Group Blog
All Blog
### พระพุทธศาสนาสำหรับพุทธมามกะ ###















หัวข้อแห่งพระพุทธศาสนา
สำหรับพุทธมามกะ

.
พึงเป็นผู้ประพฤติสุจริต คือ
ประพฤติดีด้วยกาย วาจา ใจ

อย่างนี้เรียกว่า ธรรมจารี
.

พึงเป็นผู้มีละอายแก่ใจของตน

รู้ว่าการอย่างใดไม่เป็นธรรมอย่าทำการอย่างนั้น

 ฝืนความรู้สึก อย่างนี้เรียกว่า มีหิริ
.

พึงเป็นผู้รู้จักเกรงกลัวต่อการทำผิด

พึงทำความชอบใจในการทำถูก 

อย่างนี้เรียกว่า มีโอตตัปปะ
.

พึงเป็นผู้ระมัดระวังในเมื่อจะทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง 

อย่าให้เชือนไปเป็นบาป อย่างนี้เรียกว่า ผู้สำรวม
.

พึงรู้จักข่มใจของตนไว้ให้อยู่

ในเมื่อความปรารถนาจะทำบาปเกิดขึ้น 

อย่างนี้เรียกว่า ผู้ฝึกตัวแล้ว
.

พึงเป็นผู้มีความเพียร ทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง

 แม้ยากสักปานไร พึงตั้งอุตสาหะเพื่อทำให้สำเร็จ

 อย่าท้อถอยเสียง่ายๆ อย่างนี้เรียกว่า ผู้บากบั่น
.

พึงเป็นผู้แกล้วกล้าในการงานทั้งปวง

อย่าครั่นคร้ามต่อภัย อย่างนี้เรียกว่า ผู้องอาจ
.

พึงเป็นผู้อดทนต่อความลำบาก

 และการหรือสิ่งไม่เป็นที่พอใจมาถึงเข้าอย่าแสดงวิการง่ายๆ

 อย่างนี้เรียกว่า มีขันติ
.

พึงเป็นผู้มีสติในเมื่อจะทำ ในเมื่อจะพูด

 พึงนึกให้รอบคอบก่อนแล้วจึงทำแล้วจึงพูด

 อย่างนี้เรียกว่า ผู้มีสติ

พึงเป็นผู้ไม่เผลอตัวในเมื่อทำอยู่

ในเมื่อพูดอยู่ พึงรู้รอบคอบถึงการทำ ถึงคำพูด

 อย่างนี้เรียกว่า มีสัมปชัญญะ
.

พึงเป็นผู้ไม่เลินเล่อในการงาน ในความประพฤติ

 และในความเป็นไปของตน 

พึงระวังความเสื่อมเสียอันหากจะมีขึ้น

อย่างนี้เรียกว่า ผู้ไม่ประมาท
.

พึงเป็นผู้ซื่อตรงในท่านผู้ที่ตนภักดี

และในผู้ที่ตนคบด้วย ในการงานอันเกี่ยวกับผู้อื่น

 อย่างนี้เรียกว่า ผู้มีสัตย์
.

พึงเป็นผู้สนใจการเรียน มุ่งจะรู้สิ่งที่ยังไม่รู้

จะเข้าใจสิ่งที่รู้บ้างแล้วให้ปรุโปร่ง 

อย่างนี้เรียกว่า ผู้ใคร่ศึกษา
.

พึงเป็นผู้หมั่นสังเกต เทียบเคียง ใช้ความคิด

ถึงการหรือสิ่งอันตนได้พบเห็นหรือได้เรียนมาเพื่อเกิดปัญญา

 อย่างนี้เรียกว่า ผู้ใช้ปัญญา
.

พึงเป็นผู้ปรารถนาดีในผู้อื่น อย่าเป็นผู้ผูกพยาบาท 

อย่างนี้เรียกว่า ผู้มีเมตตา
.

พึงเป็นผู้เอาใจช่วยเขา ในเมื่อเขาได้ทุกข์ตกยาก

หรือถึงความวิบัติ อย่าแส่หาความลำบากทับถมเขา

อย่างนี้เรียกว่า ผู้มีกรุณา
.

พึงเป็นผู้พลอยยินดีด้วยเขา ในเมื่อเขาได้สุข

หรือถึงความเจริญ อย่าริษยาเขา

 อย่างนี้เรียกว่า ผู้มีมุทิตา
.

พึงทำใจเป็นกลาง ในเมื่อสมบัติและวิบัติ

ของคนสองฝ่าย ผู้ควรได้รับมุทิตาเสมอกันแย้งกันอยู่

 อย่างนี้เรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในอุเบกขา
.

พึงเป็นผู้มีใจเผื่อแผ่ ไม่เห็นแก่ตัวโดยส่วนเดียว

ไม่ตระหนี่เหนียวแน่น 

อย่างนี้เรียกว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยการสละให้
.

พึงเป็นผู้มีแก่ใจทำการอุปการแก่เขาก่อนเมื่อถึงคราว 

อย่างนี้ที่อย่างสูงเรียกว่าเป็น บุพพการี
.

คือ เจ้าบุญนายคุณของเขา อย่างนี้ที่อย่างเพลา

เรียกว่าเป็น ผู้เกื้อกูลพึงเป็นผู้รู้อุปการอันท่านทำแล้วแก่ตน

 อย่างนี้เรียกว่า ผู้กตัญญู
.

และพึงเป็นผู้ตอบแทนอุปการแก่ท่านเมื่อถึงคราว

อย่างนี้เรียกว่า ผู้กตเวที

พึงนับถือท่านผู้ใหญ่ในสกุล ครูอาจารย์ ท่านผู้ปกครองตน
.
ท่านผู้อำนวยการพระศาสนาที่ตนนับถือ

อย่างนี้เรียกว่า ผู้รู้จักเคารพ

พึงเป็น ผู้เที่ยงธรรม ในบุคคลผู้ควรได้รับความเสมอภาคกัน 

ไม่ลำเอียงเพราะรัก เพราะชัง เพราะกลัว เพราะเขลา
.

พึงเป็นผู้มุ่งธรรมเป็นใหญ่ ไม่พึงแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข 

โดยอาการไม่เป็นธรรม อย่างนี้เรียกว่า ผู้ใคร่ธรรม
.

พึงเป็นผู้เชื่อฟังตามพระพุทธเจ้าสั่งสอนว่า

 สิ่งทั้งปวงเป็นเหตุและผลเกิดเนื่องกันมาอย่าเชื่องมงาย

 อย่างนี้เรียกว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา
.

พึงเชื่อกรรม คือ การที่ทำว่าอาจอำนวยผลให้ผู้ทำ

ไม่ถือร่อนๆ ว่า ทำชั่วจับไม่ได้ ไม่ถูกลงโทษ

 ทำดี ไม่มีผู้รู้ ไม่ได้รับการยกย่อง หาเป็นอันทำไม่
.

ไม่เสี่ยงเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย ไม่ถือมงคลตื่นข่าวอันไร้จากเหตุ 

ไม่ถือนอกคอกว่า บาปบุญไม่มี มารดาบิดาไม่มี เป็นแค่สมมติทั้งนั้น 

เชื่อกรรม เชื่อเหตุ ยอมรับสมมติ

 อย่างนี้เรียกว่า มีสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ
.

พึงเป็นผู้มุ่งความผ่องแพ้วแห่งใจ

เมื่ออารมณ์เศร้าหมองที่เรียกว่า กิเลสเกิดขึ้น 

พึงข่มไว้จนระงับเสียได้ อย่างนี้เรียกว่า ผู้ใคร่ความบริสุทธิ์

พึงเป็น ผู้มุ่งความสงบใจ อันเป็นผลอย่างสุขุม 

พึงระวังระงับเหตุอันจะยังใจให้ป่วนปั่นเสีย
.

พุทธมามกะผู้มีศีลธรรมอย่างนี้ ชื่อว่า

สักการบูชาพระศาสดา ด้วยปฏิบัติอันเป็นบูชาอย่างยิ่ง

เป็นผู้นับถือพระองค์อย่างสมควร 

เป็นผู้นับถือในพระองค์อย่างสมควรแท้

จักถึงความเจริญสถาพรในพระพุทธศาสนา
.

..........................

