Group Blog
All Blog
### พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ###
น้อมรำลึก พระมหากรุณาธิคุณ
 "พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
" วันที่ ๑๗ มกราคม เป็น
 "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช"
วันสำคัญทางประวัติศาสตร์
ซึ่งถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
  วันที่ ๑๗ มกราคม ปีพระพุทธศักราช ๒๕๓๓

พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เป็นกษัตริย์องค์ที่สาม
แห่งราชวงศ์พระร่วง ศักราชที่ปรากฏ
ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง คือ
พ.ศ. ๑๘๒๖ นั้นเป็นปีที่พระองค์
ได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น
 อันเป็นต้นกำเนิดของอักษรไทยที่ใช้กันในทุกวันนี้
  ทรงสร้างพระมหาธาตุเมืองศรีสัชนาลัย พ.ศ. ๑๘๓๕
โปรดให้สร้างแท่นหินชื่อ พระแท่นมนังศิลาบาตร
 และสร้างศาลา ๒ หลังชื่อ ศาลาพระมาส
 และพุทธศาลา ประดิษฐานไว้กลางดงตาล
เพื่อเป็นที่ประทับว่าราชการ
 และทรงสั่งสอนข้าราชการและประชาชนในวันธรรมดา
ส่วนวันอุโบสถโปรดให้พระสงฆ์นั่งสวดพระปาติโมกข์
และแสดงธรรม รัชสมัยของพระองค์รุ่งเรือง
 ยิ่งกว่ารัชกาลใด ๆ
ราชอาณาเขตแผ่ขยาย ไปกว้างขวาง
 ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขอย่าง
 ที่เรียกกันว่า "ไพร่ฟ้าหน้าใส"
การพาณิชย์เจริญก้าวหน้า ศิลปวิทยา
 เจริญรุ่งเรืองหลายประการ

ในศิลาจารึกกล่าวถึง ความเจริญรุ่งเรือง
ของ อาณาจักรสุโขทัย
ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชว่า
มีอาณาเขตกว้างขวาง ทิศเหนือจรด
เมืองแพร่ น่าน และหลวงพระบาง
 ทิศใต้จรดนครศรีธรรมราช
ทิศตะวันออก จรดเมืองเวียงจันทน์
และทิศตะวันตกจรดเมืองหงสาวดี
 การปกครองบ้านเมือง เป็นระบบพ่อปกครองลูก
 ประชาชนมีความเป็นอยู่ดี มีสิทธิเสรีภาพ
 ดังคำจารึกที่ว่า
"..เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี
ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจังกอบ
 ในไพร่ ลูทางเพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย
ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า
ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทอง ค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส…"

ในสมัยนั้นชาวสุโขทัย ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม
 โดยมีการสร้างเขื่อน สำหรับกักน้ำไว้ใช้ เมื่อหน้าแล้ง
 เรียกว่า "ทำนบพระร่วง"
 สุโขทัยเป็นเมือง ศูนย์การค้าและการผลิต
เครื่องถ้วยชามที่เรียกว่า "เครื่องสังคโลก"
ส่งขายยังต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย
 อินโดนีเซีย และบอร์เนียว
นอกจากนั้น ยังเป็นการค้าสินค้าจากประเทศจีน
 เช่น ถ้วยชามและผ้าไหม เพื่อขายในประเทศ
 และส่งไปค้าขายแลกเปลี่ยน กับต่างประเทศด้วย

หลักฐานที่สะท้อน ให้เห็นถึงความเจริญ
ทางศิลปวัฒนธรรมของสุโขทัย ได้แก่
สมบัติทางสถาปัตยกรรม ที่ได้รับการบูรณะขึ้น
 เป็นอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุ
ทยานประวัติศาสตร์ ศรีสัชนาลัย
และได้รับการคัดเลือก จากองค์การศึกษา
วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ
ให้เป็นมรดกโลกในปีพุทธศักราช ๒๕๓๔





Cr.Fb. / Siriwanna  Jill



















Create Date : 17 มกราคม 2557
Last Update : 17 มกราคม 2558 13:15:38 น.
Counter : 896 Pageviews.

1 comment
### วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง) ###












กราบพระ เที่ยวชมวัดประจำรัชกาล ประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติมาช้านาน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง ของชุมชน ในการประกอบพิธีการทางศาสนา รวมถึงเป็นที่จำวัด ของพระภิกษุ สามเณร การสร้างวัด ถือเป็นศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะการสร้างวัด ของพระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงว่าทรงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งธรรม พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีไทย ได้มีการสร้างวัดประจำพระองค์ขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา

วัดประจำรัชกาลที่ ๒ คือ วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกอันดับหนึ่ง ชนิด "ราชวรมหาวิหาร" หนึ่งในจำนวนสี่วัด ที่มีทั้งหมด ในกรุงเทพมหานคร คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ วัดสุทัศน์เทพวราราม และวัดอรุณราชวราราม

พระปรางค์ใหญ่วัดอรุณราชวราราม เป็น พระเจดีย์ทรงปรางค์ ซึ่งดัดแปลง มาจากพระปรางค์ แต่เดิมเป็นสถาปัตยกรรม ที่สร้างขึ้น เพื่อสักการบูชา ในศาสนาพราหมณ์และฮินดู แต่สำหรับพระปรางค์ใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างสืบเนื่องมาจาก ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ผสมผสานไปกับศิลปกรรม แบบฮินดู เรียกอีกชื่อหนึ่งของพระปรางค์ใหญ่ว่า เป็น พระพุทธปรางค์

