Group Blog
All Blog
### ผ้ากราบของสมเด็จฯ ###

















เรื่องเล่าเช้าวันพระ:

ผ้ากราบของสมเด็จ

พระไพศาล วิสาโล เขียนเล่าเรื่อง

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

เป็นพระสังฆราชองค์เดียวแห่งวัดบวรนิเวศวิหารที่เป็นสามัญชน

 ทรงเป็นชาวเมืองกาญจนบุรีโดยกำเนิด

 ครั้งทรงพระเยาว์มีชื่อว่าดช.เจริญ คชวัตร

หลังจากโยมบิดาถึงแก่กรรม ครอบครัวลำบากมาก

 โยมป้าจึงขอไปอุปการะเลี้ยงดูและส่งเสียจนเรียนจบประถม ๕

เด็กชายเจริญมีสุขภาพไม่ดีตั้งแต่เล็ก เจ็บไข้มาตลอด

 เคยป่วยหนัก จนญาติผู้ใหญ่ถึงกับบนว่า

ถ้าหายดีเป็นปกติ จะให้บวชแก้บน

ดังนั้นเมื่อเด็กชายเจริญหายเป็นปกติ จึงบรรพชาเป็นสามเณร

ท่านเป็นผู้ใฝ่ในการศึกษา จึงได้ไปเรียนที่สำนักวัดบวรนิเวศ

 และได้อุปสมบทที่นั่น

พระมหาเจริญมีความพากเพียรในการศึกษาพระปริยัติธรรม

สอบได้เปรียญ ๙ ประโยค ซึ่งเป็นประโยคสูงสุดเมื่ออายุ ๒๙ ปี

 ตลอดเวลาที่ครองเพศบรรพชิต

ท่านได้รับการสนับสนุนจากโยมแม่ คือโยมกิมน้อย เป็นอย่างยิ่ง

ตอนที่ท่านสอบได้เปรียญ ๗ ประโยค

 โยมแม่ได้ถวายผ้าอาสนะซึ่งเย็บกับมือ

 แต่ด้วยความเคารพนับถือโยมแม่มาก ท่านจึงมิได้ใช้นั่ง

 แต่ใช้เป็นผ้ากราบพระ

ดังนั้นนอกจากการบูชาคุณคุณพระรัตนตรัยแล้ว

ท่านยังได้กราบระลึกถึงโยมแม่

ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในชีวิตของท่าน

กระทั่งโยมมารดาเสียชีวิตแล้ว

ท่านก็ยังใช้เป็นผ้ากราบอยู่เสมอ

เหตุการณ์ผ่านพ้นไปหลายสิบปี

 พระมหาเจริญได้เจริญในสมณศักดิ์

จนได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

พระองค์ก็ยังทรงบำเพ็ญพระองค์ไม่ต่างจากเดิม

 คือเคร่งครัด เรียบง่าย และมัธยัสถ์

ยังทรงใช้กระบอกกรองน้ำแบบโบราณ

ออกจากวัดไม่สวมรองเท้า ฉันหนเดียวในบาตร

วันหนึ่งพระองค์เรียกพระอนิลมาน ศากยะ

ผู้ช่วยเลขานุการของพระองค์เข้าพบ

แล้วตรัสถามหาผ้าอาสนะผืนหนึ่งว่าหายไปไหน

ท่านอนิลมานจำได้ว่าเคยเห็น แต่คิดว่าเป็นเศษผ้าขี้ริ้ว

พระองค์ถึงกับกริ้ว ตรัสว่า

“ผ้านี้เป็นของสำคัญของที่นี่ เป็นผ้าที่โยมแม่ทำให้ ที่นี่

คิดถึงโยมแม่ก็ได้กราบผ้าผืนนี้เป็นประจำ”

คำว่า ‘ที่นี่’ เป็นสรรพนามที่ใช้แทนพระองค์เวลาตรัสกับผู้ใกล้ชิด

ท่านอนิลมานรีบกลับไปหาทันที แต่ไม่พบ

จึงไปรื้อถังขยะกลางของวัด แต่ก็ไม่พบอีก

ในที่สุดก็พบว่าผ้าผืนนั้นซุกอยู่ในกองเศษผ้า

ตรงซอกใต้ที่ประทับของพระองค์นั้นเอง










ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตธรรมชาติที่พักใจ
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ





Create Date : 10 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2558 10:48:49 น.
Counter : 577 Pageviews.

