Group Blog
All Blog
### ยาหม่อง ###



















ทำไมยานี้ถึงชื่อ ยาหม่อง :

ตำนานและตำรับยาหม่องทำใช้เองง่ายๆ

ยาหม่อง” นั้น ถือกำเนิดในประเทศแถบยุโรป

 เนื่องจากเป็นเมืองหนาว อากาศมักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ

 เป็นเหตุให้คนก็จะเป็นหวัดคัดจมูกกันมาก

 ดังนั้น จึงมีการใช้น้ำมันที่เรียกว่า เมนทอลาทัม

ทาบรรเทาอาการเป็นหวัด คัดจมูก

“ยาหม่อง” ถือเป็นสีผึ้งไทยที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก

ผ่านมาทางพม่า โดยปกติแล้วคนไทยจะเคี่ยวสมุนไพรเก็บไว้ในขี้ผึ้ง

 หรือที่เรียกว่ายาหุงขี้ผึ้ง

เมื่ออังกฤษได้ยึดครองพม่านำยาในรูปแบบเมนทอลาทัมเข้ามา

 และแพร่เข้ามาในเมืองไทย

“ยาหม่อง” จึงหมายถึงยาที่นำเข้ามาโดยพม่า

ซึ่งคนไทยเรียกคนพม่าว่าหม่อง

เช่น รัฐบาลหม่อง (หม่องในภาษาพม่าจะใช้นำหน้าชื่อผู้ชาย

ที่มีอายุไม่เกิน 15 ปีคล้ายๆ กับเราที่ใช้คำว่า เด็กชาย)

 ยาชนิดนี้ต่อมาถูกเรียกติดปากเรื่อยมาว่า “ยาหม่อง”

 ปัจจุบันคนไทยได้มีการพัฒนายาหม่องมากมายหลากหลายกลิ่น

หลากหลายรสสัมผัส รวมทั้งมีการผสมใส่สมุนไพรนานาชนิด

 เช่น ยาหม่องเสลดพังพอน หรือพญายอ ยาหม่องไพล เป็นต้น

 ใช้ในการบรรเทาอาการฟกช้ำดำเขียว

 แก้แมลงสัตว์กัดต่อย แก้หวัดคัดจมูก


ส่วนประกอบของยาหม่อง ประกอบด้วย

1.ใบพญายอ (เสลดพังพอน) แห้งบดหยาบ 20 กรัม

2.วาสลีน 18 กรัม

3.ขี้ผึ้ง 18 กรัม

4.น้ำมันระกำ 28 กรัม

5.น้ำมันยูคาลิปตัส 10 กรัม

6.เมนทอล 12 กรัม

7.การบูร 4.8 กรัม

8.Hard paraffin 10 กรัม

ขั้นตอนการทำ

1.ชั่งและตวงสารตามสูตร

2.ละลายเมนทอลและการบูรในน้ำมันระกำและน้ำมันยูคาลิปตัส

3.หลอมขี้ผึ้ง, Hard paraffin และวาสลีนให้เข้ากันจนเหลว

 และใส่ใบพญายอ (เสลดพังพอน) ลงไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ

 จนกรอบกรองเอากากออก

4.รอจนเย็นเอามือจับได้จึงเติมลงข้อ 2

5.บรรจุลงขวด ติดฉลาก

ยาหม่อง ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันล้วนพัฒนารูปแบบ

 กลิ่น สีสัน รสสัมผัส มากจากสมุนไพรไทยโบราณทั้งสิ้น

 เพื่อให้เข้ากับคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น

ถือได้ว่ายาหม่อง เป็นยาสามัญประจำบ้านและประจำตัวชั้นเยี่ยม

ที่อยู่คู่คนไทยเสมอมา

................

เรียบเรียงข้อมูลโดย คมชัดลึก

//www.komchadluek.net/

detail/20140627/187170.html

ขอบคุณที่มา fb.สมุนไพรอภัยภูเบศร













Create Date : 21 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2558 11:05:57 น.
Counter : 1248 Pageviews.

0 comment
### ประเพณีบั๊งไฟพญานาค ###

















ประเพณี บั้งไฟพญานาค

 .......

ปรากฏการณ์ที่ลูกไฟขนาดเท่าหัวแม่มือจนถึงขนาดไข่ไก่

 สีชมพูอมแดง ไม่มีควัน กลิ่น หรือเสียง

พุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขง สู่อากาศสูงประมาณ ๒๐-๕๐ เมตร

 แล้วหายไป มีจำนวนไม่แน่นอน

จะเกิดขึ้นตั้งแต่เวลา ๑๘ ๐๐-๒๑ ๐๐ น.