พระปรางค์ใหญ่ ตั้งอยู่หน้าวัดทางทิศใต้ ซึ่งหันไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา โดยอยู่ด้านหลังโบสถ์น้อยและวิหารน้อย (พระวิหารเล็ก) และเป็นปูชนียสถาน ที่สร้างขึ้นพร้อมกับโบสถ์ และวิหารน้อย เป็นสถาปัตยกรรม ที่โดดเด่นและงดงาม ยิ่งนักของวัดอรุณราชวราราม ซึ่งเปรียบเสมือน เป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ก่อด้วยอิฐถือปูน ประดับกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ และ บนส่วนยอดสุด ขององค์พระปรางค์ มีมงกุฎปิดทองประดิษฐาน ครอบอยู่เหนือ ‘ยอดนภศูล’ อีกชั้นหนึ่งด้วย

พระปรางค์องค์นี้ เดิมสูงเพียง ๘ วา เท่านั้น ซึ่งไม่ทราบว่าสร้างขึ้นในสมัยใด แต่ พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงมีพระราชศรัทธา จะให้เสริมสร้าง ก่อเพิ่มเติมขึ้น ให้สูงใหญ่สมเป็น พระมหาธาตุเจดีย์ประจำ กรุงรัตนโกสินทร์ แต่ทรงกระทำได้ เพียงฐานรากคือ กะเตรียมที่ขุดรากไว้เท่านั้นก็สิ้นรัชกาล

ถึงในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ วัดอรุณราชวรารามแห่งนี้ เป็นการใหญ่อีกครั้ง เริ่มแต่ทรงปฏิสังขรณ์ และสร้างกุฏิสงฆ์ เป็นตึกใหม่ทั้งหมด เป็นต้น และทรงมีพระราชดำริ เพื่อสนองพระราชประสงค์ ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เสริมสร้าง องค์พระปรางค์ต่อ ตามแบบที่ทรงคิดขึ้น จนสำเร็จเป็นพระเจดีย์ ทรงปรางค์สูงถึง ๑ เส้น ๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ กับ ๑ นิ้ว หรือประมาณ ๖๗ เมตร แล้วยกยอดนภศูล (ลำภุขันหรือฝักเพกา) แต่ไม่ทันฉลอง ก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จึงมีรับสั่งให้จัดการ ต่อเติมจนเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด

ลักษณะของพระปรางค์ใหญ่ที่รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงปฏิสังขรณ์มีดังนี้ พระปรางค์ใหญ่อยู่ภายในวงล้อม ของพระวิหารคด และเก๋งจีน ๓ ด้าน (เว้นด้านหน้า) มีประตูเข้า ๙ ประตู บริเวณลานจาก พระวิหารคดและเก๋งจีน ถึงฐานพระปรางค์ใหญ่ชั้นล่าง ปูด้วยกระเบื้องหิน มีบันไดขึ้นสู่ทักษิณชั้นที่ ๑ ระหว่างพระปรางค์ทิศ และพระมณฑปทิศ ด้านละ ๒ บันได รวม ๔ ด้าน เป็น ๘ บันได เหนือพื้นทักษิณชั้นที่ ๑ นี้นี้เป็นฐานทักษิณชั้นที่ ๒ รอบฐานมี รูปต้นไม้ ประดับด้วย กระเบื้องเคลือบสีต่างๆ เหนือขึ้นไปเป็นเชิงบาตร ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ สีลายดอกไม้ ใบไม้ มีบันไดขึ้นสู่ทักษิณชั้นที่ ๒ ตรงหน้าพระมณฑป ทิศมณฑปละ ๒ บันได คือทางซ้ายและทางขวา ของแต่ละ พระมณฑปทิศ รวม ๘ บันได

เหนือพื้นทักษิณชั้นที่ ๒ นี้เป็นฐานทักษิณ ชั้นที่ ๓ มี ช่องรูปกินรี และกินนร สลับกันโดยรอบ ที่เชิงบาตรมี รูปมารแบก และมีบันไดตรง จากหน้าพระมณฑปทิศแต่ละมณฑป ขึ้นสู่ทักษิณชั้นที่ ๓ อีกด้านละบันได รวม ๔ บันได ที่เชิงบันไดมี เสาหงส์หิน บันไดละ ๒ ต้น

เหนือพื้นทักษิณชั้นที่ ๓ นี้เป็นฐานทักษิณชั้นที่ ๔ มี ช่องรูปกินรีและกินนร สลับกันโดยรอบ เว้นแต่ตรงย่อมุม ๔ ด้าน เป็น รูปแจกันปักดอกไม้ เพราะเป็นช่องแคบๆ ที่เชิงบาตรมี รูปกระบี่แบก มีบันไดขึ้นไปยังทักษิณชั้นที่ ๔ อีก ๔ บันไดตรงกับบันไดชั้นที่ ๓ ดังกล่าวแล้ว และมี เสาหงส์หิน อยู่เชิงบันไดอีกด้านละ ๒ ต้น เช่นเดียวกัน