1 comment
### อยู่คนเดียวสบายกว่า ###
















“อยู่คนเดียวสบายกว่า”

พระพุทธเจ้านี้ฉลาดมีวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ปัญหามันเกิดจากตัวเรา

 เราก็ต้องแก้ในตัวเรานี่แหละ เราชอบไปมองในแง่ดี

ไม่ชอบมองด้านที่ไม่ดี มันก็เลยหลงติดกับสิ่งที่ดี

สิ่งที่ไม่ดีก็ไม่เอามาคิด เวลาคิดถึงสิ่งที่ดีต้องคิดถึงสิ่งที่ไม่ดี

 เช่นคิดว่าจะมีแฟนแล้วมีความสุข แล้วพออยู่ด้วยกันตบตีกัน

ดูซิว่ามันจะมีความสุขไหม บางคนนี้ถ่ายรูปมาให้ดูเลย

หน้าบูดหน้าเบี้ยวเขียวช้ำ จะไปฟ้องตำรวจอีก

ตำรวจก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เวลามีความสุขไม่เห็นไปฟ้องตำรวจ

 เวลาตีกันแล้วไปฟ้องตำรวจทำไม ไปยุ่งเขาเปล่าๆ

 ให้เขาทำงานอย่างอื่นดีกว่า เรามาแก้ปัญหาของเราดีกว่า

 อย่าให้ตำรวจเขามาแก้ปัญหาให้เรา เราโง่เอง

เวลาอยากได้อะไรเห็นดีไปหมดใช่ไหม ส่วนที่ไม่ดีไม่ยอมคิดเลย

 พอได้มาแล้วก็เสียใจ ถ้าคิดสักหน่อยแล้ว มันก็จะได้ไม่อยากได้

จะอยู่คนเดียวดีกว่าสบายกว่า อยู่คนเดียวก็เป็นเจ้านายตัวเอง

 อยู่กับคนอื่นเขาก็ต้องมาเป็นเจ้านายเราแล้ว

จะทำอะไรก็ต้องขออนุญาตเขาต้องบอกเขาแล้ว

จะทำคนเดียวไม่ได้แล้ว

 เวลาอยู่คนเดียวนี้จะทำอะไรไม่ต้องบอกใครนะ

 จะกินจะนอนจะเล่นจะเที่ยว จะทำอะไรที่ไหน

อยู่กับใครไปที่ไหนกับใครไม่ต้องไปบอกใคร

พอไปอยู่กับอีกคนหนึ่งนี้กลายเป็นทาสเขาไปแล้ว

จะไปไหนก็ต้องขออนุญาตต้องบอกแล้ว เขาไม่ให้ไปก็ไปไม่ได้

อยู่คนเดียวสบายกว่าเยอะเเยะกลับอยู่ไม่ได้ต้องไปอยู่ในกรง

 ลองมาฝึกทำใจให้สงบแล้วอยู่คนเดียวได้สบาย

ไม่สนใจใครจะดีจะชั่วก็เรื่องของเขา

เขาไม่สามารถทำให้เราดีเราชั่วได้หรอก

 ไม่มีใครทำให้เราสุขเราทุกข์ได้ นอกจากตัวเราเอง

ไปหลงคิดว่าเขาทำให้เราสุขได้ พอได้เขาก็สุขแล้ว

พอเขาเป็นอะไรไปก็กลายเป็นทุกข์ไป

 พยายามมาฝึกปฏิบัติธรรมกัน

 มาฝึกปฏิบัติธรรมก็ต้องตัดความสุขทางร่างกายไป

 ถือศีล ๘ ศีล ๘นี้เป็นวิธีตัดความสุขทางร่างกาย

ถ้าไม่ถือศีล ๘ เดี๋ยวมันก็ไปหาความสุขทางร่างกาย

 แทนที่จะมาเดินจงกรม มาเจริญสติมันก็ไม่เอา

 ทำได้แป๊บเดียวมันก็เบื่อแล้ว สู้ไปดูละครดีกว่า

ดูละครเป็นชั่วโมงก็ดูได้ พอให้พุทโธๆ ๑๐ นาทีก็เบื่อแล้ว

มันถึงไปไหนไม่ได้ ต้องมีความแน่วแน่ต้องมีความตั้งใจ

ว่าจะต้องทำอันนี้ให้ได้ ถ้ามีความแน่วแน่แล้วมันจะขยันทำ

ทำไปเรื่อยๆพุทโธไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ได้เอง เหมือนหัดขี่จักรยาน