พระนิพนธ์
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
(พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ มนุสฺสนาโค)
.
คัดลอกจาก...หนังสือคู่มือบัณฑิต จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ
โดยสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช พ.ศ. ๒๕๔๐ หน้า ๔๑-๔๕











ขอบคุณที่มา fb. วัดป่า
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2559 12:12:43 น.
Counter : 164 Pageviews.

0 comment
### เราต้องอยู่ในปัจจุบัน อดีตก็เหมือนกับความฝัน ###

















“เราต้องอยู่ในปัจจุบัน

 อดีตก็เป็นเหมือนความฝัน”

ถาม : พระอาจารย์ครับ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรครับ

ว่าการทำบุญแล้วเขาได้รับ หรือว่าได้อนุโมทนาบุญในส่วนที่ทำ

 ถึงไม่ถึงนะครับ

พระอาจารย์ : ก็บางทีเรานอนหลับ เขาอาจจะเข้ามาในฝันเราก็ได้

 ถ้าเราไม่มีพลังจิตที่จะรับรู้ผ่านทางสมาธิ

 เราก็ต้องรับรู้ผ่านทางเวลาที่เรานอนหลับฝันไป

แต่การฝันมันก็ไม่แน่อีก อาจจะเป็นเราคิดไปเองก็ได้

 หรือเขามาหาเราก็ได้ ถ้าเราอยากจะรู้ว่าเขามาหาเรา

เราก็ต้องคุยกับเขาได้ ถามสารทุกข์สุกดิบได้

หรือให้เขาบอกอะไรบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่รู้แต่เขารู้

 แล้วเขาให้เราไปหาสิ่งนั้น ว่าเขาเก็บของชิ้นนี้ไว้ตรงนั้นตรงนี้

แล้วเราไปทำตามที่เขาบอก แล้วก็ได้เจอสิ่งนั้นสิ่งนี้

อย่างนี้ก็จะเป็นการพิสูจน์ได้ว่าเขามาจริง

 ไม่ใช่เป็นความคิดของเราเอง

แต่จะมาไม่มา ก็อย่าไปกังวลเลย

 เพราะว่าให้เราคิดว่า เขาเป็นอดีตไปแล้ว เราต้องอยู่ในปัจจุบัน

 อดีตก็เป็นเหมือนความฝัน

เมื่อคืนนี้เรานอนหลับฝันถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

พอเราตื่นขึ้นมามันก็หมดไปแล้ว เราก็ต้องอยู่ในปัจจุบัน

 ดำเนินชีวิตของเราต่อไป เราควรจะเอาการจากของเขา

 มาเป็นบทเรียนสอนเราดีกว่า

ว่าต่อไปเราก็ต้องจากโลกนี้ไปเหมือนกัน

แล้วเราจะจากแบบสบาย หรือจากแบบไม่สบาย

 ก็อยู่ที่ว่าเราปล่อยวางร่างกายของเรานี้ได้หรือเปล่า

 เรามองเห็นหรือเปล่า ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเราของเรา

 เราไม่ได้เป็นร่างกายนี้ เราเป็นใจ เป็นดวงวิญญาณ

ที่มาอาศัยร่างกายนี้อยู่ชั่วคราวเท่านั้น

 ถ้าเราสามารถแยกใจออกจากร่างกายได้

 รู้ว่าร่างกายไม่ใช่ใจ รู้ว่าใจไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 เราก็จะจากร่างกายไปอย่างสบาย

 เวลาอยู่เราก็อยู่อย่างสบายไม่เดือดร้อน

 ไม่วิตกกังวลว่ามันจะไปเมื่อไหร่ เพราะรู้ว่ามันต้องไปแน่ๆ

 และพร้อมที่จะให้มันไปเสมอ อันนี้แหละคือหน้าที่ของเรา

ที่เราควรจะทำ ดีกว่าที่จะมานั่งคิดถึงเขา ว่าเขาไปถึงไหนแล้ว

 เขาเป็นอย่างไร มันไม่เป็นประโยชน์อะไรกับเรา

เราควรจะเอาการจากของเขาไปนี้ มาเป็นบทเรียนสอนใจว่า

เราก็ต้องไปเหมือนเขา และถ้าเราอยากจะไปดีอยู่ดี

ไปสบายอยู่สบาย เราก็ต้องไม่ยึดไม่ติดกับร่างกายนี้

เราก็ต้องฝึกทำใจให้มีอุเบกขา ถ้าใจเรามีอุเบกขา

 เราก็จะปล่อยวางร่างกายนี้ได้ ตอนนี้เรารู้ว่าเราต้องปล่อย

 แต่เราปล่อยไม่ได้ เพราะเราไม่มีอุเบกขาไม่มีกำลัง

 ฉะนั้นเราต้องเจริญสติเพื่อให้เกิดสมาธิขึ้นมา

ถ้ามีสมาธิแล้วเราก็จะได้อุเบกขา

 พอได้อุเบกขา เรามามองดูร่างกายว่าไม่เที่ยง เราก็จะรับได้

เรามองว่าร่างกายจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เราก็จะรับได้

เราก็จะไม่วิตกกังวล อันนี้เป็นสิ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญ

 มากกว่ามาคิดถึงว่าตอนนี้เขาไปไหน เป็นอะไร อย่างไร

ถ้าเขาเดือดร้อนแล้วเดี๋ยวเขาก็มาหาเราเอง

เดี๋ยวนอนหลับเขาเข้ามาหาเราเอง ถ้าเขาต้องการอะไร

แต่เท่าที่ฟังดู เขาคงไม่มาแล้วล่ะ เขาสบายแล้ว

 ถ้าเขามาเขาอาจจะมาเตือนเราก็ได้ มาบอกพี่รีบปฏิบัตินะ

 เดี๋ยวพี่ก็ต้องตามหนูไปนะ อย่าประมาท.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


.................................

กัณฑ์ที่ ๔๗๕ ธรรมะบนเขา

 วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๗

“คำสอนที่ลึกซึ้งมาก”









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2559 10:54:39 น.
Counter : 134 Pageviews.

0 comment
### เป้าหมายของการเจริญสติก็คือดึงใจให้อยู่ในปัจจุบัน ###














“เป้าหมายของการเจริญสติก็คือ

ดึงใจให้อยู่ในปัจจุบัน”

เราต้องเข้าใจหลักของการเจริญสติ

เป้าหมายของการเจริญสติก็คือดึงใจให้อยู่ในปัจจุบัน

 ให้สักแต่ว่ารู้ ไม่ให้คิดปรุงแต่งถึงเรื่องราวต่างๆ

 เพื่อที่เวลานั่งสมาธิ ใจจะได้เข้าสู่ความสงบได้

เพราะจุดที่ใจจะสงบได้นี้ต้องเป็นปัจจุบันเท่านั้น

ถ้าใจอยู่ในอดีตก็เข้าสู่ความสงบไม่ได้

 อยู่ในอนาคตก็เข้าไม่ได้ อยู่ที่นู้นก็เข้าไม่ได้ ต้องอยู่ที่นี่

 อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ก็คือปัจจุบัน อยู่ตรงนี้

สิ่งที่จะดึงใจให้เราอยู่ตรงนี้ ก็คือสตินี่เอง

ไม่ว่าจะเป็น พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ อานาปานสติ

 นี่คือกรรมฐานเหล่านี้ ก็จะเป็นสิ่งที่จะดึงใจให้เข้ามาสู่ปัจจุบัน

 และเข้าสู่อุเบกขาได้ตามลำดับต่อไป

นี่คืองานที่เราจำเป็นจะต้องทำ เป็นงานที่ค่อนข้างจะช้า

 เพราะว่ากว่าจะได้ผลนี้ มันเหมือนกับการปลูกต้นไม้

ปลูกต้นไม้วันนี้เราก็ต้องหมั่นรดน้ำอยู่เรื่อยๆ

 โดยเฉพาะในช่วงที่ไม่มีฝนเราต้องรดน้ำทุกวัน

ถ้าเราอยากจะเห็นการเจริญเติบโตของต้นไม้

บางแห่งนี้เขาให้รดทั้งวันเลย เขามีระบบน้ำหยด

 มีน้ำหยดหล่อเลี้ยงทั้งวัน ต้นไม้ก็เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

สตินี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราเจริญสติเฉพาะเป็นช่วง

