Group Blog
All Blog
### บุญของยายแฟง ###




















บุญของยายแฟง

.............

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) หรือ หลวงพ่อโต

เป็นผู้ที่มีเมตตาสูงมาก ใครขออะไรจากท่าน มักจะไม่ผิดหวัง

 แม้แต่กัณฑ์เทศน์ ท่านก็ให้ใครต่อใครได้อย่างง่ายดาย

ขณะเดียวกันท่านก็ไม่ค่อยถือตัวหรือติดในสมมติ

 ผู้คนจึงมองว่าท่านมีพฤติกรรมแปลกๆ ไม่เหมือนใคร

หาว่าท่านเป็น “พระบ้า” ก็มี

อย่างไรก็ตาม หากเป็นเรื่องความถูกต้องแล้ว

ท่านเข้มแข็งมั่นคงมาก ไม่ยอมโอนอ่อนเลย

แต่ก็มิใช่แข็งกระด้าง หากมีกุศโลบาย

สมัยที่ท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระเทพกวี

 ได้รับนิมนต์เข้าไปเทศน์ในจวน

ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วงบุนนาค)

 ซึ่งเป็นขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดในเวลานั้น

แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเกรงใจ

เมื่อท่านขึ้นธรรมาสน์ ให้ศีลเสร็จ ก็เริ่มแสดงพระธรรมเทศนา

 ระหว่างนั้นขุนนางที่รับใช้สมเด็จเจ้าพระยาฯ

รวมทั้งพวกที่มาจากหัวเมือง

พากันหมอบกับพื้นฟังธรรมกันเป็นแถว

ตรงข้ามกับสมเด็จเจ้าพระยาฯ กลับนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้

ไขว่ห้างรินน้ำชาฟังเทศน์

หลวงพ่อโตจึงเทศน์ว่า

“สัมมามัวรินกินน้ำชา มิจฉาหมอบก้มประนมมือ”

สมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้ยินก็โมโห ลุกเข้าเรือนไปทันที

ส่วนหลวงพ่อโตก็ลงจากธรรมาสน์กลับวัดระฆัง

 ว่ากันว่าสมเด็จเจ้าพระยาฯ ขุ่นเคืองท่านอยู่นาน

อีกคราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์เทศน์ฉลองวัดของยายแฟง

ยายแฟงผู้นี้เป็นแม่เล้าที่ร่ำรวยจากน้ำพักน้ำแรงของโสเภณี

เมื่อยายแฟงมีอายุมากขึ้น อยากทำบุญครั้งใหญ่

เพื่อลบรอยบาป จึงบริจาคเงินสร้างวัด

ตั้งชื่อว่าวัดใหม่ยายแฟง เมื่อสร้างวัดเสร็จยายแฟงดีใจมาก

ที่สามารถสร้างวัดได้อย่างเศรษฐี แม้มีอาชีพเป็นแม่เล้า

เมื่อหลวงพ่อโตขึ้นธรรมาสน์ ท่านได้เทศน์ให้ยายแฟงฟังต่อหน้าว่า

“ยายแฟงสร้างวัดครั้งนี้ ได้ผลอานิสงส์บกพร่อง

ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเงินที่สร้างวัด

เป็นเงินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของคนอื่น

ที่ไม่ชอบด้วยธรรมเนียม ถ้าเปรียบอานิสงส์นี้ด้วยเงินเหรียญบาท

ยายแฟงก็ได้ไม่เต็มบาท จะได้สักสลึงเฟื้องเท่านั้น

นี่ว่าอย่างเกรงใจกันนะ”

สลึงเฟื้องนั้นเป็นจำนวนเท่ากับ

ค่าตัวของหญิงโสเภณีในซ่องยายแฟง

 ใครฟังแล้วก็ชอบใจ หัวเราะกันใหญ่

แต่ยายแฟงไม่ขำ ด้วยมีแต่ความขุ่นเคืองใจ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยายแฟงก็เห็นจริง ตามที่ท่านว่า

จึงไม่โกรธเคืองท่านต่อไป

วัดใหม่ยายแฟงต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดคณิกาผล

 เป็นการยกย่องคณิกาอันเป็นที่มาของวัดนี้

ทุกวันนี้น้อยคนที่จะรู้ว่ายายแฟงเป็นคนสร้างวัดนี้

พระไพศาล วิสาโล













ขอบคุณที่มา fb. พระไพศาล วิสาโล
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 23 กันยายน 2558
Last Update : 23 กันยายน 2558 13:18:06 น.
Counter : 637 Pageviews.

