Group Blog
All Blog
### ที่มาของคำว่า "ในหลวง" ###




"ในหลวงของคนไทย"









คำว่า "ในหลวง"

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

 ได้ประทานพระอธิบายที่มาว่า

.... ดูเหมือนมูลจะมา แต่วิธีปกครองของไทย ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

เอาสกุล Family เป็นหน่วย เรียกว่า “ครัว”

 อันเป็นที่ทำอาหารมาเรียก ก็พอคิดเห็นได้

คงเป็นเพราะแต่ละสกุล มากบ้างน้อยบ้างเอาเป็นกำหนดยาก

 แต่สกุล 1 คงต้องมีเรือนครัวไฟหลังหนึ่ง สำหรับทำอาหารกินด้วยกัน

 จึงเอาครัว เป็นหน่วยด้วยประการฉะนี้

ก็การปกครองสกุลหรือครัว พ่อย่อมปกครอง เป็นธรรมดา

จึงเรียกผู้ปกครองขั้นต้นว่า “พ่อครัว”

คนภายหลังเอาคำพ่อครัว

ไปเรียกหัวหน้าพนักงานทำอาหาร Cook นั้นเป็นด้วยเข้าใจผิด

ต่อมาถึงขั้นที่ 2 อาศัยเหตุที่สกุลต่างๆ

อันตั้งบ้านเรือน อยู่ในท้องที่อันเดียวกัน มักเป็นญาติพี่น้องเกี่ยวดองกัน

จึงให้พ่อครัวคนใดคนหนึ่ง เป็นผู้ปกครองสกุลทั้งหลาย

 รวมกันเรียกว่า “พ่อบ้าน”

ต่อมาอีกขั้น 1 หลายบ้านเช่นนั้น รวมกันเป็น “เมือง”

มีกำหนดที่แผ่นดิน เป็นอาณาเขตปกครองคั่นต้น

(ในเอกสารต้นฉบับสะกดตามที่ให้ไว้ว่า คั่นต้น)

เรียกผู้ปกครองว่า “พ่อเมือง” คงเป็นคนเกิดในเมืองนั้นเอง

แต่เมืองชั้นนี้ เป็นเมืองน้อย ต้องขึ้นต่อเมืองใหญ่ต่อขึ้นไป

 จึงเรียกกันว่า “เมืองขึ้น”

ต่อไปอีกขั้น 1 ถึงเมืองใหญ่ จะเรียกว่า “เมืองออก”

หรืออย่างไร ไม่ทราบแน่

แต่พระเจ้าแผ่นดินให้มีผู้มาอยู่ปกครอง ผู้ปกครองนั้นเรียกว่า “ขุน”

เช่น ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด ได้บังคับบัญชาเหล่าเมืองน้อย

ที่เป็นเมืองขึ้นอย่างประเทศราชขึ้นต่อเมืองหลวง

ต่อขึ้นไปก็ถึงเมืองหลวง ที่พระเจ้าแผ่นดินปกครอง

เดิมเรียกพระเจ้าแผ่นดินว่า “พ่อขุน” เช่น พ่อขุนรามคำแหง

สังเกตในศิลาจารึกสุโขทัย เรียกพระเจ้าแผ่นดินว่า พ่อขุน

เพียงรัชกาลพระเจ้ารามคำแหง

รัชกาลต่อมา จารึกเรียกพระเจ้าแผ่นดินว่า “พระญา”

หรือคำอื่น หาเรียกว่าพ่อขุนไม่

เหตุใดจึงเลิกใช้คำว่าพ่อขุน ก็ดูเหมือนจะพอคิดได้

ด้วยคำว่า พ่อขุน หมายความว่า “เป็นใหญ่ในสกุล”

หรือถ้าว่าอีกอย่างหนึ่ง เป็นแต่ไทยด้วยกัน

เมื่อขยายราชอาณาเขต ออกไปปกครองถึงบ้านเมือง ของชนชาติอื่นๆ

มีพระเกียรติยศสูงกว่า พ่อขุน น่าสันนิษฐานว่า

จะใช้คำ “ขุนหลวง” หมายความเป็นขุนใหญ่ กว่าขุนอื่นทุกชาติทุกภาษา

คือ “ราชาธิราช” ก็เป็นได้

แต่ไม่พบใช้คำ “ขุนหลวง” ในจารึกสุโขทัย

ก็ไม่กล้ายืนยันว่าคำนี้ จะเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย

เพราะเหตุนั้น แต่เมื่อถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา

คำที่คนพูดกันเรียก พระเจ้าแผ่นดินว่า “ขุนหลวง”

ถ้าคำนั้นเกิดขึ้น สมัยสุโขทัย อาจจะเอาใช้ใน กรุงศรีอยุธยา

 ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

เมื่อรวมเมืองเหนือ กับเมืองใต้เข้าเป็นอันเดียวกันก็เป็นได้

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกพระเจ้าแผ่นดินว่า

“ขุนหลวง” กันแพร่หลาย มาจนตลอดสมัย

เรียกพระเจ้าแผ่นดินที่ ยังเสวยราชย์อยู่ว่า “ขุนหลวง”

เรียกพระเจ้าแผ่นดิน ที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยเอาคำอื่น

ประกอบเข้าข้างท้ายให้รู้ว่า องค์ไหน เช่น เรียกว่า “ขุนหลวงเสือ”

“ขุนหลวงท้ายสระ” “ขุนหลวงบรมโกศ” “ขุนหลวงหาวัด”

และ “ขุนหลวงพระที่นั่งสุริยามรินทร”

แม้พระเจ้ากรุงธนบุรีก็เรียกกันว่า “ขุนหลวงตาก” เป็นที่สุด

คำว่า “ขุนหลวง” นี้เป็นมูลที่ตัดเอาคำ “หลวง” ข้างท้าย
ไปประกอบ ใช้

หมายความว่า เนื่องด้วยพระเจ้าแผ่นดิน เช่นว่า “คนหลวง” “ช้างหลวง”

