Group Blog
All Blog
### น้ำมันแพงต้องฉลาดเดิม ###












น้ำมันแพง ........ต้องฉลาดเติม ( ภาคพิสดาร)
ไม่ทราบว่า เหล่าผู้ใช้รถยนต์เช่นคุณ

ควักกระเป๋าจ่ายเงิน ค่าน้ำมัน กันยังไง

แต่ที่ California ผู้ใช้รถก็จ่ายไม่เบา

จนมีผู้รู้ สอนเคล็ดลับ การเติมน้ำมัน

เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รถ จ่ายเงินอย่างคุ้มค่า 

ผู้รู้ ซึ่งมีประสบการณ์ ในวงการน้ำมันกว่า 31 ปี เล่าว่า

เขาทำงาน ที่คลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน San Jose , CA

ซึ่งมีคลังเก็บ 34 คลัง ขนาดบรรจุรวม 16,800,000 แกลลอน

ณ ที่นั่น แต่ละวันจะจ่ายน้ำมัน ประมาณ 4 ล้านแกลลอน

ตลอด 24 ชม. โดยวันหนึ่ง จ่ายน้ำมันดีเซล

อีกวันหนึ่ง จ่ายน้ำมันเครื่องบิน

และน้ำมันรถยนต์เกรดต่างๆ สลับกัน

เขาบอกว่า

1. จงเติมน้ำมันตอนเช้า ขณะที่อุณหภูมิ บนพื้นดิน ยังเย็นอยู่

 อย่าลืมว่า ปั๊มน้ำมันทุกแห่ง มีถังน้ำมัน ฝังอยู่ใต้ดิน

เมื่อพื้นดินยิ่งเย็น น้ำมันยิ่งควบแน่น

เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น น้ำมันก็จะ ขยายตัวตาม

 ดังนั้น หากเติมน้ำมันช่วงบ่าย หรือเย็น

คุณจ่ายค่าน้ำมัน 1 แกลลอน แต่ได้มา ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ธุรกิจค้าน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเบนซิน ดีเซล

น้ำมันสำหรับ เครื่องบิน เอทานอล

หรือผลิตภัณฑ์ ปิโตรเลียมอื่นๆ

อุณหภูมิ และความถ่วงจำเพาะ มีบทบาทสำคัญ

อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศา

หมายถึง... .เงินมหาศาล ในธุรกิจนี้

แต่ปั๊มน้ำมัน ไม่มีการชดเชย อุณหภูมิ ให้ลูกค้า


2. ขณะเติมน้ำมัน อย่าให้เด็กปั๊ม ตั้งหัวฉีด อยู่ในตำแหน่งไหลเร็ว)

