Group Blog
All Blog
### ภัยจากการใช้น้ำมันทอดซ้ำ ###




การใช้น้ำมันทอดซ้ำก่อให้เกิดมะเร็ง









จากการสำรวจพบว่าคนไทยนิยมบริโภคอาหารทอดๆมาเป็นอันดับต้นๆ

แต่น้ำมันที่ใช้ทอดนั้นเป็นน้ำมันทอดซ้ำที่เสื่อมสภาพ พบสารก่อมะเร็ง

มีคำถามว่า “ประชาชนจะทำอย่างไรกับการใช้น้ำมันทอดซ้ำ” ที่มีพิษภัยต่อสุขภาพ

คำถามเช่นนี้ ไม่ตกยุค ถามเมื่อไรก็ได้เรื่องสนทนาวิสาสะกันเมื่อนั้น

เนื่องจากความเร่งรีบของการดำเนินชีวิตประจำวัน จะมีกี่บ้านที่มีผู้ตื่นมาหุงหาอาหารเช้า

 และเตรียมอาหารกลางวัน และอาหารเย็นให้มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ปลอดสารที่ก่อโรค

ส่วนใหญ่จะพึ่งพาอาหารที่หาซื้อตามข้างทาง หรือตามร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย

ซึ่งเราไม่มีทางมั่นใจว่าผู้ขายใช้วัตถุดิบอะไรมาปรุงให้เรา

จากการสำรวจการบริโภคของคนไทย พบว่า

เรานิยมรับประทานอาหารทอดมาเป็นอันดับต้นๆ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือไก่ทอด ลูกชิ้นทอด

ทอดมัน ปาท่องโก๋ กล้วยแขก มันทอด เผือกทอด ข้าวเม่าทอด

แต่ละอย่างอร่อย รับประทานได้ทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

มีรายงานการสำรวจว่าคนไทยบริโภคน้ำมันพืชกว่า 8 แสนตัน

ซึ่งยังต้องมีอีกจำนวนหนึ่งที่ใช้น้ำมันหมู น้ำมันไก่

มีการนำเสนอเรื่องการจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ

ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ.2555 มาแล้ว

โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานว่าการกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ

 ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง และไขมันในหลอดเลือดสูง

แม้แต่โรคมะเร็งก็พบว่าอาหารเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคได้ถึงร้อยละ 35

มีการสังเกตการณ์ว่า ร้านขายของทอดไม่ว่าที่ใดจะใช้น้ำมันทอดซ้ำๆ

จะเปลี่ยนน้ำมันใหม่ก็ต่อเมื่อน้ำมันเก่าแลดูสกปรก มีสีคล้ำ หนืด เหม็นไหม้ เป็นฟอง

หรือก่อให้เกิดควันดำ เท่านั้น มีรายงานว่าในสภาวะที่ไม่ขาดแคลนน้ำมัน

ยังมีการใช้น้ำมันทอดซ้ำร้อยละ 34 แต่ถ้าน้ำมันทอดขาดแคลน

จะใช้น้ำมันเสื่อมสภาพร้อยละ 60

ในน้ำมันทอดซ้ำมีสารอันตราย 2 ชนิด คือ สารโพลาร์ (Palar compound)

ทำให้เกิด ความดันโลหิตสูง และสารโพลีไซคลิก อะโรมาติค ไฮโดรคาร์บอน PAHs

ซึ่ง เป็นสารก่อมะเร็ง สารพิษทั้ง 2 ตัว ทำให้เซลล์มีอัตราตายเพิ่มขึ้น

และเซลล์มีความผิดปกติด้วยในเวลาเดียวกัน

สำหรับสาร PAHs พบในไอระเหยขณะทอดอาหาร และยังมีผลต่อผู้ทอดอาหารเอง

ที่ต้องสูดดมควันเข้าไป เป็นเหตุให้เกิดมะเร็งปอดได้

เมื่อรู้เช่นนี้ เราจะต้องเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศว่า