เหนือพื้นทักษิณชั้นที่ ๔ มี ช่องรูปกินรีและกินนร สลับกันโดยรอบ และตรงย่อมุมเป็น รูปแจกันปักดอกไม้ ที่เชิงบาตรมี รูปพรหมแบก เหนือขึ้นไปเป็นซุ้มคูหา ๔ ด้านมี รูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ อยู่ในคูหาทั้ง ๔ คูหา เหนือซุ้มคูหารูปพระอินทร์เป็น ยอดปรางค์ขนาดย่อม และมี รูปพระนารายณ์ทรงครุฑแบกพระปรางค์ใหญ่ อยู่โดยรอบ ส่วนยอดสุดขององค์พระปรางค์ใหญ่เป็น ยอดนภศูลและมงกุฎปิดทอง

สำหรับ ยอดพระปรางค์ ตามแบบแผน แต่โบราณจะเป็น ‘ยอดนภศูล’ แต่พระบาทสมเด็จพระ นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้นำ มงกุฏปิดทอง สำหรับพระพุทธรูปทรงเครื่อง ที่จะประดิษฐานเป็น พระประธานในวัดนางนอง มาสวมครอบ ต่อจากยอดนภศูลอีกชั้นหนึ่ง คนสมัยนั้นจึงโจษจันกันว่า รัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชประสงค์ ให้คนทั้งหลายเข้าใจ โดยนัยว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฏ ต่อมาคือรัชกาลที่ ๔ จะเป็น “ยอดของแผ่นดิน” หมายถึงจะเสด็จขึ้นครองราชย์ ต่อจากพระองค์

องค์พระปรางค์ใหญ่ ก่ออิฐถือปูน ประดับด้วยชิ้น กระเบื้องเคลือบสีต่างๆ อย่างงดงามประณีตบรรจง เป็นลายดอกไม้ ใบไม้ และลายอื่นๆ กระเบื้องเคลือบสี ที่ใช้ประดับเหล่านี้ บางแผ่นเป็นรูปลาย ที่ทำสำเร็จมาแล้ว บางชิ้นบางแผ่น เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนำมาประกอบ กันเข้าเป็นลาย บางลายใช้กระเบื้อง เคลือบธรรมดา บางลายเป็นกระเบื้องเคลือบ สลับเปลือกหอย และบางลาย ใช้จานชามของโบราณ ที่มีลวดลายงดงาม เป็นของเก่าหายาก เช่น ชามเบญจรงค์ ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง ฯลฯ นำมาประดับสอดสลับ ประกอบกันเข้าไว้ อย่างเรียบร้อยน่าดูน่าชมยิ่ง

ครั้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงปฏิสังขรณ์ พระปรางค์จนเสร็จสมบูรณ์ สวยงามดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน แม้จะมีการปฏิสังขรณ์ใหม่ อีกครั้งหนึ่งในสมัย รัชกาลที่ ๙ รัชกาลปัจจุบัน แต่ก็ยังคงความสวยงาม ในสภาพเดิมไว้ทุกประการ ตามที่รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ปฏิสังขรณ์ไว้ดังนี้

พระปรางค์องค์ใหญ่ ตั้งอยู่ภายในรั้วล้อมทั้ง ๔ ด้าน คือด้านตะวันออก ตะวันตก เหนือ และใต้ ตอนล่างเป็นกำแพง ก่ออิฐถือปูนเตี้ยๆ ทาด้วยน้ำปูนสีขาว ตอนบนเป็น รั้วลูกกรงเหล็ก ทาสีแดง มีรูปครุฑจับนาค อันเป็นพระบรมราช สัญลักษณ์ประจำพระองค์ในรัชกาลที่ ๒ ทำด้วยเหล็ก ติดอยู่ตอนบนที่ รั้วลูกกรงเหล็กทาสีแดง ทุกช่อง แต่ละช่องกั้น ด้วยเสาก่ออิฐถือปูน เหมือนกำแพง ตอนล่างทางด้านตะวันตกหลังพระปรางค์ใหญ่นั้น มี เก๋งจีน แบบของเก่าเหลืออยู่อีก ๑ เก๋ง หน้าบันและใต้เชิงชายประดับ ด้วยกระเบื้องเคลือบสี และภาพสีเทาเขียน เป็นรูปดอกไม้ ต้นไม้ และรูปสัตว์ต่างๆ แบบจีน ผนังของเก๋งจีนด้านในทาด้วยน้ำปูนสีขาว ซึ่งแต่เดิมนั้น เป็นภาพสีเกี่ยวกับนรก ในรัชกาล ๕ โปรดให้ลบออกเสีย เพราะทรงพิจารณาเห็นว่าไม่งาม ส่วนรั้วด้านใต้ ที่ติดกับกำแพงพระราชวังเดิมนั้น เป็นรั้วก่อด้วยอิฐถือปูนทึบตลอดทั้งด้าน

ลานพระปรางค์องค์ใหญ่ ตั้งแต่รั้วถึงฐานพระปรางค์ปู ด้วยกระเบื้องหิน มีท่อระบายน้ำจากพื้นลานลงไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ละมุมด้านใน ของรั้วมีแท่นก่อไว้มีลายเป็นขาโต๊ะ ตั้งติดกัน เข้าใจว่าจะเป็นที่ สำหรับตั้งเครื่องบูชา หรือวางของ รอบๆ ฐานพระปรางค์มี ‘ตุ๊กตาหินแบบจีน’ เป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น วัว ควาย ลิง สิงโต เป็นต้น กับ ‘รูปทหารจีน’ ตั้งไว้เป็นระยะๆ และบริเวณลาน ที่ตรงกับพระมณฑปทิศ มีราวเทียนและที่สำหรับปักธูปบูชาทั้ง ๔ พระมณฑป

