Group Blog
All Blog
### ใบชะมวง มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ###











ค้นพบครั้งแรกในโลก "ใบชะมวง" มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง

คณะเภสัชฯ มอ.ค้นพบสารชนิดใหม่ใน "ใบชะมวง"

 ออกฤทธิ์ต้านมะเร็ง นับเป็นการค้นพบครั้งแรกของโลก

พร้อมตั้งชื่อว่า "ชะมวงโอน" ระบุใช้เป็นสารต้นแบบ

ที่นำไปพัฒนาโครงสร้างสู่ยาต้านมะเร็งในอนาคต

รศ.ดร.ภก.ภาคภูมิ พาณิชยปการนันท์

ผอ.สถานวิจัยยาสมุนไพรและเทคโนโลยีชีวภาพ

ทางเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ (มอ.)

 เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับนายอภิรักษ์ สกุลปักษ์

นักศึกษาทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก

ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์

 ทำการศึกษาวิจัยคุณสมบัติมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง

และต้านแบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหาร

จาก "ใบชะมวง" ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

หลังจากใช้เวลาศึกษาค้นคว้านานกว่า 2 ปี ซึ่

งผลงานดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์

ในวารสารนานาชาติ Food Chemistry

ซึ่งเป็นวารสารที่ได้รับความน่าเชื่อถือ

และเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการอย่างกว้างขวาง

สำหรับการวิจัยดังกล่าวได้เก็บรวบรวม

ผักพื้นบ้านจำนวน 22 ชนิด มาทำการสกัด

และทดสอบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Helicobacier pylori

 ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารหรือไม่

โดยพบว่าชะมวงเป็นพืชที่ออกฤทธิ์ดีที่สุด

จึงนำมาแยกสารที่ต้องการจนสามารถได้สาร

ซึ่งมีฤทธิ์ในระดับดีมาก เป็นสารที่มีค่าความเข้มข้นต่ำ

ที่สามารถยับยั้งเชื้อได้ หรือ MIC

ประมาณ 7.8 ไมโครกรัมต่อมิลลิเมตร

ซึ่งถือว่าเป็นสารตัวใหม่ที่ยังไม่มีการค้นพบมาก่อน

 โดยตั้งชื่อว่า "ชะมวงโอน" (Chamuangone)

 เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการค้นพบในประเทศไทย

ทั้งนี้ ยังได้ศึกษาต่อถึงความเป็นไปได้

ในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อโปรโตซัวร์

ซึ่งเป็นโรคระบาดที่พบบ่อยในภาคใต้

โดยสารชะมวงโอนสามารถยับยั้งโปรโตซัวร์ได้ดี

จึงนำชะมวงโอนไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งปอด

และเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว

จนพบว่าสารชะมวงโอนมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งได้ดี

"ความสำเร็จจากงานวิจัยที่ได้โครงสร้างใหม่

ของสารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งจากชะมวงโอนครั้งนี้

สามารถนำไปใช้ดัดแปลงพัฒนา

ต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ดีขึ้น

และลดอาการข้างเคียงต่อเซลล์ปกติ

 แม้ว่าขั้นตอนการนำสารดังกล่าวไปใช้

รักษาโรคมะเม็งยังต้องมีกระบวนการ

วิจัยเพิ่มเติมอีกหลายขั้นตอน

 เพื่อการรักษาที่ได้ผลมากขึ้น

หรือลดอาการข้างเคียงจากการใช้ยา"

รศ.ดร.ภก.ภาคภูมิ กล่าว


Cr.ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ขอบคุณเจ้าของภาพ




Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 23 มกราคม 2558 19:40:50 น.
Counter : 1055 Pageviews.

0 comment
### เพลงชาติไทย ###



เพลงชาติไทย



เพลงสำคัญของชาติ "เพลงชาติไทย "

