Group Blog
All Blog
### การแก้ปัญหาเท้าเหม็น ###














ปัญหาเท้าเหม็น นั้นถือเป็นปัญหาระดับชาติเลยก็ว่าได้

บางคนอาจจะมองว่าปัญหาเท้าเหม็นนั้นเป็นเรื่องปกติ

ที่เกิดกับทุกคนได้ถ้าใส่รองเท้าผ้าใบ รองเท้าหนัง

 หรือรองเท้าที่มีการระบายต่ำ

ถอดรองเท้าออกมาก็น่าจะเหม็นกันทุกคน

ซึ่งไม่จริงเสมอไป

เพราะบางคนที่ถึงจะใส่รองเท้าหรือถุงเท้ายังไง

เท้าก็อาจจะไม่เหม็นเลย

ปัญหาเท้าเหม็นนั้นเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลมากกว่า

 มาดูกันดีกว่าว่าเท้าเหม็นเกิดจากอะไร

ทำไมบางคนเหม็นโครตๆ แต่บางคนกลับไม่มีกลิ่นเลย

ปัญหาเท้าเหม็นเกิดจาก

สาเหตุที่ทำให้เท้าของเราเหม็นนั้นไม่ได้เกิดจากเหงื่อ

ที่ออกมาจากเท้าเราโดยตรง

แต่เกิดจากแบคทีเรียที่อยู่ที่เท้าของเราต่างหาก

ที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเน่าออกมา

โดยเชื้อแบคทีเรียที่ว่ามันก็จะไปทำปฏิกิริยากับเหงื่อ

ที่ออกผสมผสานกันอย่างลงตัว

จนได้กลิ่นมาดามเฉพาะตัวออกมา

ซึ่งเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เอามากๆ

และอีกสาเหตุหนึ่งซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า

บางคนที่เท้าเหม็นมากๆนั้นจริงแล้วเค้าเป็น “โรคเท้าเหม็น”

