Group Blog
All Blog
### ให้มักน้อย สันโดษแล้วจะไม่โกรธใคร ###

















“ให้มักน้อยสันโดษแล้วจะไม่โกรธใคร”

ถาม : ส่วนใหญ่จะเห็นผู้ปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติก็ตาม

บางทีมีเรื่องที่ทำให้เกิดโทสะมักจะแสดงอาการโกรธ ออกไปก่อน

แล้วค่อยมาตามรู้ทีหลัง โดยที่ไม่ยอมระงับตั้งแต่ต้น

พระอาจารย์ : เพราะว่าโทสะของเราเกิดจากความอยากของเราไง

 เราอยากให้เขาทำตามที่เราต้องการ

 พอเขาไม่ทำตามที่เราต้องการเราก็เกิดความโกรธขึ้นมา

 ดังนั้นเราต้องพยายามทำใจให้เป็นกลางปล่อยวาง

ใครจะทำอะไรก็เรื่องของเขา

แล้วเวลาเขาทำอะไรเราก็จะไม่เกิดความโกรธ

เราทำในส่วนของเราไป

ส่วนคนอื่นเขาจะทำไม่ทำมันก็เรื่องของเขา

 เราไปห้ามเขาไม่ได้ ให้คิดอย่างนี้แล้วเราจะไม่โกรธใคร

แต่มันเผลอ มันชอบไปเจ้ากี้เจ้าการกับเรื่องของคนอื่นเขาอยู่เรื่อยๆ

ชอบให้เขาทำอย่างนั้นทำอย่างนี้

 พอเขาไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็โกรธเขา

ปัญหามันอยู่ที่เรา อยู่ที่ความอยากของเรา อยู่ที่ความหลงของเรา

ไม่รู้ว่าเราไปสั่งเขาไม่ได้ เขาเป็นอนัตตา ให้รู้แค่นี้

สัพเพธัมมา อนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของเรา

 ที่เราจะไปจัดการให้มันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ได้เสมอไป

บางเวลาก็จัดการได้ บางเวลาก็จัดการไม่ได้

ถ้าไม่อยากจะทุกข์ไม่อยากจะโกรธ ไม่อยากจะเสียใจ

ก็อย่าไปจัดการ เอาธรรมะจัดสรรยินดีตามมีตามเกิด

อย่างที่หลักพระพุทธเจ้าสอนให้ชาวพุทธเราเจริญกันให้มาก

ก็คือมักน้อยสันโดษ

มักน้อยก็คือเขาจะทำอะไรก็ได้ หรือว่าไม่หวังอะไรจากเขามาก

ถ้าหวังมากก็จะทุกข์จะโกรธมาก ถ้าหวังน้อยก็จะทุกข์น้อย

 ถ้าสันโดษได้นี้จะไม่ทุกข์เลย ยินดีตามมีตามเกิด

เขาจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นจะชมเราก็ได้ จะด่าเราก็ได้ แค่นี้ก็จบ.

..................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๖

“หัวใจของการรักษาโรคทุกข์ใจ”








Create Date : 28 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2558 10:44:33 น.
Counter : 297 Pageviews.

0 comment
### ปล่อยวางความทุกข์ ###















ปล่อยวางความทุกข์

“ทุกข์กายนั้นมักเกิดจากปัจจัยภายนอก

ส่วนทุกข์ใจนั้นมีสาเหตุที่ใจเราเป็นสำคัญ

คนอื่นหรือสิ่งอื่นเป็นส่วนประกอบ

 สาเหตุดังกล่าวได้แก่ความยึดติดในใจเรา

เช่น ยึดอยากให้มันคงที่ไม่แปรเปลี่ยน

หรือยึดว่ามันต้องเป็นไปดั่งใจ

ต่เป็นเพราะมองไม่เห็นสาเหตุดังกล่าว จึงมักโทษสิ่งนอกตัว

ก้อนหินไม่ว่าจะหนักเพียงใด ก็ไม่ทำให้เราทุกข์หรือเหนื่อยได้เลย

หากเราไม่แบกมัน

ดังนั้นเมื่อใดที่ทุกข์หรือเหนื่อย อย่าโทษก้อนหินว่าหนัก

แต่ควรถามตนเองว่าแบกมันทำไม

ถ้ายึดไม่เลิก แม้กรวดก้อนเดียว ก็หนักอึ้งราวกับภูเขาทั้งลูก

 เพียงแค่ปล่อยมันจากใจเท่านั้น ความสุขก็จะกลับคืนมา

และถ้าไม่ยึดหรือแบกมันอีก ใจก็จะไม่ทุกข์อีกต่อไป”

................

