Group Blog
All Blog
### ดื่มกาแฟอย่างไรไม่เสียสุขภาพ ###




ดื่มกาแฟอย่างไรไม่เสียสุขภาพ









การเสิร์ฟมื้อว่างด้วยกาแฟ (coffee break) การดื่มกาแฟเพื่อพบปะสังสรรค์

และเป็นเครื่องดื่มที่มีอยู่ประจำในสำนักงานแทบทุกแห่ง

กาแฟ จัดว่าเป็นเครื่องดื่มทางวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มานาน

ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับแขกด้วยกาแฟ 

นอกจากนี้ วิถีชีวิตในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ

การทำงานที่ต้องแข่งขันกับเวลา กาแฟจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมนูมื้อเช้า

สำหรับหลายๆ คน สิ่งที่คอกาแฟทั้งหลายปรารถนาที่จะได้รับทุกครั้ง

เมื่อจิบกาแฟสักถ้วย ได้แก่ กลิ่นอันหอมกรุ่น รสชาติแสนกลมกล่อม

ตามมาด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและตื่นตัวในการทำงาน

คุณเคยถามตัวเองหรือเปล่าว่า นอกจากความพึงพอใจในกลิ่น รสชาติ

และความรู้สึกตื่นตัวนั้น คุณได้อะไรจากการดื่มกาแฟอีกบ้าง

สิ่งที่ได้อาจไม่ใช่ผลดีเพียงอย่างเดียว หากไม่รู้จักควบคุมปริมาณการดื่มให้เหมาะสม

แน่นอนว่าคุณอาจได้รับผลอันไม่พึงปรารถนาจากการดื่มกาแฟไปด้วย

บทความนี้จะทำให้คุณได้ทราบว่า

กาแฟ ซึ่งมีสารที่เรียกว่า "กาเฟอีน" เป็นองค์ประกอบสำคัญนั้น

มีผลต่อร่างกายและอารมณ์ของเราอย่างไร

ตลอดจนคำแนะนำที่ช่วยให้คุณดื่มกาแฟได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย

เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการดื่มกาแฟมากที่สุด และเกิดผลเสียน้อยที่สุด

กาเฟอีน (caffeine)

เป็นสารประกอบที่พบในเมล็ดกาแฟ เมล็ดโกโก้ ใบชา เป็นต้น

กาเฟอีนบริสุทธิ์นั้น มีลักษณะเป็นผลึกรูปเข็ม ไม่มีกลิ่น และมีรสขม

 ปริมาณกาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน

กาแฟที่ชงจากเมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสต้าจะมีปริมาณกาเฟอีนสูงกว่า

เมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิกา นอกจากนี้ กรรมวิธีในการชง

และปริมาณผงกาแฟที่เติม ก็มีผลต่อปริมาณกาเฟอีนที่แตกต่างกัน

ดังตารางปริมาณของคาเฟอีนที่มีผลต่อร่างกายและอารมณ์

กาเฟอีนขนาดต่ำ (50-200 มก.) จะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว

กระปรี้กระเปร่า สดชื่น ไม่ง่วงนอน

กาเฟอีนขนาดปานกลาง (200-500 มก.) อาจทำให้ปวดศีรษะ เครียด

กระวนกระวาย มือสั่น นอนไม่หลับ

กาเฟอีนขนาดสูง (1,000 มก.) จะเริ่มทำให้เกิดกาเฟอีนเป็นพิษ (caffeinism)

ซึ่งจะมีอาการกระสับกระส่ายอยู่นิ่งไม่ได้ หัวใจเต้นเร็ว คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปัสสาวะบ่อย

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายและอารมณ์หลังจากดื่มกาแฟ

กาเฟอีนในกาแฟถูกดูดซึมได้หมดและค่อนข้างเร็วในระบบทางเดินอาหาร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะท้องว่างการดูดซึมจะยิ่งเร็วขึ้น

