Group Blog
All Blog
### วิธีการล้างผักผลไม้ให้ปลอดภัย ###
















ในขณะที่มีการรณรงค์

ให้ผู้คนรับประทานผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ

 และในขณะเดียวกัน ที่มีข่าวของสารตกค้าง

ที่มีอยู่ในผักและผลไม้

ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีจากยาฆ่าแมลง

 เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส

หรือสารโลหะหนักอื่นๆ ที่ปะปนมากับผักและผลไม้

ซึ่งสารเหล่านี้จะสามารถก่ออันตรายต่อสุขภาพ

มากกว่าที่จะได้รับประโยชน์เสียด้วยซ้ำไป

โรคที่มากับผักและผลไม้ที่มีสารพิษปะปนอยู่

มีได้ทั้งโรคชนิดเฉียบพลันและโรคเรื้อรัง

 อาการเฉียบพลัน

เช่น อาเจียน คลื่นไส้ ปวดหัว หน้ามืด

หายใจไม่ออก ปวดท้อง

เป็นไข้ ชา หรือแม้แต่หมดสติไป

เช่นบางคนไปกินราดหน้าที่มีผักคะน้าเป็นส่วนประกอบ

จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย

หรือเรียกว่าอาหารเป็นพิษเป็นต้น

ส่วนโรคเรื้อรังของการได้รับสารพิษ

ที่มาจากผักและผลไม้

ส่วนมากจะมาจากการได้รับสารจากยากำจัดศัตรูพืช

เช่น การเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

การเกิดโรคพาร์กินสัน

 โรคอัลไซเมอร์ การเจริญเติบโตผิดปกติในเด็ก

และการเกิดความเครียด

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจ

ในการรับประทานผักให้ปลอดภัย

 ก่อนนำไปรับประทานหรือปรุงประกอบอาหาร

 ต้องล้างผักให้สะอาดเสียก่อน

ในปัจจุบันมีวิธีการล้างผักอยู่หลายวิธี

เพื่อลดปริมาณสารพิษที่ตกค้างมากับผักให้ลดน้อยลง

 แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดอยู่

ซึ่งจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

การใช้น้ำส้มสายชูที่มีกรดน้ำส้มความเข้มข้น 5%

ของกรดน้ำส้ม

 ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:10 แช่นาน 10-15 นาที

แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

 สามารถลดปริมาณสารพิษลงร้อยละ 60-84

ข้อจำกัดคือ ผักอาจมีกลิ่นของน้ำส้มสายชูติดมา

 และผักบางอย่างเช่นผักกาดขาว ผักกาดเขียว

อาจมีการดูดรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชู

ทำให้รสชาติเปลี่ยนไป

 และภาชนะที่ใส่ผักล้างไม่ควรเป็นพลาสติก

การใช้ด่างทับทิม (Potassium Permanganate)