หรือ Pitted Keratolysis ซึ่งอาการที่จะสังเกตได้ก็คือ

 เท้าจะเหม็นอย่างรุนแรง อาจมีหลุมเล็กๆบริเวณฝ่าเท้า

และง่ามเท้า บางครั้งเวลาสวมถุงเท้าและถอดออก

ถุงเท้ามักจะแนบติดกับตัวเท้าจะหนืดนิดนึงเวลาถอด

 ซึ่งหากใครเป็นโรคเท้าเหม็นแล้ว

ก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่แล้วล่ะ

 บางครั้งการเข้าไปปรึกษาแพทย์

อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็ได้

แต่ก่อนที่เราจะไปหาหมอ

เพื่อให้หมอช่วยรักษาอาการเท้าเหม็นนั้น

บางทีเราก็ไม่อยากไปหาหมอสักเท่าไร

 เพราะคงไม่มีใครมีความสุขเวลาไปหาหมอแน่

หากเราสามารถรักษา บำบัด

และป้องกันปัญหาเท้าเหม็นด้วยตนเองได้ก็คงจะดีไม่น้อย

 อย่างแรกก็คือไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปหาหมอ

 และไม่ต้องเสียเงินค่ารักษาค่ายา

ทีนี้เราจะแยกวิธีการแก้ปัญหาออกเป็น 2 ส่วนหลักๆก็คือ

แก้ปัญหาที่เท้าของเรา

แก้ปัญหารองเท้า + ถุงเท้าที่เราสวมใส่

มาดูวิธีแก้ปัญหาเท้าเหม็นไปทีละข้อกันค่ะ

แก้ปัญหาเท้าเหม็นที่เท้าของเรา

แช่เท้าในน้ำอุ่นผสมเกลือ

เป็นวิธีการง่ายๆแต่ได้ผลดีมาก

ก็คือต้มน้ำให้เดือดและทิ้งไว้ให้พออุ่น

จากนั้นใส่เกลือแกงที่เรากินกันนี่แหละลงไปในน้ำที่เตรียมไว้

จากนั้นก็เอาเท้าลงแช่ประมาณ 15-20 นาที ทำอย่างนี้ทุกวัน

ภายใน 1 เดือนอาการเท้าเหม็นของเราจะทุเลาลงได้

เท้าจะเหม็นน้อยลงหรืออาจจะหายไปเลยก็ได้

แช่เท้าในน้ำยาเดทตอล

หาซื้อน้ำยาฆ่าเชื้อเดทตอลที่เป็นขวดน้ำสีส้มๆมา

โดยเอาผสมกับน้ำในถังหรือกะละมังที่เตรียมไว้

เวลาแช่ก็ให้เอาแปรงที่ใช้ขัดเท้าขัดทำความสะอาดไปด้วย

 โดยเฉพาะบริเวณซอกเล็บกับง่ามนิ้วเท้าต้องขัดเป็นพิเศษ

เพราะเชื้อแบคทีเรียจะอยู่บริเวณนั้นเยอะ

 ขัดทุกวันก่อนเข้านอนจะช่วยให้เท้าหายเหม็นแน่นอน

แช่เท้าในน้ำยาบ้วนปาก

อีกหนึ่งสูตรการแช่เท้าก็คือไปหาซื้อน้ำยาบ้วนปากมาสักขวด

 เอายี่ห้ออะไรก็ได้ จากนั้นก็เทลงผสมกับน้ำสัก 2 ฝา

 แล้วก็นั่งแช่ไปเรื่อยๆตามความพอใจ เอาจนเท้าเปื่อยเลยก็ได้

น้ำยาบ้วนปากจะมีตัวยาที่ใช้ทำลายเชื้อแบคทีเรียได้ดีเช่นกัน

 แช่เป็นประจำก็ช่วยแก้ปัญหาเท้าเหม็นได้เหมือนกัน

แต่จะเปลืองตังค์หน่อยนะ

ขัดเท้าด้วยสารส้ม

หาซื้อสารส้มมาสัก 1 ก้อน

แล้วก็เอาถูให้ทั่วเท้าทั้งฝ่าเท้า ง่ามเท้า

 หลังเท้า ทำเวลาอาบน้ำก็ได้อาบน้ำไปถูเท้าไป

 สารส้มเป็นยาระงับกลิ่นอย่างดี

นอกจากเอามาขัดเท้าแล้วก็เอามาถูจั๊กแร้

สำหรับคนที่มีกลิ่นตัวกลิ่นเต่าแรงๆได้ผลดีสุดๆ

แต่ทาบ่อยๆผิวบริเวณนั้นจะตึงและอาจจะแตกได้นะ

ขัดเท้าด้วยเบคกิ้งโซดา

ซื้อเบคกิ้งโซดาหรือผงฟูที่เราเอามาทำขนม

เช่น ซาลาเปา ขนมถ้วยฟู ขนมสาลี่ นั่นแหละ

มันจะเป็นเม็ดละเอียดๆสีขาวๆ เอามาผสมในน้ำพอให้ข้นๆ

 จากนั้นก็เอามาทาให้ทั่วเท้า

แล้วใช้แปรงขัดทุกมุมของเท้าให้สะอาด

เบคกิ้งโซดาจะช่วยฆ่าเชื้อโรค

และทำความสะอาดเท้าไปในตัวได้

หาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์เบเกอร์รี่ทั่วไป

ไม่แพงด้วยซองเล็กประมาณ 10-12 บาท

แก้ปัญหาเท้าเหม็นที่รองเท้า + ถุงเท้าของเรา
ซักรองเท้าถุงเท้าให้สะอาด

การซักรองเท้าเราให้สะอาดนั้นหากเป็นรองเท้าผ้าใบ

ก่อนอื่นก็เอารองเท้าไปแช่ในน้ำ

ที่ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเดทตอลซะก่อน

ทิ้งไว้สัก 20 นาที แล้วก็สักด้วยผงซักฟองตามปกติ

จากนั้นก็เอาไปตากแดดยิ่งจัดยิ่งดี ตากให้แห้งสนิท

เพราะถ้าไม่แห้งแล้วมันก็จะเหม็นได้ง่ายมาก

ส่วนถุงเท้านั้นก่อนซักก็เอาไปแช่ในน้ำร้อนก่อนสักครึ่งชั่วโมง

 แล้วก็ซักด้วยผงซักฟอกตามปกติตากให้แห้งสนิท