 หากคุณสังเกต จะเห็นว่า กลไกเหนี่ยวมี 3 ระดับ

 คือ low, middle, และ high

 เมื่อตั้งในระดับไหลช้า จะเกิดไอระเหย ของน้ำมัน น้อยที่สุด

 หากตั้งในระดับไหลเร็ว น้ำมันบางส่วน จะกลายเป็น ไอระเหย

 และถูกสูบย้อน กลับไปยังถังใต้ดิน

 นั่นหมายถึง คุณจ่ายเงิน มากกว่าที่ควร

3.เคล็ดลับ อีกอย่างคือ ควรเติมน้ำมัน

เมื่อน้ำมันในรถ เหลือครึ่งถัง เหตุผลคือ

 น้ำมันบรรจุในถังยิ่งมาก เนื้อที่ว่าง สำหรับไอระเหยก็ยิ่งน้อย

 เพราะน้ำมัน ระเหยเป็นไอ เร็วกว่าที่คุณคาดคิด

ในคลังเก็บน้ำมัน จะมีอุปกรณ์ ภายในถัง

ทำหน้าที่ เป็นเพดาน ลอยขึ้นลง ตามระดับน้ำมัน

ทำให้ไม่มีช่องว่าง ระหว่างน้ำมันกับอากาศ

 ลดไอระเหยของน้ำมัน ให้น้อยที่สุด

รถขนส่งน้ำมัน เมื่อมาบรรทุกน้ำมัน

 จึงเติมได้ เต็มเม็ดเต็มหน่วย

 ผิดกับที่ปั๊มน้ำมันซึ่งไม่มีการ ชดเชยอุณหภูมิ

4. ข้อเตือนใจ อีกข้อหนึ่ง 
ขณะที่คุณ ขับรถเข้าปั๊ม

ถ้าเห็นรถบรรทุก กำลังถ่ายน้ำมัน เข้าสู่ถังเก็บใต้ดิน

 จงอย่ารีบร้อน เติมน้ำมันช่วงเวลานั้น

 เพราะตอน "ลงของ" สิ่งแปลกปลอม

ซึ่งปกติ ตกตะกอนอยู่ใต้ถังจะถูกปั่นป่วน จนลอยตัว

หากคุณ เติมน้ำมัน ช่วงเวลานั้น

อาจมีโอกาส ดูดเอาสิ่งแปลกปลอม เข้าสู่รถคุณได้ 

โปรดแบ่งปัน เคล็ดลับเหล่านี้ ให้ทั่วถึง

เพื่อทำให้เกิดอิทธิพลขึ้น เราจำต้องส่งข้อมูลเหล่านี้

ให้เข้าถึงผู้ใช้น้ำมัน จำนวนนับล้าน

ซึ่งก็ไม่ยาก ผู้เป็นต้นคิดส่งให้เพื่อนฝูง 30 ราย

หากแต่ละรายส่งต่ออีก 10 คน

( 30 x 10 = 300)...300 คนส่งต่ออีก 10 คน

( 300 x 10 = 3,000) 

.. ทำเช่นนี้ เป็นลูกโซ่ต่อเนื่อง พอถึงลูกโซ่รอบที่ 6

ข้อมูลก็จะถึงมือผู้ใช้น้ำมัน 3 ล้านคน

หาก 3 ล้านคนนั้น ตื่นตัวพร้อมกัน ต่างส่งต่ออีก 10 คน

ก็จะมี 30 ล้านคนรับรู้ข้อมูลนี้

จากจุดนี้ก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

ลองทายดูว่าจะเป็นเท่าไร 300 ล้านแน่ะ

ฉะนั้น โปรดเริ่มลงมือส่งให้ญาติมิตร 10 คน

คงเสียเวลาไม่มากใช่ไหม


ขอบคุณที่มา fb.คุณเงิน อิ่มรัตนชัย







Create Date : 21 สิงหาคม 2557
Last Update : 21 สิงหาคม 2557 12:41:00 น.
Counter : 1040 Pageviews.

0 comment
### สิ่งที่ควรรู้ไว้ สำหรับ คนที่ชอบผ่อนส่งทั้งหลาย ###







ราชาเงินผ่อนควรรู้ไว้

วันนี้หลานชายผมมาปรึกษาว่าจะถอยรถจักรยานยนต์สักคัน

เพื่อใช้เดินทางไปทำงานและเล่าให้ฟังว่า

วันก่อนไปติดต่อดูรถยี่ห้อฮอนด้าที่ห้างหนึ่ง(ขอสงวนนาม)

 หลานผมเล่าให้ฟังว่าพอไปถึงที่ร้านก็ไปเดินๆดู

 ก็มีพนักงานขายเข้ามาดูแลและสอบถามว่า

ต้องการซื้อเงินสดหรือเงินผ่อน

พอหลานผมตอบพนักงานขายคนดังกล่าวไปว่า

จะซื้อเงินสด พนักงานคนดังกล่าว

เริ่มแสดงอาการแบบไม่อยากขาย

พยายามชักชวนให้ซื้อเงินผ่อน หลานชายถามผมแบบ งงๆ ว่า

ทำไม่เขาถึงต้องการขายเงินผ่อนมากกว่าขายเงินสด

มันได้เงินทันทีไม่ใช่หรือ? ผมก็เลยตอบหลานให้หายงงว่า

ขายเงินผ่อนมันได้กำไรมากกว่าขายเงินสด 

ดังนั้น วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่อง

สำหรับผู้ไม่มีความรู้เรื่อง ระบบผ่อนชำระเงินงวด

 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ขัดแย้ง...

ผมขออธิบายหลักการคำนวณเงินงวด...