 ขี่ใหม่ๆมันก็ล้ม แต่ถ้าพยายามหัดขี่ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ขี่ได้

ใหม่ๆพุทโธได้ ๒ - ๓ คำก็ล้ม พยายามพุทโธไปเรื่อยๆ

เดี๋ยวต่อไปมันก็ทำได้

ทำได้แล้วก็สบาย ใจก็เย็น แล้วจะอยากทำ พอได้ผลแล้วทีนี้จะติดใจ

จะอยากทำไปเรื่อยๆ ทำให้มากขึ้น ถ้าไม่ได้ผลมันก็ท้อแท้

ความท้อแท้มันก็ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น ต้องทบทวนตัวเรา

ว่าเราไม่ขยันทำพุทโธๆ เราไม่ขยันตั้งสติ ผลมันก็เลยไม่เกิด

พอผลไม่เกิดมันก็เกิดความท้อแท้เบื่อหน่ายขึ้นมา

 ต้องแก้ด้วยการพยายามเจริญสติไปเรื่อยๆ อย่าท้อ

 ท้อก็ได้แต่อย่าถอย อย่าเลิก ต้องยอมรับว่า

มันเป็นสิ่งที่ต้องเจอกันทุกคน แต่ถ้าไม่ท้อ ไม่ถอย ไม่เลิก

 เดี๋ยวมันก็ได้เอง ทำไปเรื่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ

 เดี๋ยวก็ถึงจุดหมายปลายทางเอง

 ถ้าหยุดเมื่อไรไม่เดินเมื่อไรมันก็ไปไม่ถึง

การปฏิบัติมันก็มีอยู่แค่จุดนี้ จุดที่เราจะต้องพยายามทำไปให้ได้

 ผลจะได้มากได้น้อยอย่าไปคาดอย่าไปหมาย เดี๋ยวมันจะท้อแท้

ทำมานิดเดียวมันก็คิดว่าทำมาตั้งเยอะไม่เห็นได้ผลเลย

 ผลมันก็อยู่ที่เหตุ ถ้าเหตุมันเยอะผลมันก็เยอะเอง

ถ้าเหตุมันน้อยผลมันก็น้อย เหตุมันถูกหรือไม่ถูก

ถ้าไม่ถูกมันก็ไม่มีผลเหมือนกัน

ก็ต้องพยายามเท่านั้นแหละทำไปเรื่อยๆ.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ สนทนาธรรม











ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2558 11:06:05 น.
Counter : 646 Pageviews.

0 comment
### ธรรมะไม่เกี่ยวกับพระหรือโยม ###

















ธรรมะไม่เกี่ยวกับพระหรือโยม

หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

พระไพศาล วิสาโล เขียนเล่าเรื่อง

เมื่อ ๔๐ ปีก่อนนักศึกษาและปัญญาชนผู้ใฝ่ธรรม

 น้อยคนที่ไม่รู้จักเขมานันทภิกขุ (โกวิท เอนกชัย)

 พระหนุ่มซึ่งมีลีลาการบรรยายธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 เนื้อหาลุ่มลึก ถ้อยคำสละสลวย สำนวนจับใจ