ต้องกำหนดปริมาณสารโพลาร์ในน้ำมันทอดไม่เกินร้อยละ 25

และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาชุดตรวจสอบสารโพลาร์ให้เห็นชัด

 เรียกว่า “ซูเปอร์จิ๋ว” มีความแม่นยำ 99.2% รู้ผลใน 3 นาที ทำไม่ยาก

มีการทดลองให้นักเรียนและอาสาสมัครสาธารณสุขทำได้ ราคาทดสอบครั้งละ 20 บาท

อันดับต่อไป ต้องติดตามว่า น้ำมันทอดซ้ำที่เลิกใช้นำไปกำจัดอย่างไร

 หากผู้ประกอบการเททิ้งในท่อระบายน้ำ จะทำให้ท่อตัน มีกลิ่นเหม็น

แต่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่นำน้ำมันเหล่านี้ไปขายต่อ ผู้ซื้อนำไปทาเส้นก๋วยเตี๋ยว

ย้อนกลับมาให้ผู้บริโภคอีกต่อหนึ่ง

วิธีที่ถูกต้อง ต้องนำน้ำมันเหล่านี้ไปผลิตไบโอดีเซล จะช่วยตัดวงจรออกจากการปรุงอาหาร

และใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ มีการคำนวณว่าสามารถผลิตได้ 100 ล้านลิตรต่อปี

ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอีกประการหนึ่ง คือ ผู้ประกอบการเติมน้ำมันใหม่

ลงในกระทะที่มีน้ำมันทอดซ้ำอยู่ก่อน พบว่ามีอันตราย โดยมีการเร่งให้น้ำมันเก่า

เสื่อมสภาพเร็วขึ้นอีก วิธีการที่ถูกต้อง คือต้องทิ้งน้ำมันเก่า เปลี่ยนมาใช้น้ำมันใหม่แทน

ท่านควรทราบว่า กระทรวงสาธารณสุข มีประกาศฉบับที่ 283 พ.ศ.2547 มาแล้ว

กำหนดปริมาณสารโพลาร์ในน้ำมันที่ใช้ทอดหรือประกอบอาหารเพื่อจำหน่าย

ให้มีได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของน้ำหนักน้ำมัน ผู้ใดฝ่าฝืนถือเป็นการจำหน่ายอาหารผิดมาตรฐาน

ตามมาตรา 25 (3) ของพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

จะเห็นว่ากระทรวงสาธารณสุขได้เผยแพร่ความรู้ถึงพิษภัย

มีวิธีการตรวจที่ทำได้ไม่ยาก พร้อมกับมีบทลงโทษไว้ชัดเจน

สิ่งที่ขาดหายไป คือ การติดตาม เฝ้าระวัง ซึ่งประชาชนทั่วไปต้องร่วมมือ

ให้เกิดการตรวจสอบน้ำมันเหล่านี้ เพื่อรักษาสุขภาพของเราเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก พ.ญ.อารยา ทองผิว หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
#RamaChannel






Create Date : 02 มีนาคม 2557
Last Update : 3 มีนาคม 2557 10:01:49 น.
Counter : 777 Pageviews.