 จะได้ไม่มีเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เท้าเหม็นติดอยู่

ช่วยลดความเหม็นไปได้เยอะ

อย่าใส่รองเท้าคู่เดิมซ้ำๆกัน

เรื่องถุงเท้าคงไม่ต้องบอกนะว่าไม่ควรใส่ซ้ำ

แต่มีบางคนช่วยใส่ถุงเท้าซ้ำแบบว่าขี้เกียจซัก

อันนี้เลิกทำซะมันทำให้เท้าเหม็นมาก

 ส่วนรองเท้านั้นเราไม่ควรใส่คู่เดิมติดต่อกันเกิน 2 วัน

เต็มที่ไม่เกิน 3 วัน จะได้ไม่สะสมเชื้อโรคมากนัก

ให้มันได้พักเอาไปตากแดดบ้างอย่างน้อยก็สัก 24 ชั่วโมง

 สับเปลี่ยนใส่กันไปก็ช่วย

ลดความอับความเหม็นของเท้าได้เป็นอย่างดี

เปลี่ยนพื้นรองรองเท้าแก้เท้าเหม็น

พื้นรองรองเท้าไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าหนังที่ขาด

 จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นที่เท้าชั้นดี

 เพราะฉะนั้นหากพื้นรองรองเท้าของเราเกิดขาดเป็นรูขึ้นมา

ก็หาซื้อพื้นรองเท้าที่มีวางขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปมาเปลี่ยน

ตามแผนกขายรองเท้า บางทีแค่เปลี่ยนพื้นรองรองเท้า

อาจช่วยให้เท้าหายเหม็นเลยก็ได้

ปัญหาเท้าเหม็นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

เพราะนอกจากจะส่งผลต่อคนรอบตัว

หรือผู้ร่วมงานที่ได้สัมผัสกับกลิ่นแล้ว

ยังส่งผลต่อบุคลิกภาพของเรา

นสายตาของคนอื่นด้วย หน้าตาดี แต่งตัวดี

แต่ถอดรองเท้าออกมาเหม็นเป็นปลาเน่า

 คะแนนก็อาจจะติดลบเลยก็ได้

เพราะฉะนั้นดูแลใส่ใจเท้าและรองเท้าของเราให้ดี

เพื่อเท้าที่หอมของเรา เพื่อตัวคุณและคนที่คุณรัก

“วันนี้คุณซักรองเท้าแล้วหรือยัง?”

ขอบคุณข้อมูลจาก //therama.info/

#RamaChannel








Create Date : 15 กรกฎาคม 2557
Last Update : 23 สิงหาคม 2559 10:05:16 น.
Counter : 867 Pageviews.

0 comment
### วันเข้าพรรษา ###


















วันที่ 12 กรกฎาคม 2557 วันเข้าพรรษา

 เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา เป็นที่พระสงฆ์เถรวาท

จะอธิษฐานว่า จะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝน

ที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้

โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น

หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า "จำพรรษา" นั่นเอง

การเข้าพรรษา เป็นพุทธบัญญัติ ซึ่งพระภิกษุทุกรูปจะต้องปฏิบัติตาม

หมายถึง การอธิษฐานอยู่ประจำที่ไม่เที่ยวจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ

 เว้นแต่มีกิจจำเป็นจริง ๆช่วงจำพรรษาจะอยู่ในช่วงฤดูฝน

คือแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี

ดังนั้น วันเข้าพรรษา หมายถึง

วันที่พระภิกษุในพระพุทธศาสนาอธิษฐานอยู่ประจำในวัด

หรือเสนาสนะที่คุ้มแดดคุ้มฝนได้แห่งหนึ่งไม่ไปค้างแรมในที่อื่น

ตลอด ๓ เดือนในฤดูฝน

"เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน"

หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน

โดยเหตุที่พระภิกษุ ในสมัยพุทธกาล

มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอน

 แก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมี ที่อยู่ประจำ

 แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่า ไปเหยียบข้าวกล้า และพืชอื่น ๆ

จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบ การจำพรรษา

ให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน

 คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี เรียกว่า "ปุริมพรรษา"

ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง

 และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เรียกว่า "ปัจฉิมพรรษา"