มีลักษณะเป็นเกล็ดแข็ง สีม่วง สามารถละลายได้ในน้ำ

ให้สีชมพู หรือม่วงเข้ม เป็นสารประกอบประเภทเกลือ

โดยใช้ปริมาณ 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร

แช่ไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

สามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 35-43

ข้อจำกัดคือการใช้ด่างทับทิมในปริมาณที่มากเกินไป

จะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร

 และหากสูดดมไอระเหยของด่างทับทิมเข้าไปมาก

ก็จะทำให้ระบบทางเดินหายใจมีปัญหาได้

รวมถึงหากเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้

ล้างผักโดยน้ำไหลผ่าน โดยเด็ดผักเป็นใบๆ

ใส่ตะแกรงโปร่งเปิดน้ำให้แรงพอประมาณ

ใช้มือช่วยคลี่ใบผักและถูไปมาบนผิวใบของผักผลไม้

นานประมาณ 2 นาที

สามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 25-63

วิธีนี้เป็นวิธีที่เรียกได้ว่าดีมาก

วิธีหนึ่งแต่มีข้อเสียอยู่ว่าใช้เวลานานในการล้าง

และใช้น้ำปริมาณมาก

ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 10 นาที

 แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

สามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 27-38

วิธีการนี้ลดปริมาณได้ไม่มาก

และอาจมีเกลือและรสเค็มไปอยู่ในผักหรือผลไม้

ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (เบกกิ้งโซดา) 1 ช้อนโต๊ะ

ผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง (20 ลิตร) แช่นาน 15 นาที

แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด

ลดปริมาณสารพิษลงได้ถึงร้อยละ 90-95

 ข้อจำกัดของการใช้เบกกิ้งโซดาคือ

มีส่วนผสมของโซเดียมอยู่

และอาจดูดซึมเข้าสู่ผักหรือผลไม้

 และหากล้างไม่สะอาด

การได้รับเบกกิ้งโซดาในปริมาณมากเกินไป

อาจทำให้ท้องเสียได้

วิธีการต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อน

ลดปริมาณสารพิษได้ ประมาณร้อยละ 50

วิธีการนี้เป็นอีกวิธีที่ดีและปลอดภัย

แต่จะทำให้ผักหรือผลไม้ เสียคุณค่าทางอาหาร

ไปกับน้ำและความร้อน

 เช่น วิตามินซี วิตามินบี 1 ไนอะซิน

การปอกเปลือกหรือการลอกชั้นนอกของผักออก

 เช่น กะหล่ำปลี ถ้าลอกใบชั้นนอกออกจะปลอดภัยมากกว่า

 แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดจะช่วยลดปริมาณสารพิษ

ได้ร้อยละ 27-72

วิธีการแช่ผักในน้ำยาล้างผักที่มีวางขายอยู่

โดยใช้ความเข้มข้นประมาณ 0.3% ในน้ำ 4 ลิตร

แช่ผักนานประมาณ 15 นาที

จะลดปริมาณสารพิษฆ่าแมลงได้ร้อยละ 25-70

แต่วิธีนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวัง

ต้องดูให้ดีว่าน้ำยาล้างผักมีส่วนประกอบด้วยอะไรบ้าง

เพราะในบางครั้งน้ำยาล้างผักจะแทรกซึมเข้าไปในผัก

ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

จะได้เห็นแล้วว่า แต่ละวิธีสามารถช่วยลดปริมาณ

ของสารตกค้างที่อยู่ในผักและผลไม้ได้

แต่ว่าจะเลือกวิธีไหนก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน

 ปริมาณและชนิดของผัก-ผลไม้ที่ต้องการจะล้าง

และเวลาที่มีอยู่ และที่สำคัญคือ

พยายามรับประทานผัก-ผลไม้

ให้หลากหลายอย่ากินซ้ำๆกันเกินไป

และเปลี่ยนร้านที่ซื้อผัก-ผลไม้บ้าง

เนื่องจากหากมีพิษ หรือสารตกค้างในผัก

ก็จะได้ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายมากนัก

........................

ขอบคุณข้อมูลจาก ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล

ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์

มหาวิทยาลัยมหิดล

#RamaChannel








Create Date : 05 กรกฎาคม 2557
Last Update : 28 พฤษภาคม 2559 12:17:26 น.
Counter : 1335 Pageviews.

0 comment
### เบต้า - แคโรทีน "เม็ด" กินเสี่ยงมะเร็งปอด ###















นักวิจัยด้านโภชนาการพบสารเบต้า - แคโรทีนสกัดเป็นเม็ด

ในรูปอาหารเสริม กินแล้วเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอด

ชี้ก่อนกินควรปรึกษาแพทย์ ค้นพบ 'การดอง'

 กลับเพิ่มปริมาณเบต้า-แคโรทีน

ส่วน 'ต้ม-ลวก-นึ่ง' ทำให้พืชผักสูญเสียอาหารสำคัญน้อยที่สุด

ดร. เอมอร วสันตวิสุทธิ์ รองผู้อำนวยการ

สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

กล่าวในการประชุมวิชาการนานาชาติเรื่อง 'แคโรทีนอยส์'

ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก

ว่าสารอาหารแคโรทีนอยส์ที่ได้จากผักและผลไม้

มีความน่าสนใจในแง่ที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้

พร้อมกับยังให้สารที่เรียกว่าเบต้า-แคโรทีนด้วย

ซึ่งร่างกายจะได้รับประโยชน์จากปฎิกิริยาออกซิเดชั่น

ในการช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ไปทำร้ายเซลล์ร่างกายให้เสื่อมสภาพ

 ทั้งนี้ อนุมูลอิสระมนุษย์จะได้รับจากมลพิษต่างๆ รอบตัว

และยังทำให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิด และโรคหัวใจด้วย

ซึ่งแคโรทีนอยส์จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าวได้

รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการกล่าวว่า

แต่สำหรับเบต้า-แคโรทีนที่สกัดเป็นเม็ด หรือทำสำเร็จรูปมานั้น

ถ้ารับประทานมากไปก็จะให้โทษต่อร่างกายได้เช่นกัน

มีการศึกษาในผู้ที่สูบบุหรี่จัด

หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดพบว่า

ในการรับประทานยาเม็ดเบต้า-แคโรทีนปริมาณสูง

ติดต่อกันเป็นเวลานาน (20-30 mg/วัน เป็นเวลา 4-6 ปี)

 แทนที่จะเข้าไปช่วยลดการเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปอด

 กลับกลายเป็นการเพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น

จากเบต้า-แคโรทีนสำเร็จรูปต้องผ่านกระบวนการสังเคราะห์ก่อน

เพราะฉะนั้นการรับประทานสารอาหารเสริมในรูปเม็ด

 ควรได้รับการแนะนำจากผู้รู้ หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน

 ว่ามีความเหมาะสมแค่ไหนที่จะรับประทาน

และถ้าจะรับประทานควรมีปริมาณเท่าใดที่จะเกิดผลดีต่อร่างกาย '

ขณะนี้เป็นห่วงผู้บริโภคมากกว่า

จะได้รับข้อมูลทางโภชนาการต่างๆ ผ่านทางสื่อโฆษณาอย่างเดียว

 โดยขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ มายืนยัน'