ในเขตท้องที่อำเภอโพนพิสัย อำเภอปากคาด

กิ่งอำเภอรัตนาวาปี อำเภอบึงกาฬ อำเภอเมือง

 อำเภอศรีเชียงใหม่ และอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย

ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งตรงกับวันออกพรรษา

 ตลอดแนวความยาวกว่า 300 กม.

ของลำน้ำโขงซึ่งกั้นขวางระหว่าง

จังหวัดหนองคาย ประเทศไทย กับ สปป.ลาว

ชาวบ้านเชื่อกันว่าพญานาคจุดบั้งไฟขึ้น เพื่อถวายพระพุทธเจ้า

 ซึ่งเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นพุทธบูชา

ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ แต่ถ้าปีใดมีเดือน ๘ สองหน

จะตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี

แรกเริ่มเดิมทีชาวหนองคาย เรียกบั้งไฟพญานาคว่า “บั้งไฟผี”

ส่วนชาวเวียงจันทร์ เรียกว่า “ดอกไม้ไฟน้ำ”

ได้มีการนำเอาตำนานความเชื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับพญานาค

 เข้ามาผูกโยงเข้ากับเรื่องราวทางพุทธศาสนา

จนก่อกำเนิดเกิดเป็น “ตำนานบั้งไฟพญานาค”

ที่เล่าสืบทอดต่อ ๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่นจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

ตำนานบั้งไฟพญานาคมีอยู่ว่า

ในสมัยพุทธกาล ภายหลังจากที่

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้

และเสด็จออกเผยแผ่ศาสนา ไปทั่วชมพูทวีป

พญานาคเกิดความเลื่อมใส ศรัทธาในธรรม

ซึ่งพระพุทธองค์ทรงประกาศยิ่ง จึงจำแลงกายเป็นบุรุษขอบวช

เป็นพระภิกษุสงฆ์ ค่ำคืนหนึ่งพญานาคเผลอหลับใหลคืนร่างเดิม

ความทราบถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธองค์จึงขอให้พญานาคลาสิกขาเนื่องจากเป็นเดรัจฉาน

จะบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ไม่ได้ พญานาคยอมตามคำขอ

พระพุทธองค์แต่ได้ทูลขอ ให้เรียกกุลบุตรที่กำลังจะบวชว่า “นาค”

เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่ง ความศรัทธาก่อน

แล้วบวชเข้าโบสถ์ เป็นพระภิกษุสงฆ์

 จากนั้นเป็นต้นมาจึงมีการเรียกกุลบุตรทั้งหลายที่จะบวชว่า “พ่อนาค"

ครั้นเมื่อพระพุทธองค์เสด็จโปรด พระนางสิริมหามายา

พุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในพรรษาที่ 7 เสร็จเรียบร้อยแล้ว

 เสด็จกลับลงสู่โลกในวันออกพรรษา

พระองค์ทรงผายพระกร ออกทำให้ สวรรค์ มนุษย์ และบาดาล

เปิดเชื่อม ติดต่อถึงกันในวันนี้

เหล่าพญานาคทั้งหลาย ต่างพ่นลูกไฟถวายความชื่นชมยินดี

กลายเป็นที่มาของ “บั้งไฟพญานาค” ในท้ายที่สุด

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า น่าจะเกิดจากกลุ่มก๊าซ
ซึ่งมีมวล

เพราะสามารถแทรกน้ำขึ้นมาได้ มีขนาดเบากว่าอากาศ

 ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และจุดติดไฟได้เอง ในอากาศ

กลุ่มก๊าซเหล่านี้ จะเกิดจากอินทรีย์วัตถุ

เช่น มูลสัตว์ ซากพืช ซากสัตว์

หรือสิ่งมีชีวิตที่ตายทับถมกันจนเกิด Bacteria Ferment

เป็นกลุ่มก๊าซแล้วผุดขึ้นมาเป็นลูกเหนือผิวน้ำ และติดไฟด้วยตนเอง

พิธีกรรม ชาวบ้านเชื่อกันว่าบริเวณแก่งอาฮง

ตำบลหอคำ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย

 เป็นจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง หรือที่เรียกว่า "สะดือแม่น้ำโขง"

