Group Blog
All Blog
### ว่าด้วยเรืองน้ำม้นพืช ผ่านกรรมวิธีที่ควรรู้ไว้ ###

รูปภาพของ น้าอ้วนบ้านเกษตรพอเพียงเพจ

คนที่ยังไม่ได้อ่าน เป็นเรื่องน่าเสียดายมาก

...เรื่องราวที่ผมจะพูดในวันนี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเดิมที่เคยพูดไว้

แต่ที่ต้องพูดเพราะรายละเอียดเรื่องนี้เป็นเรื่องสำ...คัญ

ที่ท่านคงไม่ทราบมาก่อน และคงไม่มีหน่วยงานไหนกล้า

ที่จะมาบอกท่าน เพราะอะไรคงต้องไปคิดกันเอาเอง

ความจริงชนวนเรื่องนี้นั้น เกิดจากการที่ผมค้างคาใจ

จากที่ได้ไปคุยกับผู้บริหารเขตภาษีเจริญท่านหนึ่ง

ที่ ม.ธรรมศาสตร์รังสิต ตอนนั้นไม่ได้คุยอะไรมาก

เพราะมีข้อมูลอยู่บ้างแล้ว แต่ที่ท่านคุยมานั้นมันเป็นรายละเอียด

 กรรมวิธีการผลิตน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีทุกชนิด

ที่เราใช้รับประทานกันทุกวัน ผมฟังแล้วน่าตกใจ

ทำไมเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่มนุษย์พึงทำแก่กันได้อย่างเลือดเย็น

ทั้งส่วนของโรงงานผู้ผลิต ,หมอ,สาธารณสุข ,อย. ,กรมคุ้มครองผู้บริโภค

คนพวกนี้ไม่มีใครเลยหรือที่รู้ความจริงและไม่มาบอกพวกเรา

ในวันนั้นผม ได้ข้อมูลที่น่ากลัว จนผมเริ่มจำอะไรไม่หมด

คิดว่าจะกลับมาค้นหาอีก ก็พอสรุปก่อนว่า น้ำมันพืชที่เรากินใช้กันนั้น

 ผ่านอุณภูมิใช้แล้ว 200 กว่าองศา และ 100 กว่าองศา

สองรอบทั้งหมด ผ่านกรด ผ่านสารเคมีที่อันตรายต่อสุขภาพ

ที่ไม่มีทางที่จะเอาออกได้ทั้งหมดจากกรรมวิธีการผลิต

 ในระดับอนุภาคนาโน ที่เขาเรียกสร้างภาพให้ดูดีว่า

 “น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี”

เมื่อมาถึงตรงนี้ ผมขอเริ่มนำ กรรมวิธีการผลิตน้ำมันพืช

มาให้ท่านได้รับทราบกันว่า

“น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี” มีกรรมวิธีอย่างไร

จริงไหมที่ กระบวนการเหล่านี้แหละคือเหตุผลของการทำให้คนไทย

ในปัจจุบัน 20-30 ปีมานี้ป่วยด้วยโรคไม่มีเชื้อโรค เช่น

โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคเกี่ยวกับข้อกระดูกเสื่อม

 อัมพฤกอัมพาต เส้นเลือดในสมองแตก ฯลฯ

....สมมุติว่าเป็นน้ำมันถั่วเหลือง การเก็บเกี่ยว

เริ่มจากการใช้ยาฆ่าหญ้าฉีดให้ใบร่วง เพื่อการเก็บเกี่ยวที่ง่าย

 แต่บางอย่างปลอดภัยในขั้นตอนนี้ เมื่อได้ถั่วเหลืองหรือเม็ดพืชที่ต้องการ

นำมาผลิตเป็นน้ำมัน ก็จะนำเมล็ดพืชมาผ่านความร้อน

บดให้ละเอียด แล้วใช้น้ำมันเฮกเซน (จากปิโตเลี่ยม)

