Group Blog
All Blog
### 5 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ###




เป็นเบาหวานห้ามกินน้ำตาล....จริงหรือ









ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี โรคเบาหวาน ยังคงเป็นโรคยอดฮิตของคนไทย

ความน่ากลัวของ โรคเบาหวาน อยู่ที่โรคนี้อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอื่นๆ ได้อีกหลายสิบโรค

ในเรื่องความเชื่อและความจริงของโรค อยากชวนทุกท่าน

ไปค้นหาคำตอบที่ถูกต้องด้วยกัน เพราะไม่แน่ว่า ความเชื่อ (ผิด ๆ) ต่อไปนี้

อาจเป็นสิ่งที่หลายคนอ่านแล้วต้องบอกว่า “ไม่น่าเชื่อ” ก็เป็นได้…

ความเชื่อลำดับที่ 1 : แป้งและน้ำตาลเท่านั้นที่ก่อเบาหวาน

เนื่องจากโรคนี้มีชื่อว่า “เบาหวาน” ทำให้หลายคนเข้าใจว่า

ปัจจัยก่อโรคเกิดจากการกินแป้งหรือน้ำตาลเป็นหลัก

แต่นักวิจัยจากโรงเรียนสาธารณสุขฮาร์วาร์ด

(Harvard School of Public Health: HSPH) ประเทศสหรัฐอเมริกา

ได้ทำการศึกษาวิจัยพบว่า เนื้อสัตว์ใหญ่จำพวกเนื้อแดง (Red Meat)

ช่น เนื้อวัว เนื้อหมู รวมทั้งเนื้อที่ผ่านการปรุงแต่งเช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม และอื่นๆ

ก็เป็นตัวการก่อโรคเบาหวานเช่นกัน

จากการศึกษาพบว่า นอกจากแป้งและน้ำตาลแล้ว

ไขมันอิ่มตัวซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ใหญ่ กลับเป็นอีกตัวการหนึ่ง

ที่ก่อโรคเบาหวาน เพราะไขมันอิ่มตัวจะไปยับยั้งให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้น้อยลง

 ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ช้า และเมื่อน้ำตาลไม่ลด

ตับอ่อนจึงต้องผลิตอินซูลินออกมาเพิ่มเกินกว่าปกติ

เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักเกินไป

และเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้

เหมือนตอนที่ตับอ่อนยังทำงานเป็นปกติ ซึ่งจะนำไปสู่โรคเบาหวานในที่สุด

 ความคิดที่ว่า หากเรากินเนื้อสัตว์ใหญ่เต็มที่ แต่ควบคุมการกินแป้งและน้ำตาล

ให้อยู่ในปริมาณไม่มาก จะไม่มีสิทธิ์เป็นโรคเบาหวาน

จึงอาจเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ

ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่

แม้เนื้อสัตว์ใหญ่จะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีแต่การกินอาหารประเภทโปรตีนและไขมันนั้น

ถือเป็นสิ่งที่ร่างกายเราขาดไม่ได้ดังนั้น เราจึงควรปรับเปลี่ยน

จากเนื้อสัตว์เป็นอาหารประเภทอื่นๆ แทน ได้แก่

กินโปรตีนจากพืชและปลาเป็นหลัก วอลเตอร์ วิลเลตต์ (Walter Willett)

นักโภชนาการชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ดูแลงานวิจัยข้างต้น แนะนำว่า

คนที่เป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการกินเนื้อแดงรวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อแดง

แล้วหันมากินโปรตีนจากแหล่งอื่น เช่น โปรตีนจากเมล็ดธัญพืช

หรือโฮลเกรน ถั่ว เต้าหู้ รวมทั้งเนื้อปลาที่มีไขมันต่ำ

เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่จำเป็น โดยไม่ต้องรับไขมันปริมาณมากเข้าไปด้วย

กินไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวคือปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน

ทางเลี่ยงที่จะทำให้ร่างกายได้รับไขมันโดยไม่ทำร้ายสุขภาพ

จึงเป็นการเลือกกินไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดไขมันชนิดร้ายในร่างกายได้

เช่น ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ เมล็ดทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก อะโวคาโด

อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ดร.วินัย ดะห์ลัน

ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล

แนะนำว่า ถึงเป็นไขมันชนิดดี แต่ก็ไม่ควรกินในปริมาณมากเกินไป

เพราะจะเป็นโทษต่อระบบทางเดินอาหาร

ความเชื่อลำดับที่ 2 : ผู้ป่วยเบาหวานกินผักได้ไม่อั้น

แน่นอนว่าการกินผักนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่สำหรับใครที่ป่วยเป็นเบาหวานอยู่

แม้แต่การกินผักก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังไม่ต่างจากการควบคุมอาหารอื่นๆ เลยค่ะ

คำจำกัดความของคำว่า “ผัก” ที่กว้างเกินไป อาจทำให้เราเลือกกินผักอย่างผิดๆได้

เพราะในผักบางชนิด โดยเฉพาะผักประเภทหัวหรือรากถือเป็นผักที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง

หากกินมากๆ จึงอาจให้ผลไม่ต่างจากการกินแป้ง ซึ่งผักแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน

คือ ผักประเภท ก เป็นผักที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก ให้พลังงานน้อย

ซึ่งได้แก่ ผักใบเขียวต่างๆ อาทิ ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักปวยเล้ง ผักกาด กะหล่ำปลี

ใบโหระพา ใบกะเพรา บวบ แตงกวา มะเขือเทศ

แต่สำหรับ ผักประเภท ข เป็นผักที่ให้พลังงานมากกว่า และไม่ควรชะล่าใจในการกิน

โดยผักกลุ่มนี้ อาทิ ฟักทอง แครอต บรอกโคลี มะละกอดิบ หน่อไม้ มะระ

หอมหัวใหญ่ เห็ดฟาง ถั่วฝักยาว ถั่วงอก ดังนั้น ผักที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถกินได้

ไม่จำกัดจึงเป็นผักประเภท ก เท่านั้น ส่วนผักประเภท ข

นับเป็นผักในกลุ่มที่ควรควบคุมปริมาณ เพราะหากกินมากไป

อาจทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ

ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่

การกินผักให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทำได้ดังนี้

ปรับลดปริมาณผักให้สมดุล ในการปรับปริมาณผักให้สมดุลนั้น

 อาจารย์รุ้งระวีบอกไว้ว่า หากผู้ป่วยเบาหวานบางคนต้องการกินผักประเภท ข

ก็สามารถกินได้ แต่ต้องลดการกินอาหารในหมวดอื่นๆทดแทนกินผักสดแทนผักทอด

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงวรรณี นิธิยานันท์

ที่ปรึกษาศูนย์เบาหวาน ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า หากหิวระหว่างวัน

แนะนำให้กินผักแก้หิวได้ แต่ควรเป็นผักใบ จะนำไปต้มหรือกินสดๆ ก็ได้

แต่ไม่ควรนำไปทอด เพราะจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงตามมาได้

กล่าวคือ แม้ผู้ป่วยเบาหวานจะได้รับคำแนะนำให้กินผักเป็นอาหารยืนพื้น

 แต่ก็ต้องเลือกให้ถูกประเภทด้วย ไม่อย่างนั้น

อาหารที่มีประโยชน์อาจกลายเป็นโทษได้ค่ะ

ผลไม้

ความเชื่อลำดับที่ 3 : น้ำตาลจากผลไม้คือน้ำตาลที่ปลอดภัย

ผู้ป่วยเบาหวานหลายคนจำต้องตัดใจจากขนมหวานของโปรด

เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้เพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ผลไม้จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

เพราะใครๆ ต่างก็คิดว่าผลไม้นั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย

แถมยังให้แคลอรีต่ำกว่าขนมหวานอีกด้วย แต่ในความเป็นจริง

 อาจารย์สุระภี เสริมพณิชกิจ กรรมการสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย

และที่ปรึกษาด้านโภชนบำบัด ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลรามาธิบดี

เคยกล่าวไว้ว่า พฤติกรรมการกินผลไม้ของผู้ป่วยเบาหวานกลับกลายเป็นตัวการหนึ่ง

ที่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นสูงกว่าเดิม เนื่องจากในผลไม้มีน้ำตาลฟรักโทส (Fructose)

ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคส และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้

ข้อมูลจากหนังสือเรื่อง โภชนาการกับผลไม้ ระบุถึงข้อควรระวังในการกินผลไม้

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มเติมว่า “สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ถึงแม้จะมีรายงานว่า

 ผลไม้ส่วนใหญ่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับค่าดัชนีน้ำตาลของผลไม้