 ซึ่งมีขนาดความลึก ๙๘ วา ด้านล่างจะเป็นถ้ำขนาดใหญ่

ทะลุไปจนถึงภูเขางู ซึ่งอยู่ในฝั่งของประเทศลาว

และเชื่อกันว่า เป็นเมืองของพญานาค

บรรดาพวกชาวเรือ ที่ขับเรือผ่าน จะต้องเซ่นไหว้

ด้วยหมาก พลู บุหรี่ เหล้าขาว ที่บริเวณแก่งอาฮงนี้

นอกจากนี้เมื่อเวลามีคนตกน้ำ ในแม่น้ำโขง

ศพจะลอยมาติดอยู่ที่แก่งนี้ แห่งเดียวและจะไม่ลอยไป ที่อื่นเลย

 เนื่องจากมีพญานาคคอยดูแล หรือเรียกว่า "เจ้าแม่สองนาง"

ชาวบ้าน สร้างศาลเจ้าแม่สองนาง ไว้ตามริมฝั่งแม่น้ำโขง ทุกอำเภอ

 ที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขง เรียกว่า "ศาลเจ้าแม่สองนาง"

โดยจะมีพิธีกรรมบวงสรวง และจัดพิธีไหว้เรือไฟแม่น้ำโขง

บูชาพญานาคเพื่อให้คุ้มครองป้องกัน อันตรายต่าง ๆ

 ที่จะเกิดขึ้นในแม่น้ำโขง และเพื่อให้เกิดเป็นสิริมงคลต่อชีวิต

 เป็นประจำทุกปี













ขอบคุณที่มา fb. Siriwanna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 28 ตุลาคม 2558
Last Update : 28 ตุลาคม 2558 10:56:26 น.
Counter : 1262 Pageviews.

0 comment
### เทศกาลกินเจ ###














 

เทศกาลกินเจ

............


การกินเจเป็นประเพณีเต๋า ของจีน

ที่สืบทอดกันมาหลายช่วง อายุคน

ลูกหลานคนจีน และคนไทยเชื้อสายจีน จะกินเจกัน

 ถือเป็นอีกเทศกาลหนึ่ง ที่สำคัญมาก

 เพราะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ก่อนที่จะเริ่มกินเจ จึงจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัว

 ด้วยการล้างท้องก่อน 1 – 2 วัน

เพื่อให้ร่างกายได้ค่อยๆปรับสภาพ ของการกินเจในวันจริง

คำว่า "เจ" ในภาษาจีน ทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

 ความหมาย การรักษาอุโบสถศีล รวมถึงการไม่ทานเนื้อสัตว์ด้วย

 ข้อห้ามต่างๆของการกินเจ 10 ข้อ ได้แก่

- งดกินเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู ไก่ เป็ด ปลา

แม้กระทั่งไข่ไก่ ก็กินไม่ได้ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์

ที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ เพราะถือว่าเป็นการเบียดเบียนสัตว์

- งดกินผักกลิ่นแรงๆ 5 ชนิด ได้แก่  กระเทียม

หัวหอม หลักเกียว กุ๊ยช่าย ใบยาสูบ

 เพราะให้โทษต่อร่างกาย กระเทียมส่งผลไม่ดีต่อหัวใจ

 หอมส่งผลไม่ดีต่อไต หลักเกียวส่งผลไม่ดีต่อม้าม

 กุ๊ยช่ายส่งผลไม่ดีต่อตับ ใบยาสูบส่งผลไม่ดีต่อปอด

ล้วนเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายทั้งสิ้น

-งดอาหารรสจัด ต้องกินอาหารที่คนกินเจปรุงด้วยกัน

 ภาชนะจะต้องไม่ปนกันระหว่างภาชนะ ที่เอาไว้ใส่อาหารเจ

กับภาชนะที่เอาไว้ใส่เนื้อสัตว์

แต่งกายด้วยชุดขาว ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา

 พูดจาไพเราะ ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง

ประเพณีกินเจ ชาวจีนเรียก ว่า "เก้าอ๊วงเจ" หรือ "กิ้วอ๊วงเจ"

 แปลว่า "เจเดือน 9" เริ่มต้นในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9

ตามปฏิทินจีน รวม 9 วัน 9 คืน

 คำว่า "เก้าอ๊วง" หรือ "กิ้วอ๊วง" แปลว่า "พระราชา 9 องค์"