ภายหลังจากการดื่มกาแฟ 30-60 นาที ความเข้มข้นของกาเฟอีนในเลือด

จะขึ้นสู่ระดับสูงสุด และหลังจากกาเฟอีนถูกดูดซึม จะกระจายตัว

ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะอวัยวะที่มีเลือดไปเลี้ยงมาก

 เช่น หัวใจ ตับ ไต และสมอง

นอกจากนี้ กาเฟอีนยังสามารถกระจายสู่รกและน้ำนมได้บ้าง
ประมาณร้อยละ 0.06

การขับกาเฟอีนออกจากร่างกายจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

ขึ้นอยู่กับอายุและสภาพร่างกาย โดยทั่วไปแล้ว

ผู้ใหญ่จะใช้เวลา 5-6 ชั่วโมงในการขับกาเฟอีน

ปริมาณครึ่งหนึ่งที่ได้รับ (half-life) ออกจากร่างกาย

ผลดีและผลเสียของกาเฟอีนต่อร่างกาย

หากดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะ จะเกิดผลดีต่อร่างกายดังนี้

1. กระตุ้นให้เกิดความตื่นตัว ลดอาการง่วงนอน

เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการทำงานต่อเนื่อง เช่น ทำงานรอบดึก

ควบคุมเครื่องจักรกล รวมถึงผู้ขับขี่รถยนต์ระยะทางไกลๆ

โดยกลไกการออกฤทธิ์กระตุ้นของกาเฟอีนนั้น เกิดขึ้นเนื่องจาก

กาเฟอีนไปยับยั้งการทำงานของสารอะดีโนซีน (adenosine)

ซึ่งเป็นสารเคมีที่ห้ามการหลั่งของสารสื่อประสาทในร่างกาย

 เมื่อสารอะดีโนซีนไม่สามารถทำงานได้ ทำให้เซลล์ประสาทมีความไวมากกว่าปกติ

 มีการหลั่งของสารสื่อประสาท เช่น ซีโรโทนิน (serotonin)

นอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) เพิ่มขึ้น

ระบบประสาทส่วนกลางถูกกระตุ้นมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายตื่นตัว ลดอาการง่วงนอน

2. ช่วยลดอาการเมื่อยล้าจากการออกกำลังกาย

กลไกนี้มาจากข้อสันนิษฐานที่ว่า กาเฟอีนจะไปกระตุ้นการหลั่ง

ของสารสื่อประสาทเคทีโคลามีน (cetecholamine) ซึ่งจะไปกระตุ้นการสลายไขมัน

ในเนื้อเยื่อให้เป็นพลังงาน ดังนั้นคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในรูปไกลโคเจน (glycogen)

จึงยังคงเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่สะสมในกล้ามเนื้อ

 ร่างกายจึงทนทานต่อกิจกรรมที่ใช้แรงมากได้นานขึ้น

หากดื่มกาแฟปริมาณมากเกินไป จะเกิดผลเสียต่อร่างกายดังนี้

1. หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ เต้นไม่เป็นจังหวะ เนื่องจากกาเฟอีนมีฤทธิ์

กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง อัตราการบีบตัวของหัวใจ

และปริมาณเลือดที่สูบฉีดต่อนาทีจะเพิ่มขึ้น

2. นอนไม่หลับ หากร่างกายได้รับกาเฟอีนสูงกว่า 150 มิลลิกรัมต่อวัน

จะทำให้นอนหลับยาก หลับไม่สนิท และช่วงเวลาที่หลับนั้นสั้นลง

3. เร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร กาเฟอีนมีฤทธิ์ไปกระตุ้นการหลั่ง

กรดเพปซิน (pepsin) และแกสตริน (gastrin)