0 comment
### หญ้าหนวดแมว ก็เป็นยา ###






ประโยชน์ของหญ้าหนวดแมว











นิยมนำทั้งราก ต้น และใบ มาใช้ประโยชน์เป็นยาสมุนไพร

 โดยนำส่วนต่างๆไปล้างให้สะอาด

แล้วนำไปผึ่งในที่ร่มให้แห้ง นำมาชงกับน้ำเดือด ดื่มคล้ายน้ำชา

หรือนำมาต้มกับน้ำรับประทานก่อนอาหาร

มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคกระษัย

รักษาโรคปวดตามสันหลัง ไขข้ออักเสบ

รักษาโรคนิ่ว รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ

ลดความดันโลหิต รักษาโรคเบาหวาน

งานศึกษาที่เกี่ยวข้อง

- โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

นายแพทย์ วีรสิงห์ เมืองมั่น และคณะ

ได้ทำการศึกษากับผู้ป่วยโดยใช้ยาชงจากหญ้าหนวดแมว

ชงกับน้ำเดือด ให้กับผู้ป่วย

รับประทานแทนน้ำ ผลที่ได้พบว่า ผู้ป่วยปัสสาวะคล่อง

และใส่ขึ้น อาการปวดนิ่วลดลงได้

นิ่วมีขนาดเล็กลงและสามารถหลุดออกมาเองได้

กองวิจัยทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

รายงานเรื่องพิษเฉียบพลันว่าไม่มีพิษ

- รศ.นพ.อมร เปรมกมล ได้ทำการศึกษาผลของหญ้าหนวดแมว

ในการลดขนาดนิ่วไต พบว่า

หญ้าหนวดแมว สามารถลดขนาดนิ่วได้

และผู้ป่วยนิ่วที่มีอาการเรื้อรัง

ได้แก่อาการแน่นท้อง ปวดเอว ปวดข้อ เมื่อยเพลีย

ปวดศีรษะ แสบร้อนสีข้าง ปวดขา

หลังให้การรักษาด้วยหญ้าหนวดแมว พบว่า

อาการดังกล่าวลดลง เกือบจะหมด

และยังทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น สามารถทำงานได้มากขึ้นอีกด้วย

- ในประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย

ใช้ใบของหญ้าหนวดแมว สำหรับชงดื่ม

เพื่อรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะ โรคเบาหวาน

โรคความดันโลหิตสูง และโรคไต

- ในประเทศญี่ปุ่น ได้มีการวิจัยเกี่ยวกับการนำใบหญ้าหนวดแมว

มาชงเป็นชารับประทาน

ผลการวิจัยที่ได้ คือ ขับปัสสาวะ ขนาดนิ่วลดลง

และสามารถหลุดอกมาได้เอง

เช่นเดียวกับการศึกษาวิจัยในประเทศไทย

ข้อควรระวัง

1. ควรใช้ใบตากแห้ง เพราะใบสดจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และหัวใจสั่น

2. ไม่ควรใช้หญ้าหนวดแมวร่วมกับแอสไพริน

 เพราะสารจากหญ้าหนวดแมวจะทำให้

ยาจำพวกแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น

3. คนที่เป็นโรคหัวใจ ห้ามรับประทาน

เพราะมีสารโปตัสเซียมสูงมาก ซึ่งทำให้เกิดโทษ

ต่อร่างกายอย่างร้ายแรง ถ้าหากร่างกายขับออกมาไม่ได้

4. ไม่ควรใช้การต้ม ให้ใช้การชง และควรใช้ใบอ่อน

 เพราะใบแก่จะมีความเข้มข้นอาจทำให้มีฤทธิ์กดหัวใจ

อย่างไรก็ตามทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์

หรือเภสัชกรก่อนที่จะตัดสินใจ



 ขอบคุณข้อมูลจาก โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

เนื่องมาจากพระราชดำริฯ

#RamaChannel






Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 19 เมษายน 2557 11:16:38 น.
Counter : 986 Pageviews.

0 comment
### พระนามเต็มของพระมหากษัตริย์ไทยแห่งราชวงศ์จักรี ###

รัชกาลที่ ๑



พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก








 พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์

ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนารถนายก

ดิลกรัตนราชชาติ อาชาวศรัยสมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์

หริหรินทรปรมาธิเบศร โลกเชฎวิสุทธิ์ รัตนมงกุฎ ประกาศ คตามหาพุทธางกูรบรมบพิตร

พระพุทธเจ้าอยู่หัว

พระบรมนามาภิไธย คือ ทองด้วง

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ถวาย พระบรมนามาภิไธย

แก่สมเด็จพระบรม อัยกาธิราชจารึกลง ในพระสุพรรณบัฏว่า

"พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ นเรศวราชวิวัฒนวงศ์

ปฐมพงศาธิราชรามาธิบดินทร์ สยามพิชิตินทรวโรดม บรมนารถบพิตร พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก"


