Group Blog
All Blog
### ขับรถระวังมิจฉาชีพหากินกันแปลกๆ น่ากลัวมาก ###













ระวัง!... สำหรับผู้ใช้รถ…น่ากลัว....

 ต้องอ่าน.....สำคัญ

ตอนนี้มันเล่นทั้งชายหญิงเลยนะ

เคยประสบเหตุนี้แล้วกับตัวเอง ที่ถนนมเหศักดิ์

 ซึ่งเชื่อม ถนนสาธรกับถนนสีลมเป็นเวลากลางวัน

ระหว่างที่รถผมหยุดรอไฟเขียว

มีชาย 2 คนเดินมาข้างหลัง

ทั้งคู่กระตุกประตูหลัง คนละข้าง โชคดีที่ประตูล๊อก
1 ใน 2 คนนั้นพยายามดึงแรงขึ้นอีก

 แล้วทั้งคู่ก็เดินเร็วผ่านรถผม แล้วปนไปในฝูงชน

เดี๋ยวนี้ เหตุร้ายเกิดได้ตลอด ไม่ว่ามืดหรือสว่าง 

เราคงต้องระวังอย่าเผลอเชียวละ

เหตุการณ์ที่ 1

ดิฉันจะมีนิสัยเมื่อขึ้นรถแล้วต้องกดเซ็นทรัลล๊อค

ทั้งก่อนสตาร์ทเครื่อง และก่อนดับเครื่อง

 มีรถเก๋งคันหนึ่งสีเงิน มีคนสองคนเดินลงมาจากรถ

แล้วก็เดินมาอย่างสุภาพ ขณะที่กำลังจัดของอยู่ เพลินๆ

ก็ได้ยิน เสียงตึ๊กจากข้างหลัง ก็ตกใจ

รู้สึกตัวว่ามีคนพยายามเปิดประตูหลังของรถ

 แต่เพราะรถล๊อคพวกมันก็เดินกลับไปขึ้นรถ

เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คิดว่าเหลือเชื่อจริงๆ

 กลางวันแสกๆแท้ๆ ถ้าหากบังเอิญรถไม่ได้ล๊อค

ไม่กล้าคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น 

อยากจะให้ทุกคนมีนิสัย ขึ้นรถต้องล๊อครถ

พวกผู้ร้ายมักจะลงมือจากเบาะหลัง

เพราะจะควบคุมสถานการณ์ได้ง่าย

เหตุการณ์ที่ 2

หลังจาก จ่ายเงินค่าจอดรถเลี้ยวออกจากโรงพยาบาล

ก็จอดติดไฟแดง ขณะนั้น ( ยังไม่ ถึง 3 นาที

ระบบล๊อคอัตโนมัติคงยังไม่ทำ งาน )

ชายหนุ่ม สองคนก็เข้ามานั่งที่เบาะหลังของรถ

 โชคดีที่พ่อแม่ของผมไหวตัวเร็วมาก

รีบถอดเข็มขัดนิรภัย ดับเครื่อง ดึงกุญแจออก

แล้วออกมายืนนอกรถโดยเร็ว

คนทั้งสองคนนั้นก็ยังนั่งอยู่ในรถหน้าตาเฉย

จนกระทั่งคุณแม่ของผมตะโกนใส่พวกเขาว่า

พวกเรายังมีเพื่อนฝูงอยู่ในโรงพยาบาลอีกเยอะ 

จะให้ เรียกพวกเขาลงมาคุยกับพวกแกไหม ?

พวกเขาจึงออกมาจากรถแล้วบอกว่าขอโทษขึ้นผิดคัน

(นี่มันปล้นกันชัดๆ )

แล้วรถคันข้างหลัง ( มีคนอยู่ในรถสองคน )

 ก็ขับมารับพวกเขาจากไป น่ากลัวที่สุด

เหตุการณ์ที่ 3
ตอนจอดติดไฟแดง รถของผม

อยู่ห่างจากทางแยกประมาณคันที่สามหรือสี่ 

สักครู่ หนึ่ง จู่ ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดอยู่ท้ายรถผม 

บนรถมีชายหนุ่มอายุ ประมาณ 20 กว่า สองคน 

แล้วที่น่าสงสัยก็คือ พวกเขาพยายามมองเข้ามาในรถของผม 

ผมจึงจ้องพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง พอไฟเขียวก็ออกรถพร้อมมัน 

ผมบังเอิญได้ยินหนึ่งในนั้นพูดขึ้นว่า "รถมันล๊อคหมด"

 แล้วก็ขับเลยไป

ขอให้ช่วยกัน Forward มากๆ ทั้งชายทั้งหญิงนะครับ

 ตำรวจเคยบอกว่ามักจะพบผู้หญิงถูกลอกคราบ ข่มขืน

 และถ่ายรูปแบล็คเมลล์ ตบทรัพย์มากราย

ส่วนมากถูกยาสลบ

 

น่ากลัวจริงๆบ้านเมืองสมัยนี้ อย่าประมาทกันนะ

เพราะมิจฉาชีพมากมาย

ไม่เว้นแม้แต่กลางวันหรือกลางคืน 




ขอบคุณที่มา fb. มิ่ง หาดใหญ่







Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 12:33:14 น.
Counter : 826 Pageviews.