พระไพศาล วิสาโล











ขอบคุณที่มา fb. พระสุรินทร์ ก่อนการคิด
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2558 20:27:48 น.
Counter : 355 Pageviews.

0 comment
### เวลาภาวนาถ้าใจไม่ถึงอุเบกขา อย่าเพิ่งหยุด ###
















“เวลาภาวนาถ้าใจไม่ถึงอุเบกขา

 อย่าเพิ่งหยุด”

ธรรมะก็ต้องค้นคว้า ต้องศึกษา ต้องหาเหตุหาผลให้ได้

พอจับประเด็นได้แล้วนี้มันง่ายแล้ว

ที่มันยากเพราะมันยังจับหัวจับหางไม่ถูก ชอบไปจับผิด

แทนที่จะไปจับที่เหตุกลับไปจับที่ผล มันก็เลยไม่ค่อยได้

เพราะผลมันเกิดจากเหตุ

ถ้าเรามาจับที่เหตุกันมาเจริญสติกัน

เดี๋ยวผลต่างๆ มันก็ตามมาเอง

นี่เราชอบไปอ่านหนังสือธรรมะ

ธรรมะท่านก็แสดงผลต่างๆ ให้เห็น

 ก็เลยอยากจะได้ผลกัน นั่งแล้วผลก็ไม่ปรากฏสักที

เพราะนั่งรอผลกัน ไม่ได้นั่งทำผลกัน ไม่ได้เจริญสติกัน

หรือพอเกิดผลอะไรนิดๆ หน่อยๆ ขึ้นมาก็หลงไปกับผลนั้นแล้ว

 ยังไม่ได้ผลแท้ที่ต้องการ หรือมีผลอะไรไม่ดีก็ยอมแพ้เลย

 เลิกไปเลย บางทีนั่งไปแล้ว รู้สึกว่ามีใครมายืนอยู่ข้างหลังก็กลัวแล้ว

 ไม่กล้านั่งต่อไป จิตมันหลอกเรา จิตมันหลอน

จิตมันเป็นตัวหลอก นั่งนี้เพื่อให้มันถึงจุดว่างจุดสงบ

 ถ้ายังไม่ว่างอย่าเพิ่งหยุดภาวนา ภาวนาไปเรื่อยๆ

ถึงแม้มีอะไรดีขนาดไหนก็อย่าไปสนใจ

 น้ำตาจะไหล ไฟจะสว่าง แสงจะสว่าง

ขนจะลุกหรืออะไรก็อย่าไปสนใจมัน มันยังไม่ได้เป็นผลแท้

 มันเป็นผลเทียม เป็นผลข้างเคียง เป็นของแถม

เติมน้ำมันยังเติมไม่เต็มถัง พอเขาแจกของปั๊บก็ไปเลย

 พอไปจอดปั๊มเขายังไม่ทันเอาน้ำมันใส่ถัง เอาของมาให้ก่อน

 จ่ายเงินปั๊บไปเลย ไปเดี๋ยวเดียวก็จอด

ดังนั้นเวลาภาวนาถ้าใจไม่ถึงอุเบกขา อย่าเพิ่งหยุด

ถ้าใจยังไม่ว่างยังไม่สงบ ความคิดปรุงเเต่งยังไม่หายไป

อย่าเพิ่งหยุด ภาวนาเพื่อให้หยุดคิดปรุงเเต่ง

 มีอะไรมาให้รับรู้ก็อย่าตามไป อย่าไปสนใจ

บางคนก็รู้สึกว่ามีดวงวิญญาณมีดวงอะไรมาก็ไม่ต้องไปสนใจ

 อย่าไปรับแขก อย่าไปรับรู้ บอกตอนนี้ไม่ว่าง

 ตอนนี้กำลังภาวนาอยู่ ตอนนี้กำลังต้องการอุเบกขาอยู่

เพราะอุเบกขานี้จะทำให้ใจเราเฉย ทำให้ใจเรานิ่ง

 ทำให้ใจเราปล่อยวางไม่วุ่นวายไปกับสิ่งต่างๆ ที่มาให้เรารับรู้

ถ้าเรามีตัวนี้แล้วเราก็จะตัดตัณหากิเลสได้

 เวลาเกิดตัณหาเราก็เฉยกับมันเสีย มันอยากจะดื่มกาแฟก็ไม่ดื่ม

 พอมันอยากบ่อยๆ เข้าไม่ดื่มบ่อยๆ เข้ามันก็หายไปเอง