 เหมือนกับรดน้ำต้นไม้มันก็จะช้า ถ้าเราเอาแบบน้ำหยด

คือเจริญอยู่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนหลับนี้

มีการเจริญสติอยู่ตลอดเวลา อันนี้แหละจะทำให้เกิดผลขึ้นได้เร็ว

 นั่งสมาธิ ๕ นาที ๑๐ นาทีก็จะสงบได้จะรวมได้

ถ้าทำสติแบบขาดๆเกินๆ เผลอบ้าง เผลอเสียส่วนใหญ่

นานๆถึงจะนึกถึงพุทโธที นานๆถึงจะมาเฝ้าจดจ่อดูร่างกายที

เวลานั่งสมาธิ นั่งไปครึ่งชั่วโมงก็ไม่สงบ

พอนั่งได้ครึ่งชั่วโมงก็ปวดเมื่อยตรงนั้นปวดเมื่อยตรงนี้

 ก็ยอมแพ้ นั่งต่อไปไม่ได้ นี่ก็เพราะว่าสติไม่ต่อเนื่อง

ดังนั้นเราจึงต้องพยายามเจริญสติให้มันต่อเนื่อง ทุกเวลานาที

 อย่าให้ใจไปคิดปรุงแต่งในเรื่องต่างๆที่ไม่จำเป็น

 การที่เราจะมาเจริญสติได้อย่างต่อเนื่องนี้

เราก็ต้องไม่มีภารกิจการงานอย่างอื่น

 เป็นแบบนักบวชอย่างนี้

 ไม่มีงานธุรกิจต่างๆที่จะต้องไปคิดไปวุ่นวายด้วย

 ไม่ต้องไปใช้สังขารความคิดปรุงแต่งกับเรื่องราวต่างๆ

 ถ้าเรายังทำงานทำการทำมาหากิน ทำธุรกิจอะไรต่างๆอยู่นี้

 อย่าไปหวังในเรื่องการเจริญสติเลย มันเจริญไม่ได้

เพราะมันต้องใช้สังขารความคิดปรุงแต่งไปทั้งวัน

 ตื่นขึ้นมานี้ก็เริ่มคิดแล้วว่าวันนี้จะไปทำอะไร ไปพบกับใคร

มีเรื่องอะไรที่จะต้องทำ มันคิดตลอดเวลา

ในขณะที่กำลังเตรียมตัวเข้าห้องน้ำ

ล้างหน้าแปรงฟันก็คิดไปเรื่อยๆ นี่เป็นเรื่องของคนไม่มีสติ

มีก็เล็กน้อย มีพอที่จะทำให้ไม่ถึงกับเป็นเหมือนคนบ้าเท่านั้นเอง

 คือมีสติพอที่จะดูแลรักษาร่างกาย เช่นอาบน้ำอาบท่า

 แปรงฟัน แต่งเนื้อแต่งตัว รับประทานอาหาร

 แต่ไม่มีสติที่จะดึงใจให้อยู่กับปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง

 เพราะใจมันไปกับเรื่องราวต่างๆ ไปกับธุรกิจการงานต่างๆ

 ตั้งแต่ยังไม่ได้ออกจากบ้านเลย

ดังนั้นถ้าเราอยากจะเจริญสติได้อย่างต่อเนื่อง

 เราก็ต้องเลิกทำงาน การจะเลิกทำงานได้

เราก็ต้องอยู่แบบมักน้อยสันโดษ คือขอให้พอมีพอกินก็พอ

ถ้าอย่างนี้เราก็จะเลิกทำงานได้

ถ้าเราทำงานแล้วเราเก็บเงินไว้ได้ก้อนหนึ่ง

 ที่เราคิดว่าพอที่จะอยู่ได้ไประยะเวลาหนึ่ง

เราก็ออกจากงานไป เพื่อที่เราจะได้มาเจริญสติ

ถ้าเราเจริญสติได้จนเราได้อุเบกขาแล้ว

 พอเงินหมดก็ไม่เป็นไรแล้ว เพราะทีนี้เราไปอาศัยวัดกินได้แล้ว

 ตอนนี้เรายังไปไม่ได้เพราะเรายังไม่มีอุเบกขาพอ

เรายังจู้จี้จุกจิกอยู่กับเรื่องอาหาร เรื่องสภาพการอยู่ของเรา

 เรายังไม่ยอมไปเป็นคนล้างถ้วยล้างชาม

ยังไม่ยอมไปเป็นแจ๋วกัน ถ้าไปอยู่วัดนี้ ต้องยอมเป็นแจ๋วแล้วอยู่ได้

 กินตามมีตามเกิด กินข้าวก้นบาตรก็ได้ มีอะไรเหลือก็กินมัน

 ถ้ามีอุเบกขาแล้วก็ไปอยู่วัดได้ อยู่แบบนักบวชได้

ตอนนั้นเราจะได้เจริญสติต่อเจริญปัญญาต่อบำเพ็ญต่อ

เพื่อที่จะถอดถอนกิเลสตัณหาอุปาทานต่างๆ

ที่ยังมีหลงเหลืออยู่ภายในใจของเรา ให้หมดไปได้

ดังนั้นถ้าเราอยากจะมีเวลาเจริญสติอย่างเต็มที่

 ตอนนี้เราควรจะวางแผนหาเงินสักก้อนหนึ่ง

เพื่อที่เราจะได้เอาไว้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายของปัจจัย ๔

พอเราคิดว่าพอ มีใช้ได้ระยะหนึ่งสองสามปีนี้ ก็เหลือเฟือแล้ว

 พระพุทธเจ้าบอกไม่เกิน ๗ ปีเท่านั้นเองก็บรรลุได้แล้ว

 ถ้าขยันต่อเนื่อง ๗ วันก็ได้

ฉะนั้นไม่ต้องไปกังวลสะสมเรื่องเงินทองไว้มากจนเกินไปหรอก

แล้วถ้าเราใช้ประหยัดๆ กินวันละมื้อนี้มันสักกี่ตังค์กัน

 เสื้อผ้าก็แค่ ๓ ชุดก็พอ ชุดหนึ่งเปลี่ยน ชุดหนึ่งไว้ซัก

อีกชุดหนึ่งไว้สำรอง เผื่อชุดที่ซักมันไม่แห้ง

มันก็จะได้มีชุดอีกชุดมาเปลี่ยน ๓ ชุดนี้ก็พอแล้ว

สำหรับเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยก็ไปหาที่ไม่มีใครมาวุ่นวาย

อยู่คนเดียวไปเช่าห้องพักก็ได้ หอพักก็ได้

หรือไปอยู่วัดที่ไหนได้ก็ไป ไปขอวัดอยู่ก็ได้ แล้วก็ไปเจริญสติ

ถ้าเราไม่มีการงานที่จะต้องคิดจะต้องทำนี้

เราก็จะสามารถควบคุมบังคับความคิดของเราให้อยู่กับสติได้

 ให้อยู่กับพุทโธได้ ให้อยู่กับร่างกายได้

พอมีสติอย่างต่อเนื่องแล้ว พอมานั่งสมาธิก็สงบง่าย

 ๕ นาที ๑๐ นาทีใจก็นิ่งแล้ว

พอใจนิ่งใจสงบก็มีอุเบกขามีความสุข

มีความอิ่ม ไม่หิวกับอารมณ์ต่างๆ ออกมาก็สู้กับความอยากได้

 พอหมดกำลังก็กลับเข้าไปเติมกำลังใหม่

เราไม่ใช่ทำสมาธิหนเดียวแล้วไม่ทำเลย

 ทำสมาธิแล้วก็ออกมาใช้ปัญญาต่อสู้กับตัณหาความอยาก

พอกำลังหมดสู้ตัณหาไม่ได้ ชักอยากจะไปนู้นมานี่

อยากจะดูนั่นดูนี่ ก็กลับเข้าไปในสมาธิใหม่

พอจิตสงบก็ไม่อยากจะไปไหนอีก

พออยากก็กลับเข้าไปในสมาธิใหม่

ถ้าใช้ปัญญาสอนใจไม่ให้อยากไม่ได้ก็ใช้สมาธิ

เพราะหมดกำลัง ปัญญานี้คอยเตือนว่าอย่าทำตามความอยาก

 เพราะทำแล้วมันจะไม่จบ มันจะมีเรื่องอื่นมาให้อยากต่ออยู่เรื่อยๆ

ถ้าอยากจะจบต้องฝืนความอยากในทุกรูปแบบ

 อย่าทำตามความอยาก ถ้าสู้ไม่ไหวก็กลับเข้าไปในสมาธิก่อน

 แสดงว่ากำลังหมด อุเบกขาหมด

พอได้อุเบกขากลับมาแล้วก็ใช้ปัญญาสอนใจไปเรื่อยๆ

ต่อไป พิจารณาถึงความทุกข์ที่จะตามมา

 จากการไปทำตามความอยากต่างๆ

 ต่อไปมันก็จะเลิกความอยากได้ มันก็จะถอดถอนอุปาทาน

ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆได้

 ตอนต้นก็ถอดถอนของภายนอกร่างกายไปก่อน

 ก็คือถอดถอนลาภยศสรรเสริญ

ถอดถอนความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

แล้วก็มาถอดถอนขันธ์ ๕ ถอดถอนความยึดมั่นถือมั่น

 ในรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาน แล้วก็มาถอดถอนความยึดมั่น