ด้าน ดร.พงศธร สังข์เผือก อาจารย์ประจำ

สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

ผู้ศึกษาเรื่องความคงตัวของแคโรทีนอยส์ในอาหารที่ผ่านการแปรรูป

และการเก็บรักษา กล่าวว่า

สารอาหารแคโรทีนอยส์นี้ คุณสมบัติทางเคมีจะสูญเสียไปได้

หากได้รับความร้อน แสงแดด และออกซิเจน

และสำหรับคนไทยนั้น ในการประกอบอาหารนั้น

นิยมการผัด ลวก ต้ม ตุ๋น ตากแดด ดอง และแช่อิ่ม เป็นต้น

ทั้งนี้จากการทดลองนำผักไปลวก ต้ม นึ่ง พบว่า

 ผักจะสูญเสียแคโรทีนอยส์ในปริมาณใกล้เคียงกันอยู่ระหว่าง 5-10%

 คือ จะเหลือปริมาณแคโรทีนอยส์ 90-95%

สำหรับการทอด ผัด จะสูญเสียในปริมาณที่สูงกว่า

เนื่องจากใช้ความร้อนในการประกอบอาหารมากกว่า

อยู่ที่อุณหภูมิประมาณ 180 องศาเซลเซียส

ทำให้สูญเสียแคโรทีนอยส์ถึง 20-40%

 ส่วนการตากแดดนั้น จะสูญเสียแคโรทีนอยส์ประมาณ 40-50%

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแรงของแดด

แต่ถ้าตากแดดแล้วมีการคลุมหรือบัง

จะทำให้สูญเสียแคโรทีนอยส์น้อยลง

'ที่น่าสนใจคือ การดอง แทนที่จะทำให้ปริมาณแคโรทีนอยส์ลดลง

เช่นวิธีการประกอบอาหารอื่นๆ

แต่กลับให้ปริมาณแคโรทีนอยส์เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20-50%

โดยผักที่เราใช้ในการทดลองนั้นคือ ผักกาด และ ผักเสี้ยน

และตั้งสมมุติฐานว่าสาเหตุที่ทำให้ปริมาณแคโรทีนนอยส์สูงขึ้นนั้น

มาจากแบคทีเรียบางตัว อาจเป็นพวกแล็กติกแอซิก แบคทีเรีย ก็ได้

ซึ่งชั้นนี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาว่าใช่หรือไม่

และอาจเป็นตัวอื่นก็ได้ นอกจากนี้ ยังพบว่ายิ่งดองไว้นาน

 ปริมาณแคโรทีนอยส์ก็ยิ่งสูงขึ้นตามเวลาด้วย

แต่ก็ทำให้อาหารไม่น่ารับประทาน'

ดร. พงศธรอธิบายต่อว่า สำหรับการแช่อิ่มนั้นพบว่า

จะทำให้สูญเสียไป 15 % และถ้าเก็บไว้ทานหลังจากการแช่อิ่มแล้ว

ยังสูญเสียต่อไปอีกถึง 40% เนื่องจากอาหารไปสัมผัสกับออกซิเจนนั้นเอง

โดยผลไม้ที่ใช้ในการทดลอง คือ มะม่วง มะละกอ และ ฟักทอง

ส่วนการแก้ไขการประกอบอาหารด้วยวิธีต่างๆ

ที่ไม่ทำให้สูญเสียปริมาณแคโรทีนอยส์มากเกินไปนั้น

 คือ ถ้านำไปต้ม หรือ การใช้ความร้อนก็อาจลดเวลาให้สั้นลง

ส่วนการตากแดดนั้นก็ควรหาวัสดุมาคลุม

เพราะจะช่วยลดปริมาณการสูญเสียได้

ผัก ผลไม้ที่มีเบต้า-แคโรทีน พบว่า

เป็นผักสีเหลือง สีเขียวเข้ม และ สีส้ม จะให้ทั้งวิตามินเอ

 และ เบต้า-แคโรทีนด้วย เช่น มะม่วงสุก มะละกอสุก แครอต

ฟักทอง มะเขือเทศ เป็นต้น

ส่วนผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักตำลึง คะน้า เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

//www.inmu.mahidol.ac.th/th/news/?id=4

#RamaChannel







Create Date : 28 มิถุนายน 2557
Last Update : 29 มิถุนายน 2557 9:43:49 น.
Counter : 1020 Pageviews.