หรือ Thai National Anthem

คือบทเพลงที่มีจุดประสงค์ ที่กระตุ้นให้ผู้ขับร้อง

เกิดความรักชาติ ของตนเอง

เกิดความสามัคคี ของคนในชาติ

และมีความพากภูมิใจ ในชาติของตนเอง

 นับเป็นการนำเสียงเพลง มาใช้ให้เกิดประโยชน์

เพลงชาติสยามฉบับราชการ พ.ศ.๒๔๗๗

 ฉันท์ ขำวิไล ผู้ประพันธ์เพลงชาติสยามฉบับราชการ

บทที่ ๓ และบทที่ ๔ ปี รัฐบาลได้จัดประกวด

นื้อร้องเพลงชาติใหม่ ผลปรากฏว่า

เนื้อร้อง ของขุนวิจิตรมาตรา

 ยังคงได้รับการรับรองให้ใช้ อีกต่อไป

แต่มีการเพิ่มเนื้อร้อง ของนายฉันท์ ขำวิไล

เข้าต่อท้ายอีก ๒ บท แต่ละบทมีความยาว ๘ วรรค

ทำให้เนื้อร้องเพลงชาติยาวมาก

 เพราะเนื้อร้องของเดิม ของขุนวิจิตรมาตรา

มีความยาวถึง ๒ บท (๑๖ วรรค) อยู่แล้ว

 เมื่อรวมกับเนื้อร้อง ของนายฉันท์ด้วยแล้ว

เนื้อร้องเพลงชาติ ทั้งหมดจะมีความยาวถึง ๓๒ วรรค

หากจะร้องเพลงชาติ ให้ครบทั้งสี่บท

 จะต้องใช้เวลาร้องถึง ๓ นาที ๕๒ วินาที

 เฉลี่ยแต่ละท่อน รวมดนตรีนำด้วยทั้งเพลง

ตก ที่ท่อนละ ๓๕วินาที

ในสมัยนั้นคนไทยส่วนใหญ่ จึงนิยมร้องแต่เฉพาะ

บทร้อง ของขุนวิจิตรมาตรา

 และต่อมาภายหลัง จึงไม่มีการขับร้อง

คงเหลือแต่เพียงทำนองเพลงบรรเลงเท่านั้น

เพลงชาติสยามฉบับสังเขป พ.ศ. ๒๔๗๘

รัฐบาลของพระยา พหลพลพยุหเสนา

 ได้ออกระเบียบ การบรรเลงเพลง สรรเสริญพระบารมี

และเพลงชาติ มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์

 ระเบียบดังกล่าวนี้ ได้มีการกำหนดให้แบ่ง

 การบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี

และเพลงชาติออกเป็น ๒ แบบ คือ

 การบรรเลงแบบพิสดาร

บรรเลงตามความยาวปกติเต็มเพลง

 และการบรรเลงแบบสังเขป ในกรณีของเพลงชาตินั้น

ได้กำหนดให้บรรเลงเพลงชาติ ฉบับสังเขป

ในการพิธีที่เกี่ยวข้องกับประชาชน สโมสรสันนิบาต

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพิธีปกติ

ส่วนการบรรเลงแบบเต็มเพลงนั้น ให้ใช้ในงานพิธีใหญ่เท่านั้น

ท่อนของเพลงชาติ ที่ตัดมาใช้บรรเลง แบบสังเขปนั้น

คือท่อนขึ้นต้น (Introduction) ของเพลงชาติ

เทียบกับเนื้อร้องเพลงชาติ ฉบับปัจจุบันก็คือ

 ตั้งแต่ท่อน สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี จนจบเพลง

 ความยาวประมาณ ๑๐ วินาที ไม่มีการขับร้องใดๆ ประกอบ

เพลงชาติไทย พ.ศ. ๒๔๘๒ - ปัจจุบัน

 "ประเทศสยาม" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ประเทศไทย"

รัฐบาลจึงได้จัดประกวด เนื้อร้องเพลงชาติไทยใหม่

 เพื่อให้สอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศ

 โดยกำหนดเงื่อนไข ยังคงใช้ทำนอง

ของ พระเจนดุริยางค์ อยู่เช่นเดิม

 แต่กำหนดให้มีเนื้อร้อง ความยาวเพียง ๘ วรรคเท่านั้น

 และปรากฏคำว่า "ไทย" ซึ่งเป็นชื่อประเทศ

 อยู่ในเพลงด้วย ผลการประกวดปรากฏว่า

เนื้อร้องของ พันเอกหลวงสารานุประพันธ์

ซึ่งส่งประกวด ในนามกองทัพบก ได้รับรางวัลชนะเลิศ

รัฐบาลไทยจึงได้ประกาศ รับรองให้ใช้

เป็น เนื้อร้องเพลงชาติไทย โดยแก้ไขคำร้อง

จากต้นฉบับที่ส่งประกวด เล็กน้อย

เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๒

และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เนื้อร้องของ หลวงสารานุประพันธ์

ซึ่งส่งประกวด ในนามกองทัพบกไทย

 ก่อนแก้ไขเป็นฉบับทางการมีดังนี้

ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

 เป็นประชาธิปไตย ของไทยทุกส่วน 

อยู่ยืนยงดำรง ไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี 

ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่ 

สละเลือดทุกหยาด เป็นชาติพลี

เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโย

การประกวดเพลงชาติครั้งนี้ ได้ปรากฏหลักฐานว่า

 มีกวีและผู้มีชื่อเสียง ในทางการประพันธ์เพลง หลายท่าน

 เช่น เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี แก้ว อัจฉริยะกุล

ชิต บุรทัต เป็นต้น ซึ่งรวมถึงผู้ประพันธ์

 เนื้อเพลงชาติสองฉบับแรก

ขุนวิจิตรมาตรา และฉันท์ ขำวิไล

 ได้ส่งเนื้อร้องของตนเอง เข้าประกวดด้วย

แต่ปรากฏว่าไม่ผ่าน การตัดสินครั้งนั้น

เฉพาะเนื้อร้อง ที่ขุนวิจิตรมาตราแต่งใหม่นั้น

 ปรากฏว่ามีการใช้คำว่า "ไทย" ถึง ๑๒ ครั้ง

//youtu.be/dnU9xDW9qr4




Cr.Fb. Siriwanna Jill




Create Date : 31 มกราคม 2557
Last Update : 4 มีนาคม 2559 11:00:20 น.
Counter : 803 Pageviews.

1 comment
### ไหว้ตรุษจีนอย่างถูกต้อง , วันตรุษจีน ปี ๒๕๕๗ ###










ไหว้ 'ตรุษจีน' อย่างถูกต้อง

'เคล็ด-ของ' การทำพิธีไหว้เจ้า !!

 การเลือกอาหารไหว้เจ้า ชาวจีนมักจะพิถีพิถัน

 ในการเลือกสรรอาหารที่ดี และมีความหมายมงคล

 ทั้งอาหารคาวและหวาน หรือแม้กระทั่งผลไม้ก็ตาม

ซึ่งอาหารที่ใช้ไหว้เจ้านั้น มักจะประกอบด้วย

- ไก่ ที่หมายถึง ความสง่างาม ยศ และความขยันขันแข็ง

 ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ต้องเป็นไก่เต็มตัว

หมายถึง มีหัว ตัว ขา ปีก มีความหมายถึง ความสมบูรณ์

- เป็ด หมายถึง สิ่งบริสุทธิ์ ความสะอาด ความสามารถ อันหลากหลาย

- ปลา หมายถึง เหลือกินเหลือใช้ อุดมสมบูรณ์

- หมู หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้

- ปลาหมึก หมายถึง เหลือกิน เหลือใช้ (เหมือนปลา)