 หรือนพราชา หมายถึงผู้เป็นใหญ่ทั้ง 9

ธงประจำเทศกาล สีเหลืองซึ่งเป็นสีที่อนุญาตให้ใช้

กับคนสองกลุ่ม เท่านั้น คือกลุ่มกษัตริย์ ราชวงศ์

และกลุ่มอาจารย์ปราบผี

บนธงจะเขียนตัวอักษรสีแดง อ่านว่า "ไจ" หรือ "เจ"

มีความหมายว่า "ของไม่มีคาว"

 เหตุที่ใช้สีแดง เพราะชาวจีนเชื่อว่า เป็นสีมงคล

 สร้างความเจริญให้แก่ชีวิต

ธงเจนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ ของอาหารเจแล้ว

ยังเป็นการเตือนให้พุทธศาสนิกชน ที่ปฏิบัติตนถือศีลกินเจ

ได้ตระหนักถึงการ ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์

และการตั้งอยู่ในศีล ตลอดช่วงกินเจ

จุดประสงค์หลักของการกินเจ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ

1. กินเพื่อสุขภาพ เพราะอาหารเจ เป็นอาหารชีวจิต

 เมื่อกินติดต่อกัน จะทำให้ร่างกายสมดุล

 สามารถขับพิษของเสีย ออกจากร่างกายได้

และปรับระบบในร่างกายให้มีเสถียรภาพ

2. กินด้วยจิตเมตตาปกติ อาหารที่เรากินประกอบ ด้วย

เลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้ที่มีจิตใจดีงาม

จึงไม่สามารถกินเนื้อ ของสัตว์เหล่านั้นได้

3. กินเพื่อเว้นกรรม เพราะการฆ่าเอาเลือดเนื้อ ผู้อื่น

 เป็นการสร้างกรรม แม้จะไม่ได้ลงมือฆ่าเองก็ตาม

 เพราะการซื้อผู้อื่น เท่ากับการจ้างฆ่า

จึงหันมารับประทานอาหารเจแทน ในช่วงเวลาสั้น ๆ

เมืองไทยเรา ความเชื่อเรื่องการกินเจ

 เป็นไปในแนวทางของการละเว้นการเอาชีวิตของสัตว์

 เพื่อเป็นการสักการบูชา แก่พระพุทธเจ้า

และมหาโพธิสัตว์กวนอิม

การกินเจจึงเป็นอีกหนึ่ง พิธีกรรมเพื่อสักการะ

อาหารเจนับว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ และไม่มีพิษต่อร่างกาย

เพราะได้โปรตีนจากถั่วต่าง ๆ และยังย่อยง่าย

เป็นการลดการทำงานของ ระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย




















ขอบคุณที่มา fb.Siriwanna Jill
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 12 ตุลาคม 2558
Last Update : 12 ตุลาคม 2558 9:45:14 น.
Counter : 681 Pageviews.

0 comment
### วันไหว้พระจันทร์



















วันไหว้พระจันทร์

............. 

2558 ตรงกับวันที่ 27 กันยายน 2558

เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญ ของคนจีน

 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง

 ชาวจีนจึงเรียกว่ Zhong Qiu แปลว่า "กลางฤดูใบไม้ร่วง"

เป็นประเพณีที่ชาวจีน ถือปฏิบัติสืบต่อกันมานับพันปี

วันไหว้พระจันทร์ เป็นวันที่ พระจันทร์ส่องแสงงดงามที่สุด

และเต็มดวงที่สุด

ชาวจีนจึงให้พระจันทร์ เป็นสัญลักษณ์ของความสวยงาม

 เป็นสื่อกลาง ของการคิดถึง ซึ่งกันและกัน

เมื่อคนในครอบครัวจากบ้านเกิด ไปไกลคิดถึงครอบครัว

 ก็ให้แหงนมองดวงจันทร์ ส่งความรู้สึกที่ดี

ส่งความคิดถึงไปสู่ครอบครัว และคนที่รักผ่านดวงจันทร์

ชาวจีนยังถือว่า วันไหว้พระจันทร์ เป็นวันที่คนในครอบครัว

จะได้แสดงความสามัคคีกัน และได้ชมดวงจันทร์ พร้อมหน้ากัน

 ซึ่งชาวจีนได้นิยาม วันไหว้พระจันทร์ ว่า

"วันแห่งการอยู่พร้อมหน้าของครอบครัว"