เพราะอาศัยว่าอดีตเคยทำงานสถาบันการเงินมาก่อน

ที่จะมาเป็นทนายความจึงขอใช้ประสบการณ์มาอธิบาย

 ซึ่งมีความสำคัญสำหรับคนที่ยังไม่รู้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชาเงินทั้งหลายควรรู้เอาไว้

การคิดเงินงวด มีอยู่ 2 แบบ ดังนี้

1. ระบบ ลดต้น-ลดดอก (หรือ ระบบดอกเบี้ยทบต้น)

หลักง่ายๆคือ "ดอกเบี้ยของเดือนนี้...

คิดจากเงินต้นคงเหลือจากเดือนก่อน"

ซึ่ง จะแบ่งย่อยออกเป็น 2. ระบบ คือ

1.1 ระบบเงินต้นคงที่ = จ่ายเงินงวดเท่ากันทุกๆเดือน

แต่ช่วงแรกๆเงินต้นจะน้อย ดอกเบี้ยจะเยอะ

พอมาช่วงหลังๆ ดอกเบี้ยจะน้อย เงินต้นจะเยอะ

 ระบบนี้ธนาคารเค้าใช้กัน

1.2 ระบบเงินต้นคงที่ = จ่ายเงินต้นเท่ากันทุกเดือน

 แต่ช่วงแรกๆเงินงวดจะสูง แต่พักหลังๆ เงินงวดจะลดลง

 ระบบนี้ สหกรณ์ต่างๆเค้าจะใช้กัน

2. ระบบดอกเบี้ยคงที่ (หรือ ระบบ ดอกกระด้าง)

หลักการณ์คือ คิดดอกเบี้ย และเงินต้น เท่ากันทุกเดือน

 เช่น ต้องส่งเดือนละ 3,000 บาท

 ซึ่งประกอบไปด้วย เงินต้น 2,000 + ดอกเบี้ย 1,000

แปลว่าท่านต้องจ่ายในอัตรานี้ไปตลอด

 ระบบนี้ พวกไฟแนนซ์รถ บัตรอิออน เค้าจะคิดกัน
.......................

ขอบคุณที่มา fb. ทนายพรชัย รังสรรค์

ทีนี้พอรู้กันบ้างแล้วนะคะว่าใครได้เปรียบใครเสียเปรียบ

แต่ก็นั่นแหละเพราะเรามีเงินไม่พอแต่เกิดกิเลสอยากได้

ก็ต้องเจอแบบนี้แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราไม่ว่ากันนะ

แต่อยากแนะนำให้ท่านลองนำความพอเพียงของ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาลองใช้กันดู

เผื่อทุกข์ที่เกิดจากความอยากมีอยากได้มันจะลดลงบ้าง

เปิดช่องว่างให้ความสุขมันเข้าหาตัวเราได้บ้างก็คงดี









Create Date : 12 สิงหาคม 2557
Last Update : 12 สิงหาคม 2557 10:49:48 น.
Counter : 1113 Pageviews.

1 comment
### ว้าว!!!! หมอแนะให้กินกะปิชลอแก่ ###




น้ำพริกกะปิสักถ้วยช่วยชลอแก่









สถาบันวิจัยโภชนาการชี้

น้ำพริกไทยมีเสน่ห์ สารอาหารเพียบ

ในกะปิระหว่างหมักทำให้เกิดสารเปปไทด์

มีประโยชน์ชะลอแก่ ลดรอยเหี่ยวย่น

แนะจัดตั้งสถาบันน้ำพริกขึ้นเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ชาติ

 เช่นเดียวกับเกาหลีมีสถาบันกิมจิ

เพื่อศึกษาน้ำพริกไทยอย่างจริงจัง

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์

ประธานคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ

กล่าวในการประกวดตำน้ำพริก

จัดโดยสถาบันวิจัยโภชนาการ

มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปีก่อนว่า

 เรื่องน้ำพริกเป็นเรื่องใหญ่

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่า

ประเทศไทยเรามีน้ำพริกเกิน 105 ชนิด

 ส่วนรสชาติอร่อยต้องกลมกล่อม หวาน เปรี้ยว เค็ม

 คนที่กินน้ำพริกกับผักต้องการอยากกินอีก

พร้อมกับอยากกินข้าวมากขึ้น หรือที่เรียกว่าเจริญอาหาร

ส่วนเรื่องเผ็ดเป็นเรื่องรอง หรือแล้วแต่คนชอบหรือไม่ชอบ

อย่างไรก็ตาม การประกวดครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ที่เกาหลีมีสถาบันกิมจิ เราเองก็ควรมีศูนย์วิจัย