- บะหมี่ยาว หรือหมี่ซั่ว หรือ ฉางโซ่วเมี่ยน ตามชื่อหมายถึง อายุยืนยาว

- เม็ดบัว หมายถึง การมีบุตรชายจำนวนมาก

- ถั่วตัด หมายถึง แท่งเงิน

- สาหร่ายทะเลสีดำ หมายถึง ความมั่งคั่งร่ำรวย

- หน่อไม้ หมายถึง การอวยพรให้ร่ำรวยผาสุก

- กล้วย หมายถึง กวักโชคลาภเข้ามา และขอให้มีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง

- แอปเปิล หมายถึง ความสันติสุข สันติภาพ

- สาลี่ หมายถึง โชคลาภมาถึง

(ควรระวังไม่นิยมไหว้บรรพบุรุษและวิญญาณไร้ญาติ)

- ส้มสีทอง หมายถึง ความสวัสดีมหามงคล

- องุ่น หมายถึง ความเพิ่มพูน

มีข้อควรระวังอย่างหนึ่ง นั่นคือ

 คนจีบชอบทานเต้าหู้ขาว ก็จริง แต่จะไม่นำมาไหว้ตรุษจีน

 เนื่องจากสีขาวสำหรับชาวจีน เป็นสีแห่งความโศรกเศร้า

จึงไม่นำมาไหว้ในเทศกาลเฉลิมฉลอง

ขนมหวานที่ชาวจีนนิยมนำมาไหว้ ได้แก่

- ขนมเข่ง คือ ความหวานชื่น ราบรื่นในชีวิต

ขนมเข่งที่ใส่ในชะลอม หมายถึง ความหวานชื่นอันสมบูรณ์

- ขนมเทียน คือ เป็นขนมที่ปรับปรุงขึ้น จากชาวจีนโพ้นแผ่นดิน

ดัดแปลงมาจากขนมท้องถิ่นของไทย จากขนมใส่ไส้

เปลี่ยนจากแป้งข้าวเจ้าผสมกะทิ มาเป็นแป้งข้าวเหนียวแทน

 มีความหมายหวานชื่น ราบรื่น

 รูปลักษณ์เป็นกรวยแหลม มีลักษณะเป็นมงคลเหมือนเจดีย์

- ขนมไข่ คือ ความเจริญเติบโต

- ขนมถ้วยฟู คือ ความเพิ่มพูนรุ่งเรือง เฟื่องฟู

- ขนมสาลี่ คือ รุ่งเรือง เฟื่องฟู

- ซาลาเปา หรือ หมั่นโถว คือ ไหว้เพื่อให้เปาไช้ แปลว่าห่อโชค

- จันอับ (จั๋งอั๊บ) หมายถึง ปิ่นโต หมายถึง

ความหวานที่เพิ่มพูน มีความสุขตลอดไป

ไม่เพียงแค่อาหารไหว้เท่านั้น การไหว้ตรุษจีน

จะต้องมีอุปกรณ์ในการไหว้ดังต่อไปนี้ด้วย

- เทียนแดงก้านเป็นไม้ 1 คู่

- ข้าวสารใส่แก้ว

- กิมฮวย(ก้านหางนกยูงที่ใช้ปักในกระถางธูป)

- หงิ่งเตี๋ย

- ตั่วกิม

- กิมเต้าหงิ่งเต้า, เสื้อเทพเจ้า, เทียงเถ่าจี้, เทียบเชิญ

- สาคูแดงต้มสุก 3-5 ถ้วย

- ของไหว้เจ เห็ดหอม ดอกไม้จีน

- น้ำตาลกรวด

- ผลไม้ 3-5 อย่าง

เมื่อเตรียมของไหว้ ทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็มาถึงพิธีไหว้

 ในวันไหว้ ซึ่งในปี 2557 นี้ วันไหว้ตรุษจีน

จะตรงกับวันนี้ คือ 30 ม.ค พิธีการไหว้ตรุษจีนนั้น

 จะมีการไหว้ 3-4 ชุด เริ่มจาก ไหว้เจ้าที่ ในช่วงเช้า

ด้วย ชุดซาแซ คือ หมู เป็ด ไก่ ที่อาจเปลี่ยนเป็นไข่ย้อมสีแดงได้

และขนมเช่น ขนมเทียน ขนมถ้วยฟู หรือขนมอื่นๆ

เลือกใช้สองถึงสามชนิด ผลไม้ไหว้มีส้ม สีทอง

 องุ่น แอปเปิ้ล พร้อมกับกระดาษเงิน และกระดาษทอง

จากนั้นในช่วงสาย ต่อด้วยการไหว้บรรพบุรุษ

 ซึ่งเครื่องไหว้จะประกอบด้วย ชุดซาแซ

อาหารคาวหวาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกอาหาร

 ตามที่บรรพบุรุษชอบ อย่างมากจะมีประมาน 10 อย่าง

โดยที่นิยมให้มี น้ำแกง เพื่ออวยพร ให้ชีวิตราบรื่น

 ส่วนกับข้าวและขนมหวานต่างๆ ก็จะเลือกที่มีความหมายมงคล

หลังจากการไหว้บรรพบุรษ ก็จะไหว้ผีไม่มีญาติ ในช่วงเที่ยงหรือบ่าย

และเมื่อเป็นช่วงกลางดึก ของคืนวันสิ้นปี ก่อนจะย่างเข้าตรุษจีน

ซึ่งตรงกับวันที่ 31 ม.ค. นั่นเอง จะมีการไหว้ "ไฉ่ซิงเอี๊ย"

หรือ "เทพเจ้าแห่งโชคลาภ" โดยให้หันโต๊ะไหว้

ไปทางทิศตะวันตก ชาวจีนจะเตรียมจัดของไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ

อย่างพิถีพิถัน เพราะในช่วงเวลาที่ กำลังจะเข้าวันตรุษจีน

 โลกกำลังหมุนไปทางทิศนี้ แล้วเมื่อย่างเข้าวันปีใหม่จีน

 หรือวันตรุษจีน ก็ยังนิยมไปไหว้ ขอพร

และอวยพรจากญาติผู้ใหญ่ โดยจะนำส้มสีทองจำนวน 4 ใบ

 ไปมอบให้ด้วย เสมือนนำโชคดีไปให้

 เพราะเสียงไปพ้อง กับคำว่า ทอง ในภาษาจีนแต้จิ๋ว

โดยวิธีการไหว้วันตรุษจีน เมื่อได้เวลาที่กำหนด

ให้จุดธูปสามดอก เพื่อสักการะเทพเจ้า เมื่อไหว้ได้สักพัก

ให้รอให้เทียนหมด สักครึ่งเล่ม แล้วจึงนำหงิ่งเตี๋ย

 และตั่วกิม และอุปกรณ์กระดาษ ไปเผา

เมื่อธูปหมดดอก จึงลาของได้

อีกหนึ่งอย่าง ที่ชาวจีนมีความเชื่อ เป็นอย่างมาก นั่นคือ

 ทิศและฤกษ์ยาม ที่ชาวจีนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

 โดยจะต้องคำนึงว่า ท่านที่ ไหว้วันชิวอิก

เวลาไหว้ คือ ตีห้าครึ่งถึงหกโมงครึ่ง

โดยมีข้อยกเว้นดังนี้

- หลังบ้านท่านต้องไม่เป็นทิศตะวันตก (270 องศา)

หรือทิศเหนือ (0 องศา)

- ท่านที่เกิดปีวอกไม่ควรไหว้ฤกษ์นี้

โดยหันโต๊ะไปทางทิศใต้ตรง 180 องศา

หากมีปัญหามาจากข้อหนึ่ง หรือไม่แน่ใจ

ให้ใช้เวลาเก้าโมงครึ่ง ถึงสิบโมงครึ่ง

แต่ควรหันโต๊ะ ไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือทิศ 120 องศา








ตรุษจีนปี 2557 หรือ ตรุษจีน 2014 ตรงกับวันศุกร์ที่ 31 มกราคม

วันตรุษจีน วันนี้ มี บทความวันตรุษจีน 2557 มาฝาก

 ทั้ง ประวัติวันตรุษจีน วันไหว้ตรุษจีน 2557 วันเที่ยวตรุษจีน

 และวันจ่าย 2557 ตรงกับวันที่เท่าไหร่ มาดูกัน

ตรุษจีน เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุด ของจีน

 เพราะชาวจีนถือว่า วันตรุษจีน คือวันขึ้นปีใหม่ ตามปฏิทินจีน

 เช่นเดียวกับสงกรานต์ วันปีใหม่ไทย

ดังนั้นชาวจีนจึงให้ความสำคัญ กับเทศกาลนี้เป็นอย่างยิ่ง

และมีการเฉลิมฉลอง ทั่วโลก

โดยเฉพาะชุมชนขนาดใหญ่ ของคนเชื้อสายจีน

ซึ่งในแต่ละพื้นที่ ก็จะมีพิธีเฉลิมฉลอง แตกต่างกันไป

สำหรับปี 2557 นี้ วันตรุษจีนตรงกับวันที่ 31 มกราคม

ที่มาของวันตรุษจีน นั้น เชื่อกันว่า

ประเพณีนี้ มีมานานกว่าสี่พันปีแล้ว

จัดขึ้นเพื่อฉลองเทศกาล ฤดูใบไม้ผลิ

เดิมที่ไม่ได้เรียกว่า เทศกาลตรุษจีน

แต่มีชื่อเรียกต่างกันตามยุคสมัย

 นั่นคือเมื่อ 2100 ปีก่อนคริสตศักราช จะเรียกว่า "ซุ่ย"

 ซึ่งมีความหมายถึงการโคจรครบ หนึ่งรอบของดาวจูปิเตอร์

จนกระทั่งต่อมาในยุค 1000 กว่าปีก่อนคริสตศักราช

 เทศกาลตรุษจีนจะถูกเรียกว่า "เหนียน"

หมายถึงการเก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์นั่นเอง

นอกจากนี้ วันตรุษจีน ยังมีชื่อเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า "วันชุงเจ๋"

ซึ่งหมายถึง เทศกาลดูใบไม้ผลิ หรือขึ้นปีเพาะปลูกใหม่

 เพราะช่วงก่อนตรุษจีนนั้น ตรงกับฤดูหนาว

ไม่สามารถ ทำการเกษตรได้ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ ฤดูใบไม้ผลิ

ที่มีอากาศเหมาะสมแก่การเพาะปลูก

ชาวจีนจึงสามารถทำนา ทำสวน ได้อีกครั้ง

หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวมานั่นเอง

ส่วนการกำหนดวันตรุษจีนนั้น ตามประเพณี

เทศกาล ตรุษจีนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 เดือน 12

 ตามปฏิทินจันทรคติ ของจีน ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้าย

 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน

 และถือว่าคืนวันที่ 30 เดือน 12 เป็นวันส่งท้ายปีเก่า

ส่วนวันที่ 1 เดือน 1 คือวันชิวอิก หมายถึงวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ

การเตรียมงาน เพื่อการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนนั้น

 จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ หนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน คล้ายกับวัน คริสต์มาส