“เรือหลวง” หมายความว่า คน ช้างและเรือ อันเป็นของขุนหลวง

 แล้วพูดลดคำ “ขุน” ให้คงเหลือเพียง ๒ พยางค์โดยสะดวกปาก

เลยเกิดคำ “ของหลวง”

 หมายความสรรพสิ่ง บรรดาซึ่งเป็นของ พระเจ้าแผ่นดิน

แล้วใช้เลยไป โดยไม่สังเกตความ ถึงเรียกพระเจ้าแผ่นดินว่า “ของหลวง”

คำนี้มีอยู่ในตำรากระบวนเสด็จประพาส

ซึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้ประชุมข้าราชการ ครั้งกรุงศรีอยุธยา ๒๐ คน

ประชุมกันแต่งขึ้น ในตำรานั้นเรียกพระเจ้าแผ่นดินว่า “ของหลวง”

เช่นว่า “ปลูกพลับพลารับเสด็จของหลวง” ดังนี้

 เห็นจะใช้เรียกกันมา แต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว

คำว่า “ในหลวง” ก็อยู่ในคำพวกเดียวกัน เห็นจะมาแต่ “ในวังขุนหลวง”

หรือ “ในกิจการของขุนหลวง”

 แล้วก็เลยเรียกหมายความต่อไป ถึงพระองค์พระเจ้าแผ่นดิน

ตามสะดวกปากว่า “ในหลวง” อย่างเดียวกับคำว่า “ของหลวง”

คำเรียกพระเจ้าแผ่นดินว่า ‘ของหลวง” มีแต่ในตำรา

ที่แต่งครั้งกรุงธนบุรี ถึงตำราที่แต่งในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์

ใช้คำว่า “ในหลวง” ทั้งนั้น หาใช้คำของหลวงไม่

 อาจจะเป็นเพราะสั่งให้เลิกใช้คำ “ของหลวง”

และใช้คำ “ในหลวง” แทนเมื่อสมัยนั้นก็เป็นได้

สมาคมประวัติศาสตร์ อธิบาย ที่มาคำว่า "ในหลวง" ว่า

เป็นคำที่คนในวังใช้เอ่ยพระนาม ของ ร.๕

ตั้งแต่ยังทรงประทับอยู่ใน พระบรมมหาราชวัง

 ที่เป็นเช่นนี้คาดว่า เพราะคนในสมัยนั้นไม่กล้าเอ่ยพระนามตรงๆ

เลยใช้การเรียกสถานที่ ที่ประทับอยู่คือ ในวังหลวง แทน

 เมื่อเรียกกันเป็นประจำ ก็กร่อนลงเหลือเพียง ในหลวง

ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือ

ใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า 'นายหลวง'

ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง

และสาเหตุทำไมจึงเรียกนายหลวง มาจากธรรมเนียมแต่ดั้งเดิม

ที่จะไม่ออก พระนามของพระมหกษัตริย์โดยตรง

เพราะเชื่อว่าคนธรรมดาบุญไม่ถึง

รวมทั้งราษฎรสมัยก่อน น้อยมากจะรู้จัก พระนามของพระมหากษัตริย์

 จึงมีคำแทน เช่นเรียกชื่อวังของท่านบ้าง หรือเรียกสิ่งที่แทนบ้าง

 เช่น พระเจ้าท้ายสระ พระเจ้าบรมโกฎิ

ส่วน "ในหลวง" เป็นคำกลางๆ

ใช้เรียกพระมหากษัตริย์ ในรัชกาลปัจจุบันโดยไม่จำเพาะพระองค์



ขอบคุณที่มา fb. Kunnatee Thailande







Create Date : 18 พฤษภาคม 2557
Last Update : 18 พฤษภาคม 2557 11:23:12 น.
Counter : 3965 Pageviews.

0 comment
### 50 ปีเขื่อนภูมิพล ###

๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗..

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีรัฐ

เปิดเขื่อนภูมิพล เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๐๗ ปีนี้ ครบ ๕๐ ปี

เขื่อนภูมิพล เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรก ในประเทศไทย

ลักษณะเป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้ง

เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖

แล้วเสร็จทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๗

เดิมชื่อ เขื่อนยันฮี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระปรมาภิไธย

 ให้เป็นชื่อเขื่อนว่า เขื่อนภูมิพล เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๐

...

เขื่อนภูมิพลสร้างปิดกั้นลำน้ำปิง

ที่บริเวณเขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก

มีรัศมีความโค้ง ๒๕๐ เมตร สูง ๑๕๔ เมตร ยาว ๔๘๖ เมตร

ความกว้างของสันเขื่อน 6 เมตร

อ่างเก็บน้ำสามารถรองรับน้ำได้สูงสุด ๑๓,๔๖๒ ล้านลูกบาศก์เมตร

เขื่อนภูมิพลเป็นเขื่อนโค้งที่ใหญ่เป็นอันดับ ๘ ของโลก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนิน

ทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๔

การก่อสร้างในระยะแรก ประกอบด้วย งานก่อสร้างตัวเขื่อน

ระบบส่งไฟฟ้า และอาคารโรงไฟฟ้า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อน เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๐๗

ประโยชน์ที่ได้รับ นอกเหนือจากการผลิตไฟฟ้า

เพื่อสนองความต้องการของประเทศแล้ว

ยังช่วยบรรเทาอุทกภัย ในช่วงฤดูฝน

ในด้านการชลประทาน

ยังสามารถปล่อยน้ำในอ่างเก็บน้ำเพื่อช่วยเหลือราษฎร

ในพื้นที่จังหวัดตาก กำแพงเพชร และพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ประมาณ 7.5 ล้านไร่

รวมทั้งช่วย ด้านการประมงอีกด้วย

นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่ ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดตาก

ภายในบริเวณเขื่อนมีสวนสาธารณะ “สวนน้ำพระทัย”

ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน เขื่อนภูมิพลปีละไม่ต่ำกว่าแสนคน

ขอบคุณที่มาจาก fb. Kunnatee Thailande




Create Date : 17 พฤษภาคม 2557
Last Update : 17 พฤษภาคม 2557 10:36:08 น.
Counter : 708 Pageviews.