อุเบกขานี้มันเป็นอาหารใจ สมาธิเป็นเหมือนกับอาหารใจ

พอใจสงบแล้ว มันอิ่มใจสุขใจ ถึงแม้ว่ากิเลสยังไม่ตายไป

มันก็ไม่มาทำให้เราวุ่นวายใจได้ นอกจากเราไปตามใจมันเอง

 พอมันบอกอยากจะดื่มกาแฟก็ไปดื่ม ทั้งๆที่ไม่ดื่มก็อยู่ได้

เอานะไม่เป็นไรนะแก้วเดียว เวลาดื่มก็ดื่มก็ดื่มแก้วเดียว

 มีใครดื่มร้อยแก้ว บุหรี่ก็มวนเดียวเท่านั้น

ต้องบอกว่าไม่เอา ใจสบายแล้วไปดื่มทำไม คือมันจะมีกำลังปฏิเสธ

 ถ้าใจไม่มีอุเบกขานี้มันไม่มีกำลังที่จะปฏิเสธ

 พอนึกถึงปั๊บนี้มันต้องควานหากาแฟแล้ว ควานหาบุหรี่แล้ว

แต่ถ้ามีอุเบกขา ถึงแม้จะนึกถึงมันก็ใช้ปัญญาแยกแยะได้ว่า

 ทำไปแล้วมันดีหรือไม่ดี มันดีเดี๋ยวเดียว

 ดีแล้วก็ต้องติดมันเป็นทาสของมัน ก็ต้องหามาอยู่เรื่อยๆ

เวลาหาไม่ได้ก็หงุดหงิด รำคาญใจ สู้เลิกดีกว่าอย่าไปกินดีกว่า

อย่าไปดื่มดีกว่า แล้วเป็นอิสระ

ต่อไปเวลาไปไหนมาไหนไม่ต้องหอบของพลุงพลัง

ไปไหนต้องมีของประจำตัวเองติดไป กาฟงกาแฟน้ำตงน้ำตาล

ถ้วย กระตกกระติ๊ก นี่เราปฏิบัติเราต้องรู้ว่าปฏิบัติเพื่อตัดสิ่งเหล่านี้

 ถ้าเรายังไม่อยากตัดสิ่งเหล่านี้ก็อย่าไปปฏิบัติเลย

เราต้องเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นโทษมันเป็นยาเสพติด

เพียงแต่ว่ามันไม่รุนแรงเหมือนยาเสพติดเท่านั้นเอง

 แล้วคนส่วนใหญ่ติดกันก็เลยถือว่าไม่เป็นไร

ถ้าไปอยู่วัดปฏิบัติจริงๆ เขาไม่มีให้ดื่มหรอก

 วัดป่าบ้านตาดสมัยก่อน ท่านไม่มีน้ำปานะให้ดื่ม ฉันเสร็จแล้วก็จบ

เพราะสมัยครูบาอาจารย์ท่านไปธุดงค์ในป่าท่านก็ไม่มีน้ำปานงปานะกัน

ท่านก็บิณฑบาตจากชาวบ้าน บิณฑบาตจากชาวเขา

ได้อะไรก็ฉัน ชาวบ้านเขาก็ไม่มีกาฟงกาแฟมาถวาย

ท่านก็อยู่กันแบบนั้น ท่านก็ดื่มน้ำต้ม ต้มน้ำสมุนไพร

วันไหนมีคนเอาน้ำตาลมาถวายหน่อย โอ๊ย ใส่เข้าไปนี้แหม อร่อย

มีน้ำตาลอย่างเดียวก็พอ เอาแก่นไม้ที่เป็นยามาต้ม

แล้วก็ใส่น้ำตาลไปหน่อย แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร ไม่มีก็ภาวนาเอา

 ทำใจให้อิ่ม ทำใจให้อิ่มแล้วมันก็ลืมเรื่องการดื่มการอะไรได้

 และเดี๋ยวเวลามันก็ผ่านไป ผ่านไปแล้วมันก็ลืม

อยู่ห่างไกลจากสิ่งต่างๆ ได้ ต่อไปมันก็ไม่ติด

ไม่ติดแล้วมันก็สบาย ไปไหนมาไหนไม่ต้องมาพะวงกับเรื่องราวต่างๆ

 สิ่งต่างๆ ไอ้นั้นจะขาดไหม ไอ้นี่จะขาดไหม

เลิกเป็นคนติดยาเสพติด เลิกติดรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะก็เป็นยาเสพติด