นอกจากคำบรรยาย บทความ บทกวี และภาพวาดแล้ว

ท่านยังมีผลงานทางประติมากรรมมากมาย

 เป็นพยานปรากฏอยู่ที่สวนโมกข์จนทุกวันนี้

โดยเฉพาะที่โรงมหรสพทางวิญญาณ

ปี ๒๕๑๘ ท่านได้จำพรรษาที่วัดชลประทานรังสฤษฎิ์

เพื่ออบรมพระนวกะและญาติโยม โดยไม่นึกมาก่อนว่า

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของท่านจะเกิดขึ้นที่นั่น

พรรษานั้นหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ได้รับนิมนต์

มาจำพรรษาที่วัดชลประทาน ฯ เช่นเดียวกัน

 แต่แทบไม่มีใครรู้จักท่านเลย เห็นอากัปกิริยาภายนอกของท่าน

 ใคร ๆ ก็นึกว่าท่านเป็นหลวงตาธรรมดา

 พระอาจารย์โกวิท ก็คิดเช่นเดียวกัน จนกระทั่งวันหนึ่ง

 หลังจากที่พระอาจารย์โกวิทได้บรรยายธรรมแก่พระนวกะเสร็จ

 หลวงพ่อเทียนซึ่งนั่งฟังอยู่ตลอด ได้มาดักถามท่านว่า

 “ความรู้เหล่านี้เอามาจากไหน” ท่านรู้สึกสะดุดใจกับคำถามนี้มาก

สี่ทุ่มคืนนั้น หลวงพ่อเทียนมาหาท่านที่กุฏิแล้วถามหาเส้นด้าย

 พอท่านคลี่ด้ายให้ หลวงพ่อก็ถามหามีดโกน

ทันทีที่ได้มีดโกน หลวงพ่อเทียนก็ตัดด้ายขาด

แล้วมองหน้าพระอาจารย์โกวิท พร้อมกับบอกว่า

 “ถ้าอาจารย์ยังมาไม่ถึงจุดนี้แล้ว ยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้า”

คำพูดดังกล่าวสะกิดใจท่าน

ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่าหลวงตารูปนี้ไม่ธรรมดา

นับแต่นั้นทุกคืนเวลาสี่ทุ่ม

หลวงพ่อเทียนจะมาหาพระอาจารย์โกวิทที่กุฏิ

เพื่อคุยเรื่องต่าง ๆ โดยมักจะดึงสิ่งของจากในย่าม

มาเป็นอุปกรณ์ในการพูดคุย แม้หลวงพ่อเทียนจะพูดไม่เก่ง

 อีกทั้งภาษาอีสานของท่านก็ฟังยาก แต่ก็มีแง่มุมให้ขบคิดอยู่เสมอ

สร้างความประทับใจแก่พระอาจารย์โกวิท

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการนับถือ

หลวงพ่อเทียนเป็นอาจารย์ทางธรรม

ทั้ง ๆ ที่ท่านอ่านหนังสือไม่ค่อยออก

ตอนนั้นพระอาจารย์โกวิทยังติดสมถะ

คราวหนึ่งท่านกำลังนั่งหลับตาทำสมาธิ

หลวงพ่อเทียนเดินมาจี้ท่านที่สีข้างถามว่า “ทำอะไร” 

“ทำสมาธิครับ”

“ทำทำไม”

“เมื่อจิตสงบ ปัญญาก็เกิด”

ได้ยินเช่นนั้น หลวงพ่อเทียนก็จับมือพระอาจารย์โกวิทแล้วกล่าวว่า

 “การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าต้องทำอย่างนี้”

พระอาจารย์โกวิทไม่เข้าใจว่าหลวงพ่อเทียนต้องการบอกอะไร

 เป็นเวลานานกว่าท่านจะรู้ว่าสิ่งที่หลวงพ่อเทียนต้องการสื่อก็คือ

 ให้ท่านหมั่น “รู้สึกตัว” แทนที่จะหลงติดอยู่ในความสงบ

ซึ่งเป็นของชั่วคราว

ปี ๒๕๒๕ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญได้เกิดขึ้นกับท่านอีกครั้งหนึ่ง

ท่านได้ลาสิกขาขณะพำนักที่ประเทศออสเตรเลีย

 เมื่อกลับมาประเทศไทย ลูกศิษย์หลายคนยอมรับไม่ได้

 ถึงกับแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน

แต่หลวงพ่อเทียนไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว

 ไม่ถามถึงสาเหตุของการสึกเลยด้วยซ้ำ

 ทั้ง ๆ ที่อาจารย์โกวิทบวชมาถึง ๑๖ พรรษา

 หลวงพ่อบอกแต่เพียงว่า “ให้ปฏิบัติ บางคนเหมาะขณะเป็นพระ

บางคนเหมาะขณะเป็นโยม ไม่มีข้อจำกัดในการปฏิบัติ

ตามแนวทางของหลวงพ่อ”

หลวงพ่อเทียนเห็นว่า นักบวช หรือ ฆราวาส เป็นเรื่องสมมติ

 ส่วนการปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์นั้น ไม่ขึ้นอยู่กับสมมต

จะเป็นเพศใด ภาษาใด ถ้าทำจริงก็ได้ผล

“การปฏิบัติ ได้ หรือ ไม่ได้ เป็นเรื่องของแต่ละคน

ไม่เกี่ยวกับการเป็น พระ หรือเป็นโยม”