 อาจทำให้โรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้รุนแรงขึ้นได้

4. ปัสสาวะบ่อยๆ กาเฟอีนมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ

โดยจะไปลดการดูดกลับของโซเดียม โพแทสเซียม และแคลเซียมจากหน่วยไต

 แร่ธาตุเหล่านี้จะถูกขับออกมาพร้อมปัสสาวะ

จึงมีข้อสันนิษฐานว่า หากมีการสูญเสียแคลเซียมออกจากร่างกายบ่อยๆ

ในปริมาณมาก อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนในหญิงวัยหมดประจำเดือนได้

5. ปวดศีรษะ ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ หากหยุดดื่มกะทันหัน

จะทำให้มีอาการปวดศีรษะ กระสับกระส่าย ร่างกายอ่อนเพลีย และง่วงนอน

กาแฟจัดว่าเป็นสารเสพติดหรือไม่

ดร.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาต อดีตผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ

มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า "การดื่มกาแฟ เป็นความเคยชินมากกว่า

เคยชินจนเป็นนิสัยส่วนตัว สิ่งที่จะเรียกว่าติดได้ คือ จะต้องรับเป็นประจำ

และปริมาณต้องเพิ่มขึ้น แต่กาแฟไม่ได้ทำให้ต้องการเพิ่มขึ้น

อีกเหตุผลหนึ่งคือ อาการทางสรีรวิทยา กรณีของสารเสพติด

 หากไม่ได้รับจะมีอาการลงแดง ทนไม่ไหว แต่ถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟ จะไม่มีผลอย่างนั้น

คนที่ต้องดื่มกาแฟเป็นประจำ ไม่ใช่การติด แต่เป็นนิสัย

ข้อมูลสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์อีกประการหนึ่ง คือ

สารเสพติดจำพวก แอมเฟตามีน (ยาบ้า) มอร์ฟีน นิโคติน

มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการหลั่งของโดพามีน (dopamine)

ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับอาการเสพติด

 แต่กาเฟอีนไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้น

ปริมาณกาเฟอีนเท่าไร จึงจะปลอดภัย

สภาพร่างกายของแต่ละบุคคลมีความไวต่อปริมาณกาเฟอีนแตกต่างกัน

 การดื่มกาแฟ 1 ถ้วยเท่ากัน อาจทำให้คนที่ไวต่อกาเฟอีน ใจสั่น นอนไม่หลับ

แต่ไม่มีผลกับอีกคนหนึ่งที่มีความทนทานมากกว่า

อย่างไรก็ตาม องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

ได้กำหนดปริมาณกาเฟอีนที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพคือ

ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบได้กับการดื่มกาแฟไม่เกิน 3 ถ้วยต่อวัน

ดื่มกาแฟอย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และเกิดผลเสียน้อยที่สุด

1. ควรสังเกตว่าตัวคุณเอง มีความไวของการตอบสนองต่อปริมาณกาแฟกี่ถ้วย

มีอาการอย่างไรบ้าง เพื่อหาปริมาณที่เหมาะสมสำหรับตนเอง

2. หากมีอาการนอนหลับยาก ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในช่วงบ่ายหรือช่วงหัวค่ำ

3. ไม่ควรดื่มกาแฟขณะท้องว่าง เนื่องจากกาเฟอีนเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

4. ไม่ควรดื่มกาแฟเพื่อหักโหมทำงาน และอดนอนติดต่อกันหลายๆ คืน

แม้ว่ากาเฟอีนช่วยให้ร่างกายตื่นตัวจริง แต่สมองต้องการเวลาพักผ่อน

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้

5. หากคุณเป็นผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ ควรกินอาหารที่เป็นแหล่งของ

แคลเซียมเพิ่มเติม เช่น นม โยเกิร์ต ปลาเล็กปลาน้อย คะน้า บรอกโคลี เป็นต้น

เพื่อทดแทน แคลเซียมที่สูญเสียไปกับปัสสาวะ และลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน

หรืออาจปรับเปลี่ยนโดยการชงกาแฟใส่นมแทนครีมเทียม เป็นต้น

6. ควรกินผักผลไม้อย่างเพียงพอทุกวัน เนื่องจากในกระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟ

จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้น วิตามินซี อี และบีตาแคโรทีนในผักผลไม้

เช่น มะเขือเทศ แครอต ผักใบเขียว ฝรั่ง ส้มเขียวหวาน เป็นต้น

จะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายได้

7. ดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากฤทธิ์ในการขับปัสสาวะของกาเฟอีน

ขอบคุณข้อมูลจาก ดร.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาต

อดีตผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

และ อ.สุธีรา สัตย์ซื่อ ภาควิชาโภชนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

#RamaChannel










Create Date : 26 มีนาคม 2557
Last Update : 27 มีนาคม 2557 9:40:08 น.
Counter : 761 Pageviews.

0 comment
### กินอาหารปิ้งย่างได้อะไรเป็นของแถม ###




กินอาหารปิ้ง - ย่าง ได้อะไรเป็นของแถม









อาหารยอดนิยมของคนไทยที่พบเห็นได้อยู่แทบทุกตรอกซอกซอย

เห็นจะไม่มีอะไรแซงข้าวเหนียวหมูปิ้ง ส่งกลิ่นหอมควันโชยจากเตาปิ้ง

พร้อมเสียงประกอบเมื่อไขมันจากหมูปิ้งหยดลงบนถ่านแดงร้อนระอุ

ใบรับประกันความอร่อยวัดจากจำนวนคนที่ยืนน้ำลายสอรอคิวอยู่หน้าเตาปิ้ง

ขยับระดับอาหารขึ้นไปในระดับไฮโซ หนึ่งในอาหารยอดนิยมในกลุ่มมนุษย์กินเนื้อ

 ยังคงเป็น สเต็กเนื้อย่างเตาถ่าน มีกลิ่น ควัน และเสียงประกอบคล้ายคลึงกัน

ตัดกลับมาสู่โลกของสุขภาพ นอกจากปริมาณคอเลสเตอรอลที่เพิ่มมากขึ้น

เราจะได้อะไรเป็นของแถมอีก

ขอแนะนำของแถมกันก่อน

ของแถมที่จะแนะนำ เป็น สารประกอบที่เรียกว่า เบนโซ(เอ)ไพรีน

จัดอยู่ในกลุ่ม โพลีซัยคลิก อโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน

และเป็นหนึ่งในสารก่อมะเร็งที่แรงที่สุดในกลุ่มนี้ จากการศึกษาต่างๆ พบว่า

สารประกอบนี้สามารถจับกับเซลของอวัยวะต่างๆจากมากไปหาน้อย คือ แขนงหลอดลม > หลอดอาหาร > ลำไส้เล็กส่วนต้น > ลำไส้ใหญ่ส่วนขวาง

สารประกอบกลุ่ม พีเอเอ็ช (PAH) พบได้ในเนื้อปิ้งย่าง

ผัก น้ำมัน ธัญพืช ผลไม้ ปลารมควันและอาหารทะเล

ในปริมาณต่ำถึง 0.001 นาโนกรัม ต่ออาหาร 1 กรัม

(เท่ากับ 200 ส่วนในพันล้านส่วน)

ปรุงอาหารแบบไหนมีของแถมมากน้อย อันตรายหรือไม่

พบว่าการรับประทานอาหารหลายชนิด เช่น อาหารปิ้งย่าง ในปริมาณสูง

 เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อวัยวะหลายแห่ง

เช่น กระเพาะอาหาร หลอดอาหาร เป็นต้น

มีการศึกษาในในสหรัฐอเมริกา ถึงปริมาณ เบนโซ(เอ)ไพรีน

ในอาหารประเภทต่างๆ (ขออภัย ไม่มีการศึกษาหมูปิ้งแบบไทย)