มันมีหลายระดับไง อย่างที่ยาเสพติดนี้มันรุนแรง

ระดับที่พอติดแล้วถ้าขาดนี้มันจะลงแดงเลย มันจะตายเอา

 แต่ระดับน้ำชากาแฟนี้มันไม่ถึงกับตาย

 ระดับขนมนมเนยมันไม่ถึงกับตาย แต่มันจะตายเพราะกินแหละ

ไม่ใช่มันตายเพราะไม่ได้กินนะ

กินขนมนมเนยเข้าไปมากๆก็ไขมันอุดตัน เบาหวานขึ้น

ความดันขึ้น น้ำหนักขึ้น โรคเก๊าท์

มีแต่โรคภัยไข้เจ็บ โรคภัยไข้เจ็บเกิดจากการกินของเรานี่แหละ

ไม่ได้เกิดจากอะไรหรอก คนกินมากโรคก็มาก

เราต้องมาต่อสู้กับความอยาก เราเป็นทาส

ถ้าเราต้องการอิสรภาพเราก็ต้องฆ่ามัน

ฆ่าตัวที่มาคอยสั่งให้เราไปหาโน้นหานี่มาให้มัน

 หามาได้เท่าไหร่มันก็ไม่พอ เวลาหาไม่ได้ก็ถูกมันลงโทษให้เครียด

 ให้หงุดหงิดให้รำคาญใจ มาเจริญสติมาหยุดความคิด

 พอไม่คิดถึงเรื่องราวต่างๆ ความอยากก็เกิดไม่ได้

ไม่มีความอยากใจก็ว่างเย็นสบาย นั่งสมาธิใจก็จะสงบ

สงบแล้วก็อิ่มพอไม่หิวไม่ต้องการอะไร

ถ้าเกิดความอยากมันขึ้นมาก็ใช้ปัญญาสอนใจอย่าไปอยาก

 อย่าไปทำตามความอยาก

ถ้าไม่ทำตามความอยากไปสักระยะหนึ่งก็หายไปเอง.

........................

ธรรมะบนเขา (สนทนาธรรม) วันพระที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๗

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต










Create Date : 27 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2558 14:55:57 น.
Counter : 306 Pageviews.

0 comment
### พระปาฎิโมกข์ ###

















“พระปาฏิโมกข์”

