Group Blog
All Blog
### กินเค็มมากอันตราย ###



รักตัวกลัวตาย ลดกินเค็มนะจ๊ะ










เชื่อเถอะว่า ถ้วยพริกน้ำปลาบนโต๊ะอาหาร มีอานุภาพทำลายล้าง

 สามารถถล่มประเทศชาติให้ล่มจมกันได้ง่ายๆ

หนุ่มสาวผู้นิยมความเค็มอาจร้องทักว่า “เว่อร์” ไปเปล่าเนี่ย

แต่นี่เป็นเรื่องจริงค่ะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ

ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์

โรงพยาบาลรามาธิบดี

เล่าให้ฟังถึงปัญหาการ กินเค็ม ที่ระบาดไปทั่วโลกว่า

 เค็มจัดกันทั้งโลก

กินเค็ม

ตามปกติ ร่างกายต้องการโซเดียมเพียงวันละ 2 กรัม

แต่ถ้าอยู่ในรูปโซเดียมคลอไรด์ (Sodium Chloride)

หรือเกลือแกงจะอยู่ที่ 5 กรัม ซึ่งจากการศึกษาพบว่า

คนทั่วโลก กินเค็ม มากกว่าที่ควรกินถึง 2 เท่า

 เช่นเดียวกับคนไทย สำรวจพบข้อมูลว่า

เรากินเกลือเฉลี่ยวันละ 10 กรัม มากกว่าที่ควรกินถึง 2 เท่าเช่นกัน

เมื่อลองคำนวณปริมาณเกลือที่กินในแต่ละวัน

หลายคนเป่าปากโล่งใจ เพราะทบทวนพฤติกรรมแล้วยืนยันว่า

 ยังไงๆ ก็กินเกลือไม่ถึง 5 กรัมแน่นอน อย่าชะล่าใจไปนะคะ

 เพราะคุณๆ อาจกำลังเข้าใจผิดอย่างแรง

คุณหมอสุรศักดิ์อธิบายว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า

” โซเดียมมีหลายรูปแบบ เช่น เกลือแกงซึ่งมีความเค็มจัด

เป็นโซเดียมคลอไรด์ ที่อาจไปผสมอยู่ในน้ำปลา ซีอิ๊วขาว บะหมี่สำเร็จรูป

ผงชูรสจัดเป็นโซเดียมอย่างหนึ่ง เรียกว่า โซเดียมโมโนกลูตาเมต (Sodium Monoglutamate) แต่ไม่มีรสเค็ม

รวมถึงผงฟูก็เป็นโซเดียมเรียกว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium Bicarbonate)

จึงอาจบอกได้ว่า วันๆ หนึ่งเรามีโอกาสได้รับโซเดียมและเกลือเกิน

 เนื่องจากผสมอยู่ในอาหารหลายชนิด

อายุน้อยร้อยโรค… ประเทศชาติล่มจม

อาจารย์สุรศักดิ์ไม่ได้ขู่ให้กลัวเล่นๆ นะคะ เพราะจากการศึกษา

ในประเทศไทยพบว่า ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ

 จากเคยพบที่อายุ 35 ปี ลดลงมาเป็น 20 ปี

ซึ่งอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจเกิดโรคแทรกซ้อน

 เช่น ไตวาย อัมพฤกษ์อัมพาต ท่านเล่าต่ออีกว่า

 “พบผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอายุน้อยลง วัย 20 ปีก็เป็นแล้ว

พออีก 10 ปีข้างหน้า อายุแค่ 30 ปี อาจป่วยเป็นไตวาย เป็นหัวใจ

 เบาหวาน ทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียหลายด้าน

ทั้งส่วนทรัพยากรบุคคลวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญ

ในการพัฒนาประเทศเสียงบประมาณแผ่นดินเพื่อรักษาพยาบาล

ตอนนี้งบรักษาผู้ป่วยเฉพาะไตวายซึ่งต้องทำการฟอกเลือด

เฉลี่ยปีละหมื่นล้านบาท ซึ่งแนวโน้มผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น

อีกปีละ 20 เปอร์เซ็นต์ คิดดูว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า