ยังมีไม่ครบถ้วน ดังนั้นถึงแม้ผู้ป่วยเบาหวานจะสามารถเลือกรับประทานผลไม้

ได้หลากหลายชนิด แต่ควรระมัดระวังเรื่องปริมาณและชนิดของผลไม้ที่บริโภคด้วย”

ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่

อ่านข้อมูลด้านบนแล้วก็อย่าเพิ่งตกใจจนไม่กล้ากินผลไม้ค่ะ

เพราะน้ำตาลในผลไม้ไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด เพียงแค่เรารู้จักปรับวิธีกิน

ให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมก็เป็นอันใช้ได้เริ่มจากปฏิบัติตามคำแนะนำ

ของอาจารย์สุระภี ที่กล่าวถึงหลักการกินผลไม้ในหนึ่งมื้อสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คือ…

ผลไม้รสหวานจัด เช่น มะม่วงสุก กล้วยหอม กินได้ 6 คำ

ผลไม้รสหวานปานกลาง เช่น ลิ้นจี่ องุ่น สับปะรดกินได้ 8 – 10 คำ

ผลไม้รสหวานน้อย เช่น ชมพู่ ฝรั่ง แก้วมังกร กินได้ 10 – 15 คำ

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกกินผลไม้เพียงมื้อละ 1 ชนิด วันละ 2 – 3 ครั้งหลังอาหาร

เพราะการกินผลไม้ครั้งละมาก ๆ แม้จะเป็นผลไม้ที่ไม่หวาน

ก็อาจทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นสูงได้ นอกจากนั้นควรเลี่ยงผลไม้ตากแห้ง

 ผลไม้กวน ผลไม้เชื่อม ผลไม้แช่อิ่ม และผลไม้กระป๋อง ควรกินผลไม้สด

เพราะจะช่วยควบคุมอาการเบาหวานได้ดี

โดยก่อนจะเลือกกินผลไม้ ลองดูปริมาณน้ำตาลดังตารางต่อไปนี้ก่อนค่ะ”

ความเชื่อลำดับที่ 4 : เบาหวาน เป็นโรคของคนอ้วน

เมื่อพูดถึงโรคเบาหวาน คำจำกัดความของโรคนี้มักจะมาพร้อมกับภาพของคนอ้วน

เนื่องจากคนเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัยผู้ใหญ่ไปจนถึงวัยสูงอายุ

และส่วนมากคนที่เป็นจะมีรูปร่างค่อนไปทางเจ้าเนื้อ

ประกอบกับโรคเบาหวานนั้นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินเป็นหลักสำคัญ

หลาย ๆ คนจึงอาจคิดว่า หากเราเป็นคนรูปร่างผอมคงไม่มีทางเป็นโรคนี้ได้

แต่หากถามต่อว่า ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานมาตั้งแต่เด็ก

และไม่ได้อ้วนแต่อย่างใด จะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้หรือไม่

คำตอบคือ “คนไม่อ้วนมีความเสี่ยงน้อยกว่า”

 อย่างไรก็ตาม สำหรับคนผอมเอง หากไม่ควบคุมอาหาร

หรือเลือกกินอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกาย

วันหนึ่งโรคเบาหวานก็อาจมาเยือนได้เหมือนกันค่ะ

ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่

สำหรับการดูแลโรคเบาหวานจากสาเหตุนี้ อาจมีความแตกต่างออกไปจากข้ออื่นๆ

โดยจะพูดถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพื่อไม่ให้ลูกเกิดมาเป็นเบาหวาน

รวมทั้งการดูแลตัวเองสำหรับคนผอมที่ไม่อยากเป็นเบาหวาน

ดังเช่นดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ เริ่มจากคุณหมอไกรสิทธิ์

ที่แนะนำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ใส่ใจเรื่องสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์ด้วย

เพื่อให้ทารกไม่เกิดภาวะขาดอาหาร มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ

คือประมาณ 3,000 กิโลกรัม

กินอาหารค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ

ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในหลักการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยทุกโรค

โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับการรับพลังงานจากอาหาร

ทั้งนี้เป็นเพราะว่าการออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญกลูโคสในร่างกาย

ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมลุกขึ้นมา

ขยับตัวกันวันละนิดวันละหน่อยโรคเบาหวานจะได้ไม่มากวนใจค่ะ

ดูทีวีนาน ได้เบาหวานเป็นของแถม…

การดูทีวีเป็นสาเหตุทางอ้อมที่ทำให้คนไม่ออกกำลังกายและทำให้อ้วน

ดังนั้น การลดเวลาดูทีวีลงแล้วลุกไปทำอย่างอื่นให้มากขึ้น

จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้ค่ะ

กรรมพันธุ์

ความเชื่อลำดับที่ 5 : คนที่บ้านเป็นเบาหวาน ลูกหลานต้องเป็นด้วย

อย่างที่ทราบกันว่า ปัจจัยอย่างหนึ่งที่ก่อโรคเบาหวานคือพันธุกรรม

และด้วยตัวเลขสถิติผู้ป่วยเบาหวานทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกที่ยังคงพุ่งขึ้นสูง

นั่นจึงหมายความว่า บนโลกใบนี้มีบุคคลที่มียีนเบาหวานในร่างกาย

หลายร้อยล้านคนเลยทีเดียว

อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารวิชาชีพ

ผู้เขียนหนังสือเรื่อง กินอย่างไรไม่อ้วน ไม่มีโรค อธิบายว่า

“ลักษณะพันธุกรรมของชาวเอเชียถือว่ามียีนประหยัด (Thrifty Gene)

ซึ่งทำหน้าที่สะสมอาหารที่กินอย่างเหลือเฟือไว้ในรูปของไขมันที่หน้าท้อง

เพื่อใช้ในยามที่ขาดแคลนอาหาร” ลักษณะแบบนี้จึงเป็นสาเหตุหนึ่ง

ที่ทำให้คนเอเชียอ้วนลงพุงได้ง่าย ยิ่งคนที่กินอาหารมาก แต่ไม่ค่อยได้ใช้พลังงาน

ก็จะเกิดปัญหาการดื้ออินซูลินและเป็นเบาหวานตามมา

อาจารย์วรรณี ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เบาหวาน กล่าวว่า

พันธุกรรมไม่ได้มีส่วนก่อโรคเบาหวานมากเท่าไร

เพราะคนเป็นเบาหวานส่วนใหญ่มักเกิดจากปัจจัยอื่นๆ มากกว่า

ฉะนั้น ความเชื่อที่ว่า หากคนในครอบครัวเป็นเบาหวานแล้ว เราจะเป็นโรคนี้ด้วย

จึงไม่จริงเสมอไป โดยเฉพาะคนที่เพิ่งพบว่าตนเองเป็นเบาหวานตอนอายุมากแล้วค่ะ

ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่

ในเมื่อเรื่องของพันธุกรรม คือเรื่องเกี่ยวกับการสืบทอดเชื้อสาย

รวมทั้งยีนก่อโรคไปยังคนรุ่นหลังๆ

จุดเริ่มต้นที่ดีจึงเป็นการป้องกันตัวเองจากโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนี้

ปลูกฝังให้ลูกกินอาหารสุขภาพ โดยเฉพาะคุณพ่อหรือคุณแม่

ที่ป่วยเป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควรปลูกฝังให้ลูกเริ่มต้นดูแลสุขภาพของตน

ตั้งแต่เด็ก เพื่อป้องกันปัญหาโรคเบาหวานที่อาจตามมา

วิธีง่ายๆ คือ ปรับอาหารสำหรับคนในครอบครัวให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพทุกๆ มื้อ

 โดยพยายามเน้นอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งใดๆ

ไม่ปรุงรสให้หวานมัน เค็ม แต่อาจจะกินรสเผ็ดและเปรี้ยวได้บ้างเล็กน้อย

นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนความเชื่อให้ถูกต้องแล้ว

สิ่งที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากเบาหวานได้ คือการลงมือปฏิบัติ

เริ่มตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สายค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารชีวจิต

# Rama Channal







Create Date : 15 มีนาคม 2557
Last Update : 17 มีนาคม 2557 10:54:55 น.
Counter : 1353 Pageviews.

0 comment
### ตัวเลขในสติ๊กเกอร์ที่แปะอยู่บนผลไม้บอกอะไรเราบ้าง ###




ลองอ่านสลากที่แปะอยู่บนผลไม้สักนิด เขาบอกอะไรกับเราบ้าง







ขอขอบคุณ fb. พยัคฆ์ ปกป้ององค์ราชันย์








Create Date : 14 มีนาคม 2557
Last Update : 15 มีนาคม 2557 11:24:34 น.
Counter : 779 Pageviews.