เป็นธรรมเนียมของพระภิกษุทุกรูป

 ที่จะต้องประชุมฟังพระปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน

พระปาฏิโมกข์คือศีล ๒๒๗ ข้อ

ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติขึ้นตามเหตุการณ์ต่างๆ

 ในระยะเริ่มต้นไม่มีพระปาฏิโมกข์

เพราะผู้ที่มาบวชในพระพุทธศาสนามีศีลกันอยู่แล้ว

 ส่วนใหญ่เป็นนักบวชจากลัทธิต่างๆ เช่นพระปัญจวัคคีย์

หรือพระนักบวชที่พระพุทธเจ้าทรงไปเทศน์สอนตามสำนักต่างๆ

พอทรงแสดงธรรมเสร็จก็บรรลุเป็นพระอรหันต์กัน

 ก็ขอบวชเป็นพระภิกษุ การประพฤติของพระอรหันต์แต่ละรูปนั้น

สวยงามเป็นที่น่าเคารพเลื่อมใสตลอดเวลา

จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีข้อห้ามต่างๆ

ต่อมามีการบวชมากขึ้น คนที่บวชก็มาจากฆราวาส

ไม่เคยบวชมาก่อน จึงไม่รู้ว่านักบวชควรประพฤติตนอย่างไร

ให้เป็นที่น่าเคารพเลื่อมใส ก็เลยมีความประพฤติที่ไม่สวยงาม

ไม่ส่งเสริมศรัทธาและการปฏิบัติ

 แต่ทำให้ศรัทธาและการปฏิบัติเสื่อมลง

จึงมีคนไปกราบทูลฟ้องพระพุทธเจ้า

ว่าพระองค์นั้นองค์นี้ประพฤติไม่เหมาะสม

พระพุทธเจ้าจึงทรงเรียกพระที่ถูกกล่าวหามาสอบสวน

 พอท่านรับว่าท่านทำอย่างนั้นจริง

พระองค์ก็ทรงตรัสห้ามไม่ให้กระทำต่อไป

แต่ความผิดครั้งแรกไม่ถือเป็นโทษ

เพราะทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

 จึงปรากฏเป็นข้อห้ามต่างๆขึ้นมาเรื่อยๆ ถึง ๒๒๗ ข้อด้วยกัน

 ถ้าทรงอยู่ถึงวันนี้ก็ไม่ทราบว่าจะถึงข้อที่เท่าไหร่

เพราะญาติโยมคงจะไปฟ้องกันมาก

ก่อนที่จะมีพระปาฏิโมกข์นี้ ก็มีเรื่องกล่าวถึงอยู่ในพระไตรปิฎกว่า

 พระสารีบุตรมีความซาบซึ้ง ในพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก เห็นว่ามีคุณค่าแก่สัตว์โลกอย่างยิ่ง

 จึงอยากจะให้พระศาสนาอยู่คู่กับโลกไปนานๆ

 ให้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก จึงกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า

ทำอย่างไรให้พระศาสนาอยู่ไปนานๆ พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสตอบว่า

ต้องบัญญัติพระปาฏิโมกข์ บัญญัติข้อห้ามต่างๆ

พระสารีบุตรจึงกราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติข้อห้ามต่างๆ

 แต่ทรงตรัสว่าตอนนี้ยังไม่มีเหตุ เพราะ

๑. ผู้ปฏิบัติเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นผู้ที่สิ้นกิเลสแล้ว

 ๒. ลาภสักการะที่เป็นเหตุของความเสื่อมของพระภิกษุก็ยังไม่มี

เพราะลาภสักการะจะไปกระตุ้นกิเลสในใจของพระ

 ที่ยังไม่ได้บรรลุให้กิเลสออกมาเพ่นพ่าน

ทะเลาะวิวาทแก่งแย่งชิงดีกัน ทำอะไรต่างๆที่ไม่เหมาะสม

ตอนนั้นจึงยังไม่ได้ทรงบัญญัติพระปาฏิโมกข์ขึ้นมา

 ต่อมามีกุลบุตรที่ศรัทธา ที่ไม่เคยบวชมาก่อน มาบวชกัน

แต่ไม่รู้จักวิถีชีวิตของพระ ว่าควรดำเนินชีวิตอย่างไร

ให้เป็นที่น่าศรัทธาเลื่อมใส จึงมีการประพฤตินอกลู่นอกทาง

 จึงทรงบัญญัติข้อห้ามต่างๆขึ้นมา เรียกว่าพระปาฏิโมกข์

 มีอยู่ ๒๒๗ ข้อ ทรงแบ่งข้อห้ามต่างๆตามโทษหนักเบา

 ข้อห้ามที่หนักที่สุดก็มีอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน คือ

ปาราชิก ๔ ถ้าภิกษุรูปหนึ่งรูปใดละเมิดข้อห้ามนี้แล้ว

 จะถือว่าขาดจากการเป็นพระภิกษุ ผู้อื่นจะรู้หรือไม่ก็ตาม

โดยหลักธรรมถือว่าได้ขาดจากความเป็นพระไปแล้ว

ข้อที่ ๑ คือการเสพเมถุน นักบวชไม่ควรเสพเมถุน

 ไม่ร่วมหลับนอนกับผู้อื่น ไม่หาความสุขทางโลกิยะ

 ๒. ฆ่ามนุษย์ ถ้าฆ่าสัตว์ยังไม่เป็นปาราชิก

๓. ลักทรัพย์

 ๔. อุตริมนุสธรรม อวดธรรมวิเศษที่ไม่มีในตน

 เช่นอวดว่ามีฌานขั้นนั้นขั้นนี้ บรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้

โดยที่ไม่มีในตน ถ้ามีถ้าเป็นความจริงก็ไม่ผิด

ถ้าไม่เป็นความจริงจึงจะผิด

แต่ในสมัยนี้ถึงแม้มี ถ้าพูดไปก็จะถูกปรับปาราชิกได้ ถ้าไม่มีใครเชื่อ

ในสมัยพุทธกาลมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตัดสินว่า

พระรูปนั้นรูปนี้มีธรรมวิเศษหรือไม่

 เวลาที่พระบางรูปถูกฟ้องว่าอุตริ เพราะมีความประพฤติ

ที่ไม่น่าเลื่อมใส ไม่น่าจะบรรลุธรรมวิเศษได้

ในสมัยปัจจุบันไม่ค่อยมีผู้รู้ที่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป

นอกจากในวงปฏิบัติ ที่มีพระเถระครูบาอาจารย์

ที่น่าเคารพเลื่อมใสศรัทธา ถ้าท่านพูดว่า

องค์นั้นองค์นี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เชื่อท่านได้

ไม่อย่างนั้นแล้วคงจะไม่รู้กัน

วิธีที่จะรู้ว่าท่านบรรลุหรือไม่นั้นอยู่ที่

 ๑. การสนทนาธรรมกัน ผู้ร่วมสนทนาก็ต้องบรรลุแล้วถึงจะรู้

แต่จะรู้เพียงระดับที่ตนได้บรรลุ ถ้าสูงกว่าตนก็จะไม่รู้ว่าอยู่ขั้นไหน

ถ้าต่ำกว่าตนก็จะรู้

๒. จะรู้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ตอนที่ท่านมรณภาพ

 แล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ

๓. เวลานำเอาคำสอนของท่านไปปฏิบัติ จนได้บรรลุธรรม

ถ้าท่านไม่บรรลุ คงจะสอนให้เราบรรลุไม่ได้

นี่คือเรื่องของพระปาฏิโมกข์ ที่ต้องให้ประชุมกันทุกกึ่งเดือน

เพราะจะได้ไม่หลงลืม ถ้าไม่มีการทบทวนกันเลย

 จะไม่รู้ว่ามีข้อห้ามอะไรบ้าง

แต่ความจริงเวลาสวดจะสวดเป็นภาษาบาลี

ถ้าไม่ได้เรียนบาลีมาก็จะไม่เข้าใจ

แต่มีหนังสือที่แปลเป็นภาษาไทย

ที่พระทุกรูปต้องเรียนต้องอ่านกัน

 ต้องรู้ทั้ง ๒๒๗ ข้อว่ามีอะไรบ้าง มีบรรจุอยู่ในนักธรรมตรี

การสวดพระปาฏิโมกข์เป็นประจำนี้จะสวดในบางสำนักเท่านั้น

 บางสำนักจะสวดเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา

พอออกพรรษาแล้วก็หยุด พระปฏิบัติจะถือเป็นภารกิจที่สำคัญ

 ไม่ควรขาด ถ้ามีพระตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปต้องสวดพระปาฏิโมกข์

ถ้าต่ำกว่า ๔ ก็ไม่ต้องสวด ให้แสดงอาบัติแล้วก็แสดงความบริสุทธิ์

ให้รู้ว่าวันนี้เป็นวันสวดพระปาฏิโมกข์

ข้อห้ามต่างๆที่นักบวชต้องปฏิบัติตาม

เพราะความเป็นพระอยู่ที่ศีลนี้เอง

ถ้าไม่มีศีลแล้วก็เป็นเหมือนฆราวาส

เหมือนจับเอาลิงมาแต่งตัวใส่เสื้อผ้าให้เป็นคน

 แต่งอย่างไรก็ไม่เป็นคน เพราะลิงมันซนมันดื้อ ไม่เรียบร้อย

จะให้นั่งฟังเทศน์ฟังธรรมอย่างที่พวกเราทำกันอยู่นี้ก็ทำไม่ได้ ฉันใด

จะให้คนห่มผ้าเหลืองโกนหัวแต่ไม่มีศีลมาเป็นพระก็เป็นไม่ได้

 เพราะกายวาจาใจ ไม่สงบ เป็นพระต้องสงบกายวาจาใจ

 ในเบื้องต้นต้องสงบกายสงบวาจา สำรวมในพระปาฏิโมกข์

ประพฤติอยู่ในกรอบของพระปาฏิโมกข์ ถึงแม้ใจจะดิ้นรนกวัดแกว่ง

 อยากจะทำอย่างนั้น อยากจะพูดอย่างนี้ ก็ให้มีสติรู้ว่าทำไม่ได้

เพราะไม่อยู่ในกรอบของพระปาฏิโมกข์

อย่างวันนี้ที่หมู่บ้านที่ไปบิณฑบาตมีการสรงน้ำพระเล่นสาดน้ำกัน

เป็นพระอยากจะไปเล่นน้ำกับเขา ก็ทำไม่ได้

 ถ้าอยากจะทำก็ต้องลาสิกขาไปก่อน แล้วค่อยทำ

คนเรามีความแตกต่างกันที่ศีลธรรม

วัดความสูงต่ำของคนด้วยศีลธรรม ผู้ที่มีศีลมากกว่าเป็นผู้ที่สูงกว่า

 ผู้ที่มีศีลน้อยกว่าก็ให้ความเคารพ แม้จะเป็นพ่อแม่

ถ้าลูกบวชเป็นพระพ่อแม่ก็จะกราบลูก กราบเพราะศีล

ความสูงความประเสริฐของคนไม่ได้อยู่ที่ฐานะ ไม่ได้อยู่ที่อายุ

ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง แต่ก็ให้เกียรติกันตามสมมุติ