0 comment
### การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับ ###






















เรื่องสวดกับเรื่องสอน

มันสำคัญอยู่ที่เรื่องสอน ไม่ใช่สำคัญที่เรื่องสวด

เรื่องสวดนี้ทำให้คนไม่รู้อะไร

 ไม่เข้าใจอะไรเลย เพราะว่าสวดภาษาที่เราฟังกันไม่รู้เรื่อง

 เช่นโยมไปฟังเพราะสวดมนต์นี่ ไม่รู้ว่าท่านสวดว่าอะไร

หรือไปฟังเพราะสวดศพก็ไม่รู้ว่าท่านสวดเรื่องอะไร

เราเพียงสักนั่งฟังไปตามประเพณี เป็นพิธีเท่านั้น นี่คือการสวด

แต่ว่าการสอนนั้นคือการพูดชี้แจง แสดงเหตุผล

ในเรื่องเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน

ให้คนที่มานั้นได้เกิดความรู้ความเข้าใจ

 ถ้ามีการสอนมากศาสนาก็แพร่หลาย แต่ถ้าสวดมากศาสนาคงเดิม

คือ ไม่ได้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ได้ทำตนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ

ในสมัยนี้ถ้ายังสวดกันอยู่มากๆ จะไปไม่รอด

 แต่ถ้าเราสอนกันให้มากจะดีขึ้น

อันนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน

ญาติโยมจะทำอะไรก็ควรจะมุ่งไปในการสอน

 ในการเผยแผ่ธรรมะอย่ามุ่งเอาแต่เรื่องการสวดกันท่าเดียว

 เพราะว่ามันจะกลายเป็นพิธีรีตองไปหมด ไม่ใช่เนื้อแท้ของธรรมะ

 หรือไม่ใช่เนื้อแท้ของพระศาสนา ที่เราทั้งหลายควรจะเข้าถึงกัน

สมมุติว่าเราจะนิมนต์พระไปที่บ้าน เรานัดญาตินัดโยมมาประชุมกัน

เช่นในครอบครัวเรา วันไหนเรานึกขึ้นได้ถึงพ่อแม่ ปู่ ตา ย่า ยาย

 อยากจะทำบุญอุทิศให้ท่านเสียหน่อย

เราก็นัดญาติทุกคนมาประชุมพร้อมกัน

เมื่อประชุมพร้อมกันแล้วเราก็นิมนต์พระ

ไปแสดงธรรม ให้คนที่มาประชุมกันฟัง

ปรารภเหตุถึงการสิ้นบุญของพ่อแม่

คนที่มาทุกคนก็จะได้ลืมหูลืมตาเพราะได้ฟังธรรมะ

ได้เกิดความรู้ความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า

แล้วก็จะได้เตือนให้สำนึกว่า เราทุกคนเป็นสมาชิกของตระกูลนี้

 ของครอบครัวนี้ พ่อแม่ปู่ตาย่ายายท่านตายไปแล้ว

 ท่านได้ทำอะไรๆ ไว้ให้พวกเราทั้งหลาย

ได้กินอยู่อาศัย สะดวกสบายอยู่

เราก็ควรจะสำนึกถึงคุณของคนเหล่านั้น

 แล้วควรจะสำนึกถึงความงามความดี

 ที่บรรพบุรุษของเราเคยกระทำมา

ให้เดินตามทางที่บรรพบุรุษเคยเดิน

ถ้าเรานิมนต์พระไปทำอย่างนั้น

ทุกคนก็จะได้รับความสำนึกในหน้าที่ ในการงาน

อันตนจะพึงปฏิบัติต่อสิ่งที่ตนเป็นหน้าที่ของตน อันนี้มันก็ดีขึ้น

แต่ถ้าเรานิมนต์พระไปสวดมนต์ บังสุกุล

ฉันเสร็จแล้วท่านก็กลับวัด อาตมามองๆดูแล้ว

ไม่ค่อยจะได้อะไรเท่าไหร่ แต่ได้ความอิ่มใจนิดหน่อย

ปัญญานันทภิกขุ













ขอบคุณที่มา fb. หอจดหมายเหตุ พุทธทาส อินทปัญโญ









Create Date : 22 กันยายน 2558
Last Update : 22 กันยายน 2558 21:01:37 น.
Counter : 1488 Pageviews.