เราต้องเสียงบประมาณไม่รู้กี่แสนล้านบาทเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคไต

 นี่ยังไม่นับรวมโรคหัวใจ เบาหวาน

 ซึ่งมีสาเหตุมาจากความดันโลหิตสูงด้วยเช่นกัน”

โรคเรื้อรังหรือโรควิถีชีวิตซึ่งได้แก่ ความดันโลหิตสูง หัวใจ

 เบาหวาน ไตวาย ล้วนเกิดจากพฤติกรรมเป็นส่วนใหญ่

โดยเฉพาะการกินเค็ม องค์การอนามัยโลก

หรือ WHO (World Health Organization)

จึงรณรงค์ให้ทุกประเทศสมาชิกลดการกินเค็มลง 30 เปอร์เซ็นต์

ซึ่งมีเป้าหมายว่าจะต้องทำให้สำเร็จใน 30 ปีข้างหน้า

องค์การอนามัยโลกชี้แจงว่า หากทำสำเร็จ

จะช่วยชีวิตคนไว้ได้ปีละหลายแสนคนทีเดียว

ทั้งยังประหยัดงบค่ารักษาพยาบาลปีละหลายล้านดอลลาร์

 เพราะช่วยลดค่ายาที่ต้องจ่ายให้คนไข้ในกลุ่มโรคดังกล่าว

ซึ่งต้องกินยาไปตลอดชีวิต

How to ลดเค็ม ลดโรค

เห็นผลเสียจากการกินเค็มแล้วใช่ไหมคะว่า

ทำให้ประเทศชาติเราเกิดความสูญเสียหลายด้าน

ดังนั้น เรามาหาวิธีบอกลาความเค็มกันดีกว่า

คุณหมอสุรศักดิ์แนะนำเคล็ดลับดังนี้

1. ถ้าคุณเป็นคนกินเค็มมาก พยายามลดการกินเกลือลง

เดือนละ 10 เปอร์เซ็นต์

เช่น จากที่ต้องใช้น้ำปลา 5 ช้อนโต๊ะปรุงอาหาร ให้ใช้เพียง 4 ช้อนโต๊ะ

ในเดือนแรก แล้วค่อยๆ ปรับลดลงมาเป็น 3 และ 2 ช้อนโต๊ะ

ในเดือนต่อๆ มา เนื่องจากถ้าเราลดการกินน้ำปลาหรือเกลือลงทันที

จะทำให้ผู้กินหรือคนในครอบครัวรู้สึกว่ารสชาติอาหารเปลี่ยนไป

 และจะต่อต้านไม่กินอาหารที่ทำ แต่การค่อยๆ ลดปริมาณน้ำปลาลง

จะทำให้ผู้กินไม่รู้สึกว่ารสชาติอาหารเปลี่ยนไป

เพราะลิ้นค่อยๆ ปรับการรับรสเค็มได้น้อยลง

 จนไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง

2. ใช้เครื่องเทศต่างๆ ในการปรุงอาหาร เช่น พริกไทย น้ำมะนาว

 อบเชย ฯลฯ เพื่อทำให้รสชาติอาหารกลมกล่อมขึ้น

โดยใส่น้ำปลาหรือเกลือให้น้อยลง

3. กินอาหารโดยไม่ต้องปรุง โดยเฉพาะอาหารนอกบ้าน

ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าจะปรุงมาให้อร่อยกำลังดีอยู่แล้ว

 การใส่น้ำปลาลงไปอีกเท่ากับเป็นการเพิ่มความเค็มโดยไม่จำเป็น

4. ใช้น้ำปลาสูตรพิเศษซึ่งลดปริมาณโซเดียมลง

แล้วใช้เกลือโพแทสเซียมใส่ลงไปเพื่อให้ความเค็ม

 แต่อาจจะมีรสชาติเฝื่อนเมื่อนำไปต้ม

ช่วยกันลดการกินเค็มลงสักครึ่งหนึ่งของที่กินอยู่

จะช่วยประเทศชาติให้พ้นภัย ตัวเองพ้นโรค

สังคมไทยจะได้อยู่กันอย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์

ขอบคุณข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
#RamaChannel










Create Date : 10 เมษายน 2557
Last Update : 15 เมษายน 2557 11:40:33 น.
Counter : 651 Pageviews.