องค์พระปรางค์ใหญ่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก โปรดให้เปลี่ยนเพียงรูปกินนรกินรี และแจกันปักดอกไม้ ตามช่องต่างๆ เป็นซีเมนต์ครึ่งซีก ติดกับผนังคูหาด้านใน แทนของเก่า ซึ่งสลักด้วยหินเป็นตัวๆ ตั้งไว้ เพราะถ้าจะทำใหม่ให้เหมือนเก่า จะต้องใช้เงินมาก ด้วยของเก่าเหลือ อยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ได้โปรดให้รื้อประตู เข้าพระปรางค์ใหญ่ออกหมดทั้ง ๙ ประตู แล้วสร้างขึ้นใหม่เพียง ๕ ประตู เป็นประตูซุ้มแบบ วัดราชประดิษฐ์ฯ

ซุ้มเหนือบานประตูทางเข้าพระปรางค์ ทั้งด้านนอกและด้านใน เป็นลายปูนปั้นลงสี ทำเป็น รูปพระราชลัญจกร ประจำพระองค์ในรัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๕ ติดอยู่ตรงด้านนอก และด้านใน คือที่รั้วด้านตะวันออก หน้าพระปรางค์มี ๓ ประตู ซุ้มเหนือบานประตู ที่อยู่เหนือโบสถ์น้อยเป็น รูปครุฑจับนาค ประจำรัชกาลที่ ๒ ประตูกลางระหว่างโบสถ์น้อย และวิหารน้อยเป็น รูปพระเกี้ยว ประจำรัชกาลที่ ๕ และประตูข้างใต้พระวิหารน้อย เป็นรูปพระมงกุฎ ประจำรัชกาลที่ ๔ ส่วนที่รั้วทางด้านตะวันตก หลังพระปรางค์มี ๒ ประตู ซุ้มเหนือบานประตู เหนือเก๋งจีนเป็น รูปอุณาโลมอยู่ในกลีบบัว ประจำรัชกาลที่ ๑ ประตูใต้เก๋งจีนเป็น รูปอุณาโลมอยู่ในปราสาท ประจำรัชกาลที่ ๓

องค์พระปรางค์ประดับ ด้วยกระเบื้องทำเป็น ลวดลายต่างๆ สวยงามมาก แต่ที่น่าทึ่งก็คือ การที่จะสร้างพระปรางค์ องค์สูงใหญ่อยู่ใกล้ ริมฝั่งแม่น้ำ และยังคงแข็งแรงมาจนกระทั่ง ถึงทุกวันนี้ได้นี้ แสดงว่าฝีมือของช่างในสมัยนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

"พระปรางค์ใหญ่เล็ก และพระมณฑป " ตกแต่งด้วย เครื่องกระเบื้องเคลือบ มีลวดลายที่ทำสำเร็จแล้ว จากประเทศจีน เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงติดต่อค้าขายกับจีน ส่วนที่เลาะจากถ้วยชาม ในเมืองไทย ถ้วยชามที่ยังคงรูปเดิมบ้าง และเปลือกหอยสีต่าง ๆ นำมาเลือก และเรียงติดเข้าเป็นลวดลาย รูปต่าง ๆ

วัดประจำรัชกาลที่ ๒ คือ วัดอรุณราชวราราวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง ... พระประธานในพระอุโบส...ถ มีนามว่า “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชทานนามให้

พระประธานในพระอุโบสถ องค์นี้ มีเรื่องเล่าขานกันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์ ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง ๓ ศอกคืบหรือ ๑.๗๕ เมตร ศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ ประดิษฐาน เหนือแท่นไพทีบนฐานชุกชี พระพุทธรูปองค์นี้เดิมยังไม่มีพระนาม เบื้องพระพักตร์มี รูปหล่อพระอัครสาวก ๒ องค์ หันหน้าเข้าหาองค์พระประธาน ระหว่างกลางรูปหล่อ พระอัครสาวก ๒ องค์นั้น มี พัดยศพระประธาน (พัดแฉกใหญ่) ตั้งอยู่เช่นเดียวกับ “พระพุทธเทวปฏิมากร” วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงอัญเชิญ พระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ มาประดิษฐานบรรจุไว้ที่ ‘ผ้าทิพย์’ ซึ่งประดับด้วย ลายพระราชลัญจกร เป็นรูปครุฑจับนาคตรง ใบพัดยศพระประธาน ในบริเวณ พระพุทธอาสน์ ของพระประธานในพระอุโบสถแล้ว ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงสันนิษฐานเกี่ยวกับ พัดยศพระประธาน ดังกล่าวนี้ไว้ว่า

“นึกได้ว่าในเรื่องพุทธประวัติ มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่ง ดูเหมือน จะเป็นพระเจ้าปเสนทิ ได้ทำพัดงาถวายพระพุทธองค์ สำหรับทรงถือในเวลาประทาน พระธรรมเทศนา
เรื่องนั้น พวกสร้างพระพุทธรูปได้เอาเป็นคติ ทำพระพุทธรูปปางหนึ่ง ทรงถือพัด มีมาแต่โบราณ ยกตัวอย่างดังเช่น พระชัยนวรัฐ ที่เจ้าเชียงใหม่ ถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เป็นต้น

แลยังมีอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน อีกหลายองค์ แต่ชั้นเก่าทำพัดเป็นรูปกลม หรือรูปไข่
เช่น รูปพัดงาสาน พระชัยของหลวง สร้างประจำรัชกาล ก็คงมาแต่พระปางนั้น เป็นแต่แก้รูปพัด เป็นพัดแฉก คงเป็นแบบพระชัยหลวง มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงสร้างพระชัยประจำรัชกาลที่ ๑ เป็นปางทรงถือพัดแฉก

ยังมีคติเนื่องกับพระพุทธรูปปาง ถือพัดต่อไปอีกอย่างหนึ่ง ที่พระเจ้าแผ่นดินถวายพัดแฉกเป็นพุทธบูชา ตั้งไว้บานฐานชุกชีข้างหน้า พระประธานในพระอารามหลวง เคยเห็นที่วัดอรุณ วัดราชบุรณะ และทำเป็นพัดแฉกขนาดใหญ่ถวายพระพุทธเทวปฏิมากรวัดพระเชตุพน ยังปรากฏอยู่จนบัดนี้






Cr.Fb. Siriwanna Jill




Create Date : 10 มกราคม 2557
Last Update : 12 มกราคม 2557 9:36:24 น.
Counter : 1122 Pageviews.

0 comment
### วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ###

"วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม" วัดประจำรัชกาลที่ ๑ ประติมากรรมรูปฤาษีดัดตน ในปี พ.ศ. ๒๓๓๑ เมื่อทรงปฏิสังขรณ์ วัดพระเชตุพนวิมล มังคลารามราช วรมหาวิหารหรือวัดโพธิ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รวบรวม การแพทย์แผนโบราณและศิลปะวิทยาการ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาไว้ ทรงพระราชดำริ นำเอาท่าดัดตนอันเป็นการพักผ่อน อิริยาบถแก้เมื่อย ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และประยุกต์ กับคติของไทย ที่ยกย่องฤาษีเป็นครู ผู้ประสิทธิ์ประสาท วิทยาการต่าง ๆ เป็นรูปฤาษีดัดตน แสดงท่าไว้ ที่วัด เพื่อให้ราษฎรทั่วไป ได้ศึกษาเล่าเรียน และรักษาโรคได้อย่างกว้างขวาง สมัยแรกสร้างนั้น ปั้นด้วยดิน

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๗๙ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งวัด และโปรดเกล้าฯให้ กรมหมื่นณรงค์หริรักษ์ พระราชโอรส
ในรัชกาล ที่ ๑ พระนามเดิม พระองค์เจ้าดวงจักร เป็นแม่กอง กำกับช่าง หล่อรูปฤาษีแสดงท่าดัดตน ด้วยสังกะสีผสมดีบุก เรียกว่า ชิน จำนวน ๘๐ ท่า เสร็จแล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์ เสนาอำมาตย์ และนักปราชญ์ราชบัณฑิต ร่วมกันแต่งโคลงประกอบ รูปฤาษีดัดตน โดยพระองค์เอง ก็ทรงพระราชนิพนธ์ด้วย และจารึกโคลงเหล่านั้น ลงบนแผ่นศาลาติดไว้ตามผนังศาลาราย รอบวัด

นอกจากนี้ยังมีโคลงจำนวน ๖ บท ที่เป็นพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๓ อีกด้วย ดังปรากฏหลักฐาน ในบานแผนก ซึ่งกล่าวถึงการสร้างจารึก รวมถึงการวาดภาพ และคัดลอก โคลงลงในสมุดไทย ซึ่งเสร็จสิ้นลงใน พ.ศ. ๒๓๘๑ ความว่า "จึ่งสมเด็จนฤบาล ธ ก็พรรหารเสาวพจน์ ให้ลิขิตบทโคลงทรง ลงจารึกเศลา ตราติดผนังกำกับ สำหรับรูปหล่อหลาย แล้วให้นายจิตกรรม์ สฤษฎิรังสรรค์เสาวเลข รจเรขชฏิล ดัดกายินถ้วนองค์ ลงในสมุดดุจหล่อ ส่อท่าตราแผนไว้ ธ ก็ให้เลขกามาตย์ จำลองศาสตรเส้นรง แสดงโคลงทรงสืบสร้าง เป็นตำหรับฉบับอ้าง คู่หล้าแหล่งเฉลิม"

ปัจจุบัน จารึกโคลงภาพฤาษีดัดต นซึ่งติดอยู่ที่ผนังศาลาราย ได้สูญหายไปเป็นจำนวนมาก รวมถึงประติมากรรมฤาษีดัดตน ก็ถูกเคลื่อนย้ายออกจาก ที่ตั้งซึ่งเดิมอยู่คู่กับจารึก และบางส่วนยังถูกโจรกรรมอีกด้วย

ยังมีหลักฐานการจารึก ในโคลงบานพับแผนก บนแผ่นศิลา รายรอบผนังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) กล่าวถึงความเป็นมาของฤาษีดัดตน ว่า

ลุศักราชพ้น พันมี เศษเฮย
ร้อยกับเก้าสิบแปดปี วอกตั้ง
นักษัตรอัฐศกรวี วารกดิก มาศแฮ
สุกรปักษ์ห้าค่ำครั้ง เมื่อไท้บรรหาร

ให้พระประยุรราชผู้ เป็นกรม หมื่นแฮ
ณรงค์หริรักษ์รัตน์ ช่างใช้
สังกสีดิบุกผสม หล่อรูป
นักสิทธิ์แปดสิบให้ เทิดถ้าดัดตน