 ตอนนั้นหลวงพ่อเทียนเป็นประธานสงฆ์ที่วัดสนามใน นนทบุรี

จึงจัดให้อาจารย์โกวิทบรรยายธรรมให้ญาติโยมฟังทุกวันอาทิตย์

ลูกศิษย์ของหลวงพ่อหลายคนมีความตะขิดตะขวงใจ

ที่อาจารย์โกวิทมาแสดงธรรม วันหนึ่งท่านถามอาจารย์โกวิทว่า

 “มีเสื้อไหม” อาจารย์โกวิทไม่รู้ว่าหลวงพ่อต้องการเสื้อไปทำอะไร

แต่ก็หาเสื้อคลุมอาบน้ำและหมวกกุ้ยเล้ย มาให้ท่าน

พอได้มาหลวงพ่อก็สวมเสื้อคลุมและสวมหมวกกุ้ยเล้ย

ออกไปนั่งกลางลานวัด ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของลูกศิษย์

 หลายคนไม่เข้าใจว่าท่านทำเช่นนั้นทำไม

แต่จำนวนไม่น้อยก็ได้คิดว่า อย่าตัดสินคนที่เปลือกนอก

จีวรหรือเสื้อผ้าเป็นสิ่งสมมติ

แม้หลวงพ่อเทียนจะสวมเสื้อคลุม ก็ไม่ได้ทำให้ธรรมะ

หรือแก่นแท้ของท่านแปรเปลี่ยนไป

มองให้ลึกไปกว่านั้น แม้จะนุ่งกางเกงหรือผ้าถุง

 ก็สามารถบรรลุธรรมได้

ในช่วงท้ายของชีวิตหลวงพ่อเทียนได้สร้าง

สำนักปฏิบัติธรรมแห่งใหม่ ที่จังหวัดเลย บ้านเกิดของท่าน

ตั้งใจให้เป็นสถานปฏิบัติธรรมสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ

 ท่านได้ขอให้อาจารย์โกวิทตั้งชื่อสำนัก

“ทับขวัญ”คือชื่อที่อาจารย์โกวิทเสนอ

แต่หลวงพ่อย้ำว่าชื่อต้องเป็นผู้หญิง ชื่อใหม่จึงได้แก่ “ทับมิ่งขวัญ”

หลวงพ่อได้สอนธรรมณ สถานที่แห่งนี้จนกระทั่งมรณภาพ

เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๑ สิริอายุ ๗๗ ปี













ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตธรรมชาติที่พักใจ
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 07 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2558 9:31:39 น.
Counter : 519 Pageviews.

0 comment
### สัมมาสติ ###

















“สัมมาสติ”

สัมมาสติคือการให้จิตรู้อยู่กับปัจจุบัน อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้

ไม่ไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่ไปอยู่ที่อื่น อยู่ที่นี่

แต่ถ้าจิตไม่มีสติ ก็จะคิดไปเรื่อยเปื่อย คิดไปได้หมด

 เมื่อกี้ไปไหนมา เดี๋ยวจะไปที่ไหนต่อ

เมื่อวานนี้ไปทำอะไรมา เมื่อเช้านี้ได้ยินคนนั้นพูดอะไร

ทำให้ไม่พออกไม่พอใจ ก็เก็บเอามาคิด

 เก็บเอามาโกรธอยู่ในจิตอยู่ในใจ

เพราะขาดสติคอยดูแลรักษาจิตใจ ถ้ามีสติแล้วจะต้องรู้ทันทีว่า

 ขณะนี้เราอยู่ที่ไหน อยู่ในปัจจุบันหรือไม่

 หรือเถลไถลไปที่อื่นแล้ว ถ้ารู้ด้วยสติก็ดึงกลับมา

 ถ้ารู้ไม่ทัน ก็ต้องผูกจิตไว้กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง

เช่นพุทโธๆๆ ก็บริกรรมพุทโธๆๆไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งวันทั้งคืน

ไม่คิดเรื่องอะไรทั้งสิ้นถ้าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคิด

ถ้าเป็นพระก็จะไม่ค่อยมีเรื่องที่จะต้องคิด

จึงควบคุมจิตให้อยู่กับพุทโธๆๆได้ตลอดเวลา

ถึงแม้ในขณะที่ทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะกวาดถูศาลา

ออกบิณฑบาต ขบฉันก็พุทโธๆๆไปเรื่อยๆ ไม่ไปคิดเรื่องอื่น

 ให้มีสติอยู่กับพุทโธๆๆไป ถ้ามีสติอยู่กับพุทโธๆๆไปเรื่อยๆ

ต่อไปจิตก็จะเป็นสมาธิขึ้นมา จิตจะตั้งมั่น จะไม่ลอยไปลอยมา

ที่ลอยไปลอยมาเพราะเป็นเหมือนนุ่น

มีลมพัดมานิดเดียว ก็จะปลิวไปทันที จิตที่ไม่มีสมาธิจะเบาเหมือนนุ่น

ไม่ได้เบาเพราะปราศจากกิเลสตัณหา เบาเพราะขาดความหนักแน่น

 เวลามีอารมณ์อะไรมากระทบ มาสัมผัส ก็ลอยไปแล้ว

 พอคิดเรื่องอะไรขึ้นมาปั๊บ ก็จะไหลตามไปทันที

ถ้าจิตหนักแน่นด้วยสมาธิ จะไม่ไปง่ายๆ

เพราะมีสติคอยดึงเอาไว้ ม่ให้ไป ยกเว้นเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องคิด

 เพราะชีวิตของคนเรายังมีภารกิจการงาน ต้องทำงานทำการ

 ต้องออกบิณฑบาต ต้องรับประทานอาหาร ต้องทำภารกิจต่างๆ

 ก็ต้องคิดในเรื่องที่จำเป็น อย่างนี้ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร

แต่ถ้าไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ จิตก็จะไหลไปตามอารมณ์ต่างๆที่มากระทบ

 ทำให้ว้าวุ่นขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา เพราะไปแบกเอาเรื่องราวต่างๆ

เข้ามาในจิตในใจนั่นเอง แทนที่จะปล่อยให้ผ่านไป กลับไปดึงกลับมา

 เช่นเวลาได้ยินคำพูดที่ไม่ถูกอกถูกใจ

ทั้งๆที่พูดไปตั้งแต่เมื่อเช้านี้แล้ว หลายชั่วโมงผ่านไปแล้ว

 ก็ยังเอามาคิดอยู่ภายในใจ ทุกครั้งที่คิดก็เกิดความหงุดหงิดใจ

 เกิดความไม่พอใจขึ้นมา แล้วก็ไม่รู้จักวิธีทำให้ความคิดนั้นหายไป

 ซึ่งง่ายนิดเดียวก็คือไม่ไปคิดถึงเรื่องนั้นเท่านั้นเอง

 แต่ก็อดคิดไม่ได้ เพราะไม่เคยฝึกจิตนั่นเอง

 ไม่เคยควบคุมจิตให้อยู่ตามคำสั่ง จิตจะไปตามคำสั่งของเขา

 อยากจะคิดอะไรก็จะคิด

ส่วนใหญ่ก็ชอบคิดในเรื่องที่ทำให้เกิดความทุกข์นั่นแหละ

 เรื่องที่ไม่ควรคิดแต่ก็อดคิดไม่ได้

ถ้าได้ฝึกทำสมาธิอยู่เรื่อยๆ ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา

 เวลาคิดถึงเรื่องที่สร้างความทุกข์ขึ้นมา

ถ้าเคยบริกรรมพุทโธๆๆ ก็บริกรรมพุทโธๆๆไป

 ความคิดอื่นก็ไม่สามารถแทรกเข้ามาได้

 เมื่อเข้ามาไม่ได้ ก็จะไม่รบกวนใจ

การปฏิบัติของสายปฏิบัติ จึงเน้นไปที่สติเป็นหลัก

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามควรจะมีสติ มีความรู้สึกตัว