0 comment
### เมินอาหารเส้นใย ระวังมะเร็งจะถามหา ###



ต้องกินอาหารเส้นใยมากๆจะช่วยลดการเกิดมะเร็งลำใส้










ดร.สุภัจฉรา นพจินดา สำนักงานวิจัยคณะแพทยศาสตร์

โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยถึงการกินอาหารที่ไม่มีเส้นใย

เช่น กินนม เนย เนื้อสัตว์ อาหารที่มีไขมันล้นเกิน แป้งขัดขาว

แต่ไม่กินเส้นใย เช่น ผักสด ผลไม้สด ข้าวกล้อง ข้าวโพด

โอกาสที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง เนื่องจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์

และไขมันเมื่อถูกขับกับน้ำย่อยแล้วจะเหนียวหนึบเป็นยางมะตอย

ติดอยู่กับผนังลำไส้ใหญ่ มิหนำซ้ำยังมีกรดน้ำดีอยู่ด้วย

พอมันติดหนึบเป็นตะกรันอยู่ในตัวเราไม่ถูกถ่ายทิ้ง

 แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ก็กินกรดน้ำดีต่อทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง

เกิดเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ในที่สุด

ตรงกันข้ามหากเรากินอาหารที่มีเส้นใยจากผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ฯลฯ

เส้นใยเหล่านี้จะไปทำให้กรดน้ำดีในอุจจาระเจือจางลง

ป้องกันการเกิดตะกรันที่ติดหนึบเป็นหมากฝรั่ง

และเกิดการถ่ายทิ้งออกนอกร่างกายทุกวัน

แบคทีเรียจึงไม่ทันย่อยกรดน้ำดี และไม่เกิดสารก่อมะเร็ง

จะเห็นว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ป้องกันได้เพียงแต่กินอาหารประเภทผัก

ผลไม้วันละมากๆ หันมากินข้าวกล้องแทนข้าวขาว

ปัญหาท้องผูกก็จะหมดไป อย่าลืมว่า

เมื่อใดลำไส้ใหญ่สกปรกมะเร็งจะถามหา

ดร.สุภัจฉรากล่าวอีกว่า มีผู้ตระหนักถึงภัยมะเร็งตื่นตัว

และหันมากินผัก ประเภทแครอต บร็อกโคลี่ ลูกพรุน

ส่วนมากต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศทำให้ราคาแพง และหายาก

 แต่หากหันมากินผักในประเทศซึ่งมีหลายประเภทและมีเบต้าแคโรทีน

ไม่น้อยไปกว่ากัน เช่น ยอดมะยม มีเบต้าแคโรทีนสูง

ผักโขมที่หาง่ายในเมืองไทย ตำลึง มีแคลเซี่ยมและเบต้าแคโรทีนสูง

กระถิน ยอดแคที่ใช้ลวกจิ้มน้ำพริก นอกจากนี้ยังมีชะพลู

"ยังมีอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ

เพื่อป้องกันมะเร็งหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ควบคุมน้ำหนักตัว

 โรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับโรคมะเร็งมดลูก ถุงน้ำดี เต้านม

และลำไส้ใหญ่ การออกกำลังกายและลดรับประทานอาหาร

ที่ให้พลังงานสูงจะช่วยป้องกันมะเร็งเหล่านี้ได้"

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็ง เกิดจากปัจจัยภายนอกร่างกาย

เช่น รับสารพิษจากเชื้อราที่มาพร้อมกับอาหารที่เรากิน

เช่น ถั่วลิสง ถั่วคั่วป่น ข้าวโพด พริกแห้ง ข้าวฟ่าง การปิ้ง ย่าง

 เผารมควัน ทอดเนื้อสัตว์ อาหารที่มีเกลือไนเตรต

เช่น ไส้กรอก เบคอน แหนม ส่วนปัจจัยภายในร่างกาย

 เช่น พันธุกรรม ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องขาดสารอาหารบางอย่าง

เช่น ขาดวิตามินเอเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งระบบทางเดินหายใจได้"

ขอบคุณข้อมูลจาก ดร.สุภัจฉรา นพจินดา

 สำนักงานวิจัยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

#RamaChannel





Create Date : 09 เมษายน 2557
Last Update : 16 เมษายน 2557 9:42:52 น.
Counter : 556 Pageviews.