0 comment
### ลูกน้องหลวงพ่อคง ###

















เรื่องเล่าเช้าวันพระ:

ลูกน้องของหลวงพ่อคง

พระไพศาล วิสาโล เขียนเล่าเรื่อง

 

เมื่อร้อยปีที่แล้วฉะเชิงเทราทั้งจังหวัดเต็มไปด้วยป่ารกทึบ

 มีสัตว์ใหญ่มากมาย รวมทั้งช้างและเสือ

แน่นอนย่อมเต็มไปด้วยภยันอันตราย

 แต่มีวัดเล็ก ๆ วัดหนึ่งในอำเภอสนามชัยเขต

ทั้ง ๆ ที่อยู่ในป่าลึก กระนั้นผู้คนมากมาย

ก็พากันดั้นด้นเข้าไปโดยไม่กลัวอันตรายใด ๆ

วัดนั้นคือ วัดซำป่างาม ส่วนเจ้าอาวาสคือ หลวงพ่อคง สุวัณณ

หลวงพ่อคง เป็นพระกรรมฐานที่ชอบความสงบสงัด

แต่ผู้คนทั่วทุกสารทิศรู้จักท่านในฐานะพระเกจิอาจารย์

ที่ปรีชาสามารถทั้งด้านด้านพุทธศาสน์และไสยเวท

 มีชื่อเสียงเลื่องลือด้านอิทธิปาฏิหาริย์และคาถาอาคม

 วัตถุมงคลของท่าน ไม่ว่าเหรียญ แหวน ตะกรุด ผ้ายันต์

ล้วนเป็นที่ต้องการของผู้คนตั้งแต่สมัยท่านยังมีชีวิตอยู่

และมีผู้ปรารถนาครอบครองและหวงแหนจวบจนทุกวันนี้

แต่ท่านยังมีคุณวิเศษอีกอย่างหนึ่ง

ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่กล่าวขานกันมากนัก

 โดยเฉพาะสมัยนี้ นั่นคือความเมตตากรุณา

เมื่อปี ๒๔๘๓ หรือ ๗๕ ปีก่อน

ณรงค์ เทวานฤมิตรกุลเป็นเด็กอายุ ๘ ขวบ

วันหนึ่งพ่อชวนไปร่วมงานทำบุญอายุครบ ๑๐๖ ปีของหลวงพ่อคง

 สมัยนั้นไม่มีรถ ต้องขี่ม้าเข้าไป จากพนมสารคามไปสนามชัยเขต

 ระยะทางแค่ ๔๐ กิโลเมตร แต่ต้องเดินทางเป็นวัน

เพราะเป็นป่าทึบ มีแต่ทางเส้นเล็ก ๆ ตัดผ่าน

ตอนออกจากบ้าน ณรงค์เล่าว่า

นอกจากข้าวของที่จะเอาไปทำบุญแล้ว

 พ่อยังเอาหอมหัวแดงพวงใหญ่ ๓-๔ พวงใส่ย่ามไปด้วย

 เด็กน้อยแปลกใจว่าเอาไปทำไม แถมยังเก็บไว้กับตัว

ราวกับของมีค่า แต่ก็ไม่ได้ถาม

เมื่อขี่ม้าไปได้ไม่นาน ก็เข้าสู่เขตป่าดงดิบ

 ต้นไม้แน่นขนัด แสงแดดส่องลงมาไม่ถึง มองขึ้นไปไม่เห็นฟ้า

 ตอนบ่ายแก่ ๆ จู่ ๆ ม้าซึ่งกำลังวิ่งอยู่ดี ๆ ก็หยุดชะงัก

ยกขาหน้า พร้อมกับส่งเสียงร้องตกใจ จนเด็กตกลงมาจากหลังม้า

 ส่วนม้าก็ล้มลงไปนอน ไม่ยอมลุก

พ่อรีบล้วงเอาหอมหัวแดงออกมาจากย่าม

 เรียกให้ลูกเอามือขยี้หอม แล้วป้ายที่จมูกม้า

 เพียงเท่านั้นม้าก็ตกใจ รีบลุกขึ้นยืน

ทั้งพ่อทั้งลูกก็กระโดดขึ้นม้าทันที

 พอขึ้นมาเรียบร้อย ม้าก็วิ่งอย่างรวดเร็วแบบไม่คิดชีวิตเอาเลย

เด็กน้อยสงสัย ถามพ่อว่าม้าเป็นอะไร

คำตอบคือ “เสือ” “ม้ามันได้กลิ่นเสือ มันเลยหมดแรง

นอนรอให้เสือมากิน” แล้วพ่ออธิบายต่อว่า