0 comment
### น้ำมันปาล์มกับสุขภาพ ###














รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ สถาบันโภชนาการ

มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า

คนใช้น้ำมันปาล์มเยอะ เพราะมีราคาถูก

น้ำมันปาล์มให้พลังงาน เหมาะกับการนำมาทอดอาหาร

เพราะทนความร้อนสูง แต่เนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวสูงเช่นกัน

ถ้ากินมากๆ โอกาสที่คอเลสเตอรอลจะขึ้น

ไขมันแอลดีแอล (Low Density Lipoprotein : LDL)

ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่ดีจะขึ้นได้

ทำให้มีปัญหาหลอดเลือดที่จะไปเลี้ยงหัวใจ

คนไทยต้องเข้าใจว่า ถ้าเป็นการทอดปาท่องโก๋

 หมูทอด เนื้อทอด อันนี้พอได้ เพราะเราไม่ได้กินน้ำมัน

แค่มีน้ำมันติดอาหารนิดหน่อยไม่มีปัญหา

แต่ถ้านำน้ำมันปาล์มมาทำอาหารประเภทผัด

น้ำมันเยิ้มๆ ไม่เหมาะ ไม่ค่อยดี

เพราะเหมือนกับว่าเรากินน้ำมันเข้าไปตรงๆ

ต่อให้เป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน ก็ไม่ดี

ที่สำคัญไม่ควรจะนำมาใช้ซ้ำ เพราะน้ำมันปาล์มจะเสียสภาพ

 เวลากินน้ำมันที่ติดกับอาหารเข้าไปบางครั้งจะทำให้ถ่ายท้อง

 ถ่ายออกมาแบบเหลวๆ ได้ แต่ไม่ใช่ท้องเสีย

คือถ้าทำให้น้ำมันปาล์มร้อนประมาณ 180 องศาเซลเซียส

 แล้วลงมาที่อุณหภูมิห้อง พอนำมาใช้ซ้ำ

โดยทำให้อุณหภูมิร้อนขึ้นอีก

โอกาสที่จะเกิดสารแปลกใหม่ได้ซึ่งไม่ค่อยดี

"ช่วงน้ำมันปาล์มราคาแพงเป็นโอกาสดีที่เราจะหันมาพิจารณาว่า

เลิกกินน้ำมันเถอะ กินอาหารต้ม นึ่ง ตุ๋น แทนก็แล้วกัน

คือพยายามกินอาหารที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบให้น้อยลง"

คนที่ไม่ควรกินน้ำมันปาล์ม คือ คนที่เป็นโรคอ้วน

คอเลสเตอรอลสูง ไขมันในเลือดสูง

ควรพยายามหลีกเลี่ยงน้ำมันปาล์ม

ถ้าจะใช้น้ำมันพืชประกอบอาหาร

ควรใช้ประเภทไขมันไม่อิ่มตัวแทน

 เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน หรือน้ำมันข้าวโพด

ทั้งนี้ถ้ากินอาหารประเภทผัดๆ ทอดๆ

ควรกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ

จำพวก ผัก ผลไม้ สีเข้มๆ ด้วย

 อย่างกรณีที่จะผัดผัก ก็ควรใช้ผักสีเข้มๆ

เช่น บรอกโคลี ถั่วงอก ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

 จะได้ไม่มีปัญหามะเร็งจากการใช้น้ำมันปรุงอาหาร

เพราะในผักมีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือถ้ากินหมูทอด ไก่ทอด

 ควรกินผัก ผลไม้ตามด้วยเช่นกัน

ด้าน นพ.กฤษดา ศิรามพุช

ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า

 น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันทำกับข้าวที่ราคาย่อมเยาที่สุด