0 comment
### งาดำช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเลือดและ ชลอความแก่ ###













ในการรักษาความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ

 คนเราต้องการอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต

 วิตามิน เกลือแร่ โปรตีน ไขมัน เส้นใยอาหารและน้ำ

 ดังนั้นการกินอาหารให้ครบหมวดหมู่

ในปริมาณที่พอเหมาะสมดุลกัน

 เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม สารต้านอนุมูลอิสระ

ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน

 สารต้านอนุมูลอิสระจะเป็นตัว

ชะลอความแก่หรือความเสื่อม

 โดยจะพบมากในอาหารประเภทผัก

ผลไม้และเมล็ดธัญพืช เป็นต้น

สารต้านอนุมูลอิสระที่มีในอาหารธรรมชาติ

 เช่น วิตามินเอ บีรวม ช่วยดูแลเรื่องผิวพรรณ วิตามินซี

ช่วยสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน

ซึ่งเป็นส่วนประกอบของชั้นหนังแท้

และวิตามินอี ช่วยปกป้องผนังเซลล์

ดยสารอาหารเหล่านี้ควรได้รับในปริมาณที่พอดี

ไม่มากเกินไป ซึ่งเพียงการรับประทานอาหาร

ตามธรรมชาติก็อาจช่วยให้เราได้รับสารอาหาร

เหล่านี้อย่างพอเพียง

พบว่างาดำเป็นธัญพืชที่ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก

เป็นเวลานานว่า เป็นธัญพืชที่ให้คุณค่าทั้งบำรุงสุขภาพ

และบำรุงความงาม

เพราะในเมล็ดงาดำนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

และมีทั้งวิตามินเอ กลุ่มวิตามินบีรวม

 วิตามินซี และวิตามินอี โดยวิตามินอีในงาดำ

นอกจากจะมีคุณสมบัติช่วยซ่อมแซมผิว

และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวพรรณแล้ว

ยังช่วยเก็บออกซิเจนและลดคอเลสเตอรอลในเลือด

ซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมของผิวอีกด้วย

 นอกจากนี้ในงาดำยังมีสารอาหาร

และวิตามินอื่นๆ อีกมาก

 โดยเฉพาะแคลเซียมสูงมาก

ว่ากันว่าสูงกว่านมวัวถึง 6 เท่าทีเดียว

 ดังนั้นงาดำจึงทำให้กลายเป็นธัญพืชยอดนิยม

ที่ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ

ในการปรุงอาหารทั้งคาวหวาน

และเครื่องดื่มหลากหลายเมนู

ในการเลือกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม

ที่มีงาดำเป็นส่วนประกอบนั้น

ควรเลือกที่มีส่วนผสมในปริมาณที่เข้มข้น

และมากพอเพียงสำหรับความต้องการของร่ายกาย

และถ้ามีส่วนประกอบของวิตามินอื่นๆ ด้วย

ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์สูงสุด

 และจำเป็นต่อการบำรุงสุขภาพให้ดูอ่อนเยาว์

การเลือกรับประทานสารอาหารหลักในชีวิตประจำวัน

ให้ครบทุกหมวดหมู่ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน

ไขมัน วิตามิน เกลือแร่และน้ำ

ซึ่งล้วนแต่จะเป็นอาหารที่ผิวต้องการ

ในการรักษาสุขภาพผิว

หรือในการบำบัดความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผิว

ที่สำคัญควรเน้นอาหารประเภทผักและผลไม้สด

 อย่างน้อยวันละ 8-10 ส่วน ซึ่งอุดมด้วย

สารต่อต้านอนุมูลอิสระเช่น วิตามินซี อี

และเบตาแคโรทีน ฯลฯ

 ซึ่งจะเป็นตัวต่อต้านอนุมูลอิสระ

อันเป็นสาเหตุสำคัญของอาการเสื่อมของร่างกาย

 จะส่งผลให้มีสุขภาพดีทั้งภายในและภายนอก

นอกจากนี้ต้องพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

หลีกเลี่ยงหรือปล่อยวางจากความเครียด

และหลีกเลี่ยงปัจจัยเร่งแก่ต่างๆ จากภายนอก

ที่ทำอันตรายต่อผิวไม่ว่าจะเป็นรังสียูวีจากแสงแดดจัดๆ

ในช่วงเวลาประมาณ 10.00-15.00 น.

มลภาวะต่างๆ ในอากาศ สารพิษในอาหาร

น้ำดื่มที่ไม่สะอาด เชื้อไวรัส ควันบุหรี่ เขม่าควัน

และอนุมูลอิสระ ทั้งนี้ต้องรักษาผิวพรรณให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

ด้วยการดื่มน้ำ ทาครีมที่มีสารกันแดด spf 15

รวมทั้งการใส่ใจในอาหารและโภชนาการ

 ทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส หัดมองโลกในแง่ดี

การออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ

และพักผ่อนให้เพียงพอ

เหล่านี้จะช่วยดูแลรักษาสุขภาพ

และชะลอความเสื่อมของร่างกาย

และผิวพรรณของท่านให้ดีดูอ่อนเยาว์ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

โดย ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

#RamaChannel







Create Date : 04 กันยายน 2557
Last Update : 6 กันยายน 2557 19:43:55 น.
Counter : 769 Pageviews.