 ในความสวยงามของร่างกาย เพื่อจะได้ถอดถอนกามารมณ์

 ให้ออกไปจากร่างกายจากใจ แล้วพอหมดเรื่องของร่างกาย

ก็เข้าไปถอดถอนอัตตาตัวตนที่ยังฝังลึกอยู่ในจิตอีกทีหนึ่ง

 ถอดถอนอวิชชาความหลง

ที่สร้างความรู้สึกว่า มีตัวมีตนอยู่ในจิตนี้ออกไปให้หมด

นี่คือการปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คือสัพเพ ธัมมา อนัตตา

ไม่มีอะไรเป็นของเรานอกจากใจดวงเดียว ใจที่เป็นใหญ่

ใจที่เป็นประธาน ใจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของเรา

รักษาตัวนี้ไว้ตัวเดียว วิธีที่จะรักษาตัวนี้ไว้ก็คือ

ต้องปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง

ถ้าไม่ปล่อยแล้วใจตัวนี้ก็จะทุกข์ขึ้นมาทันที

เวลาที่จะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เราไปยึดไปติดไปอยาก

นี่คือเนื้อหาสาระของธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า ๒ ข้อ

ที่ได้ยกขึ้นมาแสดง คือใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน

ใจเป็นตัวเราเป็นของเรา ที่เราจะต้องดูแลรักษา

และสัพเพ ธัมมา อนัตตา คือของทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากใจนี้

ไม่ใช่เป็นของเรา ไม่ใช่เป็นตัวเรา อย่าไปดูแลรักษา

 อย่าไปยึดอย่าไปติด อย่าไปอยากให้เขาอยู่กับเราไปตลอด

 เพราะมันเป็นไปไม่ได้ มันมีแต่จะสร้างความทุกข์ให้กับเราไปตลอด

 ตายไปแล้วก็กลับมาหามันใหม่ กลับมายึดมันใหม่

 นี่เรากลับมาหาของที่เป็น สัพเพ ธัมมา อนัตตานี้

มาไม่รู้กี่ล้านรอบแล้ว รอบนี้หมดไป เดี๋ยวก็กลับมาหาใหม่

 กลับมาเกิดใหม่ กลับมายึดมาติดใหม่

 แล้วก็กลับมาทุกข์มาเศร้าโศกเสียใจ ร้องห่มร้องไห้ใหม่

 แล้วก็แยกกันไปแล้วก็กลับมาใหม่อย่างนี้ อยู่เรื่อยๆไม่มีวันสิ้นสุด

 จนกว่าเราจะสามารถปล่อยวางทุกอย่างได้

 สัพเพ ธัมมา อนัตตา ปล่อยวางสัพเพ ธัมมา อนัตตาได้

รักษาใจตัวเดียวนี้ไว้ให้ได้ ด้วยการเจริญสติ

ด้วยการเจริญอุเบกขา เจริญสมาธิเพื่อให้เกิดอุเบกขาขึ้นมา

 แล้วก็เจริญปัญญา เอาปัญญามาคอยเตือนสอนใจว่าอย่าไปอยาก

 เพราะความอยากนี้เป็นต้นเหตุของความทุกข์ใจ

เป็นตัวที่มาทำลายใจ ทำให้ใจของเราไม่มีความสุข

 ทำให้ใจเราหิวเราอยาก ทั้งๆที่ใจเราไม่ต้องกินอะไร

ไม่ต้องมีอะไร แต่ความอยากมันจะทำให้รู้สึกว่าเราขาดอะไร

 เราต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เวลาได้มาแล้ว

มันก็ไม่ได้ทำให้ใจอิ่มแต่อย่างใด สิ่งที่จะทำให้ใจอิ่มก็คือสติ

 สตินี้จะทำให้ใจเข้าสู่ความสงบเข้าสู่สมาธิเข้าสู่อุเบกขา

พอได้อุเบกขาแล้วก็จะได้ความอิ่มความพอ

ดังนั้นหน้าที่ของพวกเรา ก็คือต้องเจริญสติให้มาก

นั่งสมาธิให้มาก ทำจิตให้รวมให้ได้ภายใน ๕ นาที ๑๐ นาที

ถ้ารวมได้แล้วทีนี้ก็จะมีเครื่องมือ มียาชามียาสลบ

ที่จะช่วยในการถอดถอนสิ่งต่างๆที่เรารัก

สิ่งต่างๆที่เราหลงคิดว่าเป็นตัวเราของเราได้

ถ้าเราไม่มีอุเบกขานี้ เราจะไม่กล้าถอดถอน ไม่กล้าละ

ไม่กล้าปล่อยสิ่งต่างๆ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................................

กัณฑ์ที่ ๔๗๕ ธรรมะบนเขา

 วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๗

“คำสอนที่ลึกซึ้งมาก”










ขอบคุณที่มา fb, พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2559 10:39:46 น.
Counter : 403 Pageviews.

0 comment
### สติเป็นเหตุ ###
















“สติเป็นเหตุ”

การปฏิบัติของเราจึงต้องมาเริ่มต้นที่การเจริญสตินี้

 เพราะการเจริญสตินี้จะเป็นเหตุ ที่จะทำให้ใจเป็นสมาธิ

เป็นอุเบกขาได้ ถ้าไม่มีสติแล้วก็จะไม่มีสมาธิไม่มีอุเบกขา

 เพราะสตินี้จะเป็นผู้ที่จะดึงใจให้เข้าสู่ความสงบ

 ให้เข้าสู่การยุติของการปรุงแต่ง

ถ้ามีการปรุงแต่งมันก็จะมีความอยากตามมา

 ถ้าไม่มีการปรุงแต่ง ความอยากมันก็จะไม่มี

พอไม่มีความอยากใจก็จะเป็นอุเบกขาได้

ดังนั้นถ้าเรายังไม่มีอุเบกขาไม่มีสมาธิ อย่าไปฟังคนอื่น

ที่บอกว่าไม่ต้องเจริญสมาธิ ถ้าไปเชื่อเขาก็หลงทาง

 แทนที่จะไปนิพพานก็จะไปสู่การเวียนว่ายตายเกิดต่อไป

เพราะจะไม่สามารถที่จะหยุดตัณหาความอยากได้

ไม่สามารถถอดถอนอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆได้

 แล้วก็จะต้องทุกข์กับการสูญเสีย

กับการพลัดพรากจากสิ่งต่างๆไป

ดังนั้นเราต้องมาสร้างสติกันให้ได้ก่อน

เพราะถ้าไม่มีสติเวลานั่งสมาธิ ใจก็จะไม่สงบ

 ใจก็จะคิดปรุงแต่งไปเรื่อยๆ ถ้ามีความคิดปรุงแต่งไปเรื่อยๆ

ความสงบก็จะไม่เกิดขึ้น

 ความสงบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความคิดปรุงแต่งได้ถูกระงับไป

 ถึงแม้ว่าจะเป็นการระงับชั่วคราวก็ตาม

แต่ก็พอกับประโยชน์ที่เราต้องการ คือเราต้องการอุเบกขา

ที่เกิดจากการระงับความคิดปรุงแต่ง

 ความคิดปรุงแต่งนี้เราไม่สามารถจะระงับมันได้อย่างถาวร

 พอเราออกจากสมาธิมา ความคิดปรุงแต่งมันก็กลับมาใหม่

แต่ถ้าเรามีอุเบกขาแล้ว มันจะคิดไปในทางไหน

ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะมันจะไม่ทำให้ใจของเราวุ่นวาย