เว้นแต่มีกิจธุระ คือเมื่อเดินทางไปแล้ว ไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น

ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน

เรียกว่า "สัตตาหะ" หากเกินกำหนดนี้

ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์ แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด

วันเข้าพรรษา ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้มีอยู่ 2 วันคือ
- วันเข้าปุริมพรรษา คือวันเข้าพรรษาแรก

 ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไปจนถึงวันเพ็ญกลางเดือน 11

- วันเข้าปัจฉิมพรรษา คือวันเข้าพรรษาหลัง

 ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 9 ไปจนถึงวันเพ็ญเดือน 12

ใน วันเข้าพรรษา ถือว่าเป็นกรณียกิจพิเศษ สำหรับพระภิกษุสงฆ์

จะมีการประชุมกันในพระอุโบสถ ไหว้พระสวดมนต์

ขอขมาซึ่งกันและกัน เสร็จแล้วก็ประกอบพิธีเข้าพรรษา

ภิกษุจะอธิษฐานใจตนเองว่า

ตลอดฤดูกาลเข้าพรรษานี้ ตนเองจะไม่ไปไหน

ด้วยการเปล่งวาจาว่า

อิมสฺมึ อาวาเส อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ

หรือ อิมสฺมึ วิหาเร อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ

แปลว่า ข้าพเจ้าขออยู่จำพรรษาตลอด 3 เดือน ในอาวาสนี้

หรือในวิหารนี้ (ว่า 3 ครั้ง) หลังจากเสร็จพิธีเข้าพรรษาแล้ว

ก็นำดอกไม้ ธูป เทียน ไปนมัสการปูชนียวัตถุที่สำคัญในอาวาสนั้น

 ในวันต่อมาก็นำดอกไม้ ธูป เทียน ไปขอขมา

พระอุปัชฌาย์อาจารย์ และพระเถระที่ตนเคารพนับถือ

ปกติเครื่องใช้สอยของ พระตามพุทธานุญาต ให้มีประจำตัวนั้น

มีเพียงอัฏฐบริขาร อันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร

รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน

 และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา

ชาวบ้านที่ใจบุญ จึงถวายผ้าอาบน้ำฝน สำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน

และถวายของจำเป็น แก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษ

 ในเข้าพรรษา นับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญ เนื่องในวันนี้สืบมา...

แม้การเข้าพรรษาจะเป็น เรื่องของพระภิกษุ

แต่พุทธศาสนิกชน ก็ถือเป็นโอกาสดีที่ จะได้ทำบุญรักษาศีล

 และชำระจิตใจให้ผ่องใส

ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้าน ก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ

ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่น ๆ

พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร

 ถวาย เครื่องสักการะบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน

และเครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น พร้อมฟังเทศน์ ฟังธรรม

 และรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด

บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ

ช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น

อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบท ให้บุตรหลานของตน

 โดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียน และอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้

จะได้รับอานิสงส์อย่างสูง

นอกจากนี้ ยังมีประเพณีสำคัญ ที่ขาดไม่ได้เลย คือ

 "ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา"

ประเพณีที่กระทำกัน เมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษา

ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้

มีอยู่เป็นประจำทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษา

พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ ทำวัตรทุกเช้า – เย็น

และในการนี้จะต้องมีธูป - เทียนจุดบูชาด้วย

พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษา

สำหรับให้พระภิกษุจุด เป็นการกุศลทานอย่างหนึ่ง

 เพราะเชื่อกันว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่าง

จะมีอานิสงฆ์เพิ่มพูน ปัญญาหูตาสว่างไสว

ตามชนบทนั้น การหล่อเทียนเข้าพรรษา

ทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมาก

เมื่อหล่อเสร็จแล้ว ก็จะมีการแห่แหน รอบพระอุโบสถ 3 รอบ

 แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา 3 เดือน

บางแห่งก็มีการประกวด การตกแต่ง

 มีการแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้ว ขบวนที่สวยงาม

โดยถือว่าเป็นงานประจำปีเลยทีเดียว


ขอบคุณที่มา fb>. Kunnatee Thailande







Create Date : 12 กรกฎาคม 2557
Last Update : 12 กรกฎาคม 2557 11:28:22 น.
Counter : 1441 Pageviews.