0 comment
### ไม่ควรล้างผักและผลไม้ด้วยเกลือ...เพราะเหตุใด ###



ไม่ควรใช้เกลือล้างผักและผลไม้









อย่าใช้เกลือล้างผักและผลไม้นะ

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการใช้น้ำเกลือล้างผัก

จะช่วยให้ผักสะอาดหมดจดได้

วามจริงแล้วเกลือเป็นโซเดียมคลอไรด์

ที่มีส่วนทำให้สารตกค้าง

อย่างยาฆ่าแมลงนั้นคงทนยิ่งขึ้น

ทำให้มันยังตกค้างอยู่ในผักและผลไม้

การล้างผักและผลไม้ที่ถูกต้องนั้น

ควรล้างด้วยน้ำเปล่าก่อนหนึ่งครั้ง

 จากนั้น นำไปแช่โดยใส่แป้งสาลีผสมลงในน้ำด้วยเล็กน้อย

 เพราะมันจะช่วยล้างสารพิษจากยาฆ่าแมลงออกไปได้ 

หรืออีกวิธีก็คือล้างด้วยน้ำเปล่าซ้ำกันหลายๆ ครั้ง

และจะดียิ่งขึ้นหากปล่อยผักและผลไม้

ไว้ที่อุณหภูมิห้องก่อนครึ่งวัน

แล้วค่อยนำมาล้าง

******* *******

เครดิต: เรื่อง ชีวอโรคยา นำมาจาก health.teenee.com
ภาพ : ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต








Create Date : 06 เมษายน 2557
Last Update : 28 พฤษภาคม 2559 12:11:43 น.
Counter : 713 Pageviews.

0 comment
### ประวัติการสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า ###










"สะพานพระพุทธยอดฟ้า"

อาถรรพณ์ที่เป็นเหตุ ให้ต้องสร้างสะพานพุทธฯนั้น

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในพิธีฝังเสาหลักเมือง ของกรุงเทพมหานคร

ในวันอาทิตย์ที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕

เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามฤกษ์แล้ว ขณะที่พราหมณ์กำลังเลื่อนเสาลงหลุม

ก็พบเหตุประหลาด มีงูเล็กๆ ๔ ตัวปรากฎอยู่ก้นหลุม

โดยไม่มีใครสังเกตเห็นมาก่อน ครั้นจะหยุดเสาเมืองไว้ก็ไม่ได้

 เพราะพิธีทุกอย่างต้องเป็นไปตามฤกษ์

พราหมณ์จึงจำต้องปล่อยเสาลงหลุม

และกลบดินฝังงูเล็ก ๔ ตัวนั้นไว้กับเสาหลักเมืองด้วย

เรื่องนี้ทำให้

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงปริวิตกเป็นอันมาก

บรรดาโหราจารย์ทั้งหลายต่างทำนายตรงกันว่า

เหตุการณ์นี้เป็นอวมงคลคือ เป็นเรื่องไม่ดี

แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าจะทำให้เกิดเหตุร้ายสิ่งใด

บ้างก็ทำนายว่าพระราชวงศ์จักรี จะสิ้นสุดลงในเวลา ๑๕๐ ปี

ซึ่งก็สร้างความวิตกให้ผู้คนตลอดมา

จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ซึ่งทรงเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ นอกจากจะทรงทำพิธีแก้อาถรรพณ์

ด้วยการฝังเสาหลักเมือง ขึ้นอีกเสาหนึ่งคู่กันแล้ว

 ยังทรงมีพระราชดำริ ที่จะสร้างสะพานเชื่อมเมืองหลวงใหม่

กับเมืองหลวงเก่าให้ติดต่อถึงกัน

แต่ในยุคนั้นยังไม่มีเทคโนโลยี สามารถสร้างสะพานข้ามแม่น้ำที่กว้างขนาดนั้นได้

จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๗ ซึ่งกำหนดจะมีงานเฉลิมฉลอง