0 comment
### คันหัว มีรังแค แก้อย่างไร ###



คันหัว มีรังแค แก้ได้











หนังศีรษะประกอบไปด้วยเซลผิวหนังปกติซึ่งจะมีการผลัดเปลี่ยนเซลผิวใหม่ทุกๆ 28 วัน

เช่นเดียวกับผิวหนังตามลำตัวทั่วร่างกาย เซลเก่าที่ตายแล้วจะถูกผลัดออกไป

แต่ถ้าผิวหนังแห้งและใช้ชีวิตประจำวันในห้องปรับอากาศที่เย็นและมีความชื้นต่ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหนังศีรษะได้รับเคมีรุนแรงเป็นประจำ

เช่น น้ำยาดัดผม น้ำยาโกรกสีผม แชมพูแรงๆ สเปรย์ฉีดผม

รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆบนเส้นผมและหนังศีรษะ หนังศีรษะจะถูกกระทบมากทำให้แห้ง

และทำให้มีการเร่งผลัดเซลผิวในอัตราเร็วกว่าปกติ

เซลล์ตายแล้วที่ถูกผลัดออกจะสะสมเป็นกลุ่มก้อนหนาๆ

สังเกตุได้เวลาหวีผมหรือเกา จะหลุดออกเป็นเกร็ดขาวๆซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า "รังแค" นั่นเอง

 อาการคันศีรษะมักจะตามมาเนื่องจากการสะสมของรังแคเหล่านี้

ซึ่งพบเห็นง่ายตามปกเสื้อหรือคอเสื้อสีเข้มๆ การสะสมของรังแค

ยังมีผลไปอุดรูขุมขนของเส้นผม ทำให้น้ำมันจากต่อมไขมันที่รากผมไม่สามารถระบายออกมาได้

ยิ่งทำให้หนังศีรษะขาดน้ำมันหล่อลื่นและแห้งคันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ผู้ที่มีปัญหารังแคเรื้อรัง อาจทำให้หนังศีรษะอักเสบและมีเชื้อราเจริญเติบโตมากผิดปกติ

 ซึ่งในสภาวะปกติหนังศีรษะคนเราจะมีเชื้อราอาศัยอยู่ในปริมาณน้อยและไม่ก่อให้เกิดปัญหา

 แต่ในสภาวะที่หนังศีรษะมีรังแคมาก เชื้อราจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

และก่อให้เกิดอาการอักเสบของหนังศีรษะ (Pityriasis capitis)

ถ้าอาการรุนแรงขึ้น หนังศีรษะจะมีอาการแดงและมีรังแคเป็นเกร็ดใหญ่ขึ้น

และเหลืองเป็นไข ซึ่งเป็นอาการของต่อมไขมันของหนังศีรษะอักเสบ

พบมากและบ่อยในวัยรุ่นและอาจมีอาการอักเสบลามถึงเปลือกตาได้

วิธีแก้ไขปัญหาหนังศีรษะคันและแห้ง

1. หลีกเลี่ยงการเกาหนังศีรษะที่รุนแรงระหว่างสระผมด้วยเล็บคมยาว

อาจทำให้เส้นผมขาดหลุดร่วงยิ่งขึ้น

2. เลือกใช้แชมพูสระผมที่อ่อนโยนและมีองค์ประกอบของสารมอยส์เจอร์

 เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของหนังศีรษะ

3. ควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงหนังศีรษะโดยตรง เช่น ครีมนวดผมชนิดเข้มข้น

หรือ น้ำมันนวดหนังศีรษะ นวดทิ้งไว้บนหนังศีรษะอย่างน้อย 15-20 นาทีก่อนล้างออก

เนื้อครีมและน้ำมันจะช่วยขจัดรังแคส่วนเกินให้หลุดลอกออกไปได้

และ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้หนังศีรษะ

4. ใช้แชมพูขจัดรังแค อาทิตย์ละ 1 ครั้งเพื่อช่วยขจัดรังแคที่สะสมออกและบางเบาลง

5. ควรลดการใช้น้ำอุ่นสระผม เพราะน้ำอุ่นจะทำให้น้ำมันธรรมชาติถูกชะล้างออกมากเกินไป

 ทำให้หนังศีรษะขาดน้ำมันที่จะปกป้องไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น