0 comment
### ไขข้อข้องใจเรื่องคลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว หลังถูกหลอกมานาน ###














วงการแพทย์ต่างหลงเชื่อว่าสาเหตุการเกิดโรคหัวใจ
และหลอดเลือดนั้นเกิดจาก คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว
หลักฐานที่ปรากฏชัดมากขึ้นไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า
ความเชื่อข้างต้นไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นความจริง
และไม่ควรเชื่ออีกต่อไป

---------------------------------------------------------------------------------------------------
Supong Chan
22 hrs ·
□□□□□□□

คำสารภาพของวงการการแพทย์ระดับโลก

ว่าด้วยข้อเท็จจริงของเรื่องโทษไขมันอิ่มตัว กับโรคต่าง ๆ

ซึ่งเป็นการเผยแพร่ที่ดังระดับโลกในปัจจุบันอีกรอบก็ว่าได้

เป็นการพลิกวงการแพทย์แผนปัจจุบันเลยทีเดียว

ความเชื่อทางวงการแพทย์ที่หลงผิด

และในวันนี้ก็จะมีหมอผู้มีประสบการณ์ตรงออกมาเป็นพยาน

และแนวร่วมอีกท่านหนึ่งนอกเหนือจาก

 นายแพทย์ Stephen Sinatra , Julian Whitaker ,

 Mark Hyman , Mehmet Oz ฯลฯ

ที่ได้เป็นแถวหน้าออกมาช่วยกันเผยแพร่ความเป็นจริง

ที่สั่นสะเทือนวงการแพทย์กระแสหลัก

 Main stream Medicine

 จนล้มคว่ำความหลงผิด หลงเชื่ออย่างผิดๆ

ตลอดมากว่า 60 ปี

นายแพทย์ Dr. Dwight Lundell อดีตเป็นหัวหน้า

ทีมแพทย์ผ่าตัดที่ Banner Heart Hospital , Mesa ,

AZ.สหรัฐอเมริกา เป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด มากว่า 25 ปี

เคยผ่าตัดหัวใจมามากกว่า 5,000 ราย

ผ่าตัดหลอดเลือดเลี่ยงหัวใจ (bypass) มาหลายหมื่นเส้น

 ประสบการณ์ขนาดนี้เราคงไม่ปฏิเสธว่า

ท่านมีประสบการณ์ตรงไม่ใช่นักวิจัย

นักวิชาการในหอคอยงาช้างเป็นแน่

"โรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก

 คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว"เป็นความเชื่อที่ผิด

“แต่ในวันนี้ผม (Dr. Dwight Lundell)

ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และขออภัยอย่างที่สุด

เพื่อออกมาสารภาพผิดกับท่านทั้งหลายว่า

ความเชื่อของผมและเหล่าบรรดาแพทย์ร่วมทีมของผม

เกี่ยวกับสาเหตุตลอดจนการจัดการการรักษาโรคหัวใจ

ที่กระทำตลอดมานั้นไม่ถูกต้อง

วันนี้ผมจำเป็นต้องออกมาแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้องเสียที

 ผมต้องยอมรับว่ากระบวนการเรียนการสอน งานวิจัย

 สัมมนาวิชาการ วิทยานิพนธ์สารพัดที่ผมได้ใช้

เป็นแนวทางการวินิจฉัยสาเหตุโรคหัวใจและหลอดเลือด

และการรักษาที่ผ่าน ๆ มานั้นไม่ถูกต้อง”

“ ครับเป็นเวลากว่า 60 ปีที่วงการแพทย์ต่างหลงเชื่อว่า

สาเหตุการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก

 คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว

ดังนั้นหมอโรคหัวใจอย่างพวกผม

จึงเพ่งเล็งการรักษาไปที่การทานยาลดคลอเลสโตรอล

ร่วมกับลดหรืองดการบริโภคไขมันอิ่มตัว

แต่จากหลักฐานที่ปรากฏชัดมากขึ้นไมกี่ปีที่ผ่านมา

ได้พิสูจน์แล้วว่าความเชื่อข้างต้นไม่เป็นวิทยาศาสตร์

 ไม่เป็นความจริง และไม่ควรเชื่ออีกต่อไป “

“ ชัดเจนมากว่าการอักเสบภายในผนังหลอดเลือดต่างหาก

ที่เป็นตัวการที่แท้จริงทำให้หลอดเลือดตีบตัน

โรคหัวใจ โรคร้ายแรงเรื้อรังอีกสารพัด”