รัชกาลที่ ๒

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย









มีพระนามเต็มว่าพระบาทสมเด็จ พระบรมราชาธิราชรามาธิบดี

ศรีสินทรบรมมหา จักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์

องค์ปรมาธิเบศ ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์

สากลจักรวาฬาธิเบนทร สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรา ธาดาธิบดี ศรีวิบูลยคุณอกนิษฐ

ฤทธิราเมศวรมหันต บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์

ภูมิทรปรมาธิเบศ โลกเชษฐวิสุทธิ รัตนมกุฎประกาศ คตามหาพุทธางกูรบรมบพิตร

พระพุทธเจ้าอยู่หัว

พระปรมาภิไธยที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ ของรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒

เหมือนกันทุกตัวอักษร เนื่องจากในเวลานั้น ยังไม่มีธรรมเนียม

ที่จะต้องมีพระปรมาภิไธยแตกต่างกัน ในแต่ละพระองค์ จนในรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บัญญัติไว้ว่า ในแต่ละรัชกาลจะต้องมีพระปรมาภิไธยแตกต่างกัน

เว้นแต่สร้อยพระปรมาภิไธยเท่านั้น ที่อณุโลมให้ซ้ำกันได้บ้าง

ส่วนคำนำหน้าพระนาม รัชกาลที่ ๔ ก็ได้ทรงบัญญัติให้ใช้คำว่า

"พระบาทสมเด็จพระปรมินทร์ หรือปรเมนทร์" เป็นคำนำ

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลำดับรัชกาลว่าจะเป็นเลขคี่หรือเลขคู่

เดิมทีเดียวคนสมัยก่อนมักเรียกรัชกาลที่ ๑ ว่าแผ่นดินต้น และเรียกรัชกาลที่ ๒ ว่าแผ่นดินกลาง

เหตุเพราะพระนามในพระสุพรรณบัฎเหมือนกัน รัชกาลที่ ๓ จึงไม่โปรดให้ใช้

ตามอย่างรัชกาลที่ ๑ และ ๒ เพราะเหตุเช่นนั้น จะทำให้ประชาชนสมัยนั้น

เรียกว่าแผ่นดินปลาย ซึ่งดูไม่เป็นมงคล

พระบรมนามาภิไธย คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร






รัชกาลที่ 3

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว









รัชกาลที่ ๓ มีพระนามเต็มว่า

สมเด็จพระบรมราชาธิราช รามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหา จักรพรรดิราชาธิบดินทร์

ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร์ ตรีภูวเนตรวรนายก

ดิลกรัตนราชชาติอาชาวไสย สมุทัยดโรมน สากลจักรวาลาธิเบนทร์

สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาธิบดี ศรีสุวิบูลย คุณอถพิษฐ ฤทธิราเมศวร

ธรรมิกราชาธิราช เดโชชัย พรหมเทพาดิเทพ นฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร

โลกเชษฐวิสุทธิ มงกุฏประเทศคตา มหาพุทธางกูร บรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว

พระบรมนามาภิไธย คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรือพระองค์ชายทับ






รัชกาลที่ 4

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว







รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเต็มว่า

พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรมหามงกุฏสุทธิ สมมุติเทพยพงศวงศาดิศรกษัตริย์

วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธิเคราะหณี

จักรีบรมนาถ อดิศวราชรามวรังกูร สุจริตมูลสุสาธิตอุกฤษฐวิบูลย บุรพาดูลยกฤษฎาภินิหาร

สุภาธิการรังสฤษดิ ธัญญลักษณ วิจิตรโสภาคสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคคล

ประสิทธิสรรพสุภผลอุดม บรมสุขุมาลยมหาบุรุษยรัตน ศึกษาพิพัฒนสรรพโกศล

สุวิสุทธิวิมลศุภศีลสมาจารย์ เพ็ชรญาณประภาไพโรจน์ อเนกโกฎิสาธุ คุณวิบุลยสันดาน

ทิพยเทพวตาร ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์เอกอัครมหาบุรุษ

สุตพุทธมหากระวี ตรีปิฎกาทิโกศล วิมลปรีชามหาอุดมบัณฑิต สุนทรวิจิตรปฏิภาณ

บริบูรณ์คุณสาร สัสยามาทิโลกยดิลก มหาปริวารนายกอนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรพพิเศษ

สิรินธรมหาชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร

สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเศกาภิษิต สรรพทศทิศวิชิตวิไชย สกลมไหศวริน

มหาสยามินทร มเหศวรมหินทร มหาราชาวโรดม บรมนารถชาติอาชาวศรัย

พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อุกฤษฐศักดิอัครนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย

อโนปมัยบุญการสกลไพศาลมหารัษฎาธิเบนทร ปรเมนทรธรรมมิกมหาราชาธิราช

บรมนารถบรมบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบรมนามาภิไธย คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติวงศ์

พงอิศวรกระษัตริย์ ขัติยราชกุมาร






รัชกาลที่ 5

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว










รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเต็มว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราช รวิวงศ

วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ

อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุจริตมูลสุสาธิต

อรรคอุกฤษฏไพบูลย์ บุรพาดูลย์กฤษฎาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษดิ์

ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณต บาทบงกชยุคล

ประสิทธิสรรพศุภผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ

สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร

มูลมุขมาตยาภิรมย์ อุดมเดชาธิการ บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก

มหาปริวารนายกอนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ

ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณ

มหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์

มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์

อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาล

มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบรมนามาภิไธย คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์

บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชวรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร







รัชกาลที่ 6

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว










รัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเต็มว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช

พินิตประชานาถมหาสมมตวงศ์ อดิศัยพงศ์วิมลรัตน์วรขัตติราชนิกโรดม

จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธเคราะหณีจักรีบรมนาถ

จุฬาลงกรณราชวรางกูร บรมมกุฏนเรนทร์สูรสันตติวงศวิสิฐ สุสาธิตบุรพาธิการ

อดุลยกฤษฎาภินิหาร อดิเรกบุญฤทธิ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์

มหาชโนตมางคประณตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม

บรมสุขุมาลย์ทิพยเทพาวตาร ไพศาลเกียรติคุณ อดุลยวิเศษสรรพเทเวศรานุรักษ์

บุริมศักดิสมญาเทพวาราวดี ศรีมหาบุรุษสุทธสมบัติ เสนางคนิกรรัตนอัศวโกศล

ประพนธปรีชา มัทวสมาจาร บริบูรณคุณสารสยามาทินคร วรุตเมกราชดิลก

มหาปริวารนายกอนันต์มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษศิรินธร บรมชนกาดิศรสมมต

ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณ

มหาบรมราชาภิเษฏาภิสิต สรรพทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์

มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัยพุทธาธิไตรรัตนสรณารักษ์

อดุลยศักดิ์ อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณา สีตลหฤทัย อโนมัยบุญการสกลไพศาล

มหารัษฎาธิบดินทร์ ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบรมนามาภิไธย คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ

เอกอรรคมหาบุรุษย์บรมนราธิราช จุฬาลงกรณนาถราชวโรรส มหาสมมติขัตติยพิสุทธิ์

บรมมกุฎ สุริยสันตติวงศ์ อดิศัยพงศ์วโรภโตสุชาติคุณสังกาศวิมลรัตน ทฤฆชนมสวัสดิ

ขัตติยราชกุมาร สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร






รัชกาลที่ 7

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว









รัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเต็มว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก มหันตเดชนดิลกรามาธิบดี