นอกจากนี้ควรลดอุณภูมิในการเป่าและจัดแต่งทรงผมอีกด้วย

หากการแก้ปัญหาตามข้อ 1 ถึง ข้อ 5 ไม่ได้ผล อาจทดลองเปลี่ยนมาใช้แชมพูสระผม

ผสมสารต้านเชื้อรา ที่มีจำหน่ายตามร้านขายยา

โดยทั่วไปจะมีองค์ประกอบของตัวยาต้านเชื้อรา ควรใช้ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์

หากอาการคันศีรษะหายเป็นปกติ ควรหยุดการใช้แชมพูยา และใช้แชมพูปกติแทน

ไม่แนะนำให้ใช้แชมพูยาต้านเชื้อราต่อเนื่องเป็นประจำ

 เพราะจะทำให้เชื้อดื้อ และใช้ครั้งต่อๆไปจะไม่ได้ผลอีก

ขอบคุณข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล

ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

#‎RamaChannel







Create Date : 13 มีนาคม 2557
Last Update : 13 มีนาคม 2557 21:21:12 น.
Counter : 1440 Pageviews.

0 comment
### กินอย่างไรเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน ###




บทบาทของอาหารเค็มกับโรคไต










หลายคนคงเคยได้ยินหรือได้เห็นมาว่า เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นอาจมีปัญหาเรื่องตัวเตี้ยลง

 หลังค่อมจนเงยไม่ขึ้น ขาโก่งงอ หรือกระดูกหักง่าย ต้องระวังไม่ให้หกล้ม

 อาการเหล่านี้เป็นผลเกี่ยวเนื่องจากภาวะกระดูกพรุน คงไม่มีใครอยากมีอาการเช่นนี้

เราจึงควรมาเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุนกันเถอะ

รู้จักโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน หรือที่เรียกว่า osteoporosis เป็นภาวะที่ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลง

 (เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก) ร่วมกับมีความเสื่อม

ของโครงสร้างภายในของกระดูก ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง

กระดูกจึงหักหรือยุบตัวได้ง่าย มักพบบ่อยที่กระดูกสันหลัง สะโพกและข้อมือ

กระดูกของคนเราประกอบด้วยโปรตีน คอลลาเจน (collagen) ที่สร้างเป็นโยงใย

โดยมีเกลือแคลเซียมฟอสเฟต (calcium phosphate) เป็นตัวที่ทำให้กระดูกแข็งแรง

และทนต่อแรงดึงรั้ง ดังนั้นการขาดแคลเซียมก็เหมือนบ้านที่ถูกปลวกแทะกินโครงร่าง

จนพรุนทำให้กระดูกบาง ไม่หนาแน่น กระดูกจึงแตกหักง่ายแม้แค่กระทบกระแทกเพียงเล็กน้อย

ปกติในเด็กจะมีการสร้างกระดูกมากกว่าการสลาย ทำให้กระดูกเด็กมีการเจริญและใหญ่ขึ้น

เนื้อกระดูกจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนสูงสุดเมื่ออายุประมาณ ๓๐-๓๕ ปี

หลังจากนั้นเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างช้าๆ คือมีการสลายมากกว่าการสร้างทำให้กระดูกเริ่มบาง

ดังนั้นจะเห็นว่าผู้ที่มีอายุมากขึ้นมีโอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้น

สำหรับผู้หญิงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ทำให้มีการสูญเสียเนื้อกระดูกอย่างรวดเร็วด้วยจึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

มากกว่าผู้ชาย (ผู้หญิงจะสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชายถึง ๒-๓ เท่า)

พฤติกรรมเสี่ยงกระดูกพรุน

การหลีกปัญหากระดูกพรุน ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ทันที นั่นคือ ระมัดระวังพฤติกรรมต่างๆ ดังนี้

๑. ระวังไม่กินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะการกินโปรตีนมากเกินไปจะกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากผิดปกติ

๒. ระวังไม่กินอาหารเค็มจัดหรือมีโซเดียมมาก เพราะเกลือโซเดียมที่มากเกิน

จะทำให้การดูดซึมของแคลเซียมจากลำไส้ลดลง ร่างกายจึงไม่สามารถนำแคลเซียมมาใช้ได้

และยังทำให้การสูญเสียแคลเซียมทางไตมากขึ้นด้วย

๓. ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมาก เพราะในน้ำอัดลมมีส่วนผสมที่ชื่อ "กรดฟอสฟอริก"