Dr. Dwight Lundell ได้เรียบเรียงไว้ให้เข้าใจ

 เพื่อจะได้เผยแพร่ต่อๆ กันไปได้ง่ายขึ้น

1. จากการที่วงการแพทย์มีความเชื่ออย่างผิดๆ ดังกล่าว

 มีผลให้วงการโภชนาการตลอดระยะ 60 ปีที่ผ่านมา

เดินผิดทางไปหมด อุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการ

ที่เดินผิดทางได้สร้างประชากรโลกที่เต็มไปด้วยโรคอ้วน

 เบาหวาน และโรคเซลล์เสื่อมอีกสารพัดโรค

 สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเศรษฐกิจ

อย่างไม่สามารถประเมินได้ทีเดียว

นับเป็นเรื่องน่าเศร้าของมนุษยชาติ

2. ทั้งๆ ที่มีประชากร (โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา)

ประมาณ 25% ที่ทานยาลดไขมันกลุ่ม statin ราคาแพงๆ

และมีสารพัดอาหาร Low fat , Fat free

มีการลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวกันอย่างมากมาย

แต่ผลลัพธ์กลับเป็นว่า มีประชากรเสียชีวิต

อันเนื่องจากโรคหัวใจภายในรอบเวลา 60 ปีนี้มากที่สุด

ในประวัติศาสตร์

ข้อมูลของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา รายงานว่า

มีผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 75 ล้านคน

มีผู้ป่วยเบาหวานกว่า 20 ล้านคน

มีผู้ป่วยใกล้จะเป็นเบาหวาน (pre-diabetes) กว่า 57 ล้านคน

 ในขณะที่มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า

อายุเฉลี่ยของผู้ที่เริ่มป่วยด้วยโรคเหล่านี้ล้วนมีอายุน้อยลงๆ

 (เป็นโรคกันตั้งแต่เด็ก) มีคำถามตัวโตๆ ว่าทำไม??

3. คำตอบที่ง่ายๆ สั้นๆ ที่สุดก็คือ หากไม่มีการอักเสบในร่างกาย

 ก็ไม่มีทางที่คลอเลสโตรอลจะจับเป็นตะกรันอุดตันในหลอดเลือดได้

หากไม่มีการอักเสบคลอเลสโตรอลก็จะไหลลื่น

ไปตามหลอดเลือดได้อย่างเสรี

 การอักเสบนี่แหละที่ทำให้คลอเลสโตรอลต้องกลายพันธุ์

เป็นตะกรันจับยึดติดภายในหลอดเลือด !!!

4. การอักเสบไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร

มันคือขบวนการปกติของร่างกายเพื่อต่อสู้รับมือ

กับสิ่งแปลกปลอมที่รุกรานเข้ามาในร่างกาย

 เช่นเชื้อโรค ไวรัส พิษต่างๆ แต่เมื่อใดก็ตาม

ขบวนการอักเสบควบคุมผู้รุกรานไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้รุกรานที่เกิดจากพิษร้ายในอาหารการกิน

ที่เซลล์ของร่างกายไม่คุ้นเคย กำจัดไม่ได้

จนกลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง (ซ้ำแล้วซ้ำเล่า)

การอักเสบเรื้อรังนี่แหละคืออันตรายอย่างแท้จริง

น้ำมัน แป้งขัดขาว น้ำตาล มหาภัยตัวจริง

5. พิษร้ายในอาหารการกินที่ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังมากที่สุด

ก็คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (polyunsaturated fats)

 ที่อยู่ในน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี เช่น น้ำมันถั่วเหลือง

 น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ

และน้ำตาลสูงๆ ในแป้งขัดขาว

และอาหารคาร์โบไฮเดรตทั้งหลายนั่นเอง

 ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่ม ขนม

 ได้นำน้ำมันพืชและน้ำตาลไปปรุง เจือปน

 เป็นส่วนประกอบกันอย่างมโหฬาร ตลอดเวลา 60 ปีที่ผ่านมา

6. ท่านอาจไม่เคยเห็นสภาพผนังหลอดเลือดที่อักเสบ

เหมือนที่ผมเห็นและทำการผ่าตัดมาหลายหมื่นเส้น

ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา แต่ผมพอจะเทียบเคียงง่ายๆ

 โดยให้ท่านหาแปรงสีฟันขนแข็งๆ อันหนึ่ง

แล้วก็ถูไปมาบนผิวนุ่มๆ บริเวณท้องแขน

ถูไปมาจนค่อยๆ แดง เลือดซิบๆ

นั่นแหละสภาพผนังหลอดเลือดที่อักเสบก็คล้ายกัน

คือ ช้ำๆ เลือดซิบๆ นานๆ เข้า หากยังคงอักเสบต่อเนื่อง

เลือดก็จะมาคั่งมากขึ้นจนบวม จนเลือดอาจทะลักมาตามแผลที่แตก

7. ผนังหลอดเลือดที่อักเสบนั้นไม่ได้ถูกแปรงใดๆ ไปขัดถู

แต่เนื่องจากร่างกายเรามีระบบควบคุมระดับน้ำตาล

ให้อยู่ภายในระดับที่คงที่ ไม่เกินโควต้า

 (ในเลือดของคนปกติไม่เป็นเบาหวานจะมีน้ำตาล

ลอยปนในกระแสเลือดไม่เกิน 6-7 กรัมแล้วแต่ขนาดตัว

และปริมาณเลือดในร่างกาย)