 โดยผู้คนจะเริ่มซื้อข้าวของต่างๆ เพื่อประดับตกแต่งบ้านเรือน

 และเตรียมทำความสะอาด ครั้งใหญ่ ตั้งแต่ชั้นบนลงชั้นล่าง

 เนื่องจาก มีความเชื่อว่าจะเป็นการปัดกวาด สิ่งที่ไม่ดีออกไป

ภายในบ้าน ทั้งประตู หน้าต่าง จะประดับประดาไปด้วยสีแดง

และกระดาษสีแดง ที่มีคำอวยพรให้อายุยืน ร่ำรวย อยู่ดีมีสุข ฯลฯ

จากนั้นครอบครัวจะร่วม รับประทานอาหาร

ที่ล้วนแต่มีความหมายมงคลทั้งสิ้น

เช่น กุ้ง จะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข

 เป๋าฮื้อแห้งหมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี

สลัดปลาสด จะนำมาซึ่งความโชคดี

จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาหร่าย จะนำความร่ำรวยมาให้

และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร

หลังจากทานอาหารค่ำแล้ว ทุกคนในครอบครัว

จะนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่ โดยการเล่นเกม เล่นไพ่

 หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับ วันตรุษจีน

และในวันนี้ จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ

เพื่อเป็นสิริมงคล ที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง

สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของ วันตรุษจีน คือ "อั่งเปา "

ซึ่งมีความหมายว่า "กระเป๋าแดง"

หรือจะใช้คำว่า "แต๊ะเอีย" ซึ่งมีความหมายว่า "ผูกเอว"

 จากที่คนสมัยก่อน ชอบร้อยเงิน เป็นพวงผูกไว้ที่เอว

 โดยการให้อั่งเปานี้ คู่แต่งงานจะให้เงิน

เด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง

หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว จะออกมาจากบ้าน

เพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ ในหมู่ญาติ และด้วยเพื่อนบ้าน

ซึ่งคงคล้ายกับ การที่ชาวตะวันตกพูดว่า

"Let bygones be bygones"

วันตรุษจีน 2557 นี้ ตรงกับวันศุกร์ ที่ 31 มกรา 57 นั่นเอง

ซึ่งวันตรุษจีนไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ

แต่ตามบริษัทห้างร้าน ของคนจีนอาจจะอนุญาต

ให้ลูกจ้างได้หยุดพักผ่อน อยู่กับบ้าน

ถือเป็นวันหยุดพักผ่อนพิเศษ สำหรับคนจีน

วันจ่ายตรุษจีน 2557 ตามธรรมเนียมของคนจีนแล้ว

 วันจ่าย หรือ ตื่อเส็ก จะเป็นวันที่ชาวไทย เชื้อสายจีน

จะต้องไป หาซื้ออาหาร ผลไม้ เครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ

มาเตรียมพร้อมไว้ ก่อนที่ร้านค้าต่าง ๆ จะหยุดยาว

ในช่วงวันตรุษจีน ซึ่งจะตรงกับวัน ก่อนวันสิ้นปี

ดยในปี 2557 นี้ วันจ่ายตรุษจีนคือวันพุธ ที่ 29 มกราคม

วันไหว้ของเทศกาลตรุษจีน ก็คือ "วันสิ้นปี"

ซึ่งจะเป็นวันที่มี การไหว้เทพเจ้าต่าง ๆ ด้วยอาหาร ผลไม้

เครื่องเซ่นไหว้ ฯลฯ ตามธรรมเนียมปฏิบัติ

 โดยในปี 2557 นี้ วันไหว้ตรุษจีน คือ วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม

วันเที่ยวสำหรับชาวจีนก็คือ "วันปีใหม่" หรือ "วันตรุษจีน"

ซึ่งวันเที่ยวตรุษจีน 2557 คือ วันศุกร์ที่ 31 มกราคม นั่นเอง

 และเป็น "วันถือ" ด้วย โดยในวันนี้

ชาวจีนจะแต่งกาย ด้วยเสื้อผ้าที่สวยงาม

พากันออกไปท่องเที่ยว และไปไหว้ ขอพรญาติผู้ใหญ่

หรือผู้ที่เคารพรัก ชาวจีนจะถือว่าวันนี้

เป็นวันแห่งสิริมงคล และงดทำบาปทั้งปวง













新正如意 新年发财

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

เป็นอักษรมงคลจีนที่เป็นวลียอดนิยมที่รู้จักกันดี

และคงไม่มี คำอวยพรตรุษจีนคำไหน ที่โด่งดัง

และพูดกันอย่างกว้างขวางมากเท่ากับ คำนี้อีกแล้ว

 เพราะเมื่อเทศกาลตรุษจีนเวียนมาถึง

บรรยากาศแห่งความสุข และสีสันวันขึ้นปีใหม่

จะทำให้ลูกหลานชาวจีน ในประเทศไทย

และชาวไทยเชื้อสายจีน ต่างพากันเฉลิมฉลอง

 เนื่องในเทศกาลตรุษจีนกันอย่างมีความสุข

อักษรมงคลในคำดังกล่าวนี้ เป็นการออกเสียง ด้วยสำเนียงแต้จิ๋ว

 ซึ่งเป็นสำเนียงที่ชาวแต้จิ๋ว ซึ่งมีอยู่มากที่สุดในประเทศไทย

ใช้ในการพูดอวยพรซึ่งกันและกัน

ขณะเดียวกัน คำคำเดียวกันนี้ หากออกเสียงเป็นสำเนียงจีนกลาง

จะอ่านว่า “ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียงฟาไฉ”

แต่ไม่ว่าจะออกเสียงด้วยสำเนียงใด ก็ตาม

เป็นที่น่าแปลกใจว่า มีคนจำนวนไม่น้อย

ที่แม้ทราบว่า เป็นถ้อยคำมงคล

แต่กลับไม่ทราบว่ามีความหมายอะไร

วลีมงคลคำว่า新正如意 新年发财 หรือ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

เป็นอักษรมงคลแบบสี่ตัว ที่ชาวจีนนิยมพูดอวยพร ต่อกันและกัน

ในวันขึ้นปีใหม่จีน อธิบายความหมายได้ดังนี้

新正 (ซินเจีย) หมายถึง เดือนใหม่

เพราะคำว่า “เจีย”(正) มาจากคำเต็มว่า “เจียง้วย”(正月)