ละลายเอาน้ำมันพืชออกมาแล้วคั้นแยกเอากากออกไป

ก็จะได้น้ำมันพืชผสมเฮกเซนสีดำ และก็นำไปละเหยเอาเฮกเซน

ออกมาจากน้ำมันพืช (เพื่อนำเฮกเซนกลับมาใช้ใหม่)

แต่เชื่อไหมว่ามันยังตกค้างอยู่อีกไม่มีทางออกไปได้หมด

เมื่อได้น้ำมันพืชออกมาแล้ว ทำไง

ก็เอามาใส่กรด ฟอสฟอริก เพื่อกำจัดยางเหนียวๆ

ยังนี่แค่เพิ่งเริ่มต้น

เป็นกระบวนการสะสมสารเคมีในระดับอนุภาคชั้นที่สอง

หลังผ่านชั้นสอง ก็เอาด่างโซดาไฟ เพื่อกำจัดกรดไขมันอิสระบางตัวออก

จากนั้นเอาน้ำล้างออก เป็นไปได้ไหมที่น้ำจะล้างน้ำมันออกไปได้

(น้ำที่ใช้ล้างเอามาทำสบู่อีกที) หลังจากนั้นก็จะได้น้ำมันที่ผสมน้ำ

 จึงต้องแยกด้วยเครื่องเหวี่ยงเหมือนการโม่ปูนแต่เร็วกว่า

เป็นการสลัดน้ำออก แต่ทำอย่างไรก็ไม่หมด ก็ต้องมาผ่านการต้มกลั่น

เพื่อไล่ความชื้น ที่อุณภูมิ 220-230 องศาเซลล์เซียส

ในสภาวะสุญญากาศเพื่อมิให้น้ำมันมีสีเหลืองคล้ำ

เพราะคงไม่มีใครอยากกิน

เป็นน้ำมันใช้แล้วครั้งที่ 1 ผ่านขั้นตอนนี้แล้ว

ก็มาผ่านการฟอกสี ต้มครั้งที่สอง ที่อุณภูมิ 175 – 225 องศาเซลเซียส

ฟอกสีด้วยอะไร ก็ฟอกด้วย ถ่านฟอกสี ให้น้ำมันขาวใส

แล้วเติมก๊าซไนโตรเจนลงไป เพื่อไม่ให้เหม็นหืน

แล้วเติมวิตามินอีสังเคราะห์ทดแทนวิตามินอีที่เสียไป

จากกระบวนการการผลิต จึงนำมาบรรจุขวดขายให้พวกเรากินใช้กัน

น้ำมันที่ผ่านความร้อนสูง หรือใช้แล้วไม่ควรนำมาใช้อีก

เพราะ ความร้อนจากการผลิตดังกล่าว

ได้เปลี่ยนโครงสร้างของกรดไขมันซิส(Cis Fatty Acid)

เป็นทรานส์ ( Trans Fatty Acid )ตัวร้าย ร้อยละ 3-6 เปอร์เซ็น

 ทำลายสุขภาพก่อเกิดเป็นอนุมูลอิสระที่ เรียกว่าคาซิโนเจน

....ผมคงให้ข้อมูลท่านได้ประมาณนี้

ที่เหลือท่านตัดสินใจกันเอาเองว่าจะทำอย่างไรกับการกินอยู่ในปัจจุบัน

 เราควรหันกลับมาทานอาหารพื้นบ้านให้มากขึ้นไหม

จากการใช้การ ต้ม ยำ แกงส้ม แกงเลียง ผักต้มผักสดจิ้มน้ำพริก

การปิ้ง ย่าง อะไรประมาณนี้อย่างที่รุ่นปู่ย่าตาทวดเราเคยเป็นกันมา

กรรมวิธีการผลิตน้ำมันพืช เป็นอย่างนั้นจริงหรือ ช่วยกันตรวจสอบ ?

ดูข้อมูลประกอบ ตามความคิดเห็นด้วยครับ....

ภาพประกอบเป็นเพียงรูปประกอบสื่อที่ไม่เกี่ยวข้องตัวสินค้าของบริษัทใดๆ

คำเตือน ช่วยกันก็อปข้อความไว้ก่อนโดนลบ

ปล.
น้ำมันที่คุณกินได้ ?