เหมือนกับตอนที่เราไม่มีอุเบกขา

เวลาเราไม่มีอุเบกขาคิดไปทางนู้นก็ทุกข์ คิดมาทางนี้ก็ทุกข์

 แต่ถ้ามีอุเบกขาแล้วคิดไปทางไหนก็เฉยไม่เดือดร้อน

ดังนั้นเราต้องพยายามเจริญสติกันให้ได้

วิธีเจริญสติในตำรา ท่านก็แสดงไว้ถึง ๔๐ วิธีด้วยกัน

 ที่เรียกว่ากรรมฐาน ๔๐ ลองไปศึกษาดูลองเลือกใช้ดู

 ไปเปิดเมนูดูเหมือนกับเมนูอาหาร

เวลาไปร้านอาหารนี้ต้องไปเปิดเมนูดูก่อน

อยากจะกินอาหารชนิดไหน กรรมฐาน ๔๐ นี้ก็เป็นเหมือนเมนู

 เพราะว่าจริตของคนแต่ละคนนี้ไม่เหมือนกัน

ท่านแบ่งไว้อยู่ ๖ จริตด้วยกัน มีพุทธิจริต มีโมหจริต โทสะจริต

 ราคจริต วิตกจริต แล้วก็ศรัทธาจริต

จริตของแต่ละคนนี้ก็จะชอบกรรมฐานชนิดต่างๆไม่เหมือนกัน

 เช่น ศรัทธาจริตก็จะชอบพวกอนุสสติ เช่นพุทธานุสติ

 ธัมมานุสติ สังฆานุสติ พวกที่เป็นพุทธิจริตก็ชอบของจริง

เช่นอสุภะ มรณานุสติ ชอบดูของจริง

เหมือนคนที่ชอบดูหนังตลกบ้าง

บางคนก็ชอบดูหนังเศร้าโศกบ้าง

 บางคนก็ชอบดูหนังตื่นเต้นบ้าง หนังผีอย่างนี้

 นี่ก็จริตของคนเหมือนกัน

ฉันใดเวลาเราดูกรรมฐานก็เหมือนดูหนังดีๆนี่เอง

 เราก็จะเลือกดูช่องที่เราชอบดูกัน

ถ้าเราเป็นพวกศรัทธาจริตเราก็จะชอบพุทธานุสติ

บริกรรมพุทโธๆ หรือจะเจริญบทพุทธคุณก็ได้

อิติปิโส อรหังสัมมา ไป สวดไปใจก็จะเย็นก็จะสบาย

ใจก็จะไม่คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้

 แต่จริตของเราบางทีมันก็ไม่มีอย่างใดอย่างหนึ่ง

 มันเปลี่ยนได้ บางเวลาก็เป็นศรัทธาจริต

บางเวลาก็เป็นราคจริตขึ้นมาก็ได้

เช่นบางเวลาก็มีความใคร่มีราคะชอบเสพกาม

 เราก็ต้องใช้อสุภกรรมฐานมาระงับ

กรรมฐานนี้ก็เป็นเหมือนยาที่จะรักษาใจให้มันหายฟุ้งซ่าน

ถ้าเกิดโทสจริต ท่านก็ให้ใช้เมตตาภาวนา

พรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

อันนี้ก็อยู่ในกรรมฐาน ๔๐

 ซากศพ ๑๐ ประการนี้ ก็สำหรับคนที่ชอบของจริง

 พุทธิจริตอยากจะรู้ว่าอนาคตของร่างกายนี้จะเป็นอย่างไร

ท่านก็ให้ไปเยี่ยมป่าช้า ไปดูศพที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้า

ที่มีลักษณะต่างๆกัน ให้ศึกษาถึงความจริงของร่างกาย

ที่เรายึดติดอยู่นี้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร

 เพื่อเราจะได้ปล่อยวางมันได้นั่นเอง

เพื่อที่เราจะได้ทำใจให้เป็นอุเบกขาได้

ดังนั้นกรรมฐานนี้มีอยู่ทั้ง ๔๐ ชนิด

อนุสสตินี้ก็มีอยู่ ๑๐ ข้อด้วยกัน เช่นพุทธานุสติ ธัมมานุสติ

 สังฆานุสติ มรณานุสติ เทวานุสติ อานาปานสติ

 อันนี้อยู่ในกลุ่มของอนุสสติ อสุภะ ๑๐ นี้ หรืออาการ ๓๒

 ศึกษาดูให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่มีตัวตน ก็ให้ดูอาการ ๓๒ ไป

 พิจารณาอาการ ๓๒ แยกออกมาเป็นชิ้นๆเป็นส่วนๆ

แล้วก็จะเห็นว่าไม่มีชิ้นไหนที่ว่าเป็นตัวเป็นตนเลย

 มีแต่ผม มีแต่ขน มีแต่เล็บ มีแต่ฟัน มีแต่หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก

 มีเยื่อในกระดูก มีม้าม มีหัวใจ มีตับ มีผังผืด มีปอด มีลำไส้

ลำไส้น้อย ลำไส้ใหญ่ มีอาหารเก่า อาหารใหม่ อยู่ในลำไส้

อาหารที่กินมาวันนี้ก็เรียกว่าอาหารใหม่

อาหารที่กินไปแล้วเมื่อวันก่อนก็เป็นอาหารเก่า

แล้วในกระโหลกศีรษะ ก็มีเยื่อมีสมองอยู่ในกระโหลกศีรษะ

 แล้วในทั้งร่างกายนี้ก็มีน้ำชนิดต่างๆ น้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำดี

 น้ำเสลด น้ำอะไรต่างๆเต็มไปหมด

 ไม่มีตรงไหนที่บอกว่าเป็นของเราเป็นตัวเราเลย

ถ้าเราแยกแยะออกมาดูอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 ใจก็จะสงบเป็นอุเบกขา

แล้วก็จะเกิดปัญญา จะสามารถทำให้เราถอดถอน อุปาทาน

ความหลงความยึดติดในร่างกาย ว่าเป็นตัวเราของเราได้

กรรมฐาน ๔๐ นี้ บางชนิดก็เป็นอารมณ์ของสมถะเพียงอย่างเดียว

กรรมฐานบางชนิดก็เป็นอารมณ์ทั้งสมถะและวิปัสสนา

คือเป็นทั้งสมาธิเป็นทั้งปัญญา เช่นการพิจารณาอาการ ๓๒

พิจารณาซากศพ ๑๐ ชนิด พิจารณาความตาย

อันนี้จะเรียกว่าเป็นทั้งสมถะและเป็นทั้งวิปัสสนา

เพราะจะทำให้ใจสงบเป็นอุเบกขาได้ และถอดถอนอุปาทาน

ความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายได้ไปพร้อมๆกันเลย

อย่างนี้เขาเรียกว่าปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้าอยากจะใช้ปัญญาอบรมสมาธิมันต้องใช้แบบนี้

 ใช้ดูอาการ ๓๒ แยกแยะอาการต่างๆออกมาให้เห็นชัด

ว่าไม่มีตัวไม่มีตน หรือพิจารณาดูซากศพ ๑๐ ชนิดด้วยกัน

ว่าร่างกายนี้เมื่อตายไปแล้ว ในที่สุดจะเป็นอย่างไร

ในช่วงนี้ชาวจีนจะต้องไปเยี่ยมป่าช้ากัน

น่าจะให้เขาขุดเปิดให้ดูปู่ย่าตายายว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว

อยู่ขั้นไหนแล้ว ศพอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ มีศพ ๑๐ ลำดับด้วยกัน

ตายใหม่ตายเก่า กำลังพองกำลังขึ้นอืด หรือว่าเน่าเปื่อยผุไปแล้ว

อันนี้แหละเรียกว่าไปเยี่ยมป่าช้ากัน

ถ้าอยากจะไปเยี่ยมป่าช้าแบบได้ปัญญาได้ประโยชน์

ก็ต้องให้เขาเปิดหลุมศพ ให้ดูศพที่นอนอยู่ในนั้น

ไปถึงก็ไม่ได้เห็นอะไร เห็นแต่ดินเห็นแต่สิ่งที่เขาปลูกสร้าง

ทับโรงศพไว้ เห็นแต่ป้ายเห็นแต่ชื่อเท่านั้นเอง

ไม่ได้ประโยชน์อะไร ถ้าอยากจะได้ประโยชน์

ต้องบอกให้เขาช่วยเปิดป่าช้า ให้ดูหน่อย

มันจะได้เกิดปัญญาขึ้นมา มันจะได้ปลงได้

ละอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายนี้

ได้ว่าเป็นตัวเราของเรา

แล้วก็จะทำให้เห็นความจริง คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า