กรุงเทพมหานคร ๑๕๐ ปี ใน พ.ศ. ๒๔๗๕

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคำนึงถึง

พระราชดำริในรัชกาลที่ ๔ ที่จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

เชื่อม ๒ ฝั่ง อีกทั้งยังทรงเห็นว่า กรุงเทพมหานคร

ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นมาก และขยายไปทางด้านตะวันออก มากกว่าด้านอื่น

แต่ทางด้านฝั่งธนบุรีมีพื้นที่ติดกัน เป็นเรือกสวนและมีผู้คนอาศัยอยู่มาก

การไปมากับฝั่งพระนคร ยังยากลำบากต้องใช้แต่ทางเรือ

ไม่วันใดวันหนึ่งก็ต้อง สร้างสะพานเชื่อมถึงกัน

ถ้าสร้างเสียแต่วันนี้ จะได้ประโยชน์เร็วขึ้น

ทั้งในโอกาสฉลองกรุงเทพฯ ๑๕๐ ปี

ก็ควรจะมีสิ่งที่เป็นอนุสรณ์สถานสร้างไว้ เพื่อระลึกถึง

พระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดจุฬาโลก

ที่สร้างกรุงเทพมหานครขึ้น

เมื่อโปรดเกล้าฯให้คณะอภิรัฐมนตรี สภาประชุมปรึกษาหารือกัน

 ก็เห็นชอบพระราชดำริที่จะสร้างอนุสรณ์สถาน ๒ สิ่งคู่กัน

โดยเชิญชวนประชาชนร่วม เฉลิมพระเกียรติสนองพระเดชพระคุณ

 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

คือ พระบรมรูปองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

ผู้สร้างกรุงเทพมหานคร กับอีกสิ่งหนึ่งคือ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

ที่เป็นพระราชดำริมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๔

โดยกำหนดสถานที่ปลายถนนตรีเพชร ฝั่งพระนคร

ข้ามไปลงที่บริเวณด้านวัดประยุรวงศาวาส

จากนั้นตัดถนนกระจายไปในเขตฝั่งธนบุรี

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก นั้น

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

อุปนายกราชบัณฑิตสถาน ซึ่งทรงอำนวยการแผนกศิลปากร

เป็นผู้ออกแบบ เป็นพระบรมรูปทรงเครื่องขัตติยาภรณ์

ประทับเหนือราชบัลลังก์ และหล่อด้วยทองสำริด

สูงจากฐานถึงยอด ๔.๖๐ เมตร ฐานกว้าง ๒.๓๐ เมตร

มีฐานศิลาอ่อนเป็นเวที ที่ตั้งพระบรมรูปหล่ออีกตอนหนึ่ง

สะพานข้ามแม่น้ำนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้

พระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน

เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และคมนาคมอำนวยการสร้าง

ซึ่งทรงรับสั่งให้ กองแบบแผน กรมรถไฟหลวง เป็นผู้ออกแบบโครงสร้าง

แสดงทางขึ้นลงทั้ง ๒ ข้างและตัวสะพาน พร้อมด้วยขนาดและรายการ

เพื่อเปิดประมูลจากบริษัทต่างๆ บริษัททดอร์แมนลอง จากประเทศอังกฤษ

เป็นผู้ออกแบบก่อสร้าง เป็นสะพานเหล็กยาว ๒๒๙.๗๖ เมตร

กว้าง๑๖.๖๘ เมตร ท้องสะพานสูงเหนือน้ำ ๗.๕๐ เมตร

สามารถยกสะพานขึ้นลง เพื่อเปิดทางให้เรือขนาดใหญ่ผ่านได้

 ออกแบบให้มีรูปลักษณ์เหมือนลูกศร มีปลายอยู่ที่ฝั่งธนบุรี

งบประมาณการสร้างปฐมบรมราชานุสรณ์ทั้ง ๒ สิ่งนี้

กำหนดประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ

ทรงบริจาคราชทรัพย์ ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง

และรัฐบาลสมทบงบประมาณแผ่นดิน อีกจำนวนหนึ่ง

 อีกทั้งทรงมีพระราชดำริ ที่จะเปิดรับบริจาคเงินจากประชาชน

ให้มีส่วนร่วมในการสร้างด้วย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามสะพานนี้ว่า