หรือสถาบันน้ำพริก เพื่อเป็นสถาบันในการรวบรวม

และพัฒนาอาหารไทยจากอดีต ปัจจุบันสู่อนาคต

 ถ้าส่งเสริมกันให้ดีก็จะนำไปสู่การอนุรักษ์ การท่องเที่ยว

เศรษฐกิจการค้าเจริญไปด้วย

ด้าน รศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ

มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า

น้ำพริกถือว่าเป็นอาหารที่มีเสน่ห์ของประเทศไทย

 เพราะมีส่วนผสมของสมุนไพรหลายอย่าง

น้ำพริกแต่ละสูตรจะมีความแตกต่างกันตามท้องถิ่น

 บางประเภทยังมีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ เช่น น้ำพริกกะปิ

ซึ่งตรงนี้จะมีสารเปปไทด์ที่ได้จากกะปิด้วย

จึงเห็นว่าน่าจะมีการส่งเสริม

ให้มีการศึกษาคุณประโยชน์ที่แท้จริงของน้ำพริกว่ามีอะไรบ้าง

เพื่อชูให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ เหมือนกับหลายประเทศทำอยู่

เช่น ประเทศเกาหลีใต้ที่ตั้งสถาบันศึกษา

คุณประโยชน์ของกิมจิ หรือผักดอง อย่างจริงจัง

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการกล่าวว่า

การศึกษาวิจัยอาจจะเริ่มต้นจากน้ำพริกกะปิก่อน

 เนื่องจากสามารถเห็นภาพได้ชัดเจน

เพราะเครื่องเทศทุกอย่างที่ผสมกันนั้นไม่ได้ผ่านความร้อน

ยกเว้นกะปิที่ผ่านความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อ

ฉะนั้นจึงถือว่ามีความโดดเด่นตรงที่เป็นสมุนไพรสด

 และยังมีโปรตีนที่ใส่เพิ่มเข้ามา

แน่นอนว่ามีสารเปปไทด์จากเคยที่ใช้หมักทำกะปิ

เพราะฉะนั้นประโยชน์ในเชิงสุขภาพน่าจะมีหลายด้าน

“เมื่อเอาเคยไปหมักกะปิแล้ว น้ำย่อยในตัวของเคย

จะทำการย่อยโปรตีนในตัวของมันเอง

ซึ่งการย่อยจะทำให้โปรตีนโมเลกุลยาวๆ สั้นลง

จนมีลักษณะที่เราเรียกว่าเปปไทด์

ขณะนี้มีคนนำคุณสมบัติของสารเปปไทด์

มาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการศึกษาอย่างจริงจัง

ทำให้ไม่ทราบปริมาณของสารเปปไทด์ในกะปิ

แต่คาดว่าน่าจะเท่ากับปริมาณโปรตีนที่ย่อยสลายไป”

รศ.ดร.วิสิฐกล่าว และว่า

นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการบริโภคอาหาร

ที่เป็นภูมิปัญญาของไทยเอง

การบริโภคผักพื้นเมืองซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีสารเคมีปนเปื้อน

มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทำให้ร่างกายทำงานปกติ

เพราะผักพื้นเมืองของเราถือว่ามีสารอาหาร

และคุณประโยชน์มากกว่าผักที่มาจากเมืองหนาว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ใครควรจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว

 ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการกล่าวว่า

ปกติทางสถาบันโภชนาการก็ทำการศึกษาเองได้

แต่การจะทำเรื่องนี้คิดว่าคงต้องมีการร่วมกันหลายๆ ฝ่าย

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสนับสนุนงบประมาณ

และการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์

กระทรวงวัฒนธรรมทำการประชาสัมพันธ์

รวมทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวฯ

หรือในอนาคตหากจะตั้งเป็นสถาบันขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจัง

ก็น่าจะทำได้ และประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริม

ให้เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า

สารเปปไทด์มีคุณสมบัติที่เรียกว่าเป็น Coding ของเซลล์

 จึงมีความสำคัญมากต่อการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

 ในปัจจุบันได้มีการนำ “เปปไทด์” หลายชนิด

มาใช้ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เช่น เปปไทด์ที่ช่วยทำให้หน้าขาวใส