 มีหัวหน้ามีลูกน้อง ลูกน้องก็ต้องเคารพหัวหน้า

 เพราะหัวหน้าเป็นคนให้เงินเดือน ไม่ได้เคารพเพราะมีศีลมากกว่า

 เพราะไม่รู้ว่าใครมีศีลมากน้อยกว่ากัน

ถ้าหัวหน้าชอบกินเหล้าแต่ลูกน้องไม่ชอบ

หัวหน้าชอบพูดปดมดเท็จแต่ลูกน้องไม่ชอบ

ถ้าวัดตามหลักศีลธรรมแล้ว ลูกน้องก็ต้องสูงกว่าหัวหน้า

แต่ในโลกสมมุติจะไม่ถือหลักนี้ จะถือหลักว่าใครมีตำแหน่งสูงกว่า

 ก็ต้องให้ความเคารพ เช่นทหารตำรวจ จ่าก็ต้องเคารพนายร้อย

นายร้อยก็ต้องเคารพนายพัน นายพันก็ต้องเคารพนายพล

แต่คนที่มียศสูงๆแต่ไม่มีศีลธรรมก็มีเยอะแยะไป ไม่น่าเคารพเลื่อมใส

 แต่ก็ต้องเคารพกันไปตามกฎของสมมุติ เป็นเหมือนโรงละคร

โลกเรานี้เป็นเหมือนโรงละครโรงใหญ่ แต่ละคนก็มีบทบาทของตน

 เราจึงต้องแยกแยะความสูงต่ำไว้เป็น ๒ ส่วนคือ

ส่วนของสมมุติและส่วนของศีลธรรม

 ส่วนของสมมุติก็แบ่งตามตำแหน่งตามยศต่างๆ

 ส่วนของศีลธรรม ก็แบ่งตามศีลตามคุณธรรมที่มากน้อยต่างกัน

 เช่นพระโสดาบันก็ต่ำกว่าพระสกิทาคามี

พระสกิทาคามีก็ต่ำกว่าพระอนาคามี

พระอนาคามีก็ต่ำกว่าพระอรหันต์

ทางธรรมจะวัดกันอย่างนี้

ความสูงต่ำของทางโลกไม่จีรังถาวร ไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริง

 คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่ความสูงต่ำในคุณธรรม

ผู้ที่สูงในทางธรรมจะไม่ถือว่าตนสูง

ไม่ได้อยากให้ผู้อื่นแสดงความเคารพนับถือ ยิ่งสูงยิ่งไม่อยาก

 จนไม่มีความอยากเลย ต่างกับทางโลก

ยิ่งสูงเท่าไหร่ยิ่งอยากให้แสดงความเคารพนับถือมากยิ่งขึ้น

เพราะทางโลกเป็นทางของกิเลส ของความหลงในอัตตาตัวตน

 หารู้ไม่ว่าไม่มีตัวตน

ในทางธรรมนี้เมื่อปฏิบัติไป ก็จะเข้าใจความเป็นตัวตนมากขึ้นไปเรื่อยๆ

 จะรู้ว่าตัวตนเป็นความหลงที่ติดมากับความรู้สึกนึกคิด

คิดว่าตัวรู้คือจิตนี้เป็นตัวเป็นตน

แต่ความจริงจิตก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง

 เหมือนกับดินน้ำลมไฟ เมื่อมารวมกัน

ก็ปรากฏเป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา

สัตว์ก็มีธาตุ ๔ และธาตุรู้มารวมกัน

มนุษย์ก็มีธาตุ ๔ และธาตุรู้มารวมกัน

มนุษย์และสัตว์ต่างกันก็ตรงที่ศีลธรรม

 สัตว์แทบจะไม่มีศีลธรรมเลยคือศีล ๕ มนุษย์มีวิสัยที่จะรักษาศีล ๕ ได้

เพราะมีสติปัญญาที่จะรู้ว่าศีล ๕ มีอะไรบ้าง มีความสำคัญอย่างไร

 แต่สัตว์เดรัจฉานไม่มีสติปัญญาที่จะรู้คุณค่าของศีล ๕

 จึงต้องทำผิดศีล เพราะคิดว่าเป็นการอยู่รอดของเขา

เช่นเวลาหิวก็ต้องกินสัตว์เล็กสัตว์น้อย

 สัตว์ใหญ่ก็กินสัตว์ที่เล็กกว่าเป็นอาหาร

แต่มนุษย์สามารถแยกแยะได้ ว่าสามารถดำรงชีพอยู่ได้

โดยไม่ต้องฆ่าผู้อื่น อาหารของมนุษย์นี้ถ้าไม่ใช่เป็นสัตว์ที่ตายแล้ว

 ก็มีอย่างอื่นที่รับประทานได้ พวกผักพวกข้าวต่างก็เป็นอาหารได้

เรื่องทั้งหมดนี้อยู่ในธาตุรู้คือจิต ถ้ามีความหลงก็จะไม่รู้ว่าเป็นอะไร

จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของความโลภของความอยาก

 อยากจะได้อะไรอยากจะทำอะไรอยากจะมีอะไร

ก็จะแสวงหามาด้วยวิธีการต่างๆ ถ้าหามาโดยวิธีที่สุจริตไม่ได้

ก็จะหามาโดยวิธีที่ทุจริต จิตที่มีความรู้สึกสำนึกคิด

ว่าการที่จะอยู่อย่างมีความสุขอยู่อย่างเจริญก้าวหน้านั้น

ต้องตั้งอยู่ในศีลในธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ก็จะบำเพ็ญรักษาศีล มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

 สงสารผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ถ้าพอจะช่วยเหลือกันได้ก็จะช่วย

 เพราะทำแล้วมีความสุข จะพัฒนาตนไปเรื่อยๆ

จนกว่าจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้า.

..................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

กัณฑ์ที่ ๓๘๑ วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๑ (จุลธรรมนำใจ ๑๓)

“พระปาฏิโมกข์”











Create Date : 26 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2558 11:11:48 น.
Counter : 267 Pageviews.

0 comment
### ยอมรับได้ใจเป็นสุข ###



















ยอมรับได้ใจเป็นสุข

“เวลาเราประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจ

 มันไม่ทำให้เราทุกข์มากเท่าไหร่ ถ้าเราไม่ปฏิเสธมัน

 แต่ปัญหาคือเราปฏิเสธ เราไม่ยอมรับ

เวลาป่วย หรือเวลาเจองานหนัก ถูกย้ายงาน

หลายคนมักตีโพยตีพายว่า ทำไมต้องเป็นฉัน ไม่ยุติธรรมเลย

 ไม่ไหวแล้ว อาการเหล่านี้คือการไม่ยอมรับ

คือการปฏิเสธความจริง แล้วยังยึดสิ่งดีๆ ที่ผ่านไปแล้ว

 ยังห่วงหาอาลัยอยู่ ตรงนี้แหละที่ทำให้คนเราทุกข์ใจมาก

เมื่อเจอสิ่งที่ไม่น่าพอใจ แทนที่จะปฏิเสธ ก็วางใจเสียใหม่

ยอมรับว่ามันเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

ยอมรับไม่ได้หมายความว่ายอมแพ้

 ยอมแพ้หมายถึง การเอาแต่ตีโพยตีพายหมกมุ่นกลุ้มใจ

ว่าไม่ยุติธรรมเลย ทำไมต้องเป็นฉัน

หรือท้อแท้สิ้นหวัง คิดแบบนี้ทำให้เราไม่เห็นทางออก

หรือไม่คิดจะหาทางออก ทำให้ไม่ยอมมองไปข้างหน้า

แต่พอเราเริ่มยอมรับความจริงว่า นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราแล้ว

เราก็จะเลิกบ่นหรือกลุ่มอกกลุ้มใจ

แต่จะมาดูว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เราจะจัดการปัญหาอย่างไร

อันนี้ทำให้เรามองไปข้างหน้าได้”

พระไพศาล วิสาโล







 

 

ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตธรรมชาติที่พักใจ

ขอบคุณเจ้าของภาพถ่ายค่ะ




Create Date : 26 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2558 10:39:50 น.
Counter : 417 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....