หรือ “เจิ้งเอวี่ย” ซึ่งก็คือ เดือนแรก เดือนอ้าย

ส่วนคำว่า “ซิง”หรือ “ซิน”(新) หมายถึง ใหม่

ดังนั้น “ซินเจีย” ก็คือ เดือนที่หนึ่ง ในปฏิทินจันทรคตินั่นเอง

如意 (ยู่อี่ ในภาษาจีนกลางออกเสียงว่า หรูอี้)

หมายถึง สมหวัง, สมปรารถนา

新年 (ซินนี้ ในภาษาจีนกลางออกเสียงว่า ซินเหนียน)

หมายถึง ปีใหม่ คำว่า “ซิน”(ซิง) แปลว่าใหม่

ส่วนคำว่า “นี้”(年) หมายถึง ปี ดังนั้น “ซินนี้” ก็คือ ปีใหม่

 ตามการนับตามปฏิทินจันทรคติจีน

发财 (ฮวดไช้ ในภาษาจีนกลางออกเสียงว่า ฟาไฉ

 หมายถึง มั่งคั่งร่ำรวย โชคดีร่ำรวย

ดังนั้น 新正如意 (ซินเจียยู่อี่) หมายถึง เดือนใหม่นี้ขอให้สมปรารถนา

新年发财(ซินนี้ฮวดไช้) หมายถึง ปีใหม่นี้ขอให้โชคดีมั่งคั่งร่ำรวย

หมายความว่า “ปีใหม่นี้ คิดหวังสิ่งใด ขอให้สมหวังสมปรารถนา

 มีแต่ความสุขมั่งคั่ง โชคดีร่ำรวยตลอดปี”














ขอบคุณที่มาจาก fb. Siriwanna Jill




Create Date : 30 มกราคม 2557
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2558 12:05:03 น.
Counter : 1632 Pageviews.

0 comment
### วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร (วัดราชโอรส) ###

ชมวัด กราบพระ วัดประจำรัชกาล ... ประเทศไทยนับถือ ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ มาช้านาน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง ของชุมชน ในการประกอบพิธีการ ทางศาสนา รวมถึงเป็นที่ จำวัดของพระภิกษุ สามเณร การสร้างวัด ถือเป็นศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะ การสร้างวัดของ พระมหากษัตริย์เพื่อแสดงว่า ทรงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งธรรม สำหรับพระมหากษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรีไทย ได้มีการสร้างวัดประจำพระองค์ขึ้น ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา

วัดประจำรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว บางคนอาจคิดว่าเป็น 'วัดราชนัดดาราม' เนื่องจากมี พระบรมราชานุสาวรีย์ ของพระองค์ อยู่ตรงบริเวณลานพลับพลา มหาเจษฎาบดินทร์ แต่จริงๆ แล้ววัดประจำรัชกาลที่ ๓ คือ "วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร" หรือ "วัดราชโอรสาราม" หรือ "วัดราชโอรส"

วัดราชโอรสาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร เป็นวัดราษฎร์ที่สร้างในสมัย กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมเรียกว่า 'วัดจอมทอง' บ้าง 'วัดเจ้าทอง' บ้าง หรือ 'วัดกองทอง' บ้าง

มูลเหตุที่ พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนา "วัดราชโอรสาราม" นั้น สืบเนื่องจาก บริเวณนี้เป็นนิวาสสถาน ของพระประยูรญาติ ข้างฝ่ายพระบรมราชชนนีของพระองค์ คือ กรมสมเด็จพระศรีสุลาลัย เจ้าจอมมารดาเรียม พระสนมเอกในรัชกาลที่ ๒ อีกทั้ง ในเดือน ๑๑ ปีมะโรง พ.ศ.๒๓๖๓ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ มีข่าวเข้ามายังพระนครว่า พม่าตระเตรียมกำลังพล จะยกทัพเข้ามายัง ประเทศสยามอีก หลังจากเสร็จศึกเก้าทัพแล้ว

พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นแม่ทัพคุมพลหมื่นหนึ่ง เสด็จไปตั้งขัดตาทัพพม่า ทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์ ณ ตำบลปากแพรก เมืองกาญจนบุรี

พระองค์ได้เสด็จยาตราทัพ ออกจากกรุงเทพฯ โดยทางเรือผ่าน คลองบางกอกใหญ่เข้าคลองด่าน เมื่อเสด็จถึง 'วัดจอมทอง' ซึ่งเป็นวัดโบราณ ก็เสด็จหยุดประทับแรม ที่หน้าวัด ในการนี้ พระองค์ได้ทรง ตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้เสด็จไปราชการทัพ คราวนี้ประสบความสำเร็จ เสด็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ หากมีชัยชนะกับศึก ครั้งนี้เมื่อไร จะกลับมาบูรณะวัด ให้เจริญรุ่งเรือง

เมื่อได้ยาตราทัพไปตั้งอยู่ ณ เมืองกาญจนบุรี จะย่างเข้าสู่ปีมะเส็งในปี พ.ศ.๒๓๖๔ แล้ว ปรากฏว่าสุดท้าย ไม่มีวี่แววว่าข้าศึกพม่า จะยกทัพเข้ามาตามที่เล่าลือกัน
พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เลิกกองทัพ เสด็จกลับพระนคร เมื่อราวเดือน ๖-๗ ในปีมะเส็งนั้น

ครั้นเสด็จกลับถึงพระนครแล้ว ก็ทรงเริ่มปฏิสังขรณ์ วัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งวัด เหมือนสร้างใหม่ ได้เสด็จฯมาประทับคุมงาน และตรวจตราการก่อสร้าง ด้วยพระองค์เองตลอดมา เสร็จแล้วได้ทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง

พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า 'วัดราชโอรส' หมายถึงว่าเป็นวัด ที่พระราชโอรสทรงสถาปนา เพื่อเป็นเกียรติ แก่พระราชโอรสซึ่งเป็นผู้บูรณะ

Cr.Fb. Siriwanna Jill

 ·




Create Date : 23 มกราคม 2557
Last Update : 23 มกราคม 2557 11:14:25 น.
Counter : 673 Pageviews.