น้ำมันมะพร้าวทั้งบีบเย็น ร้อน

น้ำมันหมู

น้ำมันมะกอก บีบเย็น (บีบร้อนไม่รู้)

นอกนั้นเลิกกินอันตราย

.....ไม่ต้องถาม ไม่มีคำอธิบาย หาข้อมูลเองมีคำตอบหมดแล้ว

ควรตามโพสทุกวัน ทุกโพส เพราะบางเรื่องมันเกี่ยวข้องทั้งชีวิตของท่าน

ขอบคุณที่มา  fb.  น้าอ้วนบ้านเกษตรพอเพียงเพจ









Create Date : 23 เมษายน 2557
Last Update : 23 เมษายน 2557 23:42:05 น.
Counter : 684 Pageviews.

0 comment
### น้ำผึ้งสามารถรักษาแผลผ่าดัดได้ ###




ความมหัศจรรย์ของน้ำผึ้ง









การรักษาแผลผ่าตัดหน้าท้อง ที่มีภาวะแทรกซ้อน แยกออกจากกัน เนื่องจากการติดเชื้อเป็นหนอง หรือมีก้อนเลือดบริเวณแผล ในอดีต แพทย์มักนิยมแก้ไขรักษาภาวะนี้ โดยการทำความสะอาดแผล ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เช่น ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ น้ำยาเดกิ้น ตัดเนื้อเยื่อที่มีการติดเชื้อ บริเวณขอบแผลออก ตลอดจน ใส่ผ้าก๊อซค้างไว้บริเวณช่องแผล โดยทำเช่นนี้ วันละครั้งทุกวัน จนกว่าแผลจะสะอาด และถ้าแผลมีขนาดใหญ่ ก็จะทำการเย็บแผลใหม่อีกครั้ง ซึ่งมักต้องใช้วิธี ดมยาสลบเพื่อไม่ให้ ผู้ป่วยต้องเจ็บปวดมาก แต่อย่างไรก็ตามวิธีดังกล่าว มักมีผลเสียต่อตัวผู้ป่วย และแพทย์ที่ดูแลรักษาด้วยในหลายประการ ได้แก่

1. ความเจ็บปวด จากการทำแผล การเย็บแผล ตลอดจนการหาย ของแผลผ่าตัด ซึ่งนอกจาก ก่อให้เกิด การเจ็บปวดทางกายแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อจิตใจของผู้ป่วยอีกด้วย ตลอดจนความรู้สึก หรือทัศนคติที่ไม่ดี ต่อแพทย์หรือโรงพยาบาล ที่ให้การดูแลรักษา

2. ระยะเวลาการรักษาอยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ หลังจากให้ การดูแลรักษาแผลแยก

3. เสียค่าใช้จ่าย อันเนื่องจากการที่ผู้ป่วย ต้องอยู่โรงพยาบาลนานขึ้น ค่าใช้จ่ายการทำแผล ค่าผ่าตัด ค่าดมยาสลบ ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าว ถ้าผู้ป่วยต้องแบกรับภาระเอง ผู้ป่วยคงมี ทัศนคติที่ไม่ดีต่อแพทย์ เนื่องจาก ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากปัจจัยผู้ป่วยเอง

4. ผลการรักษา หรือการหายของแผล เมื่อเย็บแผลใหม่ ซึ่งในบางครั้งก็อาจเกิดการติดเชื้อ ซับซ้อนใหม่ได้อีกทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนซ้ำซาก และรักษาได้ยากยิ่งขึ้น