เปปไทด์ที่ช่วยยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อ

ทำให้ริ้วรอยลดน้อยลง หรือเปปไทด์ที่เข้าไปช่วยสร้าง

และฟื้นฟูคอลลาเจน ทำให้ผิวตึงกระชับ เรียบเนียน เป็นต้น

 เปปไทด์เหล่านี้ทำหน้าที่ในการนำคำสั่งลงไปในเซลล์

ที่ต้องการแก้ไข เนื่องจากเป็นอนุพันธ์ที่ย่อยที่สุด

จึงสามารถแทรกซึมลงไปได้ดีกว่าสารออกฤทธิ์เดิมๆ

ด้วยเหตุนี้ “เปปไทด์” จึงกลายเป็นความหวัง

ในวงการเครื่องสำอางปัจจุบันก็ว่าได้

ขอบคุณข้อมูลจาก ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์

ประธานคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ

และรศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ

มหาวิทยาลัยมหิดล

#RamaChannel







Create Date : 09 สิงหาคม 2557
Last Update : 10 สิงหาคม 2557 10:57:53 น.
Counter : 826 Pageviews.

0 comment
### 29 กรกฎาคม วันภาษาไทยแห่งชาติ ###




๒๙ กรกฎาคม วันภาษาไทยแห่งชาติ





น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ...... พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ผู้ให้กำเนิดแบบอักษรไทย แม้ไม่ได้เป็นผู้ทรงประดิษฐ์รูปอักษรขึ้น

 โดยพระองค์เองก็ตาม

การที่พระองค์ทรงแก้ไขตัวอักษร ในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น

