกองทัพเรือตราบจนปัจจุบัน

พระชนมายุ ๓๐ พรรษา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

 ได้ทรงเห็นความสำคัญของกิจการทหารเรือ

จึงได้ทรงยกฐานะกรมทหารเรือเป็นกระทรวงทหารเรือ

 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ

ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ

พระชนมายุ ๓๑ พรรษา ทรงออกจากประจำการชั่วระยะเวลาหนึ่ง

ได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณอย่างจริงจังจนชำนิชำนาญ

และรับรักษาโรคให้ประชาชนพลเมืองทั่วไปโดยไม่คิดมูลค่า

ทรงเห็นว่าการช่วยชีวิตคนเป็นบุญกุศลแก่พระองค์

จึงทรงตั้งหน้าเล่าเรียนกับพระยาพิษณุฯ หัวหน้าหมอหลวง

แห่งพระราชสำนัก ซึ่งหัวหน้าฝ่ายยาไทยผู้นี้

ก็ได้พยายามถ่ายเทความรู้ให้พระองค์ได้พยายามค้นคว้า

และปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา

ถึงแม้ว่าจะทรงชำนิชำนาญ

ในกิจการแพทย์ฝ่ายแผนโบราณแล้วก็ตาม

แต่จะไม่ทรงยินยอมรักษาใครเป็นอันขาด

จนกว่าจะได้รับการทดลองแม่นยำแล้วว่า

เป็นยาที่รักษาโรคชนิดพื้นๆ ให้หายขาดได้อย่างแน่นอน

ให้ทรงทดลองให้สัตว์เล็กๆ กินก่อน เมื่อสัตว์เล็กกินหาย

ก็ทดลองสัตว์โต เมื่อสัตว์โตหายจึงทดลองกับคน

 และประกาศอย่างเปิดเผยว่า จะทรงสามารถรักษาโรคนั้นโรคนี้

ให้หายขาดได้ จนเป็นที่เลื่องลือว่า มีหมออภินิหาร

รักษาความป่วยไข้ได้เจ็บ ได้อย่างหายเป็นปลิดทิ้ง

พระชนมายุ ๓๗ พรรษา ทรงกลับเข้ารับราชการทหารเรืออีกครั้ง

 ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศจากพลเรือตรี

 เป็นพลเรือโท และทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณ

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ

พระชนมายุ ๔๐ พรรษา ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

 ให้เลื่อนยศจากพลเรือโท เป็นพลเรือเอก

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยศ

เป็น กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

พระชนมายุ ๔๑ พรรษา ทรงมีดำริในการจัดตั้ง

กำลังทางอากาศนาวี (Naval Air Arm)

ทรงเสนอความเห็นต่อที่ประชุมสภาบัญชาการกระทรวงทหารเรือ ว่า

"สมควรเริ่มตั้งกองบินทะเลขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕

โดยใช้สัตหีบเปนถาน" ซึ่งสภาบัญชาการฯ มีมติอนุมัติข้อเสนอ

เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๔

 ดังนั้น กองการบินทหารเรือ จึงได้ถือเอาวันที่ ๗ ธันวาคมของทุกปี

เป็นวันสถาปนาหน่วย และชาวบินนาวีได้ยึดถือว่า

 พระองค์ทรงเป็นองค์บิดาแห่งการบินนาวีด้วย

พระชนมายุ ๔๒ พรรษา ด้วยสายพระเนตรที่กว้างไกล

ทั้งในด้านยุทธศาสตร์และยุทธวิธี

พระองค์ทรงมีลายพระหัตถ์ขอพระราชทานที่ดินที่สัตหีบ

เพื่อใช้เป็นที่ตั้งฐานทัพเรือ

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

 ได้ทรงพระราชทานที่ดินที่สัตหีบเพื่อจัดตั้งเป็นฐานทัพเรือ

 เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๕

 และใช้เป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือและหน่วยกำลังรบต่างๆ

ของกองทัพเรือในปัจจุบัน

พระชนมายุ ๔๓ พรรษา ทรงได้รับพระกรุณาธิคุณ

โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ดำรงตำแหน่ง

เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ อันเป็นตำแหน่งสูงสุด

ของทหารเรือในขณะนั้น เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ที่ทรงปฎิบัติราชการได้ไม่นานก็ประชวร และสิ้นพระชนม์

ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖

สิริรวมพระชนมายุเพียง ๔๔ พรรษา




















ขอบคุณที่มา fb: นิทรรศการพลังแผ่นดิน
อัศจรรย์งานศิลป์ แผ่นดินสยาม




Create Date : 27 มิถุนายน 2558
Last Update : 27 มิถุนายน 2558 13:28:51 น.
Counter : 2942 Pageviews.