5. ความไม่พอใจต่อผลการดูแล เนื่องจากเหตุผลตามข้อ 1-4 ข้างต้น

เป็นที่ยอมรับกันมานานแล้ว ว่าน้ำผึ้ง มีผลดีต่อการรักษาแผล

 หรือสมานแผล โดยในอดีต มักใช้รักษา เฉพาะแผลที่มีความลึกไม่มาก

เช่นแผลกดทับ หรือแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก

ส่วนแผลที่มีความลึกมาก และขนาดใหญ่มาก

เช่นแผลผ่าตัดทางหน้าท้อง ที่เกิดแผลแยกออก

 บางครั้งแผลก็แยกตลอดแนวของแผล

เหมือนกับยังไม่ได้เย็บแผลเลย

คณะบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งประกอบด้วย

 สูติแพทย์ พยาบาล เภสัชกร

 คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีและ

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ได้นำน้ำผึ้ง มาใช้รักษา แผลผ่าตัดหน้าท้อง

ซึ่งแยกออก เป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว

และได้ตีพิมพ์ ผลการวิจัยดังกล่าว ในวารสารทางการแพทย์นานาชาติ

การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวได้ ผลดีมาก

 ซึ่งเป็นผลมาจาก คุณสมบัติของน้ำผึ้งเอง

และเทคนิค หรือวิธีการทำแผล โดยใช้เพียงน้ำเกลือสะอาด

 น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ในกลุ่มที่มีไอโอดีน โดยไม่มีแอลกอฮอลผสมอยู่

 ทำให้ผู้ป่วย ไม่เกิดความเจ็บปวด ระหว่างการทำความสะอาดแผล

ไม่จำเป็นต้องเลาะ หรือตัดเนื้อเยื่อบริเวณแผลผ่าตัดออก

จากนั้นใส่น้ำผึ้ง ซึ่งใช้ปริมาณ เพียงเล็กน้อย 2-3 ลบ.ซม.

ทำการยึดขอบแผล ทั้งสองข้างด้วยพลาสเตอร์

จัดขอบแผลให้ตรง และสมานเป็นแนวเดียวกัน

ในระยะแรก ถ้าเนื้อเยื่อบริเวณแผล ยังมีการติดเชื้อมาก

จะทำแผลโดยวิธีดังกล่าว วันละ 1-2 ครั้ง

ในระยะเวลาเพียง 2-3 วัน จะพบว่า

 เนื้อเยื่อบริเวณแผล มีการอักเสบลดลง เนื้อเยื่อแดงขึ้น

 การบวมของแผลลดลง กลิ่นที่เกิดจากการติดเชื้อก็จะหายไป

เนื้อเยื่อบริเวณแผล จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ผลเนื่องจากคุณสมบัติของน้ำผึ้งในการฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรีย

คุณสมบัติดูดน้ำเหลือง ออกจากแผล

ทำให้การบวมของแผลยุบลงมาก

คุณสมบัติกระตุ้นการเจริญเติบโต ของเนื้อเยื่อ

เนื่องจากน้ำผึ้ง มีแหล่งพลังงาน ให้กับเซลล์เนื้อเยื่อบริเวณแผล

แผลหน้าท้องแยกจากการติดเชื้อ แพทย์กำลังหยอดน้ำผึ้งใส่ในแผล

โดยทั่วไป เมื่อแผลสะอาดแล้ว ก็จะใส่น้ำผึ้งในแผล

และยึดปิดขอบแผล ด้วยพลาสเตอร์ ไม่เปิดแผลเป็นเวลา 3-4 วัน

 ให้คุณสมบัติตามธรรมชาติ ของน้ำผึ้งทำให้แผลติดกัน

 ซึ่งภายใน 2 สัปดาห์ เนื้อเยื่อก็จะติดกัน ตลอดแนวของแผล

 ทำให้ผู้ป่วย เกิดความพึงพอใจอย่างมาก

อยู่โรงพยาบาลเพียง 3-4 วันหลังการรักษา

ก็อนุญาตให้ผู้ป่วย กลับบ้านได้ โดยไม่ต้องเย็บแผลใหม่

เสียค่าใช้จ่าย เพียงเล็กน้อย

คิดแล้วเป็นสัดส่วน เพียงร้อยละ 5-10 ของการรักษาแบบเดิม

โดยผลการหาย ของแผลไม่แตกต่าง กับผลการรักษา

โดยวิธีการเย็บแผลใหม่  ทำการยึดขอบแผลเข้าหากัน

ด้วยพลาสเตอร์ สภาพแผลหลังการรักษาเพียง 6 วัน

การรักษาด้วยน้ำผึ้งวิธีนี้ มีความเหมาะสมกับประเทศไทยเรา

โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้ได้กับหน่วยงานทางการแพทย์ทุกที่