นับเป็นการสำคัญ เป็นการพัฒนาต่อยอด ทางความคิด

คือ การนำภูมิความรู้ทั้งหลาย ที่มีอยู่เดิมในขณะนั้นมาพัฒนา

ให้เกิดความเหมาะสม ให้มีความสะดวกในการจารึกและอ่าน

อีกทั้งเสียงที่ใช้นั้น ก็มีความครบถ้วนตามลักษณะเสียง

ที่ใช้ในภาษาไทย สิ่งนี้นับเป็นคุณประโยชน์ อย่างมหาศาล

 เป็นวิวัฒนาการ อันทำให้เกิด ความเจริญก้าวหน้าทางความรู้

 และวิทยาการในสมัยนั้นเป็นอย่างยิ่ง


กำเนิดอักษรไทย เริ่มจากแบบอักษรคฤนถ์ของอินเดียใต้

ได้ถูกนำมาดัดแปลง เป็นอักษรขอม

อักษรขอมนี้ นำมาเขียนภาษาบาลี สันสกฤตได้สะดวก

แต่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงเห็นว่า

การนำมาเขียน เป็นภาษาไทยนั้นไม่สะดวก

เพราะไม่มีวรรณยุกต์ เป็นเครื่องหมายกำหนดเสียงสูงต่ำ

และมีสระน้อย ไม่เพียงพอจะเขียนภาษาไทยได้ตามต้องการ

พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริ แก้ไขแบบอักษร

ให้เป็นลักษณะอักษรไทย พระองค์ทรงแก้รูปตัวอักษร

ให้เขียนได้รวดเร็ว กว่าอักษรขอม

ทั้งสระและพยัญชนะ ก็จะเขียนอยู่ในบรรทัดเดียวกัน

ครั้นล่วงรัชกาล พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว

ไม่ปรากฎหลักฐานว่า จะมีผู้ใดแก้ไขกลับไปใช้ คุณลักษณะบางอย่าง

ตามแบบหนังสือขอม ซึ่งมีสระอยู่ข้างหน้าพยัญชนะบ้าง

อยู่ข้างหลังพยัญชนะบ้าง อย่างเช่นใช้ในแบบหนังสือไทยมาจนทุกวันนี้

การประดิษฐ์ตัวอักษรไทย ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

พยัญชนะไทยน่าจะมีครบทั้ง ๔๔ ตัว

ตั้งแต่ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว

ทางขอมได้ภาษาบาลี -สันสกฤตเป็นครู มีพยัญชนะจำนวน ๓๓ ตัว

เท่ากับภาษาบาลี พ่อขุนรามคำแหงได้แบบอย่าง จากขอมและอินเดีย

 ครั้งแรกนั้น คงเป็นพยัญชนะ ๓๔ ตัว ตัดนิคหิต ออก ๑ ตัว

แต่พระองค์ได้นำมาใช้แทนตัว ม อย่างสันสกฤตและขอม

ต่อมาพระองค์อาจจะทรงคิดค้น เพิ่มเติมอีก ๑๐ ตัว

ที่เรียกว่า "พยัญชนะเติม" เพื่อให้เสียงพอใช้ในภาษาไทย

พยัญชนะเติม ๑๐ ตัวคือ ฃ ฅ ซ ฎ ด บ ฝ ฟ อ ฮ

จะเห็นว่าพยัญชนะเหล่านี้

ได้เพิ่มเข้ามาจากพยัญชนะวรรคมีเสียงที่พ้องกัน

เช่น ฃ พ้องเสียงกับ ข และ ฅ พ้องเสียงกับ ค

ในสมัยพ่อขุนรามฯ ตัวอักษรนี้ คงออกเสียงเป็น คนละหน่วยเสียงกัน

แต่ ฃ กับ ฅ คงจะออกเสียง ได้ยากกว่า จึงรักษาเอาไว้ไม่ได้

มีอันต้องสูญไป เหตุผลคือ ถ้าเป็นหน่วยเสียงเดียวกัน

พระองค์จ ะไม่ทรงคิดเสียงซ้ำกัน เช่นนั้น ฃ กับ ข และ ฅ กับ ค

 จึงน่าจะเป็นคนละหน่วยเสียงกัน เช่นเดียวกับภาษาบาลี สันสกฤต

ที่ออกเสียงพยัญชนะวรรคตะ ต่างกับเสียงพยัญชนะวรรคฏะ

แต่เมื่อเรารับเข้ามาใช้ เราออกเสียงอย่างเขาไม่ได้

เราจึงออกเสียงเหมือนกัน เช่นเดียวกับ ตัว ส,ษ,ศ ก็เช่นเดียวกัน

ที่ออกเสียงต่างกัน แต่เราออกเสียงเหมือนกันหมด

 เสียงใดที่ออกยากย่อมสูญได้ง่าย

พยัญชนะ ๓๙ ตัว สระ ๒๐ ตัว และ วรรณยุกต์ ๒ รูป ตัวเลข ๖ ตัว












วันภาษาไทยแห่งชาติ ๒๙ กรกฎาคม ขออัญเชิญ

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ตอนหนึ่งว่า "เรามีโชคดีที่มี ภาษาของตนเอง แต่โบราณกาล

จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้

ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษา ก็มีหลายประการ

อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง

คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน

อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้

หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ

ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย

ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่

มาใช้... สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้น มีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย

แต่บางคำที่ง่าย ๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่า ๆ ที่เรามีอยู่แล้ว

ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก..."


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังได้ทรงแสดงความสนพระราชหฤทัย

และความห่วงใยในภาษาไทย อีกหลายโอกาส

อย่างในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑

ที่ได้ทรงมีพระบรมราโชวาท ตอนหนึ่งว่า

"ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่า ได้มีการใช้คำออกจะฟุ่มเฟือย

 และไม่ตรงกับความหมาย อันแท้จริงอยู่เนือง ๆ

ทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้อง ตามอักขรวิธี ถ้าปล่อยให้เป็นไปดังนี้

ภาษาของเราก็มีแต่จะทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เอง

 เป็นสิ่งอันประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่า ตกทอดมาถึงเราทุกคน

 จึงมีหน้าที่จะต้องรักษาไว้

ฉะนั้นจึงขอให้บรรดานิสิต และบัณฑิต ตลอดจนครูบาอาจารย์

ได้ช่วยกันรักษาและส่งเสริมภาษาไทย

ซึ่งเป็นอุปกรณ์และหลักประกัน

เพื่อความเจริญวัฒนาของประเทศชาติ"


ขอขอบคุณ Cr. Fb. Anna Jill









Create Date : 29 กรกฎาคม 2557
Last Update : 29 กรกฎาคม 2557 12:19:15 น.
Counter : 1866 Pageviews.