0 comment
### วันครีษมายัน ###













วันครีษมายัน



วันนี้ 21 มิ.ย. เป็น "วันครีษมายัน"

หรือ Summer Solstice ,Vernal Equinox

 วันที่กลางวันยาวที่สุดในรอบปี ในทางซีกโลกเหนือ

เนื่องจากดวงอาทิตย์ จะขึ้นทางทิศตะวันออก

 เฉียงไปทางเหนือมากที่สุด

 และตกทางทิศตะวันตก เฉียงไปทางเหนือมากที่สุด

ทำให้กลางวันยาวนานที่สุดเกือบ 13 ชม.

โดยในช่วง มิ.ย จะสังเกตเห็นได้ว่า ดวงอาทิตย์ตกช้ามากๆ

ในแต่ละวัน กว่าดวงอาทิตย์จะตกลับขอบฟ้า

ก็เป็นเวลาใกล้หนึ่งทุ่ม

ประเทศไทย วันที่ 21 มิ.ย นี้ ดวงอาทิตย์จะขึ้นจากขอบฟ้า

 ทางทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ เวลาประมาณ 05.50 น.

และตกลับขอบฟ้าทางทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือ

เวลาประมาณ 18.46 น.

ดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า เป็นเวลารวมเกือบ 13 ชั่วโมง

 ที่กทม. ที่คนโบราณเรียกว่า "กลางวันยืน กลางคืนสั้น"


คำว่า “Solstice” เป็นภาษาอินโดยูโรเปียน

Stice หมายถึง สถิต หรือ หยุด

ดังนั้น Summer Solstice หมายถึงวันที่ดวงอาทิตย์ ไม่เคลื่อนที่

 เพราะดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ ไปทางเหนือเรื่อยๆ

ตั้งแต่ มี.ค และหยุดที่จุดเหนือสุดใน 21 มิ.ย

หลังจากนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนที่ ลงมาทางใต้

ในทางฤดูกาลนับเป็นวันเริ่มต้นฤดูร้อน ในซีกโลกเหนือ

 และเริ่มต้นฤดูหนาว ในซีกโลกใต้

ในประเทศจีน ถือเป็นวันเทศกาลสำคัญ อีกเทศกาลหนึ่ง

คือ “เทศกาลตังโจ่ย” หรือ ตงจื้อ 冬至

 เอกลักษณ์ที่สำคัญในเทศกาลนี้ คือ

ผู้คนจะปั้นและกินขนม ที่มีลักษณะคล้ายขนมบัวลอยของไทย

 ทำจากแป้งและต้มกับน้ำเชื่อม เพื่อเพิ่มความอบอุ่น ให้แก่ร่างกาย

ในภูมิภาค แต่ละที่ของจีนจะกินขนมชนิดนี้

และมีชื่อเรียกแตกต่างออกไป เช่น ทางเหนือจะกินเกี๊ยวน้ำ

ทางใต้จะกินขนมชนิดนี้ที่มีลูกใหญ่ และเรียกว่า “ถ่างหยวน” 湯圓

โดยมีความเชื่อว่า เมื่อรับประทานแล้ว

คนในครอบครัวจะรัก ผูกพันกันยิ่งขึ้น

ญาติพี่น้องที่จากไปอยู่แต่ละที่ จะหวนคืนกลับบ้าน

มาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง อีกทั้งยังเชื่อว่าเป็นมงคล

เพราะอายุเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี ดังนั้นเทศกาลนี้

จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เทศกาลไหว้ขนมบัวลอย

ซึ่งประเพณีการรับประทานขนมบัวลอยนี้

ก็ยังคงปฏิบัติมาจนถึงคงปัจจุบัน


















ขอบคุณที่มา fb. Siriwanna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 21 มิถุนายน 2558
Last Update : 21 มิถุนายน 2558 9:39:51 น.
Counter : 955 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