จึงเป็นที่นิยมสำหรับการทอดที่ต้องใช้น้ำมันมากๆ

 เช่น ไก่ ปาท่องโก๋ กล้วยแขก หรือของชุบแป้งทอด

นอกจากนี้ยังมีในของกิน เช่น ไอศกรีม ครีมเทียม นมเทียม

คุกกี้ เบเกอรี่ นมพร่องมันเนย เนยเทียม

อาหารกล่องสำเร็จรูป มีในของใช้ เครื่องอุปโภค

เช่น เทียนไข ลิปสติก สบู่ ครีมทาผิว

น้ำมันปาล์มเหมาะกับอาหารทอดที่ใช้ความร้อนสูง

เช่น ทอดน้ำมันท่วม แต่ไม่เหมาะที่จะนำมาปรุงของเย็น

อย่างการทำน้ำสลัดหรือทอดไข่ซึ่งไม่ต้องใช้ความร้อนสูง

และไม่เหมาะที่นำมาทอดซ้ำบ่อยๆ

 เพราะกรดไขมันในน้ำมันปาล์มที่ทอดซ้ำ

มีสิทธิกลายไปเป็นไขมันร้ายทำลายหัวใจได้

ของดีในน้ำมันปาล์ม เช่น มีวิตามินเอ วิตามินอี

เป็นแหล่งวิตามินธรรมชาติ

กรดไขมัน มีทั้งอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว

และไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ที่ค่อนข้างเป็นมิตร

เช่นเดียวกับในน้ำมันมะพร้าว

ข้อเสียน้ำมันปาล์ม คือ

1. กรดไขมันอิ่มตัวสูง

มีโอกาสสนับสนุนให้ไขมันร้ายคือแอลดีแอลในเลือดสูง

และไขมันดีคือ เอชดีแอลต่ำ

ดังนั้นไม่ควรพึ่งแต่ น้ำมันปาล์มทุกมื้อ

ทุกครั้งในการปรุงอาหาร

2. มีโอกาสซ่อนไขมันทรานส์ซึ่งเป็นไขมันอันตราย

3. ยิ่งทอดซ้ำยิ่งเสี่ยงต่อสุขภาพ

เพราะจะทำให้น้ำมันปาล์ม เปลี่ยนสภาพ

ทำให้มีสารโพล่าร์ที่เกิดจากการทอดซ้ำ

เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

4. ทำให้เกิดสิวคนที่ใช้น้ำมันปาล์มทอดของ

อยู่หน้าเตานานๆจะมีไอระเหยน้ำมันออกมาจับหน้าตา

พาให้เกิดอักเสบเป็นสิวได้

 หรือในคนที่ปวดศีรษะบ่อย ปวดประจำเดือน

ทรมานอย่ากินน้ำมันพืชมากเกินไป

เพราะมีกรดอักเสบ ชื่อโอเมก้าหกอยู่ ค่อนข้างมาก

น้ำมันแต่ละชนิดมีดีในตัวมัน

ต่างกันออกไปเหมือนกับคนเรา

 แม้น้ำมันหมูที่คู่คนไทยมาแต่ครั้งยังใช้ครัวไฟก็มีของดี

 หลักที่อยากฝากไว้คือไม่ควรใช้น้ำมันชนิดใดชนิดหนึ่ง

แช่ไว้ติดครัวตลอด ให้สลับกันไปบ้าง

 ยกตัวอย่างมื้อนี้ใช้น้ำมันปาล์ม

 มื้อหน้าอาจเป็นน้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันหมูบ้างก็ยังได้

ช่วยแก้ปัญหาน้ำมันแพงแถมบางมื้อยังได้ของอร่อย

อย่างกากหมูไว้เจริญอาหารด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โดย รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ สถาบันโภชนาการ

มหาวิทยาลัยมหิดล

และนพ.กฤษดา ศิรามพุช

 ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

#RamaChannel







Create Date : 28 มิถุนายน 2557
Last Update : 28 พฤษภาคม 2559 11:33:42 น.
Counter : 768 Pageviews.

0 comment
### อันตรายจากการใช้กระดาษทิชชูซับอาหารทอด ###












อันตรายจากกระดาษทิชชูซับอาหารทอด!!!

อ่านตรงนี้แล้ว คุณสาวๆ รักสุขภาพ

ยังจะกล้าใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันอาหารทอดกันอีกมั้ย???

กระดาษทิชชูทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ วัตถุดิบคือต้นไม้

เช่น ต้นไผ่ หรือต้นไม้อื่นๆ โลกเริ่มคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น

 มีการใช้กระดาษหมุนเวียนใหม่ เช่นกระดาษ A4 ใช้แล้ว

นำไปผลิตกระดาษทิชชู

ในการตีวัตถุดิบให้เป็นเนื้อเยื่อต้องใช้

โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) หรือโซดาไฟ เข้ามาช่วย

นอกจากนั้น กระดาษทิชชูต้องการความขาวเพื่อความน่าใช้

จึงจำเป็นต้องใช้ คลอรีนในการฟอกขาว

และยังมีไดออกซิน (dioxins) สารก่อมะเร็ง เป็นส่วนประกอบ

แม้กระทั่ง “กระดาษฟาง” ซึ่งทำจากฟางข้าว

ที่นิยมใช้ในการซับน้ำมันอาหารทอด ก็ยังต้องใช้

โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) หรือโซดาไฟ

ในการทำฟางให้เป็นเนื้อเยื่อ...

การนำกระดาษทิชชูไปใช้ผิดวิธี เช่นนำไปซับน้ำมันอาหารทอด

เนื้อเยื่อเล็กๆ ของทิชชูที่คุณอาจมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น

จะติดอาหาร ซึ่งคุณต้องกินมันเข้าไป

หากนึกภาพไม่ออกให้นำแว่นตากันแดดเลนส์สีดำไปล้างน้ำ

 แล้วใช้กระดาษทิชชูเช็ดเลนส์

คุณจะเห็นเนื้อเยื่อทิชชูติดเต็มเลนส์กระจกแว่นตากันแดดของคุณ

อาหารทอดน้ำมันซับด้วยทิชชูของคุณ

จะไม่ยิ่งมีเนื้อเยื่อทิชชูติดมากกว่านั้นหรือ

สมควรแล้วหรือที่คุณจะกินเนื้อเยื่อกระดาษทิชชู

ที่ผลิตโดยมีส่วนประกอบของสารเคมีอันตรายหลายชนิด

 วันละนิดวันละหน่อย สะสมเป็นสารพิษในร่างกายโดยไม่รู้ตัว

จำไว้ว่า กระดาษทิชชู มีไว้เช็ดภายนอก ไม่ได้มีไว้ให้กิน!!!