0 comment
### วันอาสาฬหะบูชา ###














...............วั น นี้ เ ป็ น วั น อ า ส า ฬ ห บู ช า
..............ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๘

.....วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์

แห่งพระพุทธศาสนา คือวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนา

หรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕

ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี

ในชมพูทวีปสมัยโบราณซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย

ด้วยพระพุทธองค์ทรงเปรียบดังผู้ทรงเป็นธรรมราชา

ก็ทรงบันลือธรรมเภรียังล้อแห่งธรรมให้หมุนรุดหน้า

เริ่มต้นแผ่ขยายอาณาจักรแห่งธรรม นำความร่มเย็น

และความสงบสุขมาให้แก่หมู่ประชา

ดังนั้น ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรกจึงได้ชื่อว่า

 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม

หรือพระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร กล่าวคือดินแดนแห่งธรรม

.....เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้นชมพูทวีปในสมัยโบราณ

กำลังย่างเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญก้าวหน้า

รุ่งเรืองเฟื่องฟูทุกด้านและมีคนหลายประเภท

ทั้งชนผู้มั่งคั่งร่ำรวย นักบวชที่พัฒนาความเชื่อ

และ ข้อปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้ผู้ร่ำรวย

ได้ประกอบพิธีกรรมแก่ตนเต็มที่ ผู้เบื่อหน่ายชีวิตที่วนเวียน

 ในอำนาจและโภคสมบัติที่ออกบวช

 หรือบางพวกก็แสวงหาคำตอบ

ที่เป็นทางรอดพ้นด้วยการคิดปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือวิสัย

และไม่อาจพิสูจน์ได้บ้าง พระพุทธเจ้าจึงทรงอุบัติในสภาพเช่นนี้

และดำเนินชีพเช่นนี้ด้วย

แต่เมื่อทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นขาดแก่นสาร

 ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง แก่ตนเองและผู้อื่น

จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองต่าง ๆ โดยละทิ้งราชสมบัติ

และอิสริยศแล้วออกผนวช บำเพ็ญตนนานถึง ๖ ปี

ก็ไม่อาจพบทางแก้ได้ ต่อมาจึงได้ทางค้นพบ มัชฌิมาปฏิปทา

หรือทางสายกลาง เมื่อทรงปฏิบัติตามมรรคนี้ก็ได้ค้นพบสัจธรรม

ที่นำคุณค่า แท้จริงมาสู่ชีวิต อันเรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ

ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๔ ปี

ที่เรียกว่า การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

จากนั้นทรงงานประกาศศาสนาโดยทรงดำริหาทางที่ได้ผลดี

และรวดเร็ว คือ เริ่มสอนแก่ผู้มีพื้นฐานภูมิปัญญาดี

ที่รู้แจ้งคำสอนได้อย่างรวดเร็ว

และสามารถนำไปชี้แจงอธิบาย ให้ผู้อื่นเข้ามาได้อย่างกว้างขวาง

จึงมุ่งไปพบนักบวช ๕ รูป หรือเบญจวัคคีย์

ที่ได้ออกบวชติดตามรับใช้พระองค์มาก่อน

และได้แสดงธรรมเทศนาเป็นครั้งแรกในวันเพ็ญ เดือน ๘

.....ใ จ ค ว า ม สำ คั ญ ข อ ง ป ฐ ม เ ท ศ น า

ในการแสดงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้า

ทรงแสดงหลักธรรมสำคัญ ๒ ประการคือ

.....ก. มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง

 เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสม

ที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้

มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ๒ อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด

คือ..........๑. การหมกหมุ่นในความสุขทางกาย

มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่า

เป็นการหลงเพลิดเพลินหมกหมุ่นในกามสุข

 หรือ กามสุขัลลิกานุโยค

..........๒. การสร้างความลำบากแก่ตนดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย

เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น

การดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย

 แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

.....ดังนั้นเพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้

 ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา

โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ ๘ ประการ

เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่

..........๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง

..........๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม

..........๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต

..........๔. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต

..........๕. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ

 ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต
.