ตารางข้างล่างเป็นปริมาณในอาหารบางชนิดในรายงานการศึกษาดังกล่าว

ซึ่งในอาหารปิ้งย่างมักจะพบสารประกอบดังกล่าวได้ในปริมาณที่สูงกว่า

การปรุงโดยวิธีอื่น เนื่องจากเกิดกระบวนการ ไพโรไลซิส ขณะปิ้งย่างเนื้อ

 และไขมันจากเนื้อหยดลงบนถ่านร้อน

เมื่อคาร์บอนและไฮโดรเจนในไขมันเกิดการสันดาปที่ไม่สมบูรณ์

ทำให้เกิดควันซึ่งจะเคลือบอาหารไว้ แถมด้วยสารประกอบ พีเอเอ็ช

ที่เป็นสารก่อมะเร็ง ยิ่งทำให้สุกมาก ยิ่งปิ้งนานมาก ก็ยิ่งได้ของแถมมาก

ขอบคุณข้อมูลจาก บทความสั้น เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอาหารและโภชนาการ

จากภาควิชาอาหารเคมี ลำดับที่ 6 (โดย รศ.วิมล ศรีศุข)

 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


### Rama Channel ###








Create Date : 26 มีนาคม 2557
Last Update : 26 มีนาคม 2557 15:52:14 น.
Counter : 758 Pageviews.

0 comment
### อันตรายจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ###




ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ










ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

ซึ่งในผู้ที่มีอาการรุนแรง หากรักษาไม่ทัน อาจเป็นอันตรายได้


อ.พญ.ระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ กล่าวว่า

 ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดขึ้นได้ทั้งผู้ป่วยทั่วไป

จากภายหลังการดื่มสุราในปริมาณมาก โดยไม่ได้รับประทานอาหารควบคู่ไปด้วย

หรือในผู้ที่เป็นเนื้องอกบางชนิด ที่มีการสร้างฮอร์โมนอินซูลินผิดปกติ

ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำตามมา แต่ส่วนใหญ่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

เกิดขึ้นได้ในผู้เป็นเบาหวานที่ได้รับการรักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาลในเลือด

หรือยาฉีดอินซูลิน ในกรณีที่รับประทานอาหารผิดเวลา

รับประทานอาหารน้อยไป ออกกำลังกายมากไป

หรือระดับการทำงานของไตผิดปกติ ส่งผลให้การออกฤทธิ์

และการขับยาออกจากร่างกายไม่เป็นไปตามภาวะปกติที่ควรจะเป็น

อาการที่พบขึ้นกับความรุนแรงของภาวะดังกล่าว

ในระยะแรกที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงไม่มาก ผู้ป่วยจะมีอาการเตือน

ซึ่งเป็นผลจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ รู้สึกอ่อนเพลีย หวิวๆ

 ร่วมกับมีการหิว อยากรับประทานอาหาร มือสั่น ใจสั่น กระสับกระส่าย

ถ้าภาวะนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำลงมาก

จนทำให้ผู้ป่วยเริ่มมีอาการของสมองขาดน้ำตาล ได้แก่ ปวดมึนศีรษะ

แขนขาอ่อนแรง มือชา ปากชา และถ้าเป็นรุนแรง อาจมีอาการชัก

หรือหมดสติร่วมด้วย หากปล่อยให้อาการดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อย ๆ

โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ อาจส่งผลต่อความจำ ทำให้เกิดความจำเสื่อม

 สมองพิการ ซึ่งในบางคนอาจหลับไม่ตื่น เนื่องจากสมองพิการอย่างถาวร
การแก้ไขเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สงสัยว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

ขึ้นกับอาการความรุนแรงและระดับความรู้สึกตัว ถ้ายังรู้สึกตัว ให้รีบดื่มน้ำหวาน

หรือรับประทานของหวานๆ เช่น ลูกอมทันที ซึ่งจะช่วยให้อาการทุเลาลงได้

แต่ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวหรือหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน

เพื่อให้น้ำตาลกลูโคสทางหลอดเลือดดำ ไม่ควรกรอกน้ำตาลหรือน้ำหวาน

เข้าปากช่วงที่หมดสติ เพราะอาจทำให้สำลักลงปอดได้ 

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยารักษาเบาหวานอยู่

และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น ในช่วงที่ไม่สบาย

หรือรับประทานอาหารได้น้อย ควรพกของหวานติดตัวไว้รับประทานเมื่อมีอาการ

อย่างไรก็ตาม แนะนำว่าควรมีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยเครื่องตรวจปลายนิ้ว

เพื่อยืนยันว่าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจริง

 ซึ่งระดับน้ำตาลในเลือดจะแตกต่างจากคนทั่วไป คือ

ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เป็นเบาหวานได้ค่าต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

จัดได้ว่า มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

เพื่อสุขภาพที่ดี ดูแลตนเองตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานค่ะ

อ.พญ.ระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ กล่าวว่า

 ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดขึ้นได้ทั้งผู้ป่วยทั่วไป จากภายหลังการดื่มสุรา

ในปริมาณมาก โดยไม่ได้รับประทานอาหารควบคู่ไปด้วย

หรือในผู้ที่เป็นเนื้องอกบางชนิด ที่มีการสร้างฮอร์โมนอินซูลินผิดปกติ

 ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำตามมา แต่ส่วนใหญ่

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดขึ้นได้ในผู้เป็นเบาหวานที่ได้รับการรักษา

ด้วยยาลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือยาฉีดอินซูลิน

ในกรณีที่รับประทานอาหารผิดเวลา รับประทานอาหารน้อยไป

ออกกำลังกายมากไป หรือระดับการทำงานของไตผิดปกติ ส่งผลให้การออกฤทธิ์

และการขับยาออกจากร่างกายไม่เป็นไปตามภาวะปกติที่ควรจะเป็น

อาการที่พบขึ้นกับความรุนแรงของภาวะดังกล่าว

ในระยะแรกที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงไม่มาก ผู้ป่วยจะมีอาการเตือน

ซึ่งเป็นผลจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ รู้สึกอ่อนเพลีย หวิวๆ

ร่วมกับมีการหิว อยากรับประทานอาหาร มือสั่น ใจสั่น กระสับกระส่าย

ถ้าภาวะนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำลงมาก

จนทำให้ผู้ป่วยเริ่มมีอาการของสมองขาดน้ำตาล ได้แก่ ปวดมึนศีรษะ

 แขนขาอ่อนแรง มือชา ปากชา และถ้าเป็นรุนแรง อาจมีอาการชัก

หรือหมดสติร่วมด้วย หากปล่อยให้อาการดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อย ๆ

โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ อาจส่งผลต่อความจำ ทำให้เกิดความจำเสื่อม

สมองพิการ ซึ่งในบางคนอาจหลับไม่ตื่น เนื่องจากสมองพิการอย่างถาวร

การแก้ไขเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สงสัยว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

ขึ้นกับอาการความรุนแรงและระดับความรู้สึกตัว ถ้ายังรู้สึกตัว

ให้รีบดื่มน้ำหวานหรือรับประทานของหวานๆ เช่น ลูกอมทันที

ซึ่งจะช่วยให้อาการทุเลาลงได้ แต่ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวหรือหมดสติ

ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อให้น้ำตาลกลูโคสทางหลอดเลือดดำ

ไม่ควรกรอกน้ำตาลหรือน้ำหวานเข้าปากช่วงที่หมดสติ

เพราะอาจทำให้สำลักลงปอดได้

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยารักษาเบาหวานอยู่

และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น

ในช่วงที่ไม่สบายหรือรับประทานอาหารได้น้อย ควรพกของหวานติดตัว

ไว้รับประทานเมื่อมีอาการ อย่างไรก็ตาม แนะนำว่า

ควรมีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยเครื่องตรวจปลายนิ้ว

เพื่อยืนยันว่าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจริง

 ซึ่งระดับน้ำตาลในเลือดจะแตกต่างจากคนทั่วไป คือ

ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เป็นเบาหวานได้ค่าต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

จัดได้ว่า มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

เพื่อสุขภาพที่ดี ดูแลตนเองตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน

ขอบคุณข้อมูลจาก อ.พญ.ระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์

#RamaChannel






Create Date : 21 มีนาคม 2557
Last Update : 22 มีนาคม 2557 10:19:49 น.
Counter : 3437 Pageviews.