ที่เอาหอมแดงมาทุบแล้วป้ายจมูกเสือก็เพื่อดับกลิ่นเสือนั่นเอง

หอมหัวแดงยังทำให้ม้าแสบจมูก จึงวิ่งแบบไม่คิดชีวิต

พ่อยังเล่าให้เด็กน้อยฟังว่า หลังจากม้าลุกขึ้นแล้ว

เห็นเสือตัวหนึ่ง ใหญ่มาก อยู่ด้านหลัง

ห่างประมาณ ๒๐ เมตรเท่านั้นเอง

พอม้าวิ่งควบไปได้อีกชั่วโมงกว่า มันก็ทำท่าจะหยุด

พ่อต้องเอาหอมแดงป้ายจมูกม้าเพื่อให้ม้าวิ่งต่อ

ทำอย่างนี้ ๓-๔ ครั้ง ในที่สุดก็ถึงวัดซำป่างาม

หลังจากที่ชะลอม้าลง หลวงพ่อคงก็มาปรากฏตัวอยู่หน้าวัด

 ประโยคแรกที่หลวงพ่อคงทักคือ

“เป็นไง รู้ว่าจะมาเลยให้ลูกน้องไปรับ”

พ่อก้มลงกราบ แล้วบอกว่า

 “ลูกน้องหลวงพ่อทำเอาผมกับไอ้หนูเกือบแย่”

ลูกน้องหลวงพ่อก็คือเสือโคร่งนั่นเอง

 หลวงพ่อคงที่เด็กน้อยเห็นนั้น เดินเหินคล่องแคล่ว

ราวกับอายุ ๕๐-๖๐ ปี ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่าท่านอายุ ๑๐๖ ปี

คืนนั้นทั้งพ่อและลูกพักในโบสถ์ ซึ่งก่อสร้างด้วยซุงต้นใหญ่ ๆ

 เนื่องจากเป็นคืนเดือนหงายจึงมองเห็นรอบโบสถ์ได้ชัดเจน

 ตกดึกเด็กน้อยปวดฉี่ จึงลุกขึ้นมาจะเดินออกไปฉี่

แต่ทันทีที่มองออกไปทางหน้าต่างโบสถ์ ก็ชะงักและตกใจ

เพราะที่เห็นก็คือ เสือตัวใหญ่ ๗-๘ ตัว กำลังเดินไปมารอบโบสถ์

 เด็กน้อยหายปวดฉี่ ทันที รีบกลับไปนอนข้างพ่อ

 เงยหน้าทีไรก็เห็นเสือเดินไปเดินมาตลอดทั้งคืน รุ่งเช้าจึงหายไป

เรื่องราวข้างต้นดูเหลือเชื่อ แม้แต่ณรงค์ก็ยอมรับว่า

 “เล่าให้คนสมัยนี้ฟัง ก็มีแต่คนหาว่าโม้ แต่เรื่องนี้จริงที่สุด

๗๐ กว่าปีผ่านไปยังไม่เคยลืมเลย”

เรื่องนี้คงจะสูญหายไปตลอดกาลหากลูกชายของณรงค์

 คือปริญญา เทวานฤมิตรกุล ไม่ได้สอบถาม

และบันทึกเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้

เสือนั้นเป็นสัตว์ดุร้าย แต่ก็กลายเป็นสัตว์เชื่อง

 เมื่ออยู่ใกล้หลวงพ่อคง จนกลายเป็น “ลูกน้อง”ของท่าน

นั่นคงไม่ใช่เพราะคาถาอาคมของท่านเท่านั้น

หากยังเป็นเพราะเมตตาอันไม่มีประมาณของท่าน

ท่านจึงอยู่ท่ามกลางสิงสาราสัตว์น้อยใหญ่โดยไม่เป็นอันตราย

แถมบารมีของท่านยังปกแผ่ไปยังสานุศิษย์ทั้งหลาย

 จะว่าไปแล้วที่คนกับเสืออยู่ด้วยกันได้ฉันมิตร

เพราะต่างเป็นศิษย์ของหลวงพ่อคงนั่นเอง












ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตธรรมชาติที่พักใจ
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 20 กันยายน 2558
Last Update : 20 กันยายน 2558 10:30:45 น.
Counter : 591 Pageviews.