เสร็จเขียนเคลือบภาพพื้น ผิวกาย
ตั้งทุกศาลาราย รอบล้อม
อาวาสเชตวันถวาย นามทั่ว องค์เอย
จารึกแผ่นผาพร้อม โรคแก้หลายกล

และปรากฏข้อความ ในโคลงบทต่อมา ที่แสดงให้ถึงพระราชประสงค์ ของพระองค์ไว้อย่างชัดเจนว่า เพื่อให้เป็นตำราวิชาการ ที่จัดไว้ในที่สาธารณะ เปิดโอกาสให้ทุกเพศทุกวัย เข้าถึงและศึกษาจดจำนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งต่อตนเองและครอบครัวได้ตามความประสงค์ อย่างกว้างขวางทั่วถึงทุกเวลา

เป็นประโยชน์นรชาติสิ้น สบสถาน
เฉกเช่นโอสถทาน ท่านให้
พูนเพิ่มพุทธสมภาร สมโพธิ์ พระนา
ประกาศพระเกียรติยศไว้ ตราบฟ้าดินศูนย์

ท่าฤาษีดัดตน ตามแบบดั้งเดิมมีประมาณ ๑๒๗ ท่า แต่ในปัจจุบันนี้ มีหลายสถาบันที่นำองค์ความรู้นี้ มาพัฒนาเป็นท่าออกกำลังกาย เช่น สถาบันการแพทย์แผนไทย โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพนฯ

ที่เรียกว่า "ฤาษีดัดตน" คือ การพักผ่อนอิริยาบถ แก้เมื่อย แก้ขบ ระบบตามร่างกายของเหล่าฤาษี ชีไพร ผู้ได้บำเพ็ญพรต เจริญภาวนามานานวันละหลายชั่วโมง

ท่าฤาษีดัดตนตามแบบดั้งเดิม มีประมาณ ๑๒๗ ท่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ระบุว่ามี ๘๐ ท่า แต่ในปัจจุบันนี้ คงเหลือเพียง ๒๔ ท่า ๒๕ ตน
Cr Fb. Siriwanna  Jill



Create Date : 07 มกราคม 2557
Last Update : 8 มกราคม 2557 10:38:34 น.
Counter : 1460 Pageviews.

0 comment
### เรื่องของยักษ์วัดแจ้งกับยักษ์วัดโพธิ์ ###
ไหว้พระ ชมวัดประจำรัชกาล กษัตริย์ในแผ่นดินไทย แต่ละพระองค์ต่างก็ทรงมีความเลื่อมใส และให้การสนับสนุน พระพุทธศาสนามา อย่างต่อเนื่อง
มีการสร้างวัดต่างๆ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลาง และศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธ ขึ้นมากมาย

"วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร" มีมหัศจรรย์ "ตำนานยักษ์วัดโพธิ์”
ในส่วนของยักษ์ประจำวัดโพธิ์ หลายคนคงเคย ได้ยิน ตำนานกำเนิดท่าเตียน
ว่าบริเวณท่าเตียน อันเป็นพื้นที่โล่งเตียนนั้น เป็นผลจากการต่อสู้ของ “ยักษ์วัดแจ้ง” กับ “ยักษ์วัดโพธิ์” โดยมี “ยักษ์วัดพระแก้ว” เป็นผู้ห้ามทัพ มาแล้ว

ตำนานกำเนิดท่าเตียนมีว่า ยักษ์วัดโพธิ์ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลวัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทำหน้าที่ดูแลวัดแจ้ง หรือวัดอรุณฯ ฝั่งตรงข้ามนั้น 
 ทั้ง ๒ ตนเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งทางฝ่ายยักษ์วัดโพธิ์ไม่มีเงิน จึงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ไปขอยืมเงิน จากยักษ์วัดแจ้ง
พร้อมทั้งนัดวัน ที่จะนำเงินไปส่งคืน เมื่อถึงกำหนดส่งเงินคืน ยักษ์วัดโพธิ์กลับไม่ยอมจ่าย เบี้ยวเอาเสียดื้อๆ 
ยักษ์วัดแจ้งเมื่อรอแล้ว รอเล่าจนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา มาทวงเงินคืน แต่ยักษ์วัดโพธิ์ไม่ยอมให้

ในที่สุดยักษ์ทั้ง ๒ ตนจึงเกิดการทะเลาะ ถึงขั้นต่อสู้กัน แต่เพราะรูปร่างที่ใหญ่โตมหึมา และมีกำลังมหาศาลของยักษ์ทั้ง ๒ ตน
เมื่อต่อสู้กัน จึงทำให้ต้นไม้ในบริเวณนั้น ถูกยักษ์ทั้งสองเหยียบย่ำ จนล้มตายลงหมด หลังจากที่เลิกต่อสู้กันแล้ว
บริเวณที่ ทั้งสองประลองกำลังกันนั้น จึงราบเรียบกลายเป็นสถานที่ ที่โล่งเตียนไปหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย

ครั้นเมื่อพระอิศวร ได้ทราบเรื่องราวการต่อสู้กัน ทำให้บรรดามนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย ในบริเวณนั้นเดือดร้อน จึงได้ลงโทษโดยการสาป ให้ยักษ์ทั้ง ๒ กลายเป็นหิน 
แล้วให้ยักษ์วัดโพธิ์ ทำหน้าที่ยืนเฝ้าหน้าพระอุโบสถ และให้ยักษ์วัดแจ้ง ทำหน้าที่ยืนเฝ้าพระวิหารวัดแจ้ง เรื่อยมา 
 ส่วนฤทธิ์จากการสู้รบของยักษ์ ทั้งคู่ที่ทำชุมชนละแวกนี้ ราบเรียบเป็นหน้ากลอง ทำให้ชาวบ้านพากันเรียกว่า “ท่าเตียน” เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ยักษ์วัดโพธิ์ เป็นประติมากรรม อยู่ที่ซุ้มประตูทางเข้า พระมณฑป หรือหอไตรจัตุรมุข ของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) 
 มีลักษณะเป็นรูปยักษ์ ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ การสร้างรูป "ยักษ์" รักษาประตู วัดพระเชตุพนนั้นมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑
ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ ยักษ์ปูนปั้น ที่เฝ้าประจำประตูทั้ง ๔ ประตูชำรุด จึงโปรดให้รื้อ แล้วนำลั่นถันหรือรูปตุ๊กตาศิลาจีนมาตั้งแทน. 
 และโปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปยักษ์ ขนาดเล็กสูงประมาณ ๑๗๕ เซนติเมตร จำนวน ๘ ตน ตั้งไว้ที่ซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป ทั้ง ๔ ด้าน ด้านละ ๑ คู่
เพื่อให้ทำหน้าที่ พิทักษ์รักษาหอพระไตรปิฎก ปัจจุบันรูปยักษ์วัดโพธิ์ ที่ซุ้มพระมณฑป ๒ คู่แรก เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ส่วน ๒ คู่หลังอยู่ที่ ประตูทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงใต้

ยักษ์วัดโพธิ์มี ๔ ตน รูปร่างเป็นยักษ์ไทย ตัวใหญ่เขี้ยวแหลมโง้ง แต่ตัวมีขนาดเล็กกว่า ยักษ์วัดแจ้ง ตนหนึ่งมีหน้าสีแดงชื่อ “พญาแสงอาทิตย์”
ตนที่สองมีหน้าสีเขียวชื่อ “พญาไมยราพณ์” อีกตนหนึ่งมีหน้าสีเทาชื่อ “พญาขร”ตนสุดท้ายมีหน้าสีเนื้อชื่อ “พญาสัทธาสูร”

เมื่อคาดคะเนจาก ตำนานการต่อสู้ ยักษ์ทั้งสาม น่าจะมีขนาดใกล้เคียงกัน บางคนเลยเข้าใจผิดคิดว่า “ลั่นถัน นายทวารบาล” 
 หรือตุ๊กตาสลักหิน รูปทหารนักรบจีนขนาดใหญ่ ที่ยืนถือศาสตราวุธ เฝ้าซุ้มประตูเข้า-ออกในเขตพุทธาวาส ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๓๒ ตัวนั้น คือ “ยักษ์วัดโพธิ์” 
 แต่โดยแท้จริงแล้ว “ยักษ์วัดโพธิ์” มีเพียง ๒ ตัวเท่านั้น คือ ยักษ์กายสีแดง และ ยักษ์กายสีเขียว ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับยักษ์ ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ 
 เช่นเดียวกับ “ยักษ์วัดพระแก้ว” หากแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก เล็ก จนสามารถตั้งเก็บไว้ ในตู้หน้าซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป (หอไตรจตุรมุข) ได้

คนโบราณเชื่อว่ายักษ์ที่เฝ้าซุ้มประตูมีอิทธิฤทธิ์ในการขับไล่ภูติ ผี ปีศาจ จึงมีหน้าที่ปกปักษ์รักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีค่าที่อยู่ด้านใน




























Create Date : 04 มกราคม 2557
Last Update : 10 มกราคม 2557 10:21:36 น.
Counter : 1124 Pageviews.

0 comment
### ประเทศที่ได้ Countdown ฉลองปีใหม่ประเทศแรกในโลกใบนี้ ###










นับถอยหลัง ประเทศไหนที่จะได้ Countdown

 เป็นประเทศแรก ของโลก คือ หมู่เกาะ Tokelau

 รวมถึงประเทศ Samoa

  หลังจากรัฐบาลท้องถิ่นของหมู่เกาะ

แปซิฟิกใต้ ทั้งสองแห่ง ประกาศให้

ยึดถือเกณฑ์ด้านเวลาใหม่

โดยเขยิบมาอยู่ทางฝั่งตะวันตก

ของเส้นแบ่งวันที่ระหว่างประเทศ

 หรือ International dateline ตั้งแต่ปี 2012 

 แทนการอยู่ทางตะวันออก ของเส้นฯ

 ที่ยึดถือมานานหลายสิบปี จากเดิม

ที่เคยเป็นประเทศสุดท้ายของโลก 


ประทศ Samoa รวมถึง"เกาะ Kiritimati "

เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

ตั้งอยู่ระหว่าง ประเทศออสเตรเลีย

 กับรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

เกาะนี้เป็นดินแดน ของสาธารณรัฐคิริบาส

 หรือ สาธารณรัฐ Kiribati

ชื่อประเทศที่เขียน ในภาษาอังกฤษคือ "Kiribati"

 ออกเสียงในภาษาพื้นเมือง kiɾibas

อยู่ทางตะวันออกที่สุดของโลก..