 ที่ทำให้เกิดฟองฟู่ การดื่มน้ำอัดลมมากทำให้ความสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัสเสียไป

 (มีฟอสฟอรัสมากขึ้น) ร่างกายจึงจำเป็นต้องสลายแคลเซียมออกจากคลังกระดูก

 เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอสฟอรัสในเลือดสูงเกินไปจนส่งผลอันตรายต่อชีวิต

๔. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มจำพวกเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต แอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน

ในเครื่องดื่มเหล่านี้จะไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม

ทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมามากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ควรดื่มชา กาแฟ เกินวันละ ๓ ถ้วย

๕. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ แคลเซียมมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุล

ระหว่างค่าความเป็นกรด-ด่างของเลือด การสูบบุหรี่ทำให้ร่างกายมีภาวะเป็นกรด

แคลเซียมจะเข้ามามีบทบาทในการสะเทินฤทธิ์กรดจากบุหรี่ ดังนั้น

บุหรี่ทุกๆ มวนจึงเป็นตัวที่ทำให้แคลเซียมละลายจากกระดูก

นอกจากนี้ บุหรี่ยังทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงต่ำกว่าปกติด้วย

จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุน

๖. ระวังการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาที่มีสารสตีรอยด์

ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ยาเหล่านี้เร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย

 ดังนั้น หากจำเป็นต้องกินเป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

การป้องกันภาวะกระดูกพรุนที่ถูกต้องจึงควรประกอบด้วยการกินอาหารให้ครบหมวดหมู่

ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสม งดเว้นปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวไว้ข้างต้น

 ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การหลีกปัญหากระดูกพรุน ระมัดระวังพฤติกรรมต่างๆ ดังนี้

ระวังไม่กินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป

ระวังไม่กินอาหารเค็มจัดหรือมีโซเดียมมาก

ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมาก

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มจำพวกเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต และการสูบบุหรี่

ระวังการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาที่มีสารสตีรอยด์

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ. ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ (นักกำหนดอาหาร)

สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

#RamaChannel





Create Date : 09 มีนาคม 2557
Last Update : 10 มีนาคม 2557 9:06:27 น.
Counter : 855 Pageviews.

0 comment
### 8 มีนาคม วันสตรีสากล "International Women's day" ###




วันสตรีสากล  International  Women's  Day









วันนี้ 8 มีนาคม วันสตรีสากล International Women's Day วันที่เหล่าสตรีจากทั่วโลก

ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา อาชีพใด จะร่วมเฉลิมฉลอง ความเสมอภาค ที่ได้รับมา

และเป็นการแสดงให้เห็น ถึงความเท่าเทียมกันในสังคมอีกด้วย

ประวัติความเป็นมา ของวันสตรีสากล เกิดขึ้นจากกรรมกรหญิง ในโรงงานทอผ้า

รัฐนิวยอร์ค สหรัฐฯได้พากันลุกฮือประท้วง ให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิสตรี

แต่สุดท้ายกลับมีผู้หญิงถึง 119 คนต้องเสียชีวิต จากลอบวางเพลิง

เผาโรงงานที่เหล่าสตรีนั่งชุมนุมกันอยู่ โดยเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม 1857

จากนั้นในปี 1907 กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า ที่เมืองชิคาโก

ทนไม่ไหวต่อการเอารัด เอาเปรียบ กดขี่ ทารุณ ของนายจ้างที่ใช้งานสตรี เยี่ยงทาส

ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีประกันการใช้แรงงานใดๆ

เป็นผลให้เกิดความเจ็บป่วย ล้มตายตามมา ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

 แต่กลับได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด และหากตั้งครรภ์ก็ถูกไล่ออก

Clara Zetkin นักการเมืองสตรี สายแนวคิดสังคมนิยม ชาวเยอรมันตัดสินใจปลุกระดม

เหล่ากรรมกรสตรี ด้วยการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม 1907 พร้อมกับเรียกร้อง

ให้นายจ้าง ลดเวลาการทำงานลง เหลือวันละ 8 ชั่วโมง อีกทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการทุกอย่าง

และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย

แม้การเรียกร้องครั้งนี้ จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีแรงงานหญิง หลายร้อยคนถูกจับกุม