0 comment
### เลี่ยงผงชูรส ลดความเสี่ยงโรคร้าย ###




มหันตภัยในผงชูรส









อย่างที่ทราบกันดีว่า

ผงชูรส เป็นเครื่องชูรส

ที่ใช้ในการประกอบอาหารชนิดหนึ่ง

เพิ่มความอร่อยให้กับอาหารแล้ว

แต่ก็เป็นพิษร้ายต่อร่างกายเช่นเดียวกัน

ไปอ่านเจอเนื้อข่าวดีดีเกี่ยวกับ ผงชูรส

โดยมีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง

โดยมหาวิทยาลัยมหิดล

จากคำกล่าวของ ผศ.วันทนีย์ เกรียงสินยศ

อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

 เปิดเผยถึงกรณีที่ประชาชนมีความนิยม

ในการใช้ผงปรุงรส หรือ ก้อนปรุงรสเพิ่มมากขึ้นว่า

จากการเก็บข้อมูลส่วนประกอบ

ของผลิตภัณฑ์ประเภทดังกล่าว

พบว่า ส่วนผสมส่วนใหญ่ร้อยละ 40

 ประกอบไปด้วยโซเดียมหรือเกลือ

รองลงมาคือ ไขมันปาล์ม ร้อยละ 18-20

 และผงชูรส ร้อยละ 15-20

แต่หากเป็นชนิดที่ไม่มีผงชูรส

 ก็จะเปลี่ยนเป็นเกลือเพิ่มขึ้น

และน้ำตาล ร้อยละ 8-10

เพื่อทำให้มีรสชาติกลมกล่อมขึ้น

นอกจากนี้ ก็จะมีเนื้อสัตว์อบแห้ง

เพื่อเลียนแบบของธรรมชาติ

โดยทั้งผลิตภัณฑ์ชนิดก้อนและผง

มีส่วนประกอบที่ไม่ต่างกันมากนัก

ผศ.วันทนีย์กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลด้านโภชนา

 ในการเติมส่วนประกอบดังกล่าวลงในอาหาร คือ

อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับปริมาณโซเดียมที่สูงเกินไป

โดยพบว่าก้อนปรุงรส 1 ก้อน

มีปริมาณโซเดียม 1,800 มิลลิกรัม

หรือประมาณ 1 ช้อนชา โดยปริมาณที่ร่างกายต้องการ

ในแต่ละวันอยู่ที่ 1,000-1,500 มิลลิกรัม

ปริมาณสูงสุดไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัม

ซึ่งในการบริโภคแต่ละวัน

 จะได้รับโซเดียมจากแหล่งต่างๆ อยู่แล้ว

 ทั้งในผัก ผลไม้ และจากการเติมเครื่องปรุงรสต่างๆ

ทำให้เมื่อใส่ผงปรุงรสโอกาสที่จะได้รับโซเดียม

เกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ

และหากรับประทานติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง

ก็ทำให้เกิดผลต่อสุขภาพได้ในที่สุด

นอกจากนี้ ผศ.วัทนีย์กล่าวอีกว่า

ประชาชนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค

โดยการใช้ผักทดแทน เช่น

 แครอต หัวไชเท้า กระดูก

 เพราะการเติมผงหรือก้อนปรุงรส

มีความเสี่ยงที่จะทำให้ได้รับโซเดียม

เกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ และมักพบว่า

ประชาชนมักเพิ่มเครื่องปรุงชนิดอื่นลงไปอีก

ได้แก่ ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาล

ยิ่งทำให้ได้รับปริมาณเพิ่มขึ้น

 โดยการได้รับโซเดียมมาก

สัมพันธ์กับโรคความดัน

ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือด

 หัวใจ หลอดเลือดสมอง

เพราะหากเป็นกลุ่มเสี่ยง

ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

 ก็จะยิ่งได้รับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก

เมื่อรู้เช่นนี้แล้วเราก็ควรเลือกที่จะหลีกเลี่ยง

สิ่งที่ไม่ดีให้กับร่างกายกันนะ

จะหันมาใช้เครื่องปรุงที่เป็นธรรมชาติ

เช่นความหวานของหัวไช้เท้าแทน

 อาจจะไม่ได้รสชาติโดนใจ

แต่โรคไม่มาโดนเราชัวร์

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.วันทนีย์ เกรียงสินยศ

อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ

มหาวิทยาลัยมหิดล

#RamaChannel







Create Date : 25 กรกฎาคม 2557
Last Update : 23 มกราคม 2558 20:11:33 น.
Counter : 709 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