ของประเทศไทย มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์รับรอง

สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

 และที่สำคัญที่สุดก็คือ ความพึงพอใจ

และความปลอดภัยของ ผู้ป่วยเป็นสูงสุด

ขอบคุณข้อมูลจาก ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา

 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

#RamaChannel







Create Date : 19 เมษายน 2557
Last Update : 23 เมษายน 2557 11:04:13 น.
Counter : 1912 Pageviews.

0 comment
### หญ้าหนวดแมว ชาสำหรับโรคไต ###




คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งของหญ้าหนวดแมว









นานมาแล้วที่โรงพยาบาลแผนปัจจุบันในต่างประเทศ

เช่น ประเทศรัสเซีย และในยุโรปหลายประเทศ

เขารู้จัก นำหญ้าหนวดแมวมาใช้เป็นยาขับปัสสาวะ

 และใช้รักษาคนไข้ที่เป็นโรคไต ควบกับโรคหัวใจได้ด้วย

 ฝรั่งเขาจึงตั้งชื่อหญ้าหนวดแมวว่า "ชาสำหรับโรคไต" (kidney's tea)

ความจริงหมอแผนไทยและจีน รู้จักใช้หญ้าหนวดแมว

รักษาโรคไตมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมาเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการ

ในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2528

โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์วีระสิงห์ เมืองมั่น

แห่งภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี

มหาวิทยาลัยมหิดล

ได้ค้นคว้าวิจัยนำหญ้าหนวดแมว มาใช้รักษาผู้ป่วยโรคนิ่ว

ในระบบปัสสาวะ เช่น นิ่วในไต นิ่วในท่อไต

 และนิ่วในระบบปัสสาวะ ฯลฯ ซึ่งเป็นสาเหตุของการปัสสาวะขัด

 ฉี่กะปริบกะปรอย

ก่อนอื่นเราคงต้องมารู้เรื่องนิ่วกันสักนิด

 โรคนิ่วแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ "นิ่วด่าง" กับ "นิ่วกรด"

อันว่า "นิ่วด่าง" นั้นเกิดจากการกินน้ำที่มีหินปูน ซึ่งมีสภาพเป็นด่าง

 ทำให้แคลเซียมจับตัวเป็นเม็ดแข็งในไต และในท่อไต

 มักเป็นกันมากกับคนในภาคอีสาน

ซึ่งในแหล่งน้ำมักมีหินปูนละลายอยู่

คนอีสานดื่มน้ำน้อยอีกต่างหาก เพราะขาดแคลนน้ำ

ยิ่งทำให้เป็นโรคไตกันมากขึ้น

ศาสตราจารย์นายแพทย์อารี วัลยะเสวี

นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นด้านโภชนาการ และนายแพทย์แม็กไซไซ

 เคยได้ประกาศผลการค้นคว้าว่า นิ่วด่างนั้น

ไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำหินปูนเท่านั้น

แต่การขาดอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และถั่ว

ก็มีสิทธิเป็นนิ่วที่มีแคลเซียมจับตัวเป็นก้อนได้
นิ่วชนิดนี้จะเรียกว่า "นิ่วคนจน" ก็คงไม่ผิด

เพราะส่วนใหญ่มักเป็นกับคนจน เป็นนิ่วชนิดที่คนทั่วไปรู้จักกันดี

ส่วนนิ่วอีกชนิดหนึ่งคือ "นิ่วกรด" เกิดจากการกินดีอยู่ดีมากเกินไป

จะเรียกว่า "นิ่วคนรวย" ก็ว่าได้

สมุฏฐานของโรคนั้น ตรงข้ามกับนิ่วอย่างแรก

 นิ่วกรดเกิดจากกินอาหารเนื้อสัตว์มากเกินไป

ซึ่งจะก่อให้เกิดกรดชนิดหนึ่งเรียกว่า "กรดยูริก"