เทศกาลไหว้พระจันทร์ เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 1911

ในช่วงมองโกลยึดครองจีน ขนมเค้กที่ทำขึ้น

เพื่อซุกซ่อนข้อความลับของพวกกบฏ

ที่มีถึงประชาชนทั่วทั้งประเทศ ให้มาชุมนุมกันครั้งใหญ่

 ในเดือน 10 นี้ ทหารมองโกลไม่ได้ระแวง

ถึงจุดประสงค์ของพวกกบฏ เพราะคิดว่า

ขนมเค้ก เป็นการทำตามประเพณีดั่งเดิม ของชาวจีน

ในคืนนั้นเองทหารมองโกลจึงถูกปราบ ราบคาบ

 หลังจากที่ราชวงศ์ใหม่ คือราชวงศ์หมิงได้ถูกจัดตั้งขึ้นแล้ว

วันไหว้พระจันทร์ จึงถือปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้

เดิม วันไหว้พระจันทร์ ชาวจีนผู้ชายจะไม่นิยมไหว้พระจันทร์

เนื่องจากเชื่อว่า พระจันทร์ถือเป็นหยินซึ่งเป็นธาตุของผู้หญิง

ผู้ชายถือเป็นหยาง แต่ปัจจุบันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ไหว้พระจันทร์

การไหว้พระจันทร์ จะเริ่มต้นตอนหัวค่ำ

ซึ่งดวงจันทร์เริ่มปรากฏบนท้องฟ้า

และถึงแม้ มองไม่เห็นพระจันทร์

 พิธีดำเนินไปจนถึงประมาณ 4-5 ทุ่ม

หลังเสร็จพิธี ทุกคนในครอบครัวจะตั้งวง

แบ่งกันกินขนมไหว้พระจันทร์

โดยขนมต้องนำมาหั่นแบ่ง ให้เท่ากับจำนวนคนในครอบครัว

 ห้ามเกินหรือขาด และแต่ละชิ้น ต้องมีขนาดที่เท่ากัน

 ขนมไหว้พระจันทร์จึงเป็นสัญลักษณ์ ของความสามัคคี

 ความกลมเกลียว คนในครอบครัว

รูปลักษณะของขนมไหว้ พระจันทร์

จะต้องทำเป็นก้อนวงกลม เท่านั้น

การไหว้พระจันทร์ จะใช้ของไหว้คล้ายกับการไหว้เจ้าทั่วไป

 ผลไม้ต่าง ๆ ที่มีชื่อและมีความหมายเป็นสิริมงคล

เช่น ทับทิม หมายถึงลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง

แอปเปิล หมายถึงความสงบสุข

 องุ่น หมายถึงความเพิ่มพูน

ส้ม หมายถึงความเป็นมงคล

สาลี่ หมายถึง ขอให้มีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในชีวิต

รวมทั้งส้มโอ ไม่ใช้ผลไม้ที่มียางหรือมีหนาม
























 

 

 

ขอบคุณที่มา fb. Siriwan Jane
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 27 กันยายน 2558
Last Update : 27 กันยายน 2558 11:29:13 น.
Counter : 1054 Pageviews.

0 comment
### วันศารทวิษุวัต ###














วันศารทวิษุวัต

............


23 ก.ย 2558 นี้ เป็น "วันศารทวิษุวัต"

 อ่าน สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด หรือ Autumnal Equinox

 ซึ่งเป็นวันที่ กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน

หนึ่งปีมี 2 ครั้ง เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ

 การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์

เนื่องจากเป็นวันที่ ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่ง

 ตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตร (Equator) ของโลกพอดี

ถือเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วง ในซีกโลกเหนือ

และเป็นวันเริ่มต้น ฤดูใบไม้ผลิในซีกโลกใต้

โดยเป็นวันที่ดวงอาทิตย์ จะขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก

 ของประเทศไทย เวลาประมาณ 0607 น.

 และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก เวลาประมาณ 1814 น.

 หลังจากนี้ดวงอาทิตย์ จะเคลื่อนที่ลงไปทางใต้เรื่อย ๆ

และหยุดที่จุดใต้สุด ใน 22 ธ.ค 58

เรียกว่า "วันเหมายัน" อ่าน เห-มา-ยัน หรือ Winter Solstice

 จากนั้นจะค่อย ๆ เคลื่อนที่ขึ้นไปทางเหนืออีกครั้ง

ในหนึ่งปีจะมีวันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน

 เพียง 2 ครั้งเท่านั้น












ขอบคุณที่มาของข้อมูลfb. Siriwan Jane
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 22 กันยายน 2558
Last Update : 22 กันยายน 2558 16:29:15 น.
Counter : 694 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