0 comment
### 18 มกราคม วันกองทัพไทย ###












18 มกราคม - วันกองทัพไทย วันยุทธหัตถี วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นวีรกษัตริย์นักรบที่มีพระปรีชาสามารถยิ่ง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่กอบกู้เอกราชให้ชาติไทย โดยเฉพาะวีรกรรมที่ทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งพม่านั้น . . . เป็นที่เลื่องลือมาจนถึงปัจจุบัน

วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชา เรียกกันว่า “วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” และทางกองทัพไทยได้กำหนดให้เป็น “วันกองทัพไทย” ด้วย ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๕ มกราคม ของทุกปี ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๘ คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้วันที่ ๒๕ เมษายนของทุกปี เป็น “วันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” และเป็นวันรัฐพิธี แทนวันจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ อันเป็นการนับทางจันทรคติ โดยให้มีการวางพวงมาลาและสักการะ แต่ไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ และได้กำหนดใหม่ ให้วันที่ ๑๘ มกราคม ของทุกปีเป็น “วันยุทธหัตถี” และเป็นวันรัฐพิธีแทนวันที่ ๒๕ มกราคมของทุกปี โดยให้มีการวางพานพุ่มสักการะ แต่ไม่ถือเป็นวันหยุดราชการเช่นกัน การที่มีการเปลี่ยนแปลงวันทั้งสองดังกล่าว ก็ด้วยว่าเป็นการนับวันทางสุริยคติ ซึ่งคนปัจจุบันคุ้นชิน จำได้ง่าย และมีความเหมาะสมมากกว่า อีกทั้ง นายประเสริฐ ณ นคร ราชบัณฑิต ก็ได้คำนวณแล้วพบว่าการนับวันทางจันทรคติของวันกระทำยุทธหัตถีเดิมที่ตรงกับวันจันทร์ เดือน ๒ แรม ๒ ค่ำ จุลศักราช ๙๕๔ ที่กำหนดเป็นวันที่ ๒๕ มกราคมนั้น คลาดเคลื่อน จึงได้มีการเปลี่ยนใหม่ให้ตรงกับความเป็นจริง คือ เป็นวันที่ ๑๘ มกราคมดังกล่าว ดังนั้น ในปัจจุบัน วันที่ ๑๘ มกราคม จึงถือเป็น “วันยุทธหัตถี” หรือ “วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

สำหรับความเป็นมาของการทำยุทธหัตถีที่สำคัญที่สุดของไทยก็คือ ในสมัยที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชา จากข้อความในหนังสือพงศาวดารตอนที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ของชาติไทยกล่าวไว้ดังนี้

สงครามยุทธหัตถีในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๓๕ เมื่อพระเจ้านันทบุเรงได้ให้พระมหาอุปราชายกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา หวังจะเอาชนะให้ได้โดยเด็ดขาด สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทราบข่าวจึงยกทัพหลวงไปตั้งรับที่หนองสาหร่าย ซึ่งในการต่อสู้กันครั้งนั้น ระหว่างที่การรบกำลังติดพัน ช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระเอกาทศรถก็พากันไล่ล่าศัตรูอย่างเมามัน จนพาทั้งสองพระองค์ตกไปอยู่ในวงล้อมของข้าศึกโดยไม่รู้ตัว มีเพียงจตุลังคบาท(ผู้รักษาเท้าทั้งสี่ของช้างทรง) และทหารรักษาพระองค์เท่านั้นที่ติดตามไปทัน แม้จะอยู่ในสภาวะเสียเปรียบ แต่พระองค์ก็มีพระสติมั่น ไม่หวั่นไหว ทรงมีพระปฏิภาณว่องไวเกิดขึ้นโดยพระอุปนิสัยว่า พระองค์จะรอดได้มีเพียงทางเดียวคือ เชิญพระมหาอุปราชาเสด็จมาทำยุทธหัตถี ซึ่งพระองค์ก็สามารถกระทำยุทธหัตถีจนได้ชัยชนะอย่างสมพระเกียรติ และนับแต่นั้นมาก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายกมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกเลย มีแต่ฝ่ายไทยยกไปปราบปรามข้าศึก และทำสงครามขยายอาณาเขตให้กว้างขวางขึ้นกว่าแต่ก่อน

สำหรับช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่มีชัยแก่ข้าศึกในสงครามยุทธหัตถี แต่เดิมมีชื่อว่า “พลายภูเขาทอง” เมื่อขึ้นระวางได้เป็น “เจ้าพระยาไชยานุภาพ” และเมื่อมีชัยก็ได้รับพระราชทานชื่อว่า “เจ้าพระยาปราบหงสา” ส่วนพระแสงของ้าวที่ทรงฟันพระมหาอุปราชา มีชื่อว่า “เจ้าพระยาแสนพลพ่าย” และพระมาลาที่ถูกฟันขาดลงไป ตอนทรงเบี่ยงหลบ มีชื่อว่า “พระมาลาเบี่ยง”

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเชี่ยวชาญการรบยิ่ง ทรงฉลาดในการวางแผนยุทธวิธีและอุบายกระบวนศึกที่ไม่เหมือนผู้ใดในสมัยเดียวกัน ทรงเป็นผู้ริเริ่มการรบแบบกองโจร คือ ใช้คนน้อยแต่สามารถต่อสู้กับคนจำนวนมากได้ พระองค์มีความสามารถในการใช้อาวุธที่ทำการรบแทบทุกชนิดอย่างเชี่ยวชาญ ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน อาวุธที่พระองค์ได้แสดงความสามารถให้ประจักษ์มาแล้ว ได้แก่