เทพยปรียามหาราชรวิวงศ์ อสัมภินพงศพีระกษัตรบุรุษรัตนราชนิกโรดม

จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธเคราะหณี

จักรีบรมนาถจุฬาลงกรณราชวรางกูร มหมกุฏวงศวีรสูรชิษฐ ราชธรรมทศพิธ

อุต์กฤษฎานิบุณย์อดุลยฤษฎาภินิหาร บูรพาธิการสุสาธิต ธันยลักษณ์วิจิตรเสาวภาคยสรรพางค์

 มหาชโนตมางคมานท สนธิมตสมันตสมาคม บรมราชสมภาร

ทิพยเทพวตารไพศาลเกียรติคุณ อดุลยศักดิเดช สรรพเทเวศปริยานุรักษ์

มงคลลคนเนมาหวัยสุโขทัยธรรมราชา อภิเนาวศิลปศึกษาเดชาวุธ วิชัยยุทธศาสตร์โกศล

วิมลนรรยพินิต สุจริตสมาจาร ภัทรภิชญาณประดิภานสุนทร ประวรศาสโนปสุดมภก

มูลมุขมาตยวรนายกมหาเสนานี สราชนาวีพยูหโยธโพยมจร บรมเชษฏโสทรสมมต

เอกราชยยศสธิคมบรมราชสมบัติ นพปฏลเศวตฉัตราดิฉัตร ศรีรัตโนปลักษณ

มหาบรมราชาภิเษกาภิศิกต์ สรรพทศทิศวิชิตเดโชไชย สกลมไหศวรยมหาสยามินทร

มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาธิไตรรัตน

วิศิษฎศักดิ์อัครนเรศวราธิบดี เมตตากรุณาศีตลหฤทัย อโนปไมยบุณยการ

สกลไพศาลมหารัษฎราธิบดินทร์ ปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร

พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบรมนามาภิไธย คือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ

เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา






รัชกาลที่ 8


พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดิน








รัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดิน

เนื่องจากสมเด็จพระปรเมนทร มหาอานันทมหิดล ไม่ได้ทรงประกอบการ

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามโบราณราชประเพณี ดังนั้น เพื่อเป็นการเฉลิม

พระบรม ขัติยราชอิสสริยยศ รวมทั้ง ยังได้ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์บางองค์

เช่น นพปฎลเศวตฉัตร ซึ่งใช้ในการกางกั้น พระบรมศพและพระบรมอัฐิ

จึงได้มีการประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธย สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ขึ้นเป็น

 "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมล รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์

สยามินทราธิราช" โดยประกาศเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ในวโรกาสพระราชพิธีฉลอง

ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ถวายเพิ่มพระนาม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหา

อานันทมหิดล เป็นพระปรมาภิไธย อันวิเศษตามแบบแผน โบราณราชประเพณีว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมลรามาธิบดี

จุฬาลงกรณราชปรียวรนัดดา มหิตลานเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์

วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดม จักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฎนิบุณ

อดุลยกฤษฎาภินิหารรังสฤษฎ์ สุสาธิตบูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ

สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธัญอรรคลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมงคประณต

บาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ

นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร

มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตน

สรณารักษ์วิศิษฎศักตอัครนเรศรามาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร

สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร

พระบรมนามาภิไธย คือ หม่อมเจ้าอานันทมหิดล มหิดล พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล






รัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช








รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระนามเต็มว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี

จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

พระบรมนามาภิไธย คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช

ที่มาCr.Fb. Siriwannajill




Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 9 มีนาคม 2557 17:04:58 น.
Counter : 1471 Pageviews.