.........๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี

..........๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ

ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด
.

.........๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ

คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน

.....ข. อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ

ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่

..........๑. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์

บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร

 ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง

ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง

 มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด

..........๒. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์

หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ

ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ

..........๓. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ

อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา

..........๔. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา

อันได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น

.....ผ ล จ า ก ก า ร แ ส ด ง ป ฐ ม เท ศ น า

..........เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแล้ว

ปรากฏว่าโกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าเบญจวัคคีย์ได้เกิดเข้าใจธรรม

 เรียกว่า เกิดดวงตาแห่งธรรมหรือธรรมจักษุ บรรลุเป็นโสดาบัน

จึงทูลขอบรรพชาและถือเป็นพระภิกษุสาวก รูปแรกในพระพุทธศาสนา

 มีชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ

.....ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง อ า ส า ฬ ห บู ช า

..........“อาสาฬหบูชา” (อา-สาน-หะ-บู-ชา/อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา)

ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ อาสาฬห (เดือน ๘ ทางจันทรคติ)

 กับบูชา (การบูชา) เมื่อรวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน ๘

หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน ๘

หรือเรียกให้เต็มว่า อาสาฬหบูรณมีบูชา

.....โดยสรุป วันอาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๘

หรือ การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ เดือน ๘ คือ

..........๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา

..........๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเริ่มประกาศพระศาสนา

..........๓. เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรกคือการที่ท่านโกณฑัญญะ

รู้แจ้งเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน

จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์

..........๔. เป็นวันที่เกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา

 คือ การที่ท่านโกณฑัญญะขอบรรพชาและ ได้บวชเป็นพระภิกษุ

 หลังจากฟังปฐมเทศนาและบรรลุธรรมแล้ว
.

.........๕. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวกคือ

การที่ท่านโกณฑัญญะนั้น ได้บรรลุธรรม และบวชเป็นพระภิกษุ

จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า

.....เมื่อเปรียบกับวันสำคัญอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนา

บางทีเรียกวันอาสาฬหบูชา นี้ว่า

วันพระสงฆ์ (คือวันที่เริ่มเกิดมีพระสงฆ์)

..... พิธีกรรมที่กระทำในวันนี้ โดยทั่วไป คือ

ทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล เวียนเทียน

ฟังพระธรรมเทศนา (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) และสวดมนต์

ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์

ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา กล่าวคือ

ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า

ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่อย่างผู้รู้เท่าทันโลก

และชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลงมัวเมา

หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด

..........เรียบเรียงจาก ความรู้เกี่ยวกับวันสำคัญไทย

โดย เสฐียรโกเศศ และ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)


ขอขอบคุณ fb. Chuchart Srisaeng







Create Date : 11 กรกฎาคม 2557
Last Update : 11 กรกฎาคม 2557 12:27:26 น.
Counter : 715 Pageviews.

0 comment
### ข้อดีและข้อควรรู้ของการกินปลาทะเล ###




กินปลาทะเลกันเถอะ









เราคนไทยจะถูกโตมากับคำถามจากผู้ใหญ่ว่า

“กินข้าวกินปลามาแล้วหรือยัง”

จนเป็นคำติดปากติดหูว่า “กินข้าวกินปลา”

นั่นแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของคนไทย

ในเรื่องการรับประทานอาหารว่าจะรับประทานข้าวร่วมกับปลา...

เมื่อเรานึกถึงปลาซึ่งเป็นสัตว์น้ำอย่างหนึ่ง

ซึ่งมีทั้งปลาน้ำจืดและปลาน้ำเค็มหรือปลาทะเล

 ในปัจจุบันนี้มีผู้ให้ความสนใจอย่างมากต่อปลาทะเล

เพราะจากข้อมูลทางการศึกษาที่ค้นพบ

ถึงประโยชน์อย่างมากต่อร่างกาย

 โดยเฉพาะเมื่อการศึกษาในปี 1970 ที่พบว่า

ชาวเอสกิโมซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศแคนาดา

และรัฐอลาสกาประเทศสหรัฐอเมริกา

ชนพื้นเมืองนี้จะมีการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง

จากปลาทะเลและสัตว์ทะเลที่มีไขมันสูง เช่น แมวน้ำ

แต่กลับมีอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำมาก

 ในทางตรงข้ามโรคดังกล่าวกลับมีสถิติสูงมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว

เช่น หลายรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ

ประเทศเยอรมนี รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยด้วย

 จึงทำให้นักวิจัยเกิดความสนใจและค้นหาคำตอบกันอย่างมาก

 จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าปลาทะเลเป็นแหล่งอาหารที่ดีของโปรตีน

และมีคุณค่าทางโภชนาการเนื่องจากมีกรดไขมันที่จำเป็น

มีไขมันประเภทอิ่มตัวต่ำ และมีสารอาหารอื่นๆ อีก

เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินดี วิตามินบี 12 วิตามินเอ เป็นต้น

สารอาหารที่มีอยู่ในปลาทะเลที่ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ

และหลอดเลือดคือกรดอีโคซาเปนทีโนอิก หรือ อี พี เอ

(eicosapentaenoic acid, EPA) และกรดโดโคซาเฮกซิโนอิก

หรือดี เอช เอ (docosahexaenoic acid, DHA)

ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน

เมื่อร่างกายได้รับกรดไขมันทั้งสองตัวนี้

จะช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือดที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว

ลดการอักเสบ และสร้างสารที่มีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว

และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ร่วมกันกับการลดระดับของไขมัน

ประเภทไตรกลีเซอไรด์ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเลือดจับตัวกันเป็นลิ่ม

และอุดตันหลอดเลือด

จากการศึกษายังพบถึงประโยชน์อื่นๆ ของการรับประทานปลาทะเล

 ได้แก่ ลดความดันโลหิตในคนที่ความดันโลหิตสูง

โดยออกฤทธิให้หลอดเลือดแดงคลายตัว

ลดการอักเสบในผู้ที่มีปัญหาของโรคข้ออักเสบ หรือรูมาตอยด์

ลดการเกิดโรคซึมเศร้า ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้

และสารดีเอชเอเป็นสารที่จำเป็นต่อสมอง

ช่วยให้การทำงานของสมองและระบบประสาทมีประสิทธิภาพ

ช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้

และช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์

ปลาทะเลที่เป็นแหล่งของสารอาหารและกรดไขมันที่ดี

ได้แก่ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาโอ ปลาเทร้า ปลาอินทรีย์ ปลาทูน่า

 ปลาฮาลิบัท ปลากะพง ปลาดุกทะเล ปลาคอด

สมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (AHA)

แนะนำให้กินปลาและอาหารทะเลอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์

 ในปริมาณครั้งละ 3-4 ช้อนกินข้าว

และควรปรุงประกอบอาหารด้วยวิธีการย่าง อบ หรือต้ม

 เน้นการเลือกประเภทยของปลาให้มีความหลากหลาย

และมาจากหลายแหล่งที่มา

แม้ว่าปลาทะเลจะมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง

แต่พบว่าปลาทะเลไม่ใช่จะมีแต่ข้อดีเท่านั้น

เนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมที่ปลาอาศัยอยู่จะมีผลต่อคุณภาพของเนื้อปลา

เช่นกัน ดังนั้นจึงควรรู้ข้อควรระวังของการรับประทานปลาทะเล

ซึ่งได้แก่ การมีโลหะหนักปนเปื้อนอันเนื่องมาจากของเสีย

ทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ครัวเรือน เรือเดินสมุทร

ที่มีการปล่อยของเสียเหล่านี้ลงสู่ทะเล

สารพิษหลักที่พบในปลาทะเลคือเมทิวเมอร์คิวรี

ซึ่งเป็นสารพิษกลุ่มปรอท มีผลทำให้เกิดการ สะสมในร่างกาย

และลดหรือทำลายประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ

เช่น ทำให้ไตเสื่อม ลดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

 สมองเสื่อม ความสามารถทางด้านสติปัญญาลดลง

ในต่างประเทศโดยองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา

(FDA) และองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม

(Environmental Protection Agency; EPA)

ประกาศคำเตือนสำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังจะตั้งครรภ์