0 comment
### ใช้ธรรมะให้ถูกต้อง ###


















ใช้ธรรมะให้ถูกต้อง

“พุทธภาษิตที่ว่า “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม”
ความหมายที่แท้จริงก็คือ เมื่อมีปัญญาเข้าใจความจริง
ปัญญานั้นก็จะรักษาใจไม่ให้ทุกข์ ถึงแม้จะสูญเสีย
ทรัพย์สมบัติแต่ใจไม่ทุกข์ ถึงแม้ร่างกายเจ็บป่วย
แต่ใจไม่ทุกข์ นี้คืออานิสงส์สำคัญที่สุด
ของธรรมะที่เกิดจากการปฏิบัติในความหมาย
ที่สองคือ มีปัญญาจนเห็นความจริง”


พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

วัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ









Create Date : 19 กันยายน 2558
Last Update : 19 กันยายน 2558 11:30:32 น.
Counter : 614 Pageviews.

0 comment
### แม้ถูกด่าก็เห็นสัจธรรมได้ ###














 

แม้ถูกด่าก็เห็นสัจธรรมได้

 

..................



หลวงพ่อคำเขียนพูดว่า

“แม้กระทั่งความโกรธก็สอนธรรมให้เราได้

แสดงสัจธรรมให้เราเห็นได้”

 ท่านพูดถึงขั้นว่า “แม้ถูกด่าก็เห็นสัจธรรมได้”

เห็นสัจธรรมนี่เห็นได้หลายแง่ เบื้องต้นเลยก็คือเห็นโลกธรรม ๘

ได้แก่ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีสรรเสริญมีนินทา มีสุขมีทุกข์

เวลาถูกด่า สัจธรรมก็ปรากฏแก่เราแล้ว

นั่นคือ มีคนชมก็ต้องมีคนต่อว่า เราไม่ค่อยตระหนักเรื่องนี้เท่าไร

 ดังนั้นเวลาคนชมก็ปลื้ม ครั้นถูกคนด่าก็ไม่พอใจ

 แต่ที่จริงถ้าเราตั้งสติเวลาถูกด่า

คนที่ด่าเรา เขากำลังแสดงสัจธรรมให้เห็นว่า มีสรรเสริญก็มีนินทา

แต่ต้องตั้งสติให้ดี จึงจะเห็นว่าเขากำลังแสดงธรรมให้เราดู

หลวงพ่อทองรัตน์ กันตสีโล เป็นลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ของหลวงปู่มั่น

 ท่านมีนิสัยโผงผาง ดูจากภายนอกไม่ค่อยเรียบร้อย

 บางครั้งเวลาท่านบิณฑบาต ท่านก็จะเรียกให้โยมมาใส่บาตร

 โดยเฉพาะโยมที่ไม่ค่อยใส่บาตร แต่พอเขาถวายท่านก็ไม่ฉัน

เพราะรู้ว่ามันเป็นอาบัติ เพราะตามวินัยแล้ว

พระไม่สามารถขออาหารจากโยมได้ ถ้าได้มา ฉันก็เป็นอาบัติ

ท่านรู้แต่ท่านทำเช่นนั้นก็เพื่อสอนให้เขารู้จักใส่บาตร

แต่โยมบางคนไม่เข้าใจ

วันหนึ่งก็มีคนเขียนบัตรสนเท่ห์ลงไปในบาตร

ท่านเห็นก็รู้เลยว่ามันเป็นบัตรสนเท่ห์

พอท่านกลับถึงวัดก็พาดสังฆาฏิอย่างดี แล้วเรียกพระเณรมารวมกัน

 แล้วบอกว่า "เอ้าลูกอ่าน อมฤตธรรมนะนี่ เทวดาเขาใส่บาตรมา

 หาฟังยากนะ” ระหว่างที่เณรอ่าน ท่านก็พนมมือฟัง

ข้อความในบัตรสนเท่ห์มีว่า

“พระผีบ้า เป็นพระเป็นเจ้า ไม่สำรวม ไม่มีศีล ไม่มีวินัย

 ประจบสอพลอขอของจากชาวบ้าน

พระแบบนี้ถึงจะเหาะเหินเดินอากาศได้ก็ไม่นับถือเป็นพระ

ให้รีบออกจากวัดไป ถ้าไม่ไปจะเอาลูกตะกั่วมาฝาก”

