Group Blog
All Blog
### ปล่อยวาง ###


















ปล่อยวาง

"การปล่อยวางเกิดขึ้น จากการทำความดี

จนรู้สึกเอิบอิ่มใจและมั่นคงภายใน

 อีกทั้งได้เห็นความจริงอย่างแจ่มแจ้ง

จนรู้ว่าไม่มีอะไรที่ยึดมั่นได้เลย

หากคุณทำทั้งสองประการได้ครบถ้วน ก็จะปล่อยวางได้เอง

 แม้ไม่ติดใจในชีวิต ก็อยู่อย่างมีความสุขทุกเวลา

แม้ไม่ชื่นชอบความตาย ก็พร้อมตายเสมอ"

พระไพศาล วิสาโล









 

 

ขอบคุณที่มา  fb. วัดป่าสุคะโตธรรมชาติที่พักใจ

ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ 




Create Date : 14 ธันวาคม 2558
Last Update : 14 ธันวาคม 2558 10:21:01 น.
Counter : 260 Pageviews.

0 comment
### การกระทำที่เรียกว่า ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ###


















“การกระทำที่เรียกว่า

ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ”

.....................

ผู้ใดอยากจะสัมผัสกับผลคือมรรคผล นิพพาน

จำเป็นจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติ

ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือสุปะฏิปันโน อุชุปะฏิปันโน

ญายะปะฏิปันโน สามีจิปะฏิปันโน

ปฏิบัติดีก็คือปฏิบัติเต็มร้อย เต็มที่ ถ้าเป็นนักเรียนก็ไม่ขาดเรียน

 ไม่ขาดส่งการบ้านทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายให้ทำ

และสอบทุกครั้งก็สอบได้ที่ ๑ เรียกว่าปฏิบัติดี

 ปฏิบัติอย่างเต็มที่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ

ไม่มีเวลาใดที่ไม่ปฏิบัติไม่ว่ากำลังทำภารกิจการงานอะไรก็ตาม

ก็ปฏิบัติควบคู่กับการทำการงานเหล่านั้น

การเจริญสตินี้เรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว

 เจริญสติควบคู่ไปกับภารกิจการงานต่างๆ

ควบคุมใจให้อยู่ในปัจจุบันเสมอ ไม่ปล่อยให้ใจไปอดีตไปอนาคต

ไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ให้จดจ่ออยู่กับภารกิจการงาน

หรือการเคลื่อนไหวของร่างกายตลอดเวลา

หรือกำหนดจิตให้อยู่กับการบริกรรมพุทโธๆตลอดเวลา

 ไม่ปล่อยให้จิตคิดเรื่อยเปื่อย

คิดเพ้อเจ้อคิดไปแบบไม่มีเหตุไม่มีผลไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์

 ถ้าจำเป็นจะต้องคิดก็คิดเฉพาะกิจที่จำเป็นเท่านั้น

หรือถ้าจะคิดก็คิดเพื่อให้เกิดปัญญา

ก็คิดว่าสิ่งที่ตนเองกำลังคิดอยู่นี้ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ เป็นบุคคล

 เป็นสิ่งของ เป็นอนิจจังทั้งนั้น เป็นของที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

มีเกิดแล้วก็ต้องมีดับ เป็นอนัตตาไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา

 เป็นของเราชั่วคราว ได้มาแล้วเดี๋ยวก็ต้องหมดไป เป็นทุกข์

ถ้าไปอยากให้ไม่เปลี่ยนแปลง อยากจะให้อยู่กับเราไปตลอด

เป็นของเราไปตลอด เป็นไปตามความต้องการของเราไปตลอด

 ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา นี่คือสุปะฏิปันโน

 ให้ปฏิบัติดีคือปฏิบัติตลอดเวลา ในทุกอิริยาบถ

ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนถึงหลับ จะปฏิบัติด้วยการเจริญสติก็ได้

 จะปฏิบัติด้วยการนั่งหลับตาทำใจให้สงบ เป็นสมาธิก็ได้

จะเดินจงกรมหรือจะทำอะไรอยู่ แล้วพิจารณาสิ่งที่ทำ

เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ได้ ก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติ

ถ้ามีการปฏิบัติดี คือปฏิบัติตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ

ผลย่อมปรากฏขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

สุปะฏิปันโนแล้วก็ญายะปะฏิปันโน อุชุปะฏิปันโน

ปฏิบัติตรงต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัติอะไรก็ปฏิบัติอย่างนั้น

สอนให้ทำทานก็ทำทาน สอนให้รักษาศีลก็รักษาศีล

 สอนให้ปลีกวิเวกก็ปลีกวิเวก

สอนให้ไม่คลุกคลีกับใครไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครก็กระทำอย่างนั้น

สอนให้มักน้อยสันโดษก็ทำอย่างนั้น

สอนให้มีความเพียรพยายามอยู่ทุกอิริยาบถ

ก็ทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน

 สอนให้เจริญศีลก็รักษาศีลให้บริสุทธิ์

 สอนให้นั่งสมาธิก็นั่งให้มากๆ สอนให้เจริญปัญญาก็กระทำ

 สอนให้หลุดพ้นก็หลุดพ้นตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

 นี่เรียกว่าปฏิบัติตรงต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า

อุชุปะฏิปันโน ญายะปะฏิปันโน คือปฏิบัติเพื่อดับกิเลส

เพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์เท่านั้น

 ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อลาภยศ สรรเสริญ

ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อเอาหน้าเอาตาเอารางวี่รางวัล

ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อที่จะได้อิทธิปาฏิหารย์ได้อภิญญา

ได้ความรู้ความสามารถพิเศษ เหาะเหินเดินอากาศ ดำดินได้

ไปนรกไปสวรรค์ได้ พบกับกายทิพย์ต่างๆ ระลึกชาติได้

 ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อคุณธรรมเหล่านี้

 เพราะคุณธรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นมรรคนั่นเอง

 ไม่ได้เป็นทางที่จะนำไปสู่การดับทุกข์

ทางที่จะไปสู่การดับทุกข์ก็คือ

อัปปนาสมาธิ คือความตั้งมั่นของจิตในความสงบในความว่าง

สักแต่ว่ารู้ มีอุเบกขาเป็นเครื่องล่อเลี้ยงจิตใจ

ดูแลรักษาจิตใจไม่ให้วุ่นวายไปความโลภ ความโกรธ ความหลง

 ไม่ให้วุ่นวายไปกับอคติทั้ง ๔ คือรัก ชัง กลัว หลง

แล้วก็ปฏิบัติเพื่อละตัณหาความอยากต่างๆ

 ด้วยการพิจารณาสภาวธรรมทั้งปวง

ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอสุภะ

เป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา

นี่คือการปฏิบัติเพื่อการละตัณหาดับความทุกข์ต่างๆ

ที่มีอยู่ภายในใจให้หมดสิ้นไป

สามีจิปะฏิปันโนคือ การปฏิบัติที่ชอบนั่นเอง

คือถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน

ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติ

เรียกว่าเป็นสันทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติจะพึ่งรู้ได้ด้วยตนเอง

ต้องรู้ด้วยได้การปฏิบัตดี ปฏิบัติชอบ

ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามเหตุตามผล

แล้วก็การปฏิบัตินี้สามารถปฏิบัติได้ในทุกยุคทุกสมัย

เพราะพระธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้านี้

เป็นอกาลิโก คือไม่เสื่อม ไม่หมดประสิทธิภาพไปกับกาลเวลา

ไม่เหมือนกับสิ่งต่างๆ เช่นข้าวของต่างๆ ที่เราซื้อมานี้

มักจะติดสลากกำกับบอกวันว่าควรบริโภคก่อนวันที่เท่านั้นเท่านี้

ถ้าบริโภคหลังจากนั้นแล้วจะไม่ได้รับประโยชน์

นอกจากไม่ได้รับประโยชน์แล้วอาจจะรับโทษได้

เพราะของนั้นได้เสื่อม คุณภาพไปแล้ว

เช่นกับข้งกับข้าวนี่ก็บูดหรือเสียแล้ว

 ถ้ารับประทานกับข้าวที่บูด หรือเสีย

ก็จะทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาได้

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ติดสลากอกาลิโก

 ไม่มีวันเสื่อมสามารถบริโภคตลอดเวลา

 ไม่ว่าจะอยู่ในปีไหน สมัยไหน

จะอยู่สมัยพุทธกาลก็บริโภค

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้

จะอยู่ในปัจจุบันก็สามารถบริโภค

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 และได้รับประโยชน์เช่นเดียวกันกับ ในสมัยพระพุทธกาล

 ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยตรง

 หรือฟังธรรมจากพระสาวกหรือ จากพระธรรมคำสอน

ที่ได้มีการจดบันทึกเอาไว้ในหนังสือหนังหา ในพระไตรปิฎก

ก็ถือว่าได้ฟังธรรมจาก พระพุทธเจ้าโดยตรง

 เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แล้วว่า

 พระธรรมคำสอนของเรานี่แลจะเป็นศาสดา ของพวกเธอต่อไป

หลังจากที่เราตถาคตได้จากพวกเธอไปแล้ว

พวกเธอจะไม่ได้อย่างปราศจากศาสดา

ได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ว่าจากใครก็ตาม

ถือว่าเป็นคำสอนได้ฟังจากพระพุทธเจ้า

ถ้าคำสอนนั้นตรงต่อคำพูดที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพูดเอาไว้

 ผู้ฟังสามารถน้อมนำเอาไปปฏิบัติ

และได้รับประโยชน์ เช่นเดียวกัน

จึงไม่ต้องลังเลสงสัยว่าการปฏิบัตินี้จะนำมาซึ่งมรรคผล นิพพาน

 อย่างที่ในสมัยพระพุทธกาล ได้หรือไม่

ได้แน่นอน เพราะอกาลิโกนี่เอง

คือการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี้

เป็นคำสอนที่ไม่เสื่อม ไปตามกาลเวลา

เป็นอย่างไรในสมัยพระพุทธกาลก็ยังเป็นอย่างนี้ในสมัยปัจจุบัน

 ให้ผลกับผู้ปฏิบัติอย่างไร ก็จะให้ผลกับผู้ปฏิบัติอย่างนั้น

ในสมัยนี้อย่างแน่นอน จึงไม่ต้องกังวลลังเล

ไม่ต้องสงสัยให้ทุ่มชีวิต ให้กับการปฏิบัติธรรมเถิด

ธรรมที่ทรงสอนให้ปฏิบัติก็คือ มรรคนี่เอง

มรรคต้องเจริญให้มาก เจริญให้สมบูรณ์

เพื่อที่จะได้ทำนิโรธให้แจ้ง

นิโรธก็คือการดับความทุกข์ในขั้นต่างๆ

 ขั้นของพระโสดาบัน ขั้นของพระสกิทาคามี

ขั้นของพระอนาคามี และขั้นของพระอรหันต์

 ดับความทุกข์เป็นขั้นๆ ไป.

.....................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

“ความจริงที่รู้ได้เฉพาะตน”
















ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 ธันวาคม 2558
Last Update : 14 ธันวาคม 2558 10:01:06 น.
Counter : 400 Pageviews.

0 comment
### เรื่องสำคัญที่สุดของชีวิต ###


















“เรื่องสำคัญที่สุดของชีวิต”

...............

เรื่องสำคัญที่สุดของชีวิตเราก็คือความตาย

ถ้าเราระลึกถึงความตายได้แล้ว เราก็จะได้เปลี่ยนชีวิต

 เปลี่ยนบทบาทการดำเนินชีวิตของเรา

แทนที่จะไปหาสิ่งต่างๆ ที่มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน

ที่ไม่ได้ให้ความสุขที่ถาวร ที่ไม่ได้มาดับความทุกข์ภายในใจ

เราก็จะเปลี่ยนไปหาสิ่งที่จะให้ความสุข กับเราอย่างถาวร

 เป็นสิ่งเราสามารถเอาติดตัวไปกับเราได้

 หลังจากที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว เราก็จะได้กำไร จะไม่คว้าน้ำเหลว

 ได้มาเกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นสิ่งที่วิเศษอย่างมาก