เมื่อมีกรดชนิดนี้มากเกินไป ก็จะทำให้เกิดโรคเกาต์ และโรคนิ่วได้

นิ่วที่เกิดจากกรดยูริกมีลักษณะร่วนเป็นทราย

ถ่ายเอ็กซเรย์ไม่ค่อยเห็น พวกที่นั่งอั้นฉี่นาน ดื่มน้ำน้อย

 นิ่วชนิดนี้จะมีอาการฉี่ขัด ฉี่กะปริบกะปรอย ฉี่ไม่สุดสักที

ปัสสาวะข้น ชาสมุนไพร "หญ้าหนวดแมว"

 จะเหมาะกับนิ่วชนิดนี้
ลักษณะเด่นของหญ้าหนวดแมว คือ มีดอกออกที่ยอดต้นคล้ายฉัตร

เป็นชั้นๆ มีเกสรฟูพุ่งออกไปเป็นฝอยคล้ายกับหนวดแมว

อันเป็นที่มาของชื่อ ดอกมีสีขาว หรือสีขาวอมม่วง สวยงามน่าชม

จะปลูกเป็นไม้ปะดับบ้านก็ได้ ขึ้นง่ายไม่เลือกดิน

ขอให้มีน้ำแฉะๆ ก็พอ ชอบแดดร่มรำไร

การเลือกต้นมาใช้ ควรเลือกต้นที่อวบแข็งแรง

ดูได้จากใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมันไม่อ่อนละห้อย

วิธีเก็บและการปรุงยานั้น ขอแนะนำตำรับของ

คุณหมอวีระสิงห์ เมืองมั่น คือ

เด็ดเอาแต่ส่วนยอดของลำต้นยาวประมาณ ๑ คืบ

ส่วนนี้คือ ส่วนที่มีใบอ่อนจนถึงใบจวนแก่

จากนั้นนำยอดที่เด็ดได้มาล้างให้สะอาด ดอกไม่ใช้

หั่นก้านอ่อนที่ติดใบเป็นชิ้นยาวขนาด 1-3 ซ.ม. ใบไม่ต้องหั่น

ตากแดดจัด ๒ วันแห้งดีแล้วเก็บในขวดที่ปิดสนิท

การชงดื่มนั้นทำ เหมือนชงชาทั่วไป

(ชาหญ้าหนวดแมว 5 กรัม หรือ 1 หยิบมือกับน้ำ 3 แก้ว)

ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร
จากการทดลองทางห้องทดลองพบว่า

หญ้าหนวดแมวมี "เกลือโปแตสเซียม"

ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ขับปัสสาวะ

และช่วยขยายหลอดไตให้กว้างขึ้น

จึงสามารถลดอาการปวดของท่อไต

ผู้ป่วยในรายที่เป็นนิ่วขนาดเม็ดมะละกอหรือเม็ดถั่วเขียว

 ชาสมุนไพรตัวนี้จะช่วยขับก้อนนิ่วออกมาได้สบายมาก

หลังจากดื่มยาเพียง 3-5 วัน บางคนกินคืนนี้พรุ่งนี้เช้านิ่วก็หลุดแล้ว

ช่วยให้รอดพ้นมีดหมอไปได้

ตามธรรมดาชาสมุนไพรหญ้าหนวดแมว สามารถรักษาโรคนิ่วได้

ทั้งนิ่วจากแคลเซียมและนิ่วจากกรดยูริก

 แต่เนื่องจากหญ้าหนวดแมวทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง

จึงรักษานิ่วจากกรดยูริก ซึ่งเป็นนิ่วของคนรวยได้ดีกว่า

 เพราะนิ่วชนิดนี้สามารถสลายได้ดีในด่าง 

ขอบคุณข้อมูลจาก ศาสตราจารย์นายแพทย์วีระสิงห์ เมืองมั่น

ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี

 มหาวิทยาลัยมหิดล

และศาสตราจารย์นายแพทย์อารี วัลยะเสวี

นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นด้านโภชนาการ และนายแพทย์แม็กไซไซ

#RamaChannel







Create Date : 19 เมษายน 2557
Last Update : 22 เมษายน 2557 10:55:10 น.
Counter : 826 Pageviews.