 รู้อยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่

กาย วาจาใจ กำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด

ถ้ามีสติแล้ว จะทำอะไรก็ไม่พลาด

พระทางสายปฏิบัติ เวลาทำงานกันจะทำกันอย่างรวดเร็ว

 แต่จะไม่ค่อยพลาดพลั้งเผลอกันเท่าไหร่

เช่นจะไม่มีเสียงดัง ทำอะไรจะเงียบ

แต่ถ้าเป็นฆราวาสแล้ว ทำอะไรก็จะอึกทึกครึกโครมไปหมด

 เพราะทำโดยปราศจากสตินั่นเอง

 มีสติเหมือนกันแต่ไม่เข้มข้นพอที่จะเฝ้าดูทุกขณะจิต

ว่า กำลังเคลื่อนไหวไปทางไหน เช่นเวลาเช็ดช้อนเช็ดจาน

 ไม่รู้ว่าตอนที่วางจานวางช้อนนั้น วางอย่างไร แรงหรือค่อย

เพราะสติไม่ละเอียดถึงขนาดนั้น

แต่ผู้ปฏิบัติจะมีสติละเอียดเข้าไปทุกขณะเลย

ขณะหยิบช้อนขึ้นมาเช็ด ขณะที่จะวางช้อนลงไป

 จะมีเสียงไม่มีเสียงจะมีสติรู้อยู่ตลอดเวลา

 การทำงานของพระปฏิบัติจึงทำได้อย่างรวดเร็วและเงียบสงบ

ไม่มีเสียง เวลาคนไม่มีสติเข้ามาในสังคมนั้น

จะเปิดเผยตัวเองทันทีเลย ทำอะไรก็ดังโครมครามๆไปหมด

 เปิดปิดประตู เปิดปิดหน้าต่าง ก็เป็นเสียงดังไปหมด

 เพราะไม่เคยฝึกสติให้มีความละเอียดถึงขนาดนั้น

 แต่ถ้าได้เคยอยู่ในสำนักปฏิบัติแล้ว จะระมัดระวังมากเรื่องเสียง

 เพราะถือว่าการกระทำต่างๆต้องเงียบ ต้องสงบ

 เป็นการฝึกสติไปในตัว หลักของการปฏิบัติ

ไม่ได้ต้องการความเงียบเป็นผล แต่ต้องการสติ

 ต้องการสมาธิเป็นหลัก การทำงานต่างๆก็เพื่อฝึกสติ

 ฝึกจิตเป็นหลัก เพราะเมื่อสามารถควบคุมจิตใจ

ให้เป็นไปตามคำสั่งได้แล้ว ก็จะสามารถระงับการกระทำของจิต

ในทางที่ไม่ดีได้ เช่นเวลาเกิดตัณหาขึ้นมา ก็สามารถระงับดับมันได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

กัณฑ์ที่ ๒๒๗ วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๘ (จุลธรรมนำใจ ๑)

“หัวใจของคำสอน”












ขอบคุณที่มา fb. คณะศิษย์พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวราราม จ.ชลบุรี
ขอขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 06 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2558 11:23:54 น.
Counter : 321 Pageviews.

0 comment
### ชนะได้ด้วยไมตรี ###

















ชนะได้ด้วยไมตรี

เมื่อถูกกลั่นแกล้งหรือถูกเอาเปรียบเบียดเบียน

เรามักหาทางตอบโต้ด้วยคำพูดที่เผ็ดร้อน

หรือด้วยการกระทำที่รุนแรงพอ ๆ กัน

แต่ปฏิกิริยาดังกล่าวนอกจากไม่แก้ปัญหาแล้ว

กลับทำให้ปัญหาลุกลามขึ้น สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจ

ให้กับเรายิ่งกว่าเดิม และบ่อยครั้งทำให้เราหลงติด

อยู่ในวังวนแห่งการตอบโต้แก้แค้นไม่รู้จบ

ในขณะที่ความโกรธเกลียดก็ฝังแน่นในใจเรามากขึ้น

ทำให้จิตใจรุ่มร้อน หาความสงบไม่ได้

ไฟนั้นต้องดับด้วยน้ำเย็นฉันใด

ความเลวร้ายก็ต้องระงับด้วยความดีฉันนั้น

นี้มิใช่เป็นแค่ทฤษฎีหรือหลักการอันสวยหรู

 หากเป็นความจริงที่ปฏิบัติได้และไม่เกินวิสัยปุถุชน

 ดังมีตัวอย่างมากมายของคนที่เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร

โดยอาศัยน้ำใจไมตรี นี้คือการกำจัดศัตรูที่แท้จริง

ขณะเดียวกันก็ปิดช่องมิให้ความเจ็บปวดรวดร้าว

 หรือความเคียดแค้นชิงชัง มาคุกคามจิตใจจนอยู่ร้อนนอนทุกข์

 แม้กระทั่งความสูญเสียพลัดพราก

ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังสร้างสรรค์ได้

หากรับมือด้วยเมตตาและกรุณา

 หากเราปรารถนาชัยชนะ นี้ใช่ไหมคือชัยชนะที่ประเสริฐ

และให้ผลยั่งยืน เพราะเป็นชัยชนะที่ไม่ก่อเวรและไม่สร้างศัตรู

พระไพศาล วิสาโล









ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตธรรมชาติที่พักใจ
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 06 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2558 10:49:19 น.
Counter : 788 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....