ผู้เขียนคงปรารถนาดีต่อพุทธศาสนา อยากเห็นพระดี

 และพระดีที่เขาเข้าใจคือพระที่เรียบร้อย

พอเห็นหลวงพ่อทองรัตน์ขอข้าวชาวบ้าน ก็ไม่พอใจ

อยากขับไล่ออกไป แต่หลวงพ่อทองรัตน์ไม่โกรธเลย

 พอเณรอ่านจบก็บอกว่า "เอาเก็บไว้ใต้แท่นบูชาพระนะ

 โลกธรรมแปดมันเป็นอย่างนี้เอง แต่ก่อนได้ยินแต่ชื่อ

ว่า มีลาภ-เสื่อมลาภ มียศ-เสื่อมยศ มีสรรเสริญ-มีนินทา

 มีสุข-มีทุกข์ ของดีนะนี่ สาธุ

ได้ฟังแล้วแก่นธรรมเพิ่งมาถึงวันนี้เอง เก็บไว้ เก็บไว้”

หลวงพ่อทองรัตน์ถูกด่า แต่นอกจากท่านจะไม่ทุกข์ไม่โกรธแล้ว

ท่านยังเห็นว่าเป็นของดีที่จะมาสอนพระเณรได้

ได้โอกาสสอนพระเณรเลยว่า โลกธรรม ๘ เป็นอย่างนี้

 นี่เรียกว่าคำต่อว่าด่าทอสอนธรรมได้

ท่านถึงกับเรียกว่าอมฤตธรรมจากเทวดาเลย

ถ้าเราตั้งจิตแบบนี้บ้างก็ดีนะ เวลาใครมาต่อว่าด่าทอ

 ก็ให้ระลึกว่าเขากำลังแสดงธรรม เป็นอมฤตธรรมเสียด้วย

 ส่วนคนที่แสดงอมฤตธรรมให้เรา ต้องยกให้เป็นเทวดาเลยนะ

แต่ถ้าเราตามไม่ทัน ถูกเขาด่าแล้วโกรธ ตั้งสติสักหน่อย

แล้วลองพิจารณาดูว่า เราโกรธเพราะอะไร

 ก็อาจจะเห็นสัจธรรมที่ลึกลงไปอีกว่า

เราโกรธเพราะยึดมั่นหวงแหนในภาพลักษณ์หน้าตา นี่คืออุปาทาน

ถ้าเรามองเห็นว่าที่เราโกรธเพราะเรามีความยึดมั่นถือมั่น

ในหน้าตาภาพลักษณ์ ก็จะเห็นสัจธรรมอีกขั้นหนึ่ง

 แต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น พอถูกด่าก็โกรธแล้วก็ตวาดใส่เลย

 ตั้งใจจะทำให้เขาเจ็บ อย่างนี้เรียกว่าส่งจิตออกนอกเต็มที่

อย่างนี้ไม่เห็นสัจธรรมหรอกเพราะว่าเป็นผู้โกรธเสียแล้ว

เราสามารถเห็นสัจธรรมได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ

 ว่า ทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่น หรือเพราะกิเลสในใจ

 เมื่อถูกด่า แล้วความโกรธเกิดขึ้น

ถ้ามีสติทัน แทนที่จะเป็นผู้โกรธ ก็เห็นความโกรธ ใจก็จะไม่ทุกข์

 จากนั้นก็ลองสาวหาต่อไปว่าโกรธเพราะอะไร ทุกข์เพราะอะไร

ไม่ใช่เพราะเขาว่าเรา แต่เพราะเรายึดมั่นถือมั่นในตัวตนต่างหาก

รู้สึกว่าตัวกูถูกด่า รู้สึกเสียหน้าเสียภาพลักษณ์

 ถ้าเห็นอย่างนี้ก็เท่ากับว่ามันแสดงสัจธรรมให้เราเห็นแล้ว

อะไรเกิดขึ้นกับเราถ้าเรามองดี ๆ มองให้ถูก มองให้เป็น

มันสอนธรรมเราได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดต่อหน้าเรา

 หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเราก็ตาม

พระไพศาล วิสาโล


วัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ







Create Date : 16 กันยายน 2558
Last Update : 16 กันยายน 2558 10:00:43 น.
Counter : 573 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

Valentine's Month



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....