 สัพเพ ธัมมา อนัตตา ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย

มีใจเท่านั้นที่เป็นตัวเราเป็นของเรา ที่ไปกับเรา

หลังจากที่เราต้องเสียร่างกายนี้ไปแล้ว

แต่เราจะเอาอะไรไปกับใจเท่านั้น

จะเอาความสุขไป หรือจะเอาความทุกข์ไป

ถ้าเราไม่เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาสอนใจให้ปล่อยวาง

 เราก็จะไปแบบเอาความทุกข์ไป

เพราะเวลาไปนี้จะโกลาหลระส่ำระสาย ทั้งคนอยู่ทั้งคนจะไป

 ร้องห่มร้องไห้กันเป็นใหญ่เป็นโตไปหมด

ร้องอย่างไรมันก็ไม่สามารถที่จะไประงับยับยั้ง

ความแยกจากกันได้

แต่ถ้ามีธรรมะ คือมีสัพเพ ธัมมา อนัตตา มาสอนใจ

ก็จะแยกกันแบบสงบ แยกกันแบบสบายไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน

 แยกแบบไปแบบไม่ต้องกลับมาร้องห่มร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 ถ้ารู้ว่าทุกอย่างเป็น สัพเพ ธัมมา อนัตตา

ต่อไปก็จะไม่กลับมาอยากจะได้อะไร

 เพราะรู้ว่าไม่ได้เป็นของเรา ได้มาแล้วก็ต้องหมดไปอยู่ดี

อันนี้คือเรื่องของการสร้างอุเบกขาขึ้นมา

โดยใช้กรรมฐาน ๔๐ ชนิด

 ควรจะไปศึกษาหาดูเอาว่าวิธีไหนที่จะเป็นวิธีที่จะเหมาะกับเรา

การปฏิบัติมันก็อาจจะมีการเปลี่ยนบ้างก็ได้

 เช่นบางเวลาเราก็จะเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของร่างกายเราก็ได้

 เช่นคอยจดจ่ออยู่กับการทำงานของร่างกาย ไม่ว่ากำลังจะทำอะไร

 กำลังเดินกำลังยืน กำลังนอนกำลังนั่ง หรือกำลังรับประทานอาหาร

 กำลังอาบน้ำอาบท่า แต่งเนื้อแต่งตัว

ก็ให้ใจเฝ้าผูกติดอยู่กับการทำงานของร่างกาย

อย่าปล่อยให้ใจไปอยู่ที่อื่น เช่นบางทีเราทำอะไรอยู่

 แต่ใจเราไปถึงกรุงเทพฯแล้ว แต่ร่างกายเรายังอยู่ที่นี่อยู่

 บางทีนี่กำลังนั่งฟังเทศน์อยู่นี่ บางทีใจไปแล้ว

เดี๋ยวออกจากที่นี่จะไปไหนต่อ จะไปหม่ำที่ไหนกันดีต่อ

คิดไปแล้ว อย่างนี้เรียกว่าไม่มีสติแล้ว

ถ้ามีสติก็ต้องอยู่กับปัจจุบัน ตอนนี้กำลังฟังเทศน์ฟังธรรม

ก็ให้อยู่กับการฟังเทศน์ฟังธรรม

 แล้วก็จะได้รับประโยชน์จากการฟังธรรม

 เพราะจะได้รู้รับเรื่องราวต่างๆที่เข้ามาในหู

 ถ้าใจมัวไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

เรื่องที่ได้ยิน ธรรมที่ได้แสดงที่เข้ามาในหู

มันจะเข้ามาในใจไม่ได้ เพราะมันมีเรื่องอื่นคอยดันเอาไว้

 คอยกันไม่ให้เข้ามา มันก็เลยต้องเข้าหูซ้ายแล้วก็ออกหูขวาไป

ฟังมาตั้งนานก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ฟังไม่รู้เรื่อง

 แล้วก็มาบ่นว่าคนเทศน์นี้เทศน์อะไรไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่องเลย

 เพราะว่าตัวเองไม่ตั้งใจฟัง

ตัวเองมัวแต่คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่มีสติ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

กัณฑ์ที่ ๔๗๕ ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๗

“คำสอนที่ลึกซึ้งมาก”











ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2559 11:37:59 น.
Counter : 421 Pageviews.

0 comment
### ต้องฝึกปล่อยจากของข้างนอกจากของที่ง่ายก่อน ###
















“ต้องฝึกปล่อยจากข้างนอก

 จากของที่ง่ายก่อน”

สิ่งต่างๆที่เราปล่อยวางได้ค่อนข้างที่จะง่าย

 ก็คือของภายนอกของร่างกายเรา

 ของนอกกายนี้เราปล่อยง่ายกว่าของที่อยู่ในกายของเรา

เช่นอวัยวะต่างๆ หรือร่างกายนี้

เป็นของที่ปล่อยยากกว่าทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

เราจึงต้องฝึกปล่อยจากข้างนอก ปล่อยจากของที่ง่ายก่อน

ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอน ให้เสียสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ

 ให้เสียสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต

 แล้วเมื่อถึงเวลาที่ต้องเสียชีวิต ก็ให้เสียชีวิตไปเพื่อรักษาใจ

 เพื่อจะรักษาธรรมที่จะคุ้มครองใจ ไม่ให้ทุกข์กับการสูญเสียชีวิตไป

 ดังนั้นท่านจึงทรงสอนให้เรามาปล่อยวาง

มาเสียสละสิ่งที่อยู่ภายนอกของร่างกายไปก่อน

คือทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ

ความสุขความสะดวกความสบาย ทางตาหูจมูกลิ้นกาย

อย่าไปยึดอย่าไปติด เพราะเป็นเหมือนกับติดยาเสพติดนั่นเอง

การที่เราจะปล่อยได้ เราก็ต้องพิจารณาด้วยปัญญา

ว่าเป็นของไม่ถาวร เป็นของชั่วคราว ไม่ใช่เป็นของเรา

 เป็นดินน้ำลมไฟ ของทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนทำมาจากธาตุทั้ง ๔

คือดินน้ำลมไฟทั้งนั้น แล้วก็ไม่ถาวร

มีการรวมตัวแล้ว ก็ต้องมีการแยกตัวกันไป

 ก็ต้องมีการแยกสลายกันไป ไม่อยู่เหมือนเดิมตลอดเวลา

 เวลาที่เขาต้องแยกทางกันไป

 ก็เป็นเวลาที่จะทำให้เรามีความเสียอกเสียใจ

 เพราะความอยากของเรา ที่อยากจะให้ของต่างๆที่เป็นของเรานี้

 อยู่กับเราไปเรื่อยๆ อยู่แบบไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

เคยดีอย่างไรก็อยากจะให้ดีอย่างนั้นไปเรื่อยๆ

 แต่ไม่มีของอะไรในโลกนี้ที่จะดีไปเรื่อยๆ

 ของที่ได้มาใหม่ๆก็ดี แต่พอใช้ไปหรือปล่อยทิ้งไว้

เวลาก็จะทำให้มันเสื่อมคุณภาพไป

ของที่ดีก็กลายเป็นของไม่ดีไป

ได้กลายเป็นของเสียไปได้ นี่ก็คือการสอนใจ

ให้เห็นความจริงของสิ่งต่างๆ ที่เราไปหลงไปยึดติดอยู่

 ถ้าเรายังไม่สามารถที่จะปล่อยได้ เราก็ต้องมาฝึกสมาธิกัน

 มาฉีดยาสลบหรือมาฉีดยาชา เพื่อให้ใจของเราไม่รู้สึกสะเทือนใจ

 เวลาที่เราจะต้องสูญเสีย สิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราชอบ

สิ่งที่เราหวงไป เช่นทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง บุคคลต่างๆ

ถ้าเราไม่มีสมาธิ เวลาที่เราสูญเสียสิ่งต่างๆไป

 เราจะมีความเศร้าโศกเสียใจ

 แต่ถ้าเราทำสมาธิได้ ทำใจให้เป็นอุเบกขาได้ เราจะรู้สึกเฉยๆ

 นี่คือเครื่องมือที่เราต้องสร้างขึ้นมาให้ได้

ถ้าเราอยากจะถอดถอนอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น

ในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราคิดว่าเป็นตัวเราเป็นของเรา

 เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องทุกข์กับเขา

ในเวลาที่เขากับเราต้องแยกทางกันไป

และในเวลาที่เราอยู่ด้วยกันกับเขา เราก็ไม่ต้องมาวิตกกังวล

 เพราะวิตกกังวลอย่างไร ก็ต้องแยกทางกันอยู่ดี

 เพราะว่ามันเป็นสัจธรรมความจริงของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้

 เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่จะต้องมีการเสื่อมมีการสูญหมดไป

มีการพลัดพรากจากกันไป แล้วก็เป็นอนัตตา

ก็คือ ไม่มีใครมายับยั้งความจริงอันนี้ได้

ถ้าเรามีอุเบกขาภายในใจของเรา เราก็จะไม่เดือดร้อน

 เพราะเวลาเรามีอุเบกขานี้

เราจะไม่มีความรักไม่มีความชังกับสิ่งต่างๆ

เวลาที่เราต้องเสียสิ่งที่เรารักเราก็จะเฉยๆ

 เวลาที่เราต้องพบกับสิ่งที่เราไม่ชอบเราก็จะเฉยๆ

นี่คือเครื่องมือที่เราจำเป็นจะต้องสร้างขึ้นมา

การปฏิบัติถ้าไม่มีสมาธิ อย่าไปหวังว่าจะได้ผลเลย

เหมือนกับการผ่าตัดโดยที่ไม่ดมยาคนไข้ก่อน

 หรือการถอนฟันโดยไม่ฉีดยาชาให้กับคนไข้ก่อน

จะไม่มีวันที่จะทำได้สำเร็จ

จะไม่สามารถผ่าตัดเอาเนื้องอกเนื้อร้ายออกจากร่างกายไปได้

 จะไม่สามารถถอนฟัน ที่ให้ความเจ็บปวดกับร่างกายได้

 เพราะคนไข้จะกลัวความเจ็บปวดที่เกิดจากการผ่าตัด

หรือจากการถอนฟันไป แต่ถ้ามียาฉีดให้ชาก็จะถอน

 คนไข้ก็จะไม่ต่อต้าน คนไข้ก็จะปล่อยให้หมอถอนฟันได้อย่างสบาย

 เช่นเดียวกับการผ่าตัด ถ้าคนไข้ถูกดมยาสลบแล้วก็จะไม่รู้เรื่อง

เวลาหมอเอามีดไปผ่าเนื้อก็จะไม่รู้สึกอะไร

หมอก็จะสามารถที่จะทำงานได้อย่างสบาย คนไข้ไม่ดิ้น

อันนี้ก็คือการถอดถอนอุปาทานกิเลสตัณหา

 ที่มีอยู่ภายในใจของเรา ก็เป็นเหมือนงานผ่าตัด

 หรือเป็นเหมือนกับการถอนฟันนี่เอง ถ้าเราไม่มียาสลบไม่มียาชา

 เราจะไม่สามารถทำการผ่าตัด หรือทำการถอดถอนอุปาทาน

กิเลสตัณหา ออกไปจากใจของเราได้

ดังนั้นไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ตาม ถ้าเขาบอกว่าสมาธิไม่สำคัญ

 ก็พูดได้เลยว่าเป็นคนพูดที่ไม่รู้เรื่อง

พระพุทธเจ้านี้ทรงสอนสมาธิในมรรค ๘

 สัมมาสมาธิ ในไตรสิกขาก็ทรงสอนสมาธิ ศีลสมาธิปัญญา

 ในภาวนาก็สอนสมถภาวนาวิปัสสนาภาวนา

ถ้าใครมาพูดว่าสมถภาวนาไม่สำคัญ สมาธิไม่สำคัญ

 ก็แสดงว่าเขาไม่ได้ปฏิบัติมา ถ้าเขาปฏิบัติมา เขาจะไม่พูดอย่างนี้

 เขาอาจจะไปแอบอ้างคิดว่า เวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม

ให้แก่ผู้ฟังธรรม แล้วผู้ฟังธรรมสามารถบรรลุ มรรคผลนิพพานได้

ในขณะที่ฟัง โดยที่เขาอ้างว่าเป็นปัญญาล้วนๆ อันนี้ก็ไม่ใช่อีกแหละ

เพราะคนที่ฟังนี้ต้องมีสมาธิก่อนถึงจะบรรลุได้

ถ้าคนไม่มีสมาธิ ฟังไปก็บรรลุไม่ได้

อย่างสมัยพระพุทธกาล คนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ฟัง

 ในกลุ่มแรกๆนี้ล้วนเป็นนักบวช ล้วนเป็นผู้ที่มีศีลมีสมาธิสมบูรณ์แล้ว

 ขาดเพียงปัญญาเท่านั้น พอทรงแสดงปัญญา

สอนให้เขาว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา

 มีใจเท่านั้นที่เป็นตัวเราเป็นของเรา

ถ้าเราอยากจะรักษาตัวเราของเราไม่ให้ทุกข์

 เราก็ต้องปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง พอเขาฟัง เขาก็ปล่อยได้

เพราะเขามีสมาธิ มียาชา พอพระพุทธเจ้าบอกว่าให้ถอนฟันออก

เขาก็ถอนได้ พอบอกว่าให้ผ่าเอาเนื้องอกออกไปเขาก็ผ่าได้

เพราะเขามียาชามียาสลบ

แต่พวกเรา หรือคนที่ไม่มีสมาธิอย่างพวกเรา

เราฟังธรรมกันมาไม่รู้กี่ปีแล้ว ฟังแล้วเราถอดถอนอุปาทาน

กิเลสตัณหาออกไปได้หรือไม่ เราถอนไม่ได้เพราะเรากลัวความทุกข์

ที่เกิดจากการถอน เพราะการถอนนี้เราจะต้องไปปฏิบัติธรรมกัน

ไปเจริญสติไปสร้างสมาธิกัน เราก็ไม่อยากไป

เพราะเราเห็นว่ามันเป็นความทุกข์ที่จะต้องไปอยู่วัด

ไปอยู่ที่ไม่มีรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆให้เราได้เสพ ให้เราได้มีความสุข

เรายังติดอยู่กับความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายอยู่

เราก็เลยไม่อยากจะไปกัน พอมีคนมาสอนว่าไม่ต้องไปก็ได้ บรรลุได้

 ให้ใช้ปัญญาเลย ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วก็พิจารณาตาม

 เหมือนกับในสมัยพระพุทธกาล ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วพิจารณาตาม

สัพเพ ธัมมา อนัตตา พอเห็นแล้วเข้าใจแล้วก็จะปล่อยได้

มันปล่อยไม่ได้ เพราะมันไม่มีกำลัง มันไม่มียาชา

ไม่กล้าถอดถอน เวลาถอดถอนนี้มันทุกข์ทรมาน

 เหมือนเวลาคนที่จะต้องเลิกดื่มสุรายาเมา

 คนที่จะต้องเลิกยาเสพติดนี้ ถ้ามีสมาธินี้เลิกได้อย่างง่ายดาย

 เพราะจะไม่รู้สึกเดือดร้อน ใจอยู่ในความสงบ ใจไม่ปรุงแต่ง

 ไม่ปรุงตัณหาความอยากที่จะเสพสุรา

ไม่ได้ปรุงแต่งตัณหาที่อยากจะเสพยาเสพติด

 พอไม่ได้เสพมันก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร มันก็รู้สึกเฉยๆ

แต่คนที่ไม่มีสมาธิไม่มีอุเบกขานี้ ใจคิดปรุงแต่ง

ถึงความอยากจะดื่มสุราอยู่ตลอดเวลา

เวลาที่เคยดื่มแล้วไม่ได้ดื่ม มันจะคิดแต่เรื่องดื่มสุรา

 เวลาที่เคยเสพยาเสพติดแล้วพอไม่ได้เสพ

 มันก็จะคิดอยู่แต่เรื่องเสพยาเสพติดอยู่ไปเรื่อยๆ

จนกว่ามันจะได้เสพมันถึงจะหยุด คิดไปในทางความอยากจะเสพ

 แต่ก็หยุดเพียงชั่วคราว

ไม่นานเดี๋ยวความอยากจะเสพก็โผล่ขึ้นมาใหม่

ดังนั้นคนจึงไม่สามารถเลิกสุรา หรือเลิกยาเสพติดกันได้

ยอมตายดีกว่า ทุกข์ทรมานอยู่กับการไม่ได้เสพยาเสพติด

แต่ถ้าได้มาฝึกสมาธิ ได้มาทำใจให้สงบเป็นอุเบกขาได้

ใจรวมเป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตารมณ์ สักแต่ว่ารู้ได้