ทันทีที่เราทานอาหารที่อุดมด้วยน้ำตาลปริมาณที่มากเกินโควต้า

 ฮอร์โมนอินซูลินจะรีบทำการขนน้ำตาลที่ทะลักเข้าสู่กระแสเลือด

ไปเก็บไว้ในเซลล์ก่อนที่จะแปลงสภาพเก็บในรูปของไขมัน

แต่หากน้ำตาลภายในเซลล์มีพอเพียงอยู่แล้ว

 อินซูลินก็ต้องหาทางรีบขับหรือกำจัดออกจากร่างกายต่อไป

 น้ำตาลที่เป็นส่วนเกินในกระแสเลือดจะเข้าไปจับตัว

กับโปรตีนหลายๆ ชนิดในเลือด

กลายสภาพเป็นตัวทำร้ายผนังหลอดเลือดให้อักเสบ

การทานน้ำตาลมากวันละหลายๆ มื้อ

จึงเสมือนกับการเอาแปรงไปขัดถูผนังหลอดเลือดจนถลอก

ครั้งแล้วครั้งเล่า จนอักเสบเรื้อรังวันแล้ววันเล่า

ผมอยากจะย้ำๆ กับท่านว่าผมซึ่งผ่าตัดหัวใจมากว่า 5,000 คน

 ผ่าตัดเส้นเลือดมาหลายหมื่นเส้น

ภาพการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือดมันติดตาผม

ว่าไม่ได้แตกต่างจากภาพที่ท่านเห็น

หลังจากเอาแปรงขนแข็งขัดถูผิวหนังนุ่มบอบบางจนช้ำ

 จนเลือดไหลซิบๆ จนบวมปูด เลือดไหล

แต่อย่างใด ต่างกันเพียงว่าน้ำตาลที่ทานเข้าไปวันละหลายๆ มื้อ

หลายๆปีนี่แหละเสมือนกับแปรงที่ค่อยๆ

ขัดถูผนังหลอดเลือดจนถลอกปอกเปิก อักเสบเรื้อรัง

8. นอกจากน้ำตาลแล้วกลับมาพูดถึงน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี

เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด

น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ

โดยธรรมชาติผนังหุ้มเซลล์ต่างๆ ของร่างกายนั้น

มีส่วนประกอบหลักทำด้วยไขมันหลากหลายชนิด

ผสมผสานกันเพื่อให้คงความนุ่ม ยืดหยุ่น แต่คงรูป

เกลือแร่สารอาหารซึมผ่านเข้าไปในเซลล์ได้เหมาะสม

ขยะของเสียซึมผ่านออกจากเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 มีสัดส่วนระหว่างไขมันโอเมก้า-6 และไขมันโอเมก้า-3

 ที่ดีคือ ไม่เกิน 3:1 แต่ผลจากการที่วงการแพทย์หลงผิด

และเผยแพร่ความเชื่อว่า

สาเหตุการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเกิดจาก

คลอเลสโตรอลและไขมันอิ่มตัว

จนทำให้อุตสาหกรรมอาหารเกาะกระแสโปรโมทน้ำมันพืชว่า

เป็นไขมันไม่อิ่มตัว อุดมด้วยไขมันโอเมก้า-6

บางชนิดก็โหมกระแสว่ามีไขมันโอเมก้า-3 อีกต่างหาก

 เลยกลายเป็นว่าทุกครัวเรือน

ต่างเลิกทานน้ำมันปรุงอาหารแต่ดั้งเดิม

กลับมาฝากสุขภาพกับไขมันไม่อิ่มตัวทั้งหลาย

โดยเฉพาะน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี

ทั้งยังแทรกซึมลงไปในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทุกแขนง

 เราจึงมักพบขนมขบเคี้ยวทั้งหลาย ฟาสต์ฟู๊ดทั้งหลาย

ล้วนกระหน่ำการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเป็นส่วนผสมและปรุง

เช่นมันฝรั่งทอดกรอบที่ผ่านการทอดและชุ่มด้วยน้ำมันพืช

 (โดยไม่มีใครเฉียวใจเลยว่าน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีเหล่านี้

เปิดฝาขวดทิ้งไว้เป็นปีก็ยังไม่เหม็นหืน ?

ทั้งๆ ที่โดยหลักการแล้วไขมันไม่อิ่มตัว

ทั้งโอเมก้า-6 และโอเมก้า-3 นั้นจะถูกออกซิไดส์

โดยออกซิเจนในอากาศได้อย่างง่ายดาย

แต่ไม่เคยมีใครเฉลียวใจกับคำศัพท์ที่ว่า” "ผ่านกรรมวิธี” เลย

ว่าผ่านอะไรมาทำไมจึงไม่เหม็นหืน ????