แต่ก็ทำให้สตรีทั่วโลก สนับสนุนการกระทำของ "Clara Zetkin" และเป็นการจุดประกาย

ให้สตรีทั่วโลกเริ่มตระหนัก ถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น

วันที่ 8 มีนาคม 1908 มีแรงงานหญิงกว่า 15,000 คน ร่วมเดินขบวน ทั่วเมืองนิวยอร์ค

เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงค์ว่า"We Want Bread and Roses Too"

ซึ่งหมายถึงการได้รับอาหาร ที่พอเพียงพร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง

จนกระทั่ง 8 มีนาคม ค.ศ.1910 ความพยายามของกรรมกรสตรีกลุ่มนี้ ก็ประสบผลสำเร็จ

เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชา สตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2

ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศ รับรองข้อเรียกร้อง

ของบรรดากรรมกรสตรี ในระบบสาม 8 คือ ยอมให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง

ให้เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก 8 ชั่วโมง และอีก 8 ชั่วโมง

เป็นเวลาพักผ่อน พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรง ของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย

และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรี และแรงงานเด็กอีกด้วย

ทั้งนี้ยังได้รับรองข้อเสนอของ Clara Zetkin ด้วยการกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี

เป็นวันสตรีสากล

ในวันสตรีสากล บรรดาผู้หญิงในหลายๆ ประเทศจากทุกทวีป รวมทั้งองค์กรที่ทำงานด้านสตรี

จะรวมตัวกันเพื่อร่วมฉลอง วันสำคัญนี้ และร่วมรำลึกถึง การต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิสตรี

หลายประเทศเห็นความสำคัญ ของวันสตรีสากลจึงได้กำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม

เป็นวันหยุดประจำชาติ และวันสตรีสากล ก็ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่องค์กรสหประชาชาติ

จะได้ร่วมเฉลิมฉลองด้วย

ปี ค.ศ.1957 องค์การสหประชาชาติ ได้เข้ามามีบทบาท ในการเชิญชวน

ให้ทุกประเทศในโลก กำหนดวันใดวันหนึ่ง เป็นวันฉลองแห่งชาติว่าด้วยสิทธิของสตรี

และสันติภาพสากล โดยให้พิจารณา ตามขนบธรรมเนียมประเพณี และสภาพทางประวัติศาสตร์

ของแต่ละประเทศ ซึ่งมีหลายประเทศสนับสนุน และได้กำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม

 เป็นวันสตรีสากลเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีการประกาศเกียรติคุณ ยกย่องสตรีที่ ทำคุณประโยชน์ให้กับโลก

ทั้งที่เสียชีวิตไปแล้ว หรือมีชีวิตอยู่ เช่น เจ้าหญิงไดอาน่า แห่งอังกฤษ แม่ชีเทเรซา

 แห่งประเทศอินเดีย ประธานาธิบดี เมกาวตี แห่งอินโดนีเซีย

และนางอองซานซูจี ของพม่าที่ พยายามเรียกร้องประชาธิปไตย ให้กับประเทศ

วันสตรีสากลในประเทศไทย เริ่มขึ้น วันที่ 8 มีนาคม 2532 ก่อตั้งคณะกรรมการส่งเสริม

และประสานงานสตรีแห่งชาติ (กสส.) ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยสังกัดสำนักงาน

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ก็เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทของผู้หญิงในสังคม

รวมทั้งระลึกถึงความเป็นมาแห่งการต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งความเสมอภาค ยุติธรรม สันติภาพ

และการพัฒนา นับตั้งแต่นั้นมาวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี

ประเทศไทยจะมีการจัดกิจกรรม เพื่อฉลองเนื่องในวันสตรีสากลด้วย

การถือกำเนิดของวันสตรีสากลนี้ เป็นเสมือนจุดเริ่มต้น ในการขจัดการแบ่งแยก

และการเหยียดเพศ ให้หมดไป โลกในยุคใหม่นี้ แต่ละแห่งให้ความสำคัญ

และยอมรับผู้หญิงมากขึ้น ทำให้ผู้หญิงในปัจจุบันมีบทบาท อย่างแพร่หลาย

ต่อการขับเคลื่อนของสังคม

ที่มา..ขอขอบคุณ.ข้อมูลจาก fb Siriwannajill







Create Date : 08 มีนาคม 2557
Last Update : 8 มีนาคม 2557 14:05:33 น.
Counter : 769 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