รวมถึงผู้หญิงที่ให้นมบุตร และเด็กเล็ก

ให้หลีกเลี่ยงการกินปลาทะเล 4 ชนิด คือ ปลาฉลาม

 ปลากระโทงดาบหรือปลาฉนาก

ปลาแมคเคอเรลหรือปลาอินทรีย์ และปลาไทซึ่งเป็นกลุ่มปลาไหล

เนื่องจากปลาดังกล่าวมีวงจรชีวิตยาว

ทำให้มีระดับสารปรอทสะสมอยู่มาก

อีกข้อที่ควรระวังสำหรับการรับประทานปลาทะเลคือ

เชื้อปรสิตกลุ่มพยาธิ เช่นเชื้อพยาธิอะนิซาคิส ที่ทำให้เกิดพิษฉับพลัน

และเรื้อรัง คือมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน

 และระยะยาวอาจทำให้เกิดลำไส้อักเสบ ลำไส้อุดตันได้

จะเห็นได้ว่าปลาทะเลมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ

และก็มีข้อที่ควรระวัง ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย

เมื่อรับประทานปลาทะเล ควรผ่านความร้อน

ด้วยอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียสนาน 5 นาที

 หรือหากชอบรับประทานปลาดิบ

ก็ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่มากนัก ไม่รับประทานเป็นประจำ

และหลีกเลี่ยงปลาที่อาจมีสารปนเปื้อนสูง

 ควรเลือกรับประทานปลาทะเลให้หลากหลายในปริมาณที่พอดี

ร่วมกันกับรับประทานอาหารกลุ่มผักและผลไม้เป็นประจำ

รวมถึงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ก็จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

ขอบคุณข้อมูลจาก ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล

ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์

 มหาวิทยาลัยมหิดล

#RamaChannel








Create Date : 08 กรกฎาคม 2557
Last Update : 9 กรกฎาคม 2557 10:18:30 น.
Counter : 842 Pageviews.

0 comment
### ประวัติ ศาลพระชัยมงคล วังไกรกังวล หัวหิน ###




ศาลพระชัยมงคล วังไกลกังวล









ประวัติ ศาลพระชัยมงคล วังไกลกังวล ........

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เสด็จฯ ลง ณ บริเวณศาลพระชัยมงคล วังไกลกังวล

อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ทรงบวงสรวงพระชัยมงคล เป็นการส่วนพระองค์ ....

เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

และสมเด็จพระนางเจ้า รำไพพรรณี พระบรมราชินี

 เสด็จพระราชดำเนินมาประทับแรม

 ณ พระตำหนักปลุกกเสม สวนไกลกังวล เป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๔๗๑

คืนหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระสุบินว่า

มีผู้หญิงคนหนึ่งมี ๔ แขน มากราบบังคมทูลว่า

ตนเองเป็นเจ้าที่ชื่อว่า ทับทิม

ขอปวารณาว่า จะคุ้มครองให้ทั้งสองพระองค์

มีความปลอดภัยระหว่างประทับ ณ สวนไกลกังวล

วันรุ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

 จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

 ให้ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ทรงออกแบบรูปเคารพ ที่ศาลเจ้าแม่ทับทิม

หรือศาลพระชัยมงคล ตามนัยแห่งพระสุบิน

ซึ่งรูปเคารพมีลักษณะ ตามคติโบราณเป็นพระภูมิ หรือภูเทวี

เทพีแห่งปฐพี มี ๔ กร พระหัตถ์ถือดอกบัวหลวง

 อัญมณี เมล็ดพันธุ์พืชผัก และว่านยา

ประทับบนช้าง ๔ ช้าง ด้านขวาปรากฏรูปงู

สัญลักษณ์แทนปี พระบรมราชสมภพ

ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ด้านซ้ายเป็นรูปเต่าบก ตามพระนามเรียกเล่น

ของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

คือ ท่านหญิงเต่านา แกะสลักรูปด้วยหินอ่อน

ที่ฐานจารึกคาถาบาลี เขียนด้วยอักษรเขมร


ขอบคุณที่มาจาก fb. Kunnatee Thailande







Create Date : 07 กรกฎาคม 2557
Last Update : 7 กรกฎาคม 2557 10:28:53 น.
Counter : 1367 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