0 comment
### 20 มีนาคม ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพรัชกาลที่ 1 ###
วันที่ 20 มีนาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีทรงพระนามเต็มว่า

" พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ธรณินทราธิราชรัตนากาศภาสกรวงศ์องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนารถนายก ดิลกรัตนชาติอาชาวศรัย สมุทัยวโรมนต์สกลจักรฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทรหริหรินทรธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลยคุณธขนิษฐ์ ฤทธิราเมศวรมหันต์บรมธรรมิ...
กราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพา ดิเทพนฤดินทร์ภูมินทรปรามาธิเบศร โลกเชฎฐวิสุทธิ์รัตนมกุฎประเทศคตามหาพุทธางกูรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว "

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจักรีบรมนาถฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ. 2279 - พ.ศ. 2352 ครองราชย์ พ.ศ. 2325 - พ.ศ. 2352) รัชกาลที่ 1 แห่งราชจักรีวงศ์ เสด็จพระบรมราชสมภพเมื่อ วันพุธ เดือน 4 แรม 5 ค่ำ ปีมะโรงอัฐศก เวลา 3 ยาม ตรงกับวันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2279 ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นบุตรคนที่ 4 ของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (พระนามเดิม "ทองดี") และพระอัครชายา (พระนามเดิม "หยก"หรือ ดาวเรือง)

ปราบดาภิเษก

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2325 (ตรงกับ วันเสาร์ เดือน 5 แรม 9 ค่ำ ปีขาล จัตราศก จุลศักราช 1144) ขณะมีพระชนมายุได้ 45 พรรษา

พระราชโอรส พระราชธิดา

เมื่อครั้งที่ทรงดำรงตำแหน่งหลวงยกบัตรเมืองราชบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมรสกับคุณนาค ธิดาของคหบดีใหญ่ตำบลอัมพวา แขวงเมืองสมุทรสงคราม ต่อมาเมื่อขึ้นครองราชย์ แม้จะมิได้ทรงโปรดให้สถาปนายกย่องขึ้นเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่คนทั้งปวงก็เข้าใจว่าท่านผู้หญิงนาค เอกภรรยาดั้งเดิมนั้นเองที่อยู่ในฐานะสมเด็จพระอัครมเหสี จึงพากันขนานพระนามว่า สมเด็จพระพันวษา หรือสมเด็จพระพรรษา ตามอย่างการขนานพระนามสมเด็จพระอัครมเหสีตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ทรงมีพระราชโอรส และพระราชธิดาที่ประสูติแต่สมเด็จพระพันวษา พระอัครมเหสี 10 พระองค์ คือ

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชาย (ไม่ปรากฏพระนาม)
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิง (ไม่ปรากฏพระนาม)
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงฉิมใหญ่ (บางแห่งพระนามเดิมว่า หวาน)
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
 (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร - พระนามเดิมว่า ฉิม)
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าแจ่มกระจ่างฟ้า กรมหลวงศรีสุนทรเทพ
(พระนามเดิมว่า แจ่ม)
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ (นามเดิมว่า จุ้ย)
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าประไพวดี กรมหลวงเทพยวดี (พระนามเดิมว่า เอี้ยง)
เจ้าฟ้า (ไม่ปรากฏพระนาม)
เจ้าฟ้า (ไม่ปรากฏพระนาม)
เจ้าฟ้า (ไม่ปรากฏพระนาม)

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีพระราชโอรส-ราชธิดา
รวมทั้งสิ้น 42 พระองค์

สวรรคต

หลังจากการฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ทรงพระประชวรด้วยพระโรคชรา พระอาการทรุดลงตามลำดับ จนกระทั่ง เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณรวมพระชนมายุได้ 73 พรรษา เสด็จอยู่ในราชสมบัติ 27 ปี
ขอบคุณที่มา Fb. ราชบัลลังก์และจักรีวงค์

วันที่ 20 มีนาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีทรงพระนามเต็มว่า




Create Date : 20 มีนาคม 2557
Last Update : 20 มีนาคม 2557 11:41:14 น.
Counter : 763 Pageviews.