0 comment
### 6 อาหารลดพุง ###



6 ของกินใกล้ตัว แก้หิว ลดพุง








::

“ปัจจัยที่ทำให้ผู้คนยุคนี้พุงปลิ้น ก็คือ กินแป้ง นอนดึก นั่งนาน” นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า พร้อมแนะนำของกินกรุบกริบที่กินแล้วไม่อ้วน แถมหาง่าย ใกล้ตัว และราคาก็ไม่แพงเลย เรียกว่า อยู่ท้อง ไร้พุง สบายกระเป๋า

1) เม็ดแมงลัก “อาหารลดพุงแสนคลาสสิก แต่ประโยชน์ล้น เพราะมีพระเอกสำคัญคือ วิตามินเอที่สูงปรี๊ดกับ เส้นใยละลายน้ำ (Soluble fiber) ที่ดูเป็นวุ้นใส เมื่อแช่น้ำนั่นละครับ ช่วยพองในท้องให้อิ่มแต่ไม่อ้วน” หมอต้นให้เทคนิคกินง่ายคือ แช่น้ำให้พองเต็มที่ก่อน

อย่าใจร้อน แล้วค่อยปรุงรับประทาน

2) ถั่วลิสง ของกินช่วยลดหิวได้ ใช้แทนของว่างที่แสนอ้วนอย่างมันฝรั่งทอด “การรับประทานถั่วลิสงคั่วแบบไม่ปรุงรสจะให้ความรู้สึกอิ่มท้องจาก ใยอาหารถั่ว ที่มีอยู่อย่างอุดม แม้ถั่วจะมีพลังงานสูง แต่ด้วยใยอาหารของมันกับโปรตีนนี่เองครับที่ช่วยให้รู้สึกไม่หิวจนเกินไป”

3) แอปเปิ้ลเขียว เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วย เพคติน ช่วยให้อิ่ม หยิบทานง่าย และเก็บไว้ได้นาน “เก็บไว้ทานในตู้เย็นที่ออฟฟิศก็ได้ ใช้เป็นมาตรวัดความหิวแบบง่ายๆ คือ ถ้านึกหิวขึ้นมาให้ถามตัวเองว่าหิวขนาดกินแอปเปิ้ลได้สักลูกไหม ถ้าใช่ก็อย่ารีรอเลยครับ---

รีบหยิบมากัดกระแทกท้องทันที”

4) มะนาว “หามะนาวติดบ้านหรือออฟฟิศไว้ ไม่มีเวลาจริงๆ ก็บีบเข้าปากเลยก็ยังได้ น้ำมะนาวที่ขมนิดๆ จะช่วยให้รู้สึกหายหิวได้นานนับชั่วโมงหลังจากกิน เพราะสารพิเศษจากเปลือก” หมอต้นแนะต่อว่า “บางครั้งลองหาโอกาสกิน ‘เมี่ยงคำใส่ชิ้นมะนาว’ แทน ‘เลม่อนพาย’ ดูก็ดีนะครับ”

5) ทูน่า ติดทูน่ากระป๋องไว้ในทุกที่ จะใส่ในกระเป๋าถือหรือเป้ทำงานก็ได้ เก็บง่าย อยู่ได้ทนดี เพราะทูน่าช่วยให้อิ่มจากโปรตีนเน้นๆ “เปี่ยมไปด้วยคุณค่าจากไขมันต้านชรา

อย่าง โอเมก้า 3 ที่มีอยู่ในปลากระป๋องเช่นกัน”

6) ไข่ต้ม “อาหารลดอ้วนที่ได้ผลชะงัด” หมอต้นคอนเฟิร์ม “การรับประทานไข่มีส่วนช่วยลดไขมันได้จากงานวิจัยใหม่ๆ ส่วนไข่ขาวก็เป็นโปรตีนล้วน ที่ช่วยให้ไม่โทรมเวลาลดน้ำหนัก เพราะมันสร้างกล้ามเนื้อที่เผาผลาญไขมันโดยธรรมชาติ”

ขอบคุณ : นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)
ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ




Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2557 8:26:14 น.
Counter : 860 Pageviews.