0 comment
### วันฉัตรมงคล ###



5 พฤษภาคม เป็นวันฉัตรมงคล










5 พฤษภาคม วันฉัตรมงคล

ความหมายของวันฉัตรมงคล

วันฉัตรมงคล (อ่านว่า ฉัด-ตระ-มง-คล) มีความหมายตามพจนานุกรมว่า พระราชพิธี ฉลองพระเศวตฉัตร ทำในวันซึ่งตรงกับวันบรมราชาภิเษก

ความสำคัญของวันฉัตรมงคล

วันฉัตรมงคล เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

 เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี และราชอาณาจักรไทย

ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ต่อจาก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 และดำรงพระอิสริยยศเป็น

 "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช"

เนื่องจากยังมิได้ทรงผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

 ก็เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาอยู่ ณ ทวีปยุโรป

 จนกระทั่งทรงบรรลุนิติภาวะ จึงได้เสด็จนิวัติประเทศไทย

ดังนั้นรัฐบาลไทยและ พสกนิกร จึงได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

จัดงานพระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร หรือรัฐพิธีฉัตรมงคล

 หรืออาจเรียกว่าพระราชพิธีฉัตรมงคล

ซึ่งกระทำในวันบรมราชาภิเษก ถวายเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493

ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ได้มีพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นว่า

"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พสกนิกรชาวไทยจึงได้ถือเอา

วันที่ 5 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันฉัตรมงคล

 เพื่อน้อมรำลึกถึงวันสำคัญนี้

ความเป็นมาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

การจัดพระราชพิธีบรม ราชาภิเษกนั้น มีหลักฐานปรากฎ

ในหลักศิลาจารึก วัดศรีชุมของพญาลิไทว่า

เริ่มต้นมาตั้งแต่ครั้งพ่อขุนผาเมืองได้อภิเษกพ่อขุนบางกลางหาว

หรือ พ่อขุนบางกลางท่าว ให้เป็นผู้ปกครองเมืองสุโขทัย

จากนั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องสมบูรณ์

โดยพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

 จะไม่ใช้คำว่า "พระบาท" นำหน้า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

และคำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า "พระบรมราชโองการ"

และอีกประการหนึ่งคือ จะยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น

ความเป็นมาของพระราชพิธีฉัตรมงคล

ก่อนหน้ารัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชพิธีฉัตรมงคลถือเป็นพิธีของเจ้าพนักงานในพระราชฐาน

 ที่มีหน้าที่รักษาเครื่องราชูปโภคและพระทวารประตูวัง

 ได้จัดการสมโภชสังเวยเครื่องราชูปโภคที่ตนรักษาทุกปีในเดือนหก

 และเป็นงานส่วนตัว ไม่ถือเป็นงานหลวง

จนกระทั่ง สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์

ได้ทรงกระทำพิธีฉัตรมงคลขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันบรมราชาภิเษก

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2393

โดยมีพระราชดำริว่า วันบรมราชาภิเษกเป็นมหามงคลสมัย

ที่ควรแก่การเฉลิมฉลองในประเทศที่มีพระเจ้าแผ่นดิน

 จึงถือให้วันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์มงคลกาล

และควรที่จะมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตร

ให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ราชสมบัติ

แต่เนื่องจากเป็นธรรมเนียมใหม่ ยากต่อการเข้าใจ

อีกทั้งเผอิญที่วันบรมราชาภิเษกไปตรงกับวันสมโภชเครื่องราชูปโภค

ที่มีแต่เดิม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงอธิบายว่า

 วันฉัตรมงคลเป็นวันสมโภชเครื่องราชูปโภค จึงไม่มีใครติดใจสงสัย

ดังนั้นจึงได้มีพระราชดำริจัดงานพระราชกุศลพระราชทานชื่อว่า

"ฉัตรมงคล" นี้ขึ้น

โดยได้มีการเฉลิมฉลองด้วยการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจริญพุทธมนต์

ในวันขึ้น 13 ค่ำเดือน 6 รุ่งขึ้นมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์

ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพระที่นั่งไพศาลทักษิณ

 ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าการเฉลิมฉลองพระราชพิธีฉัตรมงคล

เริ่มมีในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก

ต่อมาในสมัยรัชกาล ที่ 5 วันบรมราชาภิเษกตรงกับเดือน 12

 จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉัตรมงคลในเดือน 12 แต่ไม่ได้รับการยินยอม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงแก้ไข

ด้วยการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยตราจุลจอมเกล้าสำหรับตระกูลขึ้น

ให้มีพระราชทานตรานี้ตรงกับวันคล้ายบรมราชาภิเษก

ท่านผู้หลักผู้ใหญ่จึงยินยอมให้เลื่อนงานฉัตรมงคล

มาตรงกับวันบรมราชาภิเษก

แต่ยังให้รักษาประเพณีสมโภชเครื่องราชูปโภคอยู่ตามเดิม

รูปแบบงานวันฉัตรมงคลจึงเป็นเช่นนี้จนถึงปัจจุบัน

ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายพระพรชัยมงคล

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ



ขอขอบคุณ fb. สถาบันพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี







Create Date : 05 พฤษภาคม 2557
Last Update : 5 พฤษภาคม 2557 10:34:35 น.
Counter : 800 Pageviews.

0 comment
### ผงฟู มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด ###




ประโยชน์หลากหลายของผงฟู









ประโยชน์เยอะนะ....ผงฟู หรือ เบกกิ้งโซดา (Baking Soda)

ผงฟูมีชื่อทางเคมีว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต

มีประโยชน์มากมายตามที่หามาให้ เชิญอ่านค่ะ

1.ซักผ้า ไม่ว่าจะซักมือหรือซักเครื่อง ก็แค่ใส่ผงฟู แทน ผงซักฟอก

น่ะแหละ ข้อดีคือ ซักเสื้อผ้าสะอาด หมดกลิ่นเหม็นอับ

อ่อนโยนต่อผิวบอบบาง แพ้ง่าย แม้แต่ผิวเด็ก

น้ำที่ซักแล้วก็ไม่ทำลายระบบนิเวศน์ด้วย

แถมราคาก็ประหยัดกว่าผงซักฟอกทั่วๆ ไป

สำหรับคราบ อาจใช้ผงฟูผสมน้ำป้ายๆ แล้วขยี้ค่ะ

2.ล้างจาน นอกจากซักผ้าแล้ว ใช้ล้างจานก็ได้

เพราะผงฟู ขจัดคราบมันและกลิ่นได้ดี

เอาผงฟูเทแล้วใช้ฟองน้ำขัดล้าง หรือผสมผงฟูกับน้ำ

 แล้วเอาฟองน้ำจุ่มล้างจาน ก็ได้ แล้วแต่สะดวก

แต่ถ้าจานมันมากๆ คงต้องใช้ตัวช่วย

เช่น เอาทิชชูเช็ดปากแล้วปาดคราบมันออกก่อนล้าง

 ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ก็ยังได้

3. ล้างห้องน้ำ ใช้ผงฟูเป็นผงขัด-ล้าง

แทนการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำกรดกัดกร่อนรุนแรง

ถนอมสุขภาพคนล้างค่ะ ถึงห้องน้ำจะไม่ขาวจั๊วะใสปิ๊ง

แบบน้ำยาล้างห้องน้ำทั่วไปให้คุณได้ แต่คุณได้ช่วยสิ่งแวดล้อม

 อนุรักษ์น้ำค่ะ ถ้าอยากใช้ขัดหัวก๊อกน้ำ หรือวัสดุที่ต้องการความแวววาว

อาจบีบน้ำมะนาว หรือใช้น้ำส้มสายชูผสมกับผงฟู

แล้วขัดๆ ค่ะ วาว แน่นอน

4. ล้างผัก เป็นวิธีที่สะอาดและปลอดภัยที่สุด ง่ายๆ

แค่ผสมผงฟู ซัก 2 ช้อนโต๊ะหรือมากกว่า น้ำเยอะใช้เยอะหน่อย

 ละลายน้ำธรรมดา หรือน้ำอุ่นนิดๆ ใช้แช่ผัก ผลไม้

ขจัดสิ่งสกปรกและสารพิษได้ดีมาก ปลอดภัย เพราะผงฟูกินได้

5. ขจัดกลิ่นอับ กลิ่นเหม็น เช่น ตู้เย็น ตู้รองเท้า ในรองเท้า

ห้องที่ทาสีใหม่ ฯลฯ ก็เอาผงฟู เทใส่จาน ถาด กระป๋อง

หรือโปรยๆ ลงไป ณ บริเวณที่อับ เหม็น

แต่ต้องปิดตู้ ปิดห้อง ให้มิดชิดนะคะ ทิ้งให้มันดูด ซักวัน สองวัน

 หรือวางไว้ตลอด ช่วยดูดกลิ่นเหม็นได้ดี พอๆกับใช้คาร์บอน(ถ่าน)เลยค่ะ

6.แปรงฟัน ลดหินปูน กลิ่นปาก และช่วยให้ฟันขาวได้น่าทึ่ง

7.ช่วยเรอ ผงฟูผสมน้ำดื่ม ช่วยให้เรอแก้อาการท้องอืดได้ค่ะ

เนื่องจากผงฟูมีอนุภาคเล็กเป็นรูปทรงผลึกที่อ่อนนุ่ม

จึงช่วยในการขัดถู ยังมีสรรพคุณในการดูดกลิ่นเหม็น ดูดความชื้น

ปรับค่าความเป็นกรดด่าง ฆ่าเชื้อโรค ไม่กัดกร่อนผิวภาชนะ

จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในบ้านเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามตำรับและสูตรต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. ขจัดคราบสกปรกบนขอบและบานหน้าต่าง ด้วยฟองน้ำเปียกๆ

ที่โรยด้วยผงฟูเล็กน้อยใช้ล้างด้วยฟองน้ำและเช็ดแห้ง

2. ล้างหน้าต่างบานเกล็ดด้วยน้ำอุ่นที่ผสมผงฟู3/4 ถ้วยตวง

ราดน้ำให้เปียกทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมง ก่อนใช้แปลงขัดออก

3. ล้างหน้าต่างอลูมิเนียมและ Door Sereens

โดยใช้แปลงเปียกๆ จิ้มผงฟูขัดออกใช้ฟองน้ำหรือผ้านุ่มๆ

ล้างให้สะอาดทำความสะอาดงานไม้

4. ทำความสะอาดงานจากไม้ฝาผนังหรืออุปกรณ์เครื่องใช้

โดยการผสม น้ำส้มสายชู ? ถ้วยตวง ผงฟู ? ถ้วยตวง น้ำอุ่น 4.5 ลิตร

5. ถ้าพื้นผิวผนังสกปรกมีคราบเหนียวเหนะหนะ

ให้ใช้แอมโมเนีย 1 ถ้วยตวง นำไปเช็ดให้ทั่วฝาผนังด้วยฟองน้ำหมาดๆ

อย่าใช้ผ้าขนหนูเปียก ทิ้งไว้สัก 2-3 นาที ก่อนที่จะเช็ดคราบสกปรกออก

(ควรจำไว้เสมอว่าเครื่องเรือนไม้มีลักษณะแตกต่างกัน

ดังนั้นถ้าไม่แน่ใจให้ทดลองเฉพาะพื้นที่เล็กๆ ก่อน)

6. รอยด่างเป็นวงหรือรอยจุดบนเฟอร์นิเจอร์ไม้

หากเกิดความร้อนบางครั้งก็อาจขัดออกได้ด้วยการผสมยาสีฟัน และผงฟู

ในสัดส่วนเท่าๆ กันใช้ผ้านุ่มเช็ดออกเบาๆ

ใช้ผลิตภัณฑ์ขัดเงาด้วยก็ได้หากจำเป็น

7. ขจัดคราบหยดน้ำบนพื้นไม้โดยการใช้ผงฟูกับผ้าขี้ริ้วหมาดๆ

เช็ดออกจำไว้ว่าเครื่องเรือนที่ทำจากไม้ไม่ควรทำให้เปียก

ความสะอาดพื้นผิว

1. ใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดผงฟูเพื่อเช็ดคราบสีเทียนที่ติดบนผนัง

ชนิดล้างๆด้วยเช็ดถูเบาๆ วิธีนี้จะช่วยทำความสะอาดคราบสกปรก

ส่วนใหญ่อื่นๆ รวมทั้ง คราบน้ำมัน ดินสอ และปากกา มาร์คเกอร์ได้ด้วย

2. ใช้ผงฟูผสมน้ำเปียกๆ ข้นๆ เพื่อเช็ดถูคราบสกปรก

ที่เกิดจากการรอยลากไปมาบนพื้นเสื่อน้ำมัน

3. ขจัดคราบหรือหยดน้ำหมึกออกจากพื้น เสื่อน้ำมัน

โดยการใช้ผงฟูข้นๆ ป้ายบริเวณสกปรกทิ้งไว้จนแห้งสักครู่

ก่อนจะเช็ดออกและใช้ผงฟูใหม่ๆ ขัดออกอีกครั้ง

เบ็ดเตล็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับเกี่ยวกับการดูแลรักษา

1. ล้างผงฟูสัก 1 ถ้วยตวงลงในโถส้วมหรือท่อน้ำทิ้งเป็นประจำ

สัปดาห์ละครั้งจะช่วยคงสภาพความเป็นกรด-ด่างระบบของถังบำบัด

ของเสีย สภาพความเป็นกรดด่างในระดับที่เหมาะสม

จะช่วยให้แบคทีเรียแตกตัวทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 ซึ่งจะช่วยป้องกันการอุดตันและตกค้างในแทงค์และท่อน้ำทิ้ง

การใช้ผงฟูสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้แทงค์คอนกรีต

หรือแทงค์ที่ทำจากโลหะผุกร่อนง่าย โดยเฉพาะบริเวณฝาแทงค์

ที่ต้องสัมผัสกับไอระเหยที่ทำให้ผุกร่อนง่าย

2. ผสมผงฟูกับน้ำเล็กน้อยให้เปียกๆ ข้นๆ เพื่ออุดรูตามผนัง

ที่มีรอยปูนแตกร้าว เพื่อซ่อมแซมเป็นการชั่วคราว

เมื่อมันแห้งแล้วจะดูกลมกลืนเข้ากับฝาผนังปูนพลาสเตอร์ขาว

เมื่อต้องการซ่อมแซมอย่างถาวรให้ผสมผงฟูกับกาว (ลาเท็กซ์)

ซ่อมแซมสีขาวที่ใช้ตามบ้านเรือน

3. ทำความสะอาดผนังที่มีคราบดำของเขม่าควัน

ด้วยการใช้เศษผ้าชื้นๆ และผงฟูละลายเข้มข้น

4. ทำความสะอาดอุปกรณ์ตกแต่งเครื่องเรือน

โดยการโรยผงฟูให้ทั่วเครื่องตกแต่ง ทิ้งไว้สักครู่

จากนั้นจึงดูดออก กลิ่นเขม่าควันจะถูกกำจัดออกจนหมดจด

5. ใช้ผงฟูทำความสะอาดเครื่องประดับลวดลายลูกไม้ประเภทต่างๆ

6. ทำความสะอาดแป้นพิมพ์ดีด ด้วยแปรงสีฟันขนอ่อนๆ

ขัดโดยใช้ผงฟู 4 ช้อนโต๊ะละลายกับน้ำ 1 ถ้วยตวง

จากนั้นใช้กระดาษชำระเช็ดออก

7. แช่ไม้ถูพื้นหรือไม้กวาดในน้ำ 1ถัง ละลายผงฟู 4 ช้อนชา

แต่ให้แช่หลังจากที่ชำระสิ่งสกปรกออกไปแล้ว

วิธีนี้จะเป็นการกำจัดกลิ่นเหม็นอับตกค้างบนไม้ถูพื้นตากให้แห้ง

บ้านสุขภาพ

1. ป้องกันไม่ให้ภาชนะกระเป๋าเดินทางของคุณมีกลิ่นเหม็นอับ

เหม็นชื้นจากเชื้อรา โดยการโรยผงฟูลงบนภาชนะข้าวของเครื่องใช้

ก่อนที่จะเก็บเข้าที่เข้าทางอย่างมิดชิด

2. โรยผงฟูในโถส้วม อ่างน้ำทิ้ง ใน อ่างล้างหน้า อ่างล้างจานชาม

อ่างอาบน้ำ หรือโรยลงบนฝักบัวทิ้งไว้ ก่อนที่คุณจะหยุดใช้ชั่วคราว

เพื่อไปพักร้อน วิธีนี้จะช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นอับ กลิ่นเก่าเก็บตกค้าง

3. ขจัดกลิ่นเหม็นอับออกจากผ้านวม ผ้าห่มหลังจากที่คุณเก็บไว้นานๆ

โรยผงฟูลงบนผ้านั้น ม้วนเก็บไว้สัก 2 ชั่วโมง จากนั้นสะบัดออก

และตบให้ฟูหรือใช้ไดร์เป่าลมให้ฟูโดยไม่ใช้ความร้อนเป่า

4. นำผงปิดฝากล่องตั้งทิ้งไว้ในห้องที่โรงงาน เพื่อขจัดกลิ่นสี

หรือกลิ่นสารระเหย หรือกลิ่นน้ำยาขัดเคลือบวัสดุต่างๆ

5. ช่วยลดกลิ่นตกค้างก้นของบุหรี่

โดยการโรยผงฟูสักเล็กน้อยลงบนถาดเขี่ยบุรี่

6. ขจัดกลิ่นตกค้างบนผ้าปูโต๊ะโดยการแช่ผ้าในน้ำสารละลายผงฟู

กำจัดกลิ่นรองเท้าด้วยผงฟู

1. วางถุงหรือซองผงฟู ไว้ในรองเท้าผ้าใบหุ้มส้น

เพื่อไม่ให้รองเท้ามีกลิ่นอับเหม็นหลังการใส่

และมีกลิ่นเหม็นตกค้างอยู่ในตู้รองเท้า

วิธีนี้คุณอาจจะใช้ผงฟูผสมกับแป้งหอมกลิ่นที่คุณชอบ

ผสมรวมกันไว้ในซองตามที่ต้องการ

2. โรยผงฟูในรองเท้าผงฟูจะช่วยดูดซับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกไป

 ทิ้งไว้ข้ามคืน รุ่งขึ้นคุณแค่เคาะผงฟูออก

ประโยชน์ของ กับร่างกายเรามีดังนี้

1. บรรเทาอาการผิวไหม้แดด ผสมเบคกิ้งโซดาลงในน้ำอุ่นสำหรับอาบ

จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนที่เกิดจากผิวไหม้จากแดดได้

2. แก้เจ็บคอ ผสมเบคกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาลงในน้ำเปล่าใช้กลั้วคอ

ทุก ๆ 4 ชั่วโมง จะช่วยลดอาการเจ็บคออันเกิดจากกรด

รวมทั้งยังช่วยรักษาแผลในช่องปากได้ดีอีกด้วย

3. น้ำยาดับกลิ่นปาก

- ผสมเบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ในน้ำ 1 แก้ว

สามารถดับกลิ่นหอม ,กระเทียม ได้

ถ้าใช้เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่น 1 แก้ว

และผสมเกลือใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้

- ผสมเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่น 1 ถ้วย

ใช้บ้วนปากจะช่วยดับกลิ่นปากได้

4. ขัดฟันให้ขาว นำเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา

ผสมกับน้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา ใช้แปรงสีฟันจุ่ม

แล้วขัดฟันเบา ๆ บ้วนน้ำเปล่าจนสะอาดคราบชา กาแฟ จะหายไป

(ห้ามทำเวลาป่วยเพราะมะนาวมีกรดสูงอาจทำลายเคลือบฟันได้)

5. ทำสครับขัดหน้า

- นำเบคกิ้งโซดา 3 ส่วน น้ำเปล่า 1 ส่วน ผสมกันให้พอเปียก ๆ

 แล้วขัดหน้าเบา ๆ จนรู้สึกว่าหน้าสะอาดแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า

- นำเบคกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

 น้ำ 2 ช้อนตวง นำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำมาขัดหน้าเบา ๆ

เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจะรู้สึกว่าหน้าสะอาดและนุ่ม

6. ทำสครับขัดผิว นำเบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย เกลือ 1/2 ถ้วย

มะนาว 1 ลูก น้ำมันทาผิว 2 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกันก่อนจะใช้

แล้วนำมาขัดผิวกายระหว่างอาบน้ำ

7. สปาเท้า นำเบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย เกลือทะเล 2 ช้อนโต๊ะ

 น้ำมันหอมระเหยกลิ่นมินต์ และนำน้ำอุ่นใส่ในกะละมังแช่เท้า

 จะช่วยฆ่าเชื้อโรค ดับกลิ่นเท้า รวมทั้งความร้อน

จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้าได้

8. เส้นผม >> เพียงแค่นำผงฟูหนึ่งช้อนชามาผสมแชมพู

แล้วนำไปสระผมตามปกติ สูตรนี้จะช่วยขจัดสารตกค้าง

จากผลิตภัณฑ์แต่งผม และขอบอกอีกสักนิดว่า

สูตรนี้เหมาะสมกับผมเส้นเล็กนะจ๊ะ

9.ขัดหน้า >> ผสมผงฟูครึ่งช้อนชากับ cleanser ที่น้องๆ ใช้อยู่

 เมื่อหน้าเปียกหมาดๆ ให้นำส่วนผสมที่เตรียมไว้

แล้วมานวดให้ทั่วใบหน้า และล้างออกด้วยน้ำสะอาด

 แต่ถ้าน้องๆ มีปัญหาสิว ให้เพิ่มยาแอสไพรินหนึ่งเม็ด

ที่บดเรียบร้อยแล้วเข้าไปด้วย

เพราะในยาชนิดนี้มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก

ที่จะเป็นตัวช่วยกำราบแบคทีเรียได้

10.หวีและแปรง >> เทน้ำอุ่นลงในภาชนะที่เตรียมไว้

 แล้วเติมผงฟูลงไป 2-3 ช้อนโต๊ะ แช่หวีและแปรงทิ้งไว้

ประมาณ 2-3 นาที หลังจากนั้นนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด

 และผึ่งแดดให้แห้ง ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการขจัดสารที่ตกค้างอยู่ให้ออกไป

11.ผิว >> ผิวจะนุ่มน่าสัมผัสมากขึ้น

ถ้าน้องๆ ลองนำผงฟูประมาณหนึ่งหยิบมือเติมลงในน้ำอุ่น

แล้วแช่มือไว้ประมาณ 2-3 นาที หลังจากนั้นล้างมือด้วยน้ำสะอาด

ความรู้เกี่ยวกับผงฟู

ในการใช้ผงฟูแต่ละครั้งมักจะใช้ไม่หมด

ผงฟูที่เหลือควรเก็บใส่กระป๋องปิดฝาให้สนิท

วิธีทดสอบว่าผงฟูนั้นยังมีคุณภาพดีหรือไม่

ให้เอาน้ำใส่ถ้วยแก้วไว้เล็กน้อย แล้วตักผงฟูเทลงไปนิดหน่อยในน้ำ

 ถ้าน้ำเดือดเป็นฟองก็แสดงว่าคุณภาพของผงฟูนั้นยังดีอยู่

ผงฟูเมื่อใช้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรปิดกระป๋องให้สนิท

 ถ้าปิดไม่สนิทความชื้นภายนอกจะเข้าไปทำปฏิกิริยา

ทำให้ผงฟูชื้นและเสื่อมคุณภาพ

ขอบคุณที่มา fb.โดย ทางแพทย์สายพุทธ







Create Date : 28 เมษายน 2557
Last Update : 28 เมษายน 2557 12:02:32 น.
Counter : 4844 Pageviews.

0 comment
### น้ำมันพืชสกัดทางธรรมชาติ ###


มหัศจรรย์น้ำมันสกัดทางธรรมชาติ
น้ำมันพืช
ทุกวันนี้มีการใช้น้ำมันพืชกันอย่างแพร่หลาย
ทั้งคุณแม่บ้านมีการใช้น้ำมันพืชแทนการใช้น้ำมันหมู
มีการนำมาผลิตพลังงานทางเลือก
รวมทั้งที่นิยมกันอย่างมากในปัจจุบันก็คือ
การนำมาใช้เพื่อสุขภาพความงาม

น้ำมัน...
พืชอุดมไปสารอาหารทั้งวิตามินเอและอี
ที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ และกรดไขมัน
ชนิดที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย 
 ทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว
ช่วยในการลดคอเรสตอรอลที่ร่างกายไม่ต้องการ
และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
ที่เป็นตัวควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

ปริมาณของวิตามินและไขมันเหล่านี้
จะมากน้อยแตกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมันพืช
เช่น น้ำมันดอกคำฝอย
น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง
จะเป็นน้ำมันพืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัวมาก
 และมีกรดไลโนลีอิกสูง
จึงเป็นน้ำมันชนิดที่ควรรับประทาน
ส่วนน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวมาก กรดไลโอลีอิกต่ำ
 อย่างน้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าว
 ก็จะไม่เหมาะแก่การบริโภคมากนัก

นอกจากนี้การเลือกใช้น้ำมันยังต้องคำถึงอีกว่า
หากเป็นน้ำมันพืชชนิดที่เป็นไข
 คือ มีไขมันชนิดอิ่มตัวอยู่เป็นจำนวนมาก
ซึ่งเป็นไขมันที่ได้จากไขมันสัตว์, มะพร้าว
 และน้ำมันปาลม์ จะย่อยยาก
 แต่มีข้อดี คือ เหมาะสำหรับใช้ในการทอดอาหาร
เพราะทนต่อความร้อนได้ดี ไม่เหม็นหืน
สามารถทอดอาหารได้นานๆ
ส่วนน้ำมันชนิดที่ไม่เป็นไข
 คือ มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัวอยู่ในเปอร์เซ็นต์ที่สูง
 จะย่อยง่าย ช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือด
แต่ไม่เหมาะในการทอดที่ใช้ระยะเวลานาน
เพราะจะกลายเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
อีกทั้งยังเหม็นหืนอีกด้วย

ปัจจุบันเราสามารถผลิตน้ำมันจากพืชได้หลายชนิด
เช่น มะพร้าว งา รำข้าว เมล็ดทานตะวัน 
เมล็ดองุ่น เมล็ดมังคุด 
 มอนด์ ถั่วลิสง มะกอก และเมล็ดทับทิม
ด้วยกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันไปตามแต่ละชนิด

น้ำมันพืชส่วนใหญ่
เป็นนำมันพืชชนิดผ่านกระบวนการผลิต
แบบที่เรียกว่า น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี (Processed Oil)
ที่สกัดโดยใช้สารเคมีเป็นตัวทำละลาย
ซึ่งทำให้ได้ ไปสกัดเอาน้ำมันจากเนื้อหรือเมล็ดพืชน้ำมัน
แล้วจึงนำไปผ่านกระบวนการกลั่น ซึ่งจะผ่านความร้อนสูง
ทำให้คุณค่าทางอาหารสูญเสียไปมาก
ระหว่างการกลั่นและการสกัด ซึ่งจะแตกต่าง
กับน้ำมันพืชที่สกัดด้วยวิธีทางธรรมชาติ
ที่จะไม่ใช้สารเคมีและความร้อนสูง
เช่น วิธีบีบอัดแบบเย็น (First Cold pressed)
ซึ่งจะรักษาคุณสมบัติเดิมได้มาก
 อุดมไปด้วยสารสำคัญ เหมาะแก่การนำไปบริโภค
หรือนำมาใช้เพื่อบำรุงเส้นผมและผิวพรรณ
นำมาทำยา สบู่ ยาสระผม ผสมกับน้ำมันหอมระเหย 
 รวมทั้งนำไปเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางต่างๆ

น้ำมันพืชสกัดด้วยวิธีธรรมชาติ
น้ำมันที่สกัดด้วยวิธีธรรมชาตินั้น
ถือเป็นภูมิปัญญาที่มีมาแต่โบราณ
สำหรับน้ำมันนั้นจะได้มาจากส่วนต่างของพืช
เช่น เมล็ด เนื้อ และเนื้อ
ซึ่งปริมาณน้ำมันที่ได้จากพืชแต่ละชนิด
ก็จะแตกต่างกันออกไป
อย่างมะพร้าวก็จะมีปริมาณน้ำมันมากราวๆ 70 %
ส่วนปาล์มและเมล็ดงาก็ได้ถึง 50%
แต่หากเป็นน้ำมันรำข้าวก็จะได้น้อยลงมาที่ 15% เท่านั้น

การสกัดด้วยวิธีทางธรรมชาติก็จะมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น

การหมัก (Fermentation)
ใช้กับการสกัดน้ำมันมะพร้าว
วิธีนี้จะได้น้ำมันออกมา 20-40% น้ำมันที่ได้จะบริสุทธิ์
 คุณภาพดี มีกลิ่นหอมของน้ำมันมะพร้าว
 ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในด้านการผลิตมากนัก
 ทำโดยการใช้น้ำอุ่นๆ นำไปคั้นเอาน้ำกะทิ
จากเนื้อมะพร้าว จากนั้นนำน้ำกะทิที่ได้
ใส่ภาชนะสำหรับหมักปิดฝาทิ้งไว้ 2-3 วัน
น้ำมันก็จะแยกตัวออกจากน้ำ ลอยตัวอยู่ด้านบน
จากนั้นก็ใช้ใช้สายยางดูดออกมา
 แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อบรรจุขวดที่มีฝาปิด

วีธีการเคี่ยว (Rendering)
นำเอาวัตถุดิบ เช่น เนื้อมะพร้าว เนื้อปาล์ม
ใส่กระทะตั้งไฟเคี่ยวด้วยความร้อนปานกลาง
จนน้ำมันแยกตัวออก และน้ำระเหยออกไป
แล้วจึงกรองเอาน้ำมันมาใช้
แต่ด้วยความที่ใช้ความร้อนเป็นเวลานาน
จึงทำให้น้ำมันที่ได้จากวิธีนี้
มีคุณภาพและกลิ่นไม่มีคุณภาพมากนัก

วิธีการบีบอัดเครื่องไฮโดรลิก (Hydraulic Press)
เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับพืชน้ำมัน
ที่มีเปลือกนิ่มไม่แข็งเกินไป
 เช่น ถั่วเหลือง รำข้าว ถั่วลิสง ไปตากหรืออบแห้ง
เพื่อไล่ความชื้นออกจากเนื้อวัตถุ
กระตุ้นน้ำมันบีบออกง่าย
แล้วจึงนำมาบีบด้วยเครื่องแบบไฮโดรลิก
 น้ำมันที่ได้จะมีคุณภาพดี

วิธีบีบอัดโดยเครื่องสกรูเพรส (Screw Press)
เหมาะพืชน้ำมันเปลือกแข็ง เช่น เมล็ดงา เมล็ดทานตะวัน
 มาทำการการบีบอัดด้วยเครื่องสกัดแบบ Screw-press
 จะได้น้ำมันคุณภาพดี มีสี กลิ่น รส ตามธรรมชาติ
เพราะแทบจะไม่ผ่านความร้อนเลย

นอกจากความร้อนที่เกิดขึ้นจากแรงเสียดสี

ระหว่างการบีบเท่านั้น

น้ำมันพืชบีบเย็น ( Cold pressed process )

เป็นการสกัดน้ำมันพืชด้วยวิธีที่มีการควบคุมอุณภูมิ
สารในน้ำมันไม่ถูกทำลายลง
ด้วยกระบวนการใช้ความร้อน 
 จะได้น้ำมันที่มีคุณภาพมากที่สุด
ที่รียกว่า extra virgin oil

การแบ่งประเภทของน้ำมัน
โดยแบ่งตามกระบวนการผลิต คุณภาพของน้ำมัน
รวมทั้งการวัดค่าของ free fatty acid คือ
ค่าที่บ่งบอกถึงปริมาณกรดไขมันอิสระ
ซึ่งค่ายิ่งน้อยโอกาสที่จะทำปฏิกิริยา
กับสารอื่นๆ นั้นจะน้อยตามไปด้วย

1.Extra Virgin Oil ชนิดบริสุทธิ์พิเศษ
ถือเป็นน้ำมันคุณภาพได้มาตรฐานสูงเป็นพิเศษ
ไม่มีการใช้กระบวนการเคมีหรือความร้อน
มีปริมาณ free fatty acid ไม่เกิน 1%
มีความบริสุทธิ์ ยังคงสี กลิ่น และรสตามธรรมชาติ
ของพืชชนิดนั้นๆไว้ดีที่สุด  จึงมีราคาแพง

2. Superfine Virgin Olive Oil
คือ ชนิดบริสุทธิ์ดีมาก มีคุณภาพรองลงมา
ปริมาณ free fatty acid อยู่ที่ไม่เกิน 1.5%

3. Fine Virgin Oil คือ ชนิดบริสุทธิ์ดี
มีปริมาณ free fatty acid อยู่ระหว่าง 1 - 2%

4. Virgin Oil
คือ ชนิดบริสุทธิ์ เป็นน้ำมันที่กระบวนการผลิต
ผ่านความร้อนบ้างมีปริมาณ free fatty acid ไม่เกิน 2%

5. Refined Oil
มีราคาค่อนข้างถูก ใช้ความร้อนสูงสุด
และสารเคมีในการสกัด ทำให้ปลอดรส สี
 และกลิ่นที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
มักใช้เป็นน้ำมันตัวหลักเพื่อผสมกับน้ำมันชนิดอื่น
เช่น เติม Virgin Oil ลงไปส่วนหนึ่ง
เพื่อทำให้ได้น้ำมันมีกลิ่นสีดั้งเดิมอยู่บ้าง
หรือไม่มีการเติม Virgin เพื่อให้ได้น้ำมันที่เหมาะ
กับการปรุงอาหารที่ไม่ต้องการให้อาหาร
มีกลิ่นของน้ำมันไปผสม บางครั้งเรียกน้ำมันชนิดนี้ว่า
 Light Oil หรือ Lite Oil คือ เจือจางแล้ว

6. Pure Oil
น้ำมันบริสุทธิ์ เป็นน้ำมันที่ได้จากการผสมกัน
ระหว่าง refined oil กับ extra virgin oil
 ปริมาณ free fatty acid อยู่ระหว่าง 3.1 - 4%
นอกจากใช้ทำอาหาร ก็นิยมใช้ทาบำรุงผิวพรรณ
แทนโลชั่น หรือทำน้ำมันนวดตัว

7. Pomace
เป็นน้ำมันที่ได้จากการนำเอากากพืช
มาผ่านกระบวนการแยกน้ำมันด้วยสารละลาย
 และน้ำมันที่ได้จากการผสมกัน
ระหว่าง virgin oil และ refined oil

น้ำมันที่มีคุณภาพดี ราคาแพง
มักนำมาใช้เพื่อการบริโภค
เช่น ทำน้ำสลัด หรืออาหารที่ต้องการ
กลิ่นและรสตามธรรมชาติ
ส่วนคุณภาพที่ต่ำก็จะใช้ในการทอดหรือผัด
แต่ไม่ควรเป็นประเภท Deep Fried
ที่ใช้ความร้อนสูงมากๆ
เพราะน้ำมันมะกอกนั้นทนความร้อนไม่ได้สูงนัก

เมื่อถึงคราวต้องเลือกซื้อน้ำมันพืช
คราวนี้ก็อย่าลืมดูคุณสมบัติต่างๆ
ให้เหมาะสมกับการน้ำมาใช้ประโยชน์
............................
ขอบคุณที่มา fb. น้าอ้วนบ้านเกษตรพอเพียงเพจ














Create Date : 23 เมษายน 2557
Last Update : 28 พฤษภาคม 2559 12:06:58 น.
Counter : 927 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