0 comment
### นอนไม่หลับ กดจุด เสินเหมิน ###















การนอนดึกส่งผลกระทบกับร่างกาย

 เรารักษาได้ด้วยตัวเอง

การนอนดึกทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายและร่างกายอ่อนแอ่ 

การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญกับมนุษย์เป็นอย่างมาก

การนอนดึก โต้รุ่ง หรือแม้กระทั้งไม่นอนเป็นวันๆนั้น

จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียอ่อนล้าได้ง่าย

และทำให้ร่างกายดูทรุดโทรม

ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอไปสู้กับโรคต่างๆ

ที่เข้ามาไม่ได้ เช่นโรคหวัด

และบางครั้งอาจจะทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน

 และท้องเสียบ่อยๆ

การไม่ได้พักผ่อนอาจจะทำให้

เป็นภูมิแพ้ได้ง่ายอีกด้วย

ถ้าหากไม่ได้นอนเป็นวันๆ

 อาจจะทำให้เกิดสภาวะจิตหลอน

มากขึ้นอาจจะถึงกับบ้าได้เลยทีเดียว

 และถ้านอนดึกเป็นกิจวัตรบ่อยๆ

จะทำให้ เป็นโรคนอนไม่หลับ ลืมง่าย

โกรธง่าย คิดมาก หรือจิตหลอน

วันนี้หมอตี๋จะแนะนำจุด ง่ายๆ คือจุด 神门(เสินเหมิน)

อยู่บริเวณข้อมือ ด้านฝ่ามือ ฝั่งนิ้วก้อย

จุดเสินเมิน เสิน(神)ตามภาษาจีนแล้ว

จะหมายถึง เทพพระเจ้า

แต่ในหลักของการแพท์แผนจีนจะหมายถึงจิตวิญญาณ,

 เหมิน(门)หมายถึงประตู รวมกันแล้วแปลว่า

ประตูของจิตวิญญาณ

เสินเหมินเป็นจุดหลักของเส้นลมปราณหัวใจ

จุดนี้สามารถรักษาโรคอื่นได้อีกด้วย

 เช่นใจสั่น เจ็บอก จิตซึมเศร้า

การนอนไม่หลับเกิดจากหลายสาเหตุ

 แต่สาเหตุที่พบบ่อยก็คือ หัวใจมีความร้อนสูง

ทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระสาย

จุดเสินเหมินเป็นจุดที่ลดไฟในหัวใจได้ดี

คนที่นอนไม่หลับ ต้องไปพึ่งยาหรือทานยากันบ่อยๆ

 ลองกดจุดได้เองที่บ้านได้ครับ

เพราะการกดจุดเป็นทำให้เลือดลมเดินได้ดีขึ้น

 เป็นธรรมชาติที่สุด

การกดจุดเสินเหมินให้กดบ่อยๆ

 หรือว่ากดก่อนนอน2-3ชม

 กดประมาณ200-300ครั้ง

 แต่มากกว่านั้นก็ไม่เป็นไร

อยากให้คนไทยนอนหลับฝันดีทุกวัน 

ด้วยความปรารถนาดีจากหมอตี๋

ขอบคุณ fb. Dr.ตี๋ แพทย์จีน







Create Date : 16 มีนาคม 2557
Last Update : 28 พฤษภาคม 2559 11:17:59 น.
Counter : 8502 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