"สะพานพระพุทธยอดฟ้า"

ทางขึ้นลงทางฝั่งธนบุรีนั้น จะใช้ทางเดียวกันเป็นถนน ๒ เลน

แต่ทางฝั่งพระนคร แยกทางขึ้นลงออกจากกัน

และตรงทางโค้งที่ทางขึ้นทางลง มาบรรจบกัน

เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

 หันพระพักตร์ไปยังถนนตรีเพชร

เบื้องหลังก่อเป็นกำแพงหินอ่อนกั้น เบื้องหน้ามีเครื่องบูชาและมีน้ำพุ

๒ ข้างตอม่อสะพานทั้ง ๒ ฝั่ง ทำเป็นเสาสูงไว้ข้างละต้น รวมเป็น ๔ ต้น

มีลักษณะสอบขึ้นข้างบน ภายในกลวงมีบันได ขึ้นไปด้านบนได้

ซึ่งบนสุดมีหน้าต่างกระจก ๔ ทิศติดไฟฟ้าไว้ภายใน

เพื่อเป็นอาณัติสัญญาณ แก่เรือที่จะผ่านสะพาน

เมื่อสะพานปิดไฟจะเปิด เรือสามารถมองเห็นได้แต่ไกล

ไฟจะดับเมื่อสะพานเปิด เสาทั้ง ๔ ยังเป็นเครื่องประดับสะพานด้วย

 ที่โคนเสามีคำจารึกประวัติ การสร้างสะพานอยู่ด้านหนึ่ง

อีกด้านหนึ่งจารึกนามสะพาน พร้อมปีพระพุทธศักราช ๒๔๗๕

 ที่เป็นปีประกอบพระราชพิธี เปิดพระปฐมบรมราชานุสรณ์

และสะพานเหมือนกันทั้ง ๒ ฝั่ง

สงครามโลกครั้งที่ ๒ สะพานพระพุทธยอดฟ้า ถูกฝ่ายสัมพันธมิตร

 ทิ้งระเบิดจนเสียหาย เพื่อตัดเส้นทางลำเลียง ของกองทัพญี่ปุ่น

พอสงครามสงบองค์การสหประชาชาติ ได้นำสะพานเบลลี

มาทอดให้ชั่วคราว จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๑ รัฐบาลจึงได้บูรณะ

และกลับมาใช้ได้ตามปกติในปี ๒๔๙๒

ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน

และเป็นอนุสรณ์สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์

ปัจจุบัน นอกจากสะพานพระพุทธยอดฟ้า จะเป็นที่ประดิษฐาน

ปฐมบรมราชานุสรณ์แล้ว ยังมีลานสาธารณะ ให้คนมาใช้พักผ่อนหย่อนใจ

และเป็นลานกีฬาของเด็กนักเรียนในย่านนั้นด้วย

ทั้งฟุตบอลและสเกตบอร์ด

ในยามค่ำคืนพื้นที่ใต้สะพานพระพุทธยอดฟ้า ในยามค่ำ

จะเป็นตลาดนัดยามค่ำคืน ที่มีสินค้าแฟชั่นหลากหลาย

 โดยเฉพาะสินค้ามือสอง อาทิ เสื้อ กางเกง กระเป๋า รองเท้า

เครื่องประดับ อีกทั้งยังมีศิลปินอิสระ ส่วนมากเป็นนักศึกษาเพาะช่าง

มารับวาดภาพและขายภาพวาดด้วย ด้วยราคาที่แสนถูก


cr. fb. Siriwanna Jill
















Create Date : 06 เมษายน 2557
Last Update : 6 เมษายน 2557 9:44:28 น.
Counter : 1221 Pageviews.