ผู้ผลิตและทางวิทยาศาสตร์อาจแย้งว่า ปริมาณเล็กน้อยไม่มีโทษ

แต่ยังไม่มีข้อมูลวิจัยไปถึง “การสะสมในร่างกาย”

ซึ่งอาจเป็นปัญหาโรคภัยทางอ้อม คือโรคมะเร็ง โรคร้ายแรงอื่นๆ

และโรคแปลกๆ ที่คนยุคปัจจุบันเผชิญอยู่ในขณะนี้

หากต้องการซับน้ำมันอาหารทอด

คุณควรใช้ กระดาษซับน้ำมันสำหรับอาหาร

ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา

มีขายในประเทศไทย หาซื้อไม่ได้โปรดค้นหาจากกูเกิ้ลนะคะ

******* *******
เพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมี

ที่เป็นส่วนผสมในการผลิตกระดาษทิชชูให้ค่ะ

โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) หรือโซดาไฟ

มีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อรุนแรง โดยทำปฏิกิริยากับโปรตีนและไขมัน

ทำให้บริเวณนั้นอ่อนนุ่มกลายเป็นวุ้นหรือเจลาตินและสบู่

เนื้อเยื่อถูกทำลายหรือถูกกัดลึกลงไป

ซึ่งการทำลายอาจต่อเนื่องหลายวัน ล้างน้ำออกได้ยาก

การหายใจเอาไอหรือละอองสารทำให้ระคายเคือง

ต่อทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้จาม ปวดคอ น้ำมูกไหล

ปอดอักเสบรุนแรง หายใจขัด การสัมผัสถูกผิวหนัง

จะระคายเคืองรุนแรง เป็นแผลไม้และพุพองได้

การกลืนกินทำให้แสบไหม้บริเวณปาก คอ กระเพาะอาหาร

ความเป็นพิษของไดอ๊อกซิน (dioxins)

พิษเฉียบพลัน

ไดอ๊อกซิน (dioxins) ไม่ทำให้เกิดอาการพิษหรือตายอย่างทันที

แต่อาการจะค่อยๆ เกิดและเพิ่มความรุนแรงจนถึงตายได้

อาการเฉียบพลันที่ปรากฏคือ ทำให้เกิดโรคผิวหนัง

ที่เรียกว่า “Chloraone” คือมีผิวหนังขึ้นเป็นสิวหัวดำ

มีถุงสีน้ำตาลอมเหลืองของผิวหนังบริเวณหลังใบหู ขอบตา หลัง ไหล่

 และบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ อาจมีขนขึ้นในบริเวณที่ปกติจะไม่มีขึ้น

 ผิวหนังมีสีเข้มขึ้น สีของเล็บเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

เยื่อบุตาอักเสบและมีขี้ตา

มีรายงานการเกิดอาการ“Chloraone” นี้

ในคนที่อยู่ในบริเวณที่ได้รับการปนเปื้อน ไดอ๊อกซิน

ที่อิตาลี ไต้หวัน และญี่ปุ่น

พิษเรื้อรัง

ทำให้น้ำหนักตัวลดลง เกิดความผิดปกติที่ตับ

 เซลล์ตับตาย และเกิดอาการโรคผิวหนังอักเสบ

การเป็นสารก่อมะเร็ง

สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างชาติได้จัดให้สาร ไดอ๊อกซิน

 เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์

จากการที่มีข้อมูลทางระบาดวิทยายืนยัน

 และจากการศึกษาระยะยาวในสัตว์ทดลองพบว่า

สารนี้ทำให้เกิดมะเร็งหรือเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ ของหนู

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตับ ซึ่งได้รับสารปริมาณน้อยมาก

แค่ 10 นาโนกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวเท่านั้น

นอกจากตับแล้วยังพบว่าสารนี้ทำให้เกิดเป็นเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ

 ของหนูได้ เช่น ลิ้นแผ่นกั้นช่องจมูก เพดานปากส่วนแข็ง

ต่อมไทรอยด์ ชั้นนอกของต่อมหมวกไต ชั้นใต้ผิวหนัง และปอด

ต่อมไทรอยด์เป็นตำแหน่งไวที่สุดที่ทำให้เกิดมะเร็งในหนู

ซึ่งระดับไดอ๊อกซินต่ำที่สุดที่ได้รับคือ 1.4 นาโนกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว

อย่างไรก็ตามการศึกษากลไกของการเกิดมะเร็งพบว่า

สารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน ไม่ใช่สารก่อเซลล์มะเร็งโดยตรง

 (tumor initiator) หรือถ้าเป็นก็มีฤทธิ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 แต่เป็นสารสนับสนุนการเกิดมะเร็ง (tumor promotor)