เพราะมีมนุษย์นี้เท่านั้นแหละ ที่จะมาสร้างบุญสร้างกุศล

มาสร้างความสงบสุขให้แก่จิตใจ มาดับความทุกข์

มาดับการเวียนว่ายตายเกิด ให้กับจิตใจได้

หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้

ต้องหลุดด้วยการมาเกิดเป็นมนุษย์

 และก็ต้องมีพระพุทธศาสนาเป็นผู้นำทาง

 ถ้าเกิดเป็นมนุษย์แต่ไม่มีพระพุทธศาสนา เป็นผู้นำทาง

 ก็จะไม่สามารถที่จะปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้น

 จากการเวียนว่ายตายเกิดได้

 เพราะวิธีที่จะปฏิบัติให้หลุดพ้น จากการเวียนว่ายตายเกิดได้

ไม่มีใครรู้นอกจากพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

 ถ้าเป็นการเข้าบ้านก็มีคนคนเดียวที่ถือกุญแจบ้านอยู่

ถ้าไม่มีคนนี้พวกเราก็เข้าบ้านกันไม่ได้

 ต้องรอให้คนนี้มาไขกุญแจ

เปิดประตูให้พวกเราเข้าบ้านกันไป ฉันใด

พระนิพพานก็เป็นเหมือนบ้าน ที่เราจะเข้ากัน

แต่เราเข้ากันไม่ได้ถ้าไม่มีคนที่ถือกุญแจ

เอากุญแจมาเปิดประตูให้พวกเราเข้าไป

คนที่จะเปิดประตูบ้านพระนิพพานให้กับพวกเรา

ก็คือพระพุทธเจ้านี่เอง ถ้าเรามาเกิดเป็นมนุษย์

 แต่เราไม่ได้พบกับพระพุทธศาสนา ไม่ได้พบกับพระพุทธเจ้า

 เราก็จะไม่มีผู้ที่จะเปิดประตูให้เรา เข้าไปสู่พระนิพพานได้

 แต่ชาตินี้เป็นชาติที่วิเศษอย่างมาก

 เพราะว่าเราได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว

เราได้มาพบ กับพระพุทธศาสนาที่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า