0 comment
### 14 เมษายน เป็น วันเนา ###



14 เมษายน เป็นวันเนา










วันที่ 14 เมษายน ชาวล้านนาเรียกว่าวันเนา

 "เนา " เป็นคำเขมร แปลว่า อยู่เป็นวันอยู่เฉย ๆ หรือ วันเน่า

ในแง่ของโหราศาสตร์แล้ว วันนี้ควรจะเรียกว่า วันเนา

 เพราะเป็นวันที่ พระอาทิตย์โคจรอยู่ระหว่างราศีมีนและราศีเมษ

อันเป็นวันที่ถัดจากวันสังกรานต์ล่อง แต่ในการออกเสียงแล้ว

ทั่วไปมักเรียก"วันเน่า" ทำให้เกิดความคิด ที่ห้ามการกระทำ

สิ่งที่ไม่เป็นมงคล โดยเฉพาะห้าม การด่าทอทะเลาะวิวาทกัน

กล่าวกันว่าผู้ใด ที่ด่าทอผู้อื่นในวันนี้แล้ว ปากของผู้นั้นจะเน่า

 และหากวิวาทกันในวันนี้ บุคคลผู้นั้น จะอัปมงคลไปตลอดปี

ส่วนผู้ประสงค์จะปลูกเรือนด้วยไม้ไผ่ ก็ให้รีบตัดในวันนี้

 เพราะเชื่อกันว่าไม้จะ"เน่า"และไม่มีมอดหรือปลวกมากินไม้


วันเนานี้จะเป็นวันเตรียมงาน ชาวบ้านจะพากันไปซื้อของ

 เพื่อกินและใช้ในวันพญาวัน เมื่อถึงตอนบ่ายจะมีการขนทรายเข้าวัด

กองรวมกันทำเป็น การขนทรายเข้าวัดนี้ ถือว่า

เป็นการนำทรายมาทดแทน ส่วนที่ติดเท้าของตนออกจากวัด

ซึ่งเสมอกับได้ลักของจากวัด

วันเนานี้อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วันดา

 เพราะเป็นวันที่ ดา หรือจัดเตรียม สิ่งของต่างๆ จะใช้ทำบุญนั่นเอง

ขอบคุณที่มา fb Siriwanna jill










Create Date : 14 เมษายน 2557
Last Update : 14 เมษายน 2557 8:03:28 น.
Counter : 1389 Pageviews.

1 comment
### ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่วันสงกรานต์ ###

วันมหาสงกรานต์

เย็นกาย..เย็นใจ วันสงกรานต์

สงกรานต์ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เทศกาล
แห่งความสนุกสนานรื่นเริงเท่านั้น
หากยังเป็นช่วงเวลาแห่งการทำความดีแก่บุคคล
หรือสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตของเรา
เริ่มจากพระพุทธองค์ (ด้วยการสรงน้ำพระพุทธรูป)
 พระสงฆ์ (ด้วยการใส่บาตรและสรงน้ำพระ)
พระศาสนา (ด้วยการขนทรายเข้าวัด)
รวมทั้งบุพการีและญาติผู้ใหญ่ (ด้วยการรดน้ำดำหัวและขอขมา) บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปด้วย (ด้วยการทำพิธีบังสุกุลอัฐิ)
 มิต...รสหาย (ด้วยการรดน้ำ)
ตลอดจนสิ่งมีชีวิต (ด้วยการปล่อยนกปล่อยปลา)