๑.ปืน เช่น เหตุการณ์ที่แม่น้ำสะโตง ที่ทรงยิงพระแสงปืนกระบอกหนึ่งยาว ๙ คืบถูกสุรกรรมา ผู้บังคับกองฯของพม่าตายอยู่กับช้าง แสดงว่าทรงปืนแม่นมาก
๒.ดาบ เป็นอาวุธที่พระองค์ทรงชำนาญในการรบประชิด เช่น เมื่อครั้งปีนค่ายพม่า จนมี “พระแสงดาบคาบค่าย”
๓.ทวน ในกรณีสังหารลักไวทำมู ทหารพม่าที่จะมาจับพระองค์
๔.ง้าว เช่นในคราวสงครามยุทธหัตถี ที่ทรงใช้พระแสงของ้าวฟันถูกพระอังสะ(ไหล่)พระมหาอุปราชาจนขาดสะพายแล่งสิ้นพระชนม์บนคอช้าง

จากเหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีความสามารถในการใช้อาวุธทั้งสี่ประเภทได้อย่างดีเยี่ยม ฝีมือการรบของพระองค์นั้นเรียกได้ว่าเก่งกาจจนเป็นที่ครั่นคร้ามแก่ข้าศึกศัตรู ดังปรากฏในพงศาวดารพม่าพอสรุปได้ว่า วันหนึ่งพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ทรงตัดพ้อว่า ไม่มีใครที่จะอาสามาสู้รบกับกรุงศรีอยุธยาเลย ทั้งๆ ที่พระนเรศวรมีรี้พลแค่หยิบมือเดียว แต่ก็ไม่มีใครกล้าไปรบพุ่ง พระยาลอ ขุนนางคนหนึ่ง จึงทูลว่า กรุงศรีอยุธยานั้น สำคัญที่พระนเรศวรองค์เดียว เพราะกำลังหนุ่ม รบพุ่งเข้มแข็งทั้งบังคับบัญชาผู้คนก็สิทธิ์ขาด รี้พลทั้งนายไพร่กลัวพระนเรศวรยิ่งกว่ากลัวความตาย เจ้าให้รบพุ่งอย่างไรก็ไม่คิดแก่ชีวิตด้วยกันทั้งนั้น คนน้อยจึงเหมือนคนมาก ข้อความดังกล่าว เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพระบารมีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้อย่างชัดเจน

ตลอดระยะเวลาที่เสด็จขึ้นครองราชย์ ๑๕ ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๑๓๓ จนเสด็จสวรรคตเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๑๔๘ ทรงอุทิศเวลาเกือบตลอดรัชสมัยให้กับการศึกสงครามเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความยิ่งใหญ่ให้กรุงศรีอยุธยาตลอดมา กล่าวกันว่าทรงนำทหารเข้ารบและทำศึกสงคราม มากกว่า ๑๕ ครั้ง แต่การรบที่สำคัญและเด่นๆ มี ๓ ครั้ง คือ เมื่อพ.ศ. ๒๑๒๖ ที่ไปตีเมืองคัง ได้แสดงออกถึงพระปรีชาสามารถในการดำเนินกลศึก จนสามารถจับเจ้าเมืองคังถวายพระเจ้าหงสาวดีได้ ครั้น ปี พ.ศ. ๒๑๒๙ คราวพม่ายกล้อมกรุง ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีเสด็จมาเอง โดยมีกำลังพลถึง ๒๕๐,๐๐๐ คน และเป็นทัพกษัตริย์ถึง ๓ ทัพคือ ทัพพระเจ้าหงสาวดี ทัพพระมหาอุปราชา และทัพพระเจ้าตองอู ครานั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ใช้ยุทธศาสตร์การเดินทหารด้วยทางเส้นในจนได้รับชัยชนะ โดยพม่าไม่มีโอกาสเข้ามาประชิดกำแพงเมืองเลย และอีกครั้งคือ คราวสงครามยุทธหัตถีตามที่กล่าวมาแล้ว และแม้แต่วาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ก็ยังทรงอยู่ในระหว่างการรบ คือทรงยกทัพไปตีเมืองอังวะ แต่เกิดประชวรเป็นหัวระลอก(ฝี) ขึ้นที่พระพักตร์และเป็นพิษจนสวรรคตไปเสียก่อน เมื่อพ.ศ. ๒๑๔๘ รวมสิริพระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา

การทำยุทธหัตถีในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถือเป็นกลยุทธที่นับว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ เป็นยอดแห่งชัยมงคล และเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ชาติไทย นอกจากนี้ ยังเป็นวีรกรรมครั้งสำคัญที่ทำให้พระเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นที่เลื่องลือไปไกล เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ชาตินักรบอย่างแท้จริง เป็นผู้นำที่กล้าหาญและมีฝีมือการรบที่เก่งกาจจึงทำให้ทรงรบชนะมาโดยตลอด และยังเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าไม่มีข้าศึกใดกล้ายกทัพมารุกรานไทยนานถึง ๑๕๐ ปี

ดังนั้น ในฐานะที่เราเป็นประชาชนคนไทยที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย จึงควรตระหนักและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ด้วยการตั้งมั่นกระทำความดีแก่สังคม และประเทศชาติ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ และที่สำคัญที่สุด คือ ความสามัคคี เมื่อคนไทยทุกคนมีความสามัคคี สังคมไทยของเราก็จะอยู่กันอย่างสงบสุข ปราศจากความแตกแยกทั้งปวง เพื่อตอบแทนพระคุณของพระองค์ท่านที่ได้ทรงเสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องรักษาแผ่นดินไทยของเราได้อยู่จนมาถึงปัจจุบันนี้

ข้าพระพุทธเจ้า น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม








Cr.Fb. ราชบัลลังค์และจักรีวงค์




Create Date : 18 มกราคม 2557
Last Update : 18 มกราคม 2557 13:17:59 น.
Counter : 1640 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