9. ผลจากการที่วงการแพทย์เดินผิดทาง

ภาวะโภชนาการของประชากรโลกก็เลยเดินเป๋จนพิกลพิการ

 ในอเมริกาพบว่าอาหารการกินของประชากร

ขาดความสมดุลอย่างรุนแรง

สัดส่วนระหว่างไขมันโอเมก้า-6 และไขมันโอเมก้า-3

กลายเป็น 15:1 จนถึงระดับวิกฤติ คือ 30:1

 ผลก็คือผนังหุ้มเซลล์เสียหายอย่างรุนแรง

และปลดปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า cytokines ออกมา

ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและรุนแรง

10. ปัญหายิ่งหนักสาหัสขึ้น เมื่อมีภาวะน้ำหนักเกิน อ้วน

ทานไขมันเหล่านี้ปริมาณมากเกินไป ทานน้ำตาลมาก

 ก็ยิ่งทำให้ปริมาณ cytokines และสารเร่งการอักเสบนานาชนิด

 หลั่งออกมามากเป็นทวีคูณ ตกเข้าสู่วัฏจักรเลวร้ายเต็มขั้น

จนกลายไปเป็นโรคเบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ

หลอดเลือดตีบตัน เส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบตัน

 อัมพฤกษ์ อัลไซเมอร์ ฯลฯ ผมขอย้ำว่า

ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทนทานต่อ

ปริมาณน้ำตาลท่วมเลือด หรือ ไขมันโอเมก้า-6 ปริมาณสูงๆ

จากน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา

ท่านทราบไหมว่าน้ำมันข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

มีไขมันโอเมก้า-6 สูงถึง 7,280 mg

น้ำมันถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะมีไขมันโอเมก้า-6

สูงถึง 6,940 mg

ตรงกันข้ามกับไขมันในเนื้อสัตว์ธรรมชาติ

ซึ่งมีไขมันโอเมก้า-6 ไม่เกิน 20%

11. ยังคงเหลือทางรอดสำหรับประชากรโลกก็คือ

กลับไปสู่เมนูอาหารที่ปรุงสด ผ่านกรรมวิธีผ่านการแปรรูป

 ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัดน้ำตาลและความหวานทั้งหลาย

 ตัดน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี

(ผ่านกรรมวิธีอะไรเป็นปีๆ จึงไม่เหม็นหืน?)

ออกไปเสียจากวงจรอาหารในชีวิตประจำวัน




ขอบคุณที่มา fb. Jeed Jeed








Create Date : 03 กันยายน 2557
Last Update : 3 กันยายน 2557 13:18:47 น.
Counter : 838 Pageviews.

0 comment
### ลักษณะฮวงจุ้ยของบ้านที่ดี ...รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม ###




ลักษณะฮวงจุ้ยของบ้านที่ดีน่าอยู่









"ลักษณะฮวงจุ้ยของ บ้านที่ดีน่าอยู่"

1. ไม่ควรมีถนนวิ่งตรงเข้าสู่บ้าน
2. ไม่ควรมีเสาไฟฟ้าตรงหน้าบ้าน
3. ไม่ควรมีต้นไม้ตรงประตูบ้าน
4. ไม่ควรมีประตูตรงกัน 2 ประตูเพราะจะเป็นทางผีผ่าน
5. ไม่ควรมีประตูหน้าบ้านประจันหน้ากับประตูบ้านอื่น
6. ไม่ควรมีประตูบ้านที่เล็กเกินไป เพราะถือว่าเงินจะเข้าน้อย
7. ไม่ควรมีประตูบ้านตรงกับรถจอดพอดี เงินรั่วไหล

"ห้องนอน"

1. ห้องนอนเจ้าบ้านควรมีขนาดใหญ่

อยู่ทิศตะวันออกหรือกลางบ้าน จะทำให้มีความอบอุ่นมากขึ้น

2. ห้องนอนไม่ควรมีประตูตรงกัน

3. ห้องนอนไม่ควรติดกับห้องครัว จะร้อนและสุขภาพไม่ดี

4. ประตูห้องห้องนอนไม่ควรตรงกับบันได ผีผ่าน

5. ประตูห้องนอนไม่ควรตรงกับประตูห้องส้วม

 จะทำให้ทุกข์ใจและสุขภาพจิตเสีย

6. ห้องนอนหรือหัวนอนไม่ควรตรงกับห้องน้ำ

จะมีปากเสียงและสุขภาพไม่ดี

7. ห้องนอนของคู่ชีวิตควรอยู่ทางทิศตะวันตกของบ้าน

หันหัวไปทางทิศตะวันออก จะส่งผลให้ร่มเย็นเป็นสุข

"ห้องครัว"

1. ห้องครัวควรอยู่หลังบ้าน จะส่งผลดีต่อครอบครัว

2. ซิงก์ล้างจานอย่าจัดวางให้ชิดกับเตาไฟ

หรือที่ปรุงอาหารซึ่งเป็นไฟ จะทำให้ทรัพย์สินเงินทองมีปัญหา

 ความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก สามีภรรยา

ก็จะกระทบกระทั่งกันจนร้าวฉานได้ในที่สุด

3. เตาไฟ ไม่ควรวางติดกับหน้าต่าง

 จะทำให้เกิดอุบัติภัย และเป็นโรคได้

4. ไม่ควรวางเตาไฟติดกับอ่างน้ำ จะทำให้วุ่นวาย

5. เตาไฟควรวางทะแยงมุมกับประตูทางเข้า

จะทำให้เงินทองเพิ่มมากขึ้น

6. เตาไฟควรจัดให้เป็นเลขคี่ จะเป็นสิริมงคล ร่ำรวย

7. ห้องครัวควรมีช่องระบายอากาศให้สมดุล

ธาตุลมจะทำให้ครอบครัวไม่วุ่นวาย

8. มุมที่จัดแต่งเป็นมุมทำครัวควรอยู่ด้านหลังของห้อง

อย่าจัดวางในส่วนด้านหน้าห้อง

เมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วเห็นมุมครัวเลยถือว่าไม่ดี