กล่าวได้ว่าสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งการทำความดี
ทั้งเบื้องบน เบื้องล่างและรอบตัว ความดีเหล่านี้แหละ
ที่นำความสงบเย็นสู่จิตใจ ขณะที่กายก็เย็นฉ่ำด้วยน้ำสะอาด
แม้อากาศจะร้อนเพียงใดก็ตาม ความเย็นฉ่ำในวันสงกรานต์เหมือนกับจะบอกเราว่า แม้ชีวิตจะมีอุปสรรคมากมาย
 แต่เราก็สามารถพบความสงบเย็นได้หากใจมีธรรม
หรือบุญกุศลเป็นเครื่องรักษา

พระไพศาล วิสาโล












สงกรานต์เป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ของไทย

กิจกรรมของสงกรานต์ ไม่ได้มีแต่การเล่นน้ำเท่านั้น
จุดประสงค์ของการรดน้ำเล่นน้ำ ในเทศกาลสงกรานต์ คือ

การอวยพรและขอพรกัน ด้วยน้ำมิใช่ตั้งใจให้เป็นการเล่น

หรือต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย

การประแป้งดินสอพอง แต่เดิมเป็นเพียงการแต่งตัว

ตามสมัยนิยมของแต่ละคน

การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ในงานสงกรานต์ที่ถูกต้องมี 2 ประเภท คือ

การรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ ธรรมเนียมดั้งเดิมนิยมว่า

ควรมีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นการรดน้ำเพื่อแสดงความเคารพ

และขอพรจากท่าน เมื่อไปรดน้ำที่มือท่าน ไม่ควรอวยพรท่าน

เพราะเราเป็นเด็ก รอรับพรจากท่านก็พอ ผู้ใหญ่จะเป็นผู้ให้พรเอง


สิ่งของที่นำไปมอบให้ผู้ใหญ่ ตามธรรมเนียมมักเป็นสิ่งของ

ที่เกี่ยวกับการอาบน้ำ และการแต่งตัวเป็นหลัก

เช่น เสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้านุ่ง ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนู สบู่น้ำหอม แป้ง

ของเหล่านี้เป็นของหลัก ส่วนสิ่งของอื่นๆ

เช่น ดอกไม้ ขนม นั้นเป็นเพียงเครื่องประกอบ

การกราบ เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง

โดยการยอบตัวลง พนมมือ และก้มหัวลงจนถึงมือที่พนมไว้

ต้องท้องแขนและศีรษะจดพื้น ตรงหน้าคนหรือสิ่งของ

ที่เราตั้งใจจะกราบ การกราบปกติไม่ต้องแบมือ

ขอบคุณ fb. Siriwanna jill



















ประกาศ สงกรานต์ ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๕๕๗

.....วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๗ เป็นวันมหาสงกรานต์ เวลา ๐๘ นาฬิกา ๑๑ นาที ๒๔ วินาที
.....นางสงกรานต์ ชื่อ นางโคราคะเทวี
.....ทรงพาหุรัตน์ทัดดอก ปีบ...

.....แก้วมุกดาหาร เป็นอาภรณ์
.....ภักษาหาร น้ำมันเนย
.....พระหัตถ์ขวา ทรงพระขรรค์
.....พระหัถต์ซ้าย ทรงไม้เท้า
.....เสด็จยืน มาบนหลังเสือ

.....เถลิงศก เป็น จุลศักราช ๑๓๗๖
.....วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๗
.....เวลา ๑๒ นาฬิกา ๐๙ นาที ๐๐ วินาที

......สำหรับปีนักษัตร์ คือ ชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง มะเมีย ฯลฯ เริ่มนับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ปี ของทุกปี ปีนี้ พ.ศ. ๒๕๕๗ คือวันที่ ๓๑ มีนาคม เริ่มนับ ปีมะเมีย
.....ไม่ใช่นับวันที่ ๑ มกราคม อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ของสากลซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปีนักษัตร์ของไทย

............สุขสันต์ วันสงกรานต์ ปี ๒๕๕๗ กันทุกคน ครับ

.....อ้างอิง ปฏิทินโหร พ.ศ. ๒๕๕๗ ของนายทองเจือ อ่างแก้ว





Create Date : 13 เมษายน 2557
Last Update : 13 เมษายน 2557 16:36:28 น.
Counter : 1849 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