ฉลองปีใหม่ก่อนประเทศไทย 7 ชั่วโมง

จากเดิมที่เคยเป็นประเทศสุดท้ายของโลก

เดิม สถานที่ที่เวลาเร็วที่สุดในโลก

คือ เกาะ Kiritimati 

 หรือ เกาะคริสมาส ของประเทศ Kiribati...

เกาะนี้ที่เรียกกันว่า เกาะคริสมาสก็เพราะว่า

จะเป็นที่แรกของโลก ที่เข้าสู่ปีใหม่

  ส่วนสถานที่ที่เวลาช้าที่สุดในโลกคือ

เกาะ Honolulu ของ Hawaii .

"เกาะ Kiritimati " เป็นเกาะเล็กๆ

 ในมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งอยู่ระหว่าง

 ประเทศออสเตรเลีย กับรัฐฮาวาย

ออกเสียงในภาษาพื้นเมือง kiɾibas

หมู่เกาะ Tokelau รวมถึงประเทศ Samoa

เป็นประเทศแรก ที่ได้ฉลองปีใหม่ก่อนใคร

 รัฐอิสระซามัว - Independent State of Samoa

เป็นประเทศ ที่ประกอบด้วยหมู่เกาะ

ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ 

เกาะทั้งสอง อยู่ไม่ไกลจากกัน

มีเส้นแบ่งซีกโลก ตะวันตกและตะวันออก คั่นกลาง

 จากนั้น ก็เป็นคิวฉลอง ของคน "นิวซีแลนด์"

เพราะเร็วกว่าเมืองไทย 6 ชั่วโมง

ส่วน "ออสเตรเลีย " เร็วกว่าบ้านเรา 4 ชั่วโมง

หลังจากนั้น ก็เป็นช่วงเวลาของ ชาวเอเชียแปซิฟิก

ซึ่งมีเวลาก่อนประเทศไทย 2 ชั่วโมง

 คือ ญี่ปุ่น กับ เกาหลี

ถัดมาอีก 1 ชั่วโมง ก็ถึงคิว จีน

สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

ที่ทั้งหมด ใช้เวลาราชการเวลาเดียวกัน

จึงร้องเพลง "Happy new year " พร้อมกัน

ส่วนประเทศที่ ฉลองปีใหม่ ตอนเที่ยงคืนตรง

พร้อมกับประเทศไทย ก็มี อินโดนีเซีย

 เวียดนาม กัมพูชา และลาว

จากนั้น ก็เป็นคิวประเทศ ในเอเชียใต้

ประเทศแรกในย่านนี้ ที่ฉลองคือ บังกลาเทศ กับ ศรีลังกา 

ที่เริ่บนับปีใหม่ อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็เป็นคนอินเดีย

ส่วนปากีสถาน ได้ร่วมฉลอง พร้อมกับ

 อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน

และ คีร์กิสถาน ซึ่งช้ากว่าบ้านเรา 2 ชั่วโมง

อีกชั่วโมงต่อมา เป็นเวลาฉลอง ของชาวอาหรับ

 คือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จอร์เจีย อาร์เมเนีย

 อาเซอร์ไบจาน มอริเชียส และโอมาน 

ต่อจากนั้น ก็ถึงเวลาฉลอง ของอิหร่าน

 และครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ก็ถึงคิวของ

 รัสเซีย อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์

ที่ฉลองพร้อมกับหลายประเทศ

ในทวีปแอฟริกา 

อาทิ เคนยา ซูดาน เอธิโอเปีย แทนซาเนีย

แต่รัสเซียนี่ เป็นประเทศใหญ่

ดังนั้น เมื่อคนฝั่งตะวันออก

 บางคนเตรียมตัวเข้านอน

 ก็อาจจะมีชาวรัสเซีย ฝั่งตะวันตก

หลายคนเพิ่งตื่น มาฉลองปีใหม่

ส่วนอียิปต์ ตุรกี แอฟริกาใต้

และประเทศ ในยุโรปตะวันออก

หลายประเทศ เช่น กรีซ โรมาเนีย

 เบลารุส เอสโตเนีย และฟินแลนด์

เพราะช้ากว่า ประเทศไทย 5 ชั่วโมง

 พอเมืองไทย 6 โมงเช้า

เวลา Countdown ของคนยุโรปตะวันตก

คือฝรั่งเศส อิตาลี สเปน สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี

และอีก ชั่วโมง คนลอนดอนก็ได้เวลาฉลอง

จากนั้นอีก 2 ชั่วโมง ก็จะมีการฉลอง

ในอีกฟากของ มหาสมุทรแอตแลนติก

เริ่มที่บราซิลและอุรุกวัย ตามมาด้วยประเทศ

แถบละตินอเมริกาอื่นๆ

พอเที่ยงตรงบ้านเรา ก็เป็นการ Countdown

 ที่ดังบรรลือโลก

นั่นคือที่ ไทมส์ สแควร์ มหานครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ

แต่เนื่องจากสหรัฐฯ ใหญ่มาก

เวลา 2 ฝั่งประเทศต่างกัน ถึง 4 ช่วงเวลา

โดย 2 รัฐสุดท้าย ที่ได้ฉลองปีใหม่ ของประเทศนี้ คือ

รัฐอลาสกา และฮาวาย ซึ่งอยู่นอกแผ่นดินใหญ่ทั้งคู่ 






















Cr/fb . Siriwanna Jill




Create Date : 31 ธันวาคม 2556
Last Update : 1 มกราคม 2558 12:10:03 น.
Counter : 12596 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