ทำให้สุขภาพอ่อนแอ เงินทองรั่วไหลได้ง่าย

9. หากไม่สามารถโยกย้ายได้จริงๆ ก็อาจหาฉากหรือชั้น

มาตั้งเพื่อกั้นบังตาไว้เป็นการแก้เคล็ด

10. ตั้งวางเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ไว้ชิดผนังด้านใดด้านหนึ่ง

 เพื่อให้เกิดความมั่นคงในฐานะการเงินและอาชีพการงาน

 อย่าตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ไว้บนโต๊ะที่โล่งว่าง

11. มุมที่จัดวางเตาและกระทะต่างๆ ไม่ควรชิดผนังห้องน้ำ

ลักษณะเช่นนั้นจะบั่นทอนสุขภาพ

และมีผลกระทบต่อเรื่องเงินทองด้วยเช่นกัน

"ห้องส้วม (ถูกฮวงจุ้ย) นำโชคดีมาให้"

1. ห้องส้วมควรสะอาด จะส่งผลให้ครอบครัวมีสุข

2. ห้องส้วมไม่ควรตรงกับประตูห้องนอน ส่งผลร้ายต่อบ้าน

3. ห้องส้วมไม่ควรใหญ่กว่าห้องครัวจะทำให้ลูกหลานขี้เกียจ

4. โถส้วม ควรใช้สีถูกโฉลกกับเจ้าของบ้าน จะทำให้ร่ำรวย

5. ประตูห้องส้วม ควรมีฉากกั้นรูปวิว จะทำให้บ้านอยู่เย็นเป็นสุข

6. โถส้วม ควรเล็กกว่าที่อาบน้ำ

7. ห้องส้วมควรมีแสงสว่าง 2 ดวง

จะส่งผลให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรืองต่อไป

"บันได"

1. บันไดบ้านควรมีแสงสว่างเพียงพอ

ใช้แสงสีขาวหรือสีเหลือง 1 ดวง

จะส่งผลให้บ้านนั้นพ้นจากเรื่องอุบัติเหตุ

2. บันไดบ้านควรเป็นเลขคี่ จะส่งผลให้ร่ำรวย

3. บันไดให้ใช้สีสว่าง ส่งผลให้ธาตุน้ำดี บ้านร่มเย็นเป็นสุข

"ห้องรับแขก (บ้านแสนสุข)"

1. ห้องรับแขกอเนกประสงค์ ควรมีอ่างบัว หรืออ่างปลาสวย

ทางมุมสุดของห้องรับแขก และติดวอลเปเปอร์

ภูเขา เมฆ สีฟ้าอ่อน (สว่าง) จะทำให้ห้องร่มรื่นถูกฮวงจุ้ย

2. ห้องรับแขกควรอยู่ตรงกับประตูใหญ่พอดี

ใช้โซฟาสีฟ้าหรือสีชมพูอ่อนส่งเสริมให้อบอุ่น

TIPS วิธีดูฮวงจุ้ยด้วยตัวเองอย่างง่ายๆ
ลักษณะภายนอกบ้านที่ไม่ถูกต้อง

1. กำแพงที่เก่าดูสกปรก ขึ้นรา หรือกำแพงบ้านสูงมากเกินไป

2. มีต้นไม้ใหญ่อยู่ชิดบ้าน หรือต้นไม้ใหญ่เหี่ยวเฉา

 ยืนตายอยู่ใกล้บ้าน

"ลักษณะภายในบ้านที่ไม่ถูกต้อง"

1. ประตูห้องตรงกัน ประตูตรงกับประตูห้องน้ำ

 ประตูตรงกับเตียงนอน ตรงกับเตา

2. คานต่ำ เพดานต่ำ เพดานเฉียง ฝ้าหลุม หลังคาหลายจั่ว

3. กันสาดกดต่ำมาก จนลมหรือพลังเข้าบ้านไม่ได้

4. แสงสว่างไม่พอ ดูมืดอึมครึม อากาศไม่ถ่ายเท

5. บ้านหลายหลังที่อยู่รวมกัน จนหลังคาชนกัน

6. ตัวบ้านที่แตกร้าว

7. บันไดตรงกับประตูห้องนอน ห้องน้ำ บันไดอยู่กลางบ้าน

8. หัวเตียงติดกับเตาไฟ โถส้วม ประตู

9. กระจกอยู่ที่หัวนอน หรือส่องมาที่ตัวคน

"ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"