 ที่เป็นผู้ถือกุญแจที่จะเปิดประตูสู่พระนิพพาน ให้กับพวกเราได้

 ถ้าพวกเราไม่ไปขอให้ท่านเปิดประตูให้กับพวกเรา

พวกเราก็จะไม่สามารถเข้าไปสู่ บ้านอันประเสริฐ

บ้านที่มีแต่บรมสุข บ้านที่ปราศจากความทุกข์

ปราศจากการเวียนว่ายตายเกิดนี้ได้

ดังนั้นตอนนี้พวกเราได้มาเจอผู้ที่ถือกุญแจแล้ว

เราก็ต้องขอให้ท่านสอนเรา บอกเรา

ก็เป็นเหมือนกับ ให้ท่านช่วยเป็นผู้เปิดประตู

ไขกุญแจบ้านให้กับพวกเรานั่นเอง

ดังนั้นเราจึงควรที่จะทุ่มเทชีวิตจิตใจ ให้กับการศึกษาและปฏิบัติ

เพื่อที่เราจะได้เข้าไปสู่บ้านอันประเสริฐนี้

การที่เราจะศึกษาและปฏิบัติทุ่มเท อย่างสุดชีวิตได้นี้

ก็ต้องระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ

เพราะถ้าเราเห็นความตายอยู่เรื่อยๆ

เราจะได้ยุติการแสวงหาสิ่งต่างๆ ที่ไม่ใช่เป็นของเรา

 ที่เราไม่สามารถจะเอาติดตัวกับเราไปได้

ก็คือเราจะไม่ไปสนใจกับการหาความสุขผ่านทางร่างกาย

ไม่สนใจกับการหาทรัพย์สมบัติ ข้าวของเงินทอง

 ลาภยศ สรรเสริญต่างๆ จะสนใจกับการศึกษาและการปฏิบัติ

เพื่อที่จะทำให้เราได้ไปถึงพระนิพพานให้ได้

อันนี้เกิดขึ้นจากการเห็นความตายในชีวิตของเรา

 เช่นพระพุทธเจ้าของเรา

ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกจากพระราชวัง

เพื่อไปศึกษาไปปฏิบัติ เพื่อให้ได้ไปถึงพระนิพพาน

พระองค์ก็ทรงเห็นความตาย เห็นเทวทูต ๔

 เห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ เห็นคนตาย และเห็นนักบวช

จึงทำให้พระองค์ทรงเปลี่ยนความสนใจเป้าหมายของชีวิตเดิม

จากการหาลาภยศ สรรเสริญ

หาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

 มีปราสาทพระราชวังอยู่ ๓ หลังด้วยกัน เป็นปราสาท ๓ ฤดู

หาความสุขจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอยู่ตลอดเวลา

แต่ทรงเห็นว่าร่างกายนี้ก็ต้องเสื่อมลงไปเรื่อยๆ

ก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ แล้วก็ต้องตายไป

พอตายไปแล้วความสุขต่างๆ ที่หาผ่านทางร่างกายมันก็หมดไป

พระพุทธเจ้าจึงเปลี่ยน หาความสุขอีกทางหนึ่ง

หาความสุขของทางนักบวชกัน ทรงถามมหาดเล็กว่า

 นักบวชนี้เขาทำอะไร นักบวชนี้เขาหาทางออก

จากความแก่ ความเจ็บ ความตาย

เขาต้องการหาสุขที่ไม่ต้องผ่านทางร่างกาย

ผ่านความแก่ ผ่านความเจ็บ ผ่านความตาย

ท่านก็เลยอยากจะบวช อยากจะหาความสุขแบบนั้น

 พอถึงเวลาที่จะต้องบวช ก็ทรงสละราชสมบัติไปอย่างง่ายดาย

เพราะเห็นว่าอยู่ไปก็จะไม่มีวันได้ความสุข

ที่ไม่ต้องอาศัยร่างกายที่จะต้องแก่ ที่จะต้องเจ็บ ที่จะต้องตายไป

 พระองค์ก็เลยเสด็จออกจากพระราชวัง

แล้วก็ทรงไปศึกษาวิธีทำใจให้สงบ

 วิธีที่จะทำให้ใจหลุดพ้น จากความทุกข์ต่างๆ

แต่ก็สามารถศึกษาได้แต่ระดับขั้นฌาณสมาบัติ

ก็คือสามารถทำใจให้สงบระงับความทุกข์

ระงับความโลภ ความโกรธ ความหลง

ความอยากต่างๆ ได้เป็นพักๆ ในขณะที่เข้าไปในสมาธิ

เข้าไปในฌาณ แต่เวลาออกจากสมาธิมา ออกจากฌาณมา

 ใจก็กลับมีความโลภ ความโกรธ ความหลง

ความอยากอยู่เหมือนเดิม จึงรู้ว่ายังไม่สำเร็จ

แต่ไม่มีผู้ใดที่จะสามารถสอนให้สามารถระงับความโลภ

 ความโกรธ ความหลง ความอยากต่างๆ

 โดยที่ไม่ต้องเข้าไปในสมาธิ ไม่ต้องเข้าไปในฌาณได้

พระองค์จึงต้องศึกษาและค้นคว้าวิธีด้วยพระองค์เอง

จนในที่สุดก็ทรงค้นพบวิปัสสนาภาวนาคือ

 การใช้ปัญญาแก้ความหลง เพราะความหลงเป็นต้นเหตุ

ที่ทำให้เกิดความโลภ เกิดความอยาก เกิดความโกรธ

ถ้าเห็นว่าพอไม่หลงแล้วความโลภ ความโกรธ

ความอยากต่างๆ ก็หายไป

 เช่นถ้าเราอยากได้อะไร ถ้าเราเห็นสิ่งที่เราอยากได้

ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นของชั่วคราว เป็นความสุขเดี๋ยวเดียวแล้ว

เดี๋ยวก็หมดไป เวลาหมดไปก็จะกลายเป็นความทุกข์ขึ้นมา

อย่างนี้ก็จะทำให้ไม่อยากได้ ได้อะไรมาแล้วต้องเสียไปแล้ว

เวลาเสียนี้มันเสียใจหรือดีใจ ทุกข์ใจหรือสุขใจ

ทรงพิจารณาอย่างนี้ก็ทรงเห็นว