0 comment
### ตำราจีนเพื่อตัวเองลองทำดู ###



ตำราเคล็ดลับสุขภาพจากศาสตร์จีน









1. หวีผมบ่อยๆ


หวีผมเบาๆ บ่อยหน่อยช่วยให้ตาสว่าง และรากผมแข็งแรง (ใช้หวีซี่ห่างหน่อย แปรง เบาหน่อย เพื่อกันผมหลุด ไม่แปรงตั้งแต่โคนผมจรดปลาย)

2. ถูใบหน้าบ่อยๆ


ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถู หน้าเบาๆ บ่อยหน่อยเพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดี ขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง

3. เคลื่อนไหวดวงตาบ่อยๆ


ให้มองไกล-มองใกล้ มองข้างนอก-ข้างใน มองบน-มองล่าง หลีกเลี่ยงการมอง หรือจ้อง อะไรนานๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานคอมพิวเตอร์ควรพักสายตาด้วยการมองไกลอย่างน้อยทุกชั่วโมง

4. กระตุ้นใบหูบ่อยๆ


การดึงหู ดีดหู บีบหู ถูใบหูเบาๆ บ่อยหน่อย ช่วยบำรุงตานเถียน(จุดฝังเข็ม) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เก็บพลังงานของร่างกาย (ใต้สะดือ) สัมพันธ์กับไต ซึ่งเปิดทวารที่หู

ทำให้แรงดี ป้องกันเสียงดังในหู หูตึง และอาการเวียนหัว

5. ขบฟันบ่อยๆ


ขบฟันเบาๆ บ่อยหน่อย(ไม่ใช่ขบแรงดังกรอดๆ) ช่วยให้ฟันแข็งแรง และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย

6. ใช้ลิ้นดุนเพดานปากบ่อยๆ


การใช้ปลายลิ้นกระตุ้นเพดานบนด้านหน้าเป็นการกระตุ้นจุดฝังเข็ม เพื่อเชื่อมพลัง ลมปราณตู๋และเยิ่น ซึ่งเป็นเส้นควบคุมแนวกลางลำตัวส่วนหลัง และส่วนหน้าร่างกาย

ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งสารน้ำ และน้ำลาย

7. กลืนน้ำลายบ่อยๆ


 การกลืนน้ำลายบ่อยๆ ช่วยกระตุ้นพลังบริเวณคอหอย และกระตุ้นการย่อยอาหาร

8. หมั่นขับของเสีย


หมั่นขับของเสีย โดยเฉพาะดื่มน้ำให้พอ กินอาหารที่มีเส้นใย ออกกำลัง เพื่อ ป้องกันท้องผูก เมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระให้ถ่ายทันที อย่ารอโดยไม่จำเป็น การทิ้งของเสียไว้ในร่างกายนานเกินทำให้เกิดสารพิษ และการดูดซึมสารพิษ (กลับเข้าสู่ร่างกาย) มากขึ้น ทำให้ป่วยง่าย

9. ถูหรือนวดท้องบ่อยๆ


ให้นวดท้องตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้การขับถ่ายของเสียดีขึ้น

10. ขมิบก้นบ่อยๆ


การขมิบก้นบ่อยๆ ช่วยป้องกันริดสีดวงทวาร และท้องผูก

11. เคลื่อนไหวทุกข้อ


การอยู่นิ่งๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย ควรเคลื่อน ไหวข้อต่างๆ ให้ครบทุกข้อทุกวัน ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อและข้อให้สมดุล เช่น การฝึกชี่กง ไท้เก้ก โยคะ ฯลฯ

12. ถูผิวหนังบ่อยๆ


ใช้ฝ่ามือถูตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย คล้ายกับการถูตัวเวลาอาบน้ำ

มีส่วนช่วยให้ เลือดและพลังไหลเวียนดี



ขอบคุณข้อมูลจาก อาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล

อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์แผนจีน


ที่มา fb. Rama Channel




Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2557 8:56:26 น.
Counter : 562 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