ข้อห้ามของการก่อสร้าง

คุณอาจจะได้รับทราบมามากมายหลายข้อ

บางท่านเมื่อทราบก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี

แต่สำหรับท่านที่กำลังจะสร้างบ้านบนที่ดิน

 อาจจะนำข้อห้ามเหล่านี้ไปพิจารณาได้

ข้อห้าม หรือข้อควรระวัง ตามหลักของฮวงจุ้ย

มีด้วยกันมากมายหลายประการ ซึ่งคุณเองก็ไม่ควรที่จะมองข้าม

1.ห้ามมีร่องน้ำไหลผ่านกลางที่ดินหรือบ้าน

2.ห้ามปลูกต้นไม้ใหญ่กลางลานบ้าน หรือปลูกบ้านล้อมต้นไม้ใหญ่

3.ห้ามปลูกบ้านคร่อมบ่อน้ำหรือตอไม้

4.ห้ามก่อสร้างกำแพงก่อนการสร้างบ้าน

5.ห้ามสร้างบันไดหรือห้องส้วมอยู่กลางบ้าน

6.ห้ามสร้างบ้านอยู่ในน้ำ

7.ห้ามวางคานเป็นเลขคู่ หรือใช้คานที่ใหญ่กว่าเสาบ้าน

8.ห้ามสร้างสระน้ำใหญ่กว่าตัวบ้าน

9.ห้ามสร้างกำแพงหรือรั้วสูงกว่าตัวบ้าน

10.ห้ามสร้างบ้านโดยไม่มีประตูหลังบ้าน

11.ห้ามต่อเติมบ้านสองหลังให้เป็นหลังเดียวโดยมีชายคาชนกัน

12.ห้ามสร้างห้องส้วมมากกว่าจำนวนสมาชิกในบ้าน

13.ห้ามใช้วงกบประตูหรือเสาบ้านที่บิดงอมาสร้างบ้าน

14.ห้ามสร้างประตูหรือหน้าต่างมากเกินไป

15.ห้ามสร้างห้องนอนไว้ใต้บันไดบ้าน

16.ห้ามปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ในแนวเดียวกันกับประตูบ้าน

17.ห้ามสร้างศาลพระภูมิหันหน้าออกนอกบ้าน

18.ห้ามขุดบ่อน้ำไว้หลังบ้าน

19.ห้ามสร้างบ้านที่มีถนนล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน

20.ห้ามสร้างซุ้มประตูหน้าบ้านใหญ่กว่าตัวบ้าน

21.ห้ามวางกองหินใหญ่ไว้หน้าบ้าน

22.ห้ามสร้างบ้านบนหน้าผาชัน

23.ห้ามเจาะกำแพงเป็นช่องหน้าต่าง

24.ห้ามสร้างบ้านที่ใหญ่เกินไปแต่มีคนอยู่น้อย และ

25.ห้ามสร้างใต้ถุนสูงแล้วปล่อยโล่ง เห็นเสาเป็นขาของแมลง


ขอบคุณที่มา fb.การเกิดเป็นทุกข์อย่างยิ่ง 

 เดินทางสู่ความว่างเปล่าแห่งปัญญา






Create Date : 30 สิงหาคม 2557
Last Update : 30 สิงหาคม 2557 15:56:15 น.
Counter : 3339 Pageviews.

0 comment
### วิธีแก้รอยไหม้ในกะทะ ###


แก้ปัญหากะทะไหม้

เพื่อนๆหลายคนคงจะเคยเจอปัญหา “กระทะไหม้”

 หลังจากไม่ระมัดระวังในการใช้ไฟ

ในการทำอาหารแรงเกินไป

 วันนี้จึงมีวิธีทำความสะอาดรอยไหม้ของกระทะ

ด้วยน้ำส้มสายชูมาฝากค่ะ.....

**ส่วนผสม**

...

น้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวง // เบคกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ

// น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง

หรือปรับตามความเหมาะสม

ของขนาดกระทะ

**วิธีทำความสะอาด**

1. เติมน้ำและน้ำส้มสายชู ลงในกระทะที่มีรอยไหม้

2. นำกระทะไปตั้งเตา แล้วต้มส่วนผสมให้เดือด

 โดยจะสังเกตจากรอยไหม้ที่จะเริ่มหลุดออก

3. นำกระทะลงจากเตา แล้วใส่เบคกิ้งโซดาลงไป

4. เทน้ำทิ้ง แล้วขัดกระทะสแตนเลสด้วยที่ขัดตามปรกติ

คราบรอยไหม้จะหลุดออก แต่ถ้ายังมีติดอยู่

ให้ใช้เบคกิ้งโซดาเล็กน้อยผสมน้ำ

ทาบริเวณที่ต้องการแล้วถูออก

คราบรอยไหม้ก็จะหลุดออกไป

แต่ถ้ามีรอยไหม้เยอะ

ให้นำน้ำส้มสายชูตั้งไฟจนร้อน

 แล้วถูบริเวณคราบดำที่ติดกระทะ

จากนั้นนำกระทะไปแช่ในน้ำร้อนจัด ประมาณ 10 นาที

 คราบดำก็จะหลุดออกมาหมดแล้วค่ะ

Cr.Maeban




Create Date : 27 สิงหาคม 2557
Last Update : 28 พฤษภาคม 2559 11:26:49 น.
Counter : 839 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