เวลาออกจากสมาธิมานี้ จะมีอุเบกขา

ที่จะมาทำให้เราสามารถที่จะถอดถอนอุปาทานในสิ่งต่างๆได้

 ถ้าออกมาแล้ว ถอนไปได้ครึ่งทางแล้วหมดกำลัง

เราก็กลับเข้าไปในสมาธิใหม่ก่อน เหมือนกับหมอที่ฉีดยาชา

 พอยังถอนไม่เสร็จคนไข้เริ่มรู้สึกเจ็บ หมอก็ฉีดยาชาเพิ่มเข้าไป

 แล้วค่อยทำการถอนต่อไป

หรือการดมยาสลบในการผ่าตัดก็แบบเดียวกัน

เวลาที่ฤทธิ์ของยาสลบหมดกำลังลง คนไข้เริ่มรู้สึกตัวเริ่มดิ้น

 ตอนนั้นหมอก็ต้องดมยาใหม่ เพิ่มยาสลบขึ้นไปใหม่

ให้คนไข้สลบให้นิ่งเฉยๆ

การถอดถอนก็เหมือนกัน หลังจากออกจากสมาธิมาแล้ว

ก็เหมือนกับคนไข้ได้รับยาชาได้รับยาสลบ

เราก็สามารถที่จะต่อต้านต่อสู้กับความอยากในสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้

พอใจของเราอ่อนกำลังลง เริ่มจะแพ้ความอยาก

 เราก็ต้องกลับเข้าไปในสมาธิใหม่ ไปเพิ่มอุเบกขาใหม่

เพราะอุเบกขาเก่าที่เราได้มานี้ มันอ่อนกำลังลงไป

 นี่คือการปฏิบัติในการถอดถอนอุปาทานกิเลสตัณหาต่างๆ

จำเป็นจะต้องมีการฉีดยาชาดมยาสลบอย่างต่อเนื่อง

เวลาใดที่ใจเริ่มหมดกำลังอุเบกขา

เวลานั้นก็เป็นเวลาที่จะต้องกลับเข้าไปในสมาธิใหม่

พอได้อุเบกขาแล้ว ก็ออกมาถอดถอนต่อ

 มารับรู้รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

พอเห็นสิ่งที่เคยอยากดื่มก็หยุดได้ถ้ามีอุเบกขา

 เพราะเราจะใช้ปัญญาบอกว่า ถ้าไปทำตามความอยาก

 ความอยากนี้ก็จะมีอายุยาวขึ้นไป

ถ้าเราฝืนความอยาก ไม่ทำตามความอยากได้

ความอยากนี้ก็จะอ่อนกำลังลงไป

อุปาทานที่มีความยึดติดอยู่กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ ก็จะอ่อนกำลังลงไป

แล้วต่อไปมันก็จะหมดกำลังไป

ถ้ายังถอนไม่หมด ก็กลับเข้าไปในสมาธิใหม่

ไปเติมพลังใหม่เติมอุเบกขาใหม่

แล้วพอออกมาเจอสิ่งที่เรารักเราชอบ

เช่นเราชอบดื่มสุรา ชอบเสพยาเสพติด หรือชอบดื่มกาแฟ

 หรือชอบดูภาพยนตร์หรือดูละคร หรือว่าอะไรก็ตาม

 พอเรามีอุเบกขาออกมา มันจะรู้สึกเฉยๆ

แล้วเราก็คอยสอนใจว่าอยากทำตามความอยาก

ถ้าเราเห็นว่าเราสู้ไม่ไหว เราก็กลับเข้าไปในสมาธิใหม่ก่อน

 แล้วออกมาใหม่ แล้วก็สอนใจไปเรื่อยๆ ซ้ำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ถ้าเราไม่ได้ไปทำตามความอยาก

ต่อไปความอยากมันก็จะหมดกำลังไปเอง

นี่แหละคือวิธีที่เราจะสามารถถอดถอนอุปาทาน

ความยึดติดในสิ่งต่างๆ ที่เป็นสัพเพ ธัมมา อนัตตาได้หมด

ที่เราจะได้รักษาใจของเราที่เป็นสมบัติอันล้ำค่า

ไม่ให้ต้องทุกข์กับทุกสิ่งทุกอย่าง อันนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องปฏิบัติกัน

 ถ้าเราฟังธรรมแล้วเราตัดได้ปล่อยวางได้

ก็แสดงว่าเรามีอุเบกขาอยู่ภายในใจ เราไม่เดือดร้อน

 มีอะไรเราสละได้ตัดได้ สละทรัพย์ได้ สละอวัยวะได้ สละชีวิตได้

 ถ้าเรายังทำไม่ได้ก็แสดงว่า เรายังไม่มีอุเบกขาพอ

สละได้ก็เพียงแต่เล็กๆน้อยๆ แต่ไม่ถึงกับสละได้อย่างเต็มที่

ก็แสดงว่าเรามีอุเบกขาเพียงเล็กน้อย

 ก็ดีกว่าคนบางคนที่สละไม่ได้เลย

 คนบางคนนี้ไม่ยอมทำทานเลย มีความตระหนี่

มีความหวงในทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองของตน

ทั้งๆที่รู้ว่าตายไปก็เอาไปไม่ได้ แต่ความยึดมั่นถือมั่น

ในทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองนี้ มันมีกำลังมาก

จนทำให้ไม่สามารถ ที่จะเสียสละทำบุญทำทานได้เลย

ดังนั้นขอให้พวกเราจงมองเข้าไปที่อุเบกขา ว่าเรามีกันมากหรือน้อย

ถ้าเรายังปล่อยได้น้อย ก็แสดงว่าเรายังมีอุเบกขาน้อย

ถ้าเราปล่อยได้มากก็แสดงว่าเรามีอุเบกขามาก

ปัญญานี้เรามีกันมากพอแล้ว

เพราะว่าเราฟังเทศน์ฟังธรรมกันมาจนหูฉีกแล้ว

 เรารู้แล้วว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้เป็นอะไรกัน

แต่พอถึงเวลาที่จะปฏิบัติกับมันจริงๆ

เราทำไม่ได้ เลิกไม่ได้ ละไม่ได้

 ก็เพราะว่าเราขาดอุเบกขา สมัยนี้กับสมัยก่อนต่างกัน

กลับตาลปัตรกัน สมัยก่อนเขาขาดปัญญากัน

พวกนักบวชทั้งหลาย พระปัญจวัคคีย์ พวกนักบวชในลัทธิต่างๆ

 เขามีอุเบกขากันแต่เขาไม่มีปัญญา

เขาไม่รู้ว่าความอยากนี้ เป็นตัวที่ทำให้เขายึดติดอยู่กับสิ่งต่างๆ

 ถ้าเขาอยากจะหลุดพ้นอยากจะหลุดจากการยึดติดกับสิ่งต่างๆ

ที่สร้างความทุกข์ให้กับเขา เขาก็ต้องหยุดความอยาก

ก็มีพระพุทธเจ้านี้เป็นพระองค์แรกที่ได้ตรัสรู้

รู้ว่าการที่เราจะถอดถอนอุปาทาน ที่เรายึดติดกับสิ่งต่างๆ

ที่ไม่ใช่เป็นของเรานี้ ที่จะต้องจากเราไปนี้

เราต้องถอดถอนด้วยการยุติความอยาก อย่าไปอยากได้สิงนั้นสิ่งนี้

แล้วต่อไปสิงนั้นสิ่งนี้ก็จะหมดความหมายไป

 สิงนั้นสิ่งนี้จะอยู่หรือจะไปนั้นก็จะไม่เป็นปัญหากับเราอีกต่อไป

แต่ตอนนี้มันยังเป็นปัญหา เพราะเรายังอยากให้เขา

เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้อยู่ พอเขาไม่อย่างนั้นเป็นอย่างนี้ขึ้นมา

ก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา เพราะเราไม่มีอุเบกขา

ที่จะปล่อยเขานั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


.........................................

กัณฑ์ที่ ๔๗๕ ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๗

“คำสอนที่ลึกซึ้งมาก”







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2559 10:32:55 น.
Counter : 363 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....