ที่มีความรุนแรงมากที่สุด

ความเป็นพิษต่อระบบประสาท

มีรายงานว่าเกิดโรคระบบประสาทในคนงานที่ได้รับสารนี้

จากการหากรดหรือปนเปื้อนในอุตสาหกรรม

โดยมีอาการกล้ามเนื้อมือเสื่อมไม่มีกำลัง

มีการแสดงอาการโรคประสาท เช่น

การสูญเสียความรับรู้บนเส้นประสาท ปลายมือ

และปลายเท้าอ่อนเพลีย เป็นต้น

ความผิดปกติในทารก

การศึกษาในมารดาพบว่าการได้รับสารไดอ๊อกซิน/ฟิวแรน

ที่ปนเปื้อนในน้ำมันรำข้าวที่ประเทศจีน

ทำให้มีอัตราการตายของทารกในช่วงตั้งครรภ์สูง

ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

ซึ่งแสดงถึงการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติของทารก

ทารกบางรายเกิดมามีรูปร่างผิดปกติ

ที่เกาะไต้หวันพบว่าทารกที่เกิดมามีอาการผิดปกติของระบบประสาท

 มีการพัฒนาทางสติปัญญาช้ากว่าปกติและมีพฤติกรรมประสาทผิดปกติ

ลักษณะผิดปกติที่เด่นชัดของทารกในครรภ์คือผิวหนัง

และเยื่อบุมีสีเข้มกว่าปกติ เล็บมือและเท้ามีสีเข้มและผิดรูปผิดร่าง

 ขับสารออกมากกว่าปกติ เยื่อบุตาอักเสบ

เหงือกมีการบวมขยายใหญ่ ทารกแรกเกิดมีฟันขึ้นแล้ว

การขึ้นของฟันแท้ผิดปกติหรือไม่มีฟันแท้ขึ้น

และรากฟันมีรูปร่างผิดปกติ ลักษณะของฟันที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ

ก็พบได้ในทารกที่ดื่มน้ำนมมารดาที่มีสารไดอ็อกซิน/ฟิวแรน ปนเปื้อนอยู่

อ่าน คุณสมบัติ-โทษของ ไดออกซิน เต็มๆ ได้ที่...
www.pcd.go.th/info_serv/haz_dioxin.html#s2

อ่านคุณสมบัติ-โทษของ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) หรือโซดาไฟ เต็มๆ ได้ที่นี่...
www.thaieditorial.com/tag/ข้อมูลทั่วไปของโซเดียม/

******* *******
เครดิต: เรื่อง ชีวอโรคยา เรียบเรียงโดย HJ อ้างอิงข้อมูลจาก
greenworld.or.th/relax/forum/1693 , thaieditorial.com , lib.ku.ac.th/KUCONF/KC4506015.pdf , dictionary.sanook.com , pcd.go.th/info_serv/haz_dioxin.html#s2
เครดิตภาพจาก ชีวอโรคยา , ormorm.exteen.com , bonjour kitty kittyjaja blogging ชีวอโรคยานำมารวมเป็นภาพเดียวกันให้ดูง่าย

แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง และสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ

ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772

Cr.ชีวอโรคยา


ขอบคุณที่มาจาก fb. Karinya Tig นำมาจาก

fb.ชีวอโรคยา







Create Date : 27 มิถุนายน 2557
Last Update : 29 มิถุนายน 2557 9:42:47 น.
Counter : 958 Pageviews.

0 comment
### เป็นโรคเก๊าท์ ควรควบคุมอาหาร ###














โรคเก๊าท์ เป็นหนึ่งในบรรดาโรคที่มีอาการปวดที่ข้อที่พบมากที่สุด

ซึ่งส่วนมากแล้วจะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

เก๊าท์เป็นอาการของโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม

ที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติในการใช้สารพิวรีน(purine)

ทำให้เกิดสารยูริคในเลือดสูง

ร่วมกับอาการจากการตกตะกอนของสารยูริค

ในข้อ ที่ไต และใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการปวดข้อที่มีการอักเสบ

เมื่อถึงบรรทัด คงมีคำถามเกิดขึ้นว่า สารยูริคคืออะไร?

แล้วจะควบคุมปริมาณได้อย่างไร?

สารยูริค(Uric acid)

คือ สารที่ได้จากการย่อยสลายของสารที่มีพิวรีนเป็นส่วนประกอบ

จากการรับประทานอาหารและจากร่างกายผลิตขึ้นเอง

 สามารถตรวจได้โดยการเจาะเลือดหรือตรวจผลึกยูริคในน้ำ

จากข้อที่อักเสบ

กรดยูริคจะพบได้ในเนื้อสัตว์ ข้าวสาลี เครื่องในสัตว์

 เช่น ตับ เซี่ยงจี้ เป็นต้น ร่างกายจะย่อยพิวรีนจนกลายเป็นกรดยูริค

 และจะขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ

ในคนปกติกรดยูริคจะถูกสร้างขึ้นในอัตราช้า

พอที่ไตจะขับออกได้หมดทันกับการสร้างขึ้นพอดี

ส่วนในคนที่เป็นโรคเก๊าท์ พบว่า

เกิดความผิดปกติของกระบวนการใช้และขับถ่ายสารพิวรีน

กว่า 90% ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เกิดจากการที่กรดยูริคถูกสร้างขึ้น

แต่ไตทำหน้าที่ขับถ่ายออกมาได้ช้าหรือน้อย

นทำให้เกิดการสะสมของกรดยูริคในร่างกายมากขึ้น

เมื่อกรดยูริคอยู่ในระดับสูงก็ทำให้เป็นเก๊าท์ได้ 

อาการของโรคเก๊าท์

มีอาการปวด บวม แดง และร้อนตามข้ออย่างเฉียบพลัน

อาจรุนแรงถึงกับเดินลงน้ำหนักหรือใช้งานข้อไม่ได้

อาการนี้อาจเป็นๆหายๆ อาจทิ้งระยะเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือเป็นปีก็ได้