0 comment
### ยาพาราเซตามอล รักษาอาการปวดได้ทุกอย่าง..จริงหรือ ? ###




ว่าด้วยยาพาราเซตามอล









ยาพาราเซตามอล หรือ อะเซตามิโนเฟน เป็นยาแก้ปวดลดไข้

ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายหาซื้อได้ง่าย เป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัยเมื่อใช้อย่างถูกวิธี

พาราเซตามอลสามารถบรรเทาปวดจากสาเหตุต่างๆได้หลากหลาย

เช่น ปวดศีรษะ ปวดจากข้อเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ เคล็ด ขัด ยอก

 หลายท่านจึงมีติดตู้ยาที่บ้านและมักเป็นยาที่นึกถึงเป็นขนานแรกเมื่อมีอาการปวด

 เมื่อใช้ในรูปแบบยาเดี่ยว พาราเซตามอลมีฤทธิ์ลดอาการปวดจำกัด

 รักษาได้เพียงอาการปวดขั้นอ่อนถึงปานกลางเท่านั้น

อาการปวดที่ยาพาราเซตามอลใช้ได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผล

แม้พาราเซตามอลจะมีฤทธิ์บรรเทาปวดได้หลายอย่าง

จนเหมือนจะรักษาปวดได้ครอบจักรวาล แต่อย่างไรก็ตาม

มีอาการปวดบางชนิดที่พาราเซตามอลไม่มีผลรักษา

หรืออาจไม่ใช่ยาที่เหมาะสม เช่น

1.อาการปวดขั้นรุนแรง

เช่นปวดจากแผลผ่าตัดใหญ่ หรือจากมะเร็ง

วิธีการประเมินความปวดอย่างง่ายวิธีหนึ่งคือการให้คะแนนความปวดจาก 0 ถึง 10

ให้เลข 0 แทนความรู้สึกที่ไม่มีอาการปวดแต่อย่างใด

และเลข 10 แทนความรู้สึกปวดมากที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้

หากประเมินแล้วตัวเลขตกอยู่ในช่วง 7-10 นั่นหมายถึงการมีอาการปวดขั้นรุนแรง 

ยาพาราเซตามอลแต่เพียงขนานเดียวไม่สามารถรักษาได้

แม้ว่าจะใช้เกินขนาดไปเท่าใดก็ตาม

ดังนั้นผู้ป่วยที่มีความปวดระดับดังกล่าวห้ามใช้พาราเซตามอลเกินขนาดที่แนะนำ

เพื่อหวังผลลดปวดและควรพบแพทย์เพื่อรับยาที่เหมาะสมต่อไป

2. อาการปวดที่มีลักษณะอาการแบบแปลกๆ

อาการปวดโดยทั่วไปที่พาราเซตามอลมีผลรักษาเช่น ปวดตื้อ หรือ กดเจ็บ

จากเนื้อเยื่อที่มีการอักเสบ หรือปวดศีรษะทั่วไป

แต่มีอาการปวดบางแบบที่พบได้ในผู้ป่วยเช่น ปวดแสบปวดร้อน

เสียวแปลบเป็นพักๆ ปวดเหมือนเข็มเล็กๆทิ่มแทง ปวดเหมือนไฟช๊อต

ปวดร้าวไปที่บริเวณอื่นๆ อาการปวดเหล่านี้อาจบ่งถึงอาการปวด

จากการที่เส้นประสาททำงานผิดปกติ ปวดร่วมกับอาการชา 

ยาพาราเซตามอลมีผลน้อยมากในการรักษาอาการดังกล่าว

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเส้นประสาทมักมีอาการเรื้อรัง

จึงอาจใช้ยาพาราเซตามอลเองเป็นระยะเวลานาน

ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของตับ หากมีอาการเหล่านี้

ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

3. อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

การใช้ยาพาราเซตามอลรักษาอาการปวดศีรษะบ่อยๆ

โดยเฉพาะการใช้ยามากกว่า 15 วันต่อเดือนประมาณ 2-3 เดือนติดต่อกัน

จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิด “โรคปวดศีรษะเหตุใช้ยาเกิน”

ดังนั้นผู้ที่อาการปวดศีรษะบ่อยครั้ง เช่นปวดศีรษะไมเกรนมากกว่าเดือนละ 3-4 ครั้ง

 หรือปวดศีรษะจากความเครียดที่มีลักษณะอาการปวดเหมือนศีรษะถูกบีบรัด

มากกว่า 15 วันต่อเดือน ควรปรึกษาบุคคลากรทางการแพทย์

เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนและอาจจำเป็นต้องรับยาอื่นที่ไม่ใช่พาราเซตามอล

เพื่อป้องกันอาการปวดศีรษะต่อไป

คำแนะนำการใช้ยาพาราเซตามอลในการระงับปวดให้ปลอดภัย

1. รับประทานยาอย่างเคร่งครัดตามที่ได้รับการแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์

หรือห้ามใช้เกินขนาดที่แนะนำ

2. ขนาดยาพาราเซตามอลโดยทั่วไปเมื่อใช้ในการรักษาความปวดเบื้องต้น

ในผู้ใหญ่คือ 500 มิลลิกรัมครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง

แต่ใน 1 วัน (24 ชั่วโมง) ไม่เกิน 8 เม็ด (4,000 มิลลิกรัม)

จากขนาดยาดังกล่าวสังเกตว่าหากรับประทานครั้งละ 2 เม็ดทุก 4 ชั่วโมง

 จะเท่ากับ 6,000 มิลลิกรัมซึ่งเกิน 4,000 มิลลิกรัม

ให้ระมัดระวังการใช้ยาในขนาดสูงดังกล่าว ขนาดยาที่แนะนำในผู้ใหญ่นี้

ใช้สำหรับรักษาความปวดเบื้องต้น แนะนำให้รับประทานติดต่อกันไม่เกิน 5-7 วัน

หากจำเป็นต้องใช้นานกว่านี้ควรปรึกษาแพทย์

3. หากใช้ยาบางชนิดร่วมด้วยต้องใช้พาราเซตามอลภายใต้การดูแลของแพทย์

4. ยาบางชนิดอาจทำให้พิษต่อตับของยาพาราเซตามอลเพิ่มขึ้น

เช่น ยารักษาวัณโรค เช่น rifampin หรือยารักษาโรคลมชัก

เช่น phenytoin, carbamazepine และ phenobarbital

หรือการดื่มสุราจัดติดต่อกันเป็นเวลานาน

พาราเซตามอลอาจเพิ่มฤทธิ์ของยาบางชนิด เช่น warfarin

ซึ่งเป็นยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด หากได้รับยาดังกล่าว

ควรใช้ยาพาราเซตามอลหรือยาแก้ปวดทุกชนิดภายใต้การดูแลของแพทย์

5. ตรวจสอบชื่อสามัญทางยาของยาที่ใช้อยู่ให้ถี่ถ้วน

เพื่อป้องกันการได้รับพาราเซตามอลเกินขนาด ในกรณีที่ผู้ป่วยใช้ยาอยู่หลายขนาน

ให้ทำการตรวจสอบชื่อสามัญทางยาว่ามี พาราเซตามอล

หรือ อะเซตามิโนเฟน อยู่ในยาแต่ละขนานอย่างซ้ำซ้อนหรือไม่

เพราะมียาหลายชื่อการค้าที่มีพาราเซตามอลแฝงอยู่โดยเฉพาะยาสูตรผสมแก้หวัด

เช่น Tiffy® Decolgen®, Pharcold® และ Apracur®

และยาสูตรผสมแก้ปวด เช่น Norgesic®, Ultracet® และ Tylenol with codeine®

การได้รับยาเหล่านี้ซ้ำซ้อนกันหลายชนิดอาจเป็นเหตุให้ได้รับยา

พาราเซตามอลเกิดขนาดโดยไม่ตั้งใจได้

หากไม่แน่ใจในขนาดยารวมของพาราเซตามอลที่ใช้ให้ปรึกษาเภสัชกร

ขอบคุณข้อมูลจาก อาจารย์ ภก. พงศธร มีสวัสดิ์สม

ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

#‎RamaChannel







Create Date : 03 เมษายน 2557
Last Update : 4 เมษายน 2557 9:37:18 น.
Counter : 864 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