ซึ่งอาการปวดอาจเป็นข้อเดียว หรือหลายข้อพร้อมกัน

 บริเวณที่พบบ่อย ได้แก่ ข้อโคนนิ้ว หัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า

นอกจากอาการปวดตามข้อแล้ว

อาจมีอาการของนิ่วในทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย

สาเหตุของโรคเก๊าท์

อาจพบว่าเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ กรรมพันธุ์

ซึ่งมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์

ปัจจัยเรื่องอายุ มักพบในวัยกลางคนช่วงอายุ 40-50 ปี

ผู้ชายเป็นมากกว่าผู้หญิง อาจพบในวัยหลังหมดประจำเดือน

คนที่รับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนมากๆ ความอ้วน

 และน้ำหนักตัวมาก ทำให้มีโอกาสเป็นเก๊าท์มากขึ้น

ขณะที่การดื่มแอลกอฮอล์และรับประทานยาบางชนิด

จะลดการขับยูริคทำให้เป็นเก๊าท์ได้เช่นกัน

การสังเกตอาการสามารถทำได้โดย

 สำรวจตัวเองว่ามีอาการปวดข้ออย่างเฉียบพลันหรือไม่

โดยใช้วิธีตรวจหาร่วมกับการเจาะเลือดเพื่อหาระดับยูริคในเลือด

 เจาะน้ำจากการอักเสบในข้อที่บวม ตรวจพบผลึกยูริค

ถ่ายภาพเอ็กซเรย์บริเวณข้อที่มีอาการอาจพบการทำลายของกระดูก

และกระดูกอ่อนผิวข้อ อาจคลำได้ว่ามีปุ่มของผลึกยูริคใต้ผิวหนัง(โทฟัส)

หรือตรวจปัสสาวะอาจพบว่ามีการขับยูริคออกทางไตได้น้อย

หากตรวจพบว่ามีอาการผิดปกติดังกล่าว

แพทย์จะเริ่มทำการรักษาโดยทันที

หลักการรักษา

การรักษาหลักๆของโรคเก๊าท์คือ
การลดระดับกรดยูริคในร่างกาย

 และป้องกันการกำเริบของการอักเสบในข้อ

นอกจากนี้ยังควรงดการดื่มสุรา เลี่ยงการนอนดึก

หรือภาวะเครียด ในรายที่อ้วนควรลดน้ำหนัก

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาโรคประจำตัวอื่นๆ

เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ดื่มน้ำมากๆให้เพียงพอ

เพื่อเพิ่มการขับยูริค ออกจากร่างกาย

และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูง

 เช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อแดง ยอดผัก หรือต้นอ่อนพืช

สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องข้ออักเสบควรลดการใช้งาน

หรือลงน้ำหนักข้อที่มีอาการ ใช้ความร้อนประคบ

หรือแช่บริเวณที่มีการอักเสบ หลีกเลี่ยงการนวดที่รุนแรง

หรือบีบรัดแน่น รับประทานยาต้านอักเสบ

หรือยาโคล์ชิซีน (colchicines) ตามแพทย์สั่ง

หลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่มีส่วนผสมของแอสไพริน

หรือสเตียรอยด์เอง เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง

นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว

การควบคุมอาหารที่มีปริมาณพิรีนสูงก็เป็นสิ่งจำเป็น

จึงควรงดอาหารที่มีพิวรีนสูงมากกว่า 150 มิลลิกรัม

ต่อ อาหาร 100 กรัม เช่น ตับอ่อน เครื่องในสัตว์ทุกชนิด

ไข่ปลา ปลาไส้ตัน ปลาอินทรีย์ ปลาดุก ปลาซาร์ดีนกระป๋อง

 มันสมองวัว กุ้งชีแฮ หอย ถั่วดำ เขียว แดง เหลือง

น้ำสลัดเนื้อ ซุปก้อน แตงกวา ชะอม สะเดา กระถิน เป็นต้น

ส่วนอาหารที่มีปริมาณพิวรีนน้อยกว่า15 มิลลิกรัม ต่อ อาหาร 100 กรัม

ที่ไม่ต้องควบคุมได้แก่ นมสด ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ทุกชนิด

 ธัญพืชต่างๆ ผักทั่วไป น้ำตาลและขนมหวาน เจลาติน ข้าว

ขนมปังไม่เกิน 2 แผ่นต่อมื้อ เนยแข็ง เนยเหลว

 ผลไม้ปลอกเปลือก และผลไม้ทั่วไป

การจำกัดปริมาณพิวรีนในอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาโรคเก๊าท์

บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยมักมีอาการปวดกำเริบขึ้น

โดยที่ตัวเองไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

ดังนั้น ควรศึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

เพื่อป้องกันการกำเริบของอาการที่อาจมีความรุนแรงขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก ภาควิชาออร์โธปิดิกส์

และภาควิชาพยาบาลศาสตร์ 

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

มหาวิทยาลัยมหิดล

#RamaChannel








Create Date : 24 มิถุนายน 2557
Last Update : 24 มิถุนายน 2557 22:09:10 น.
Counter : 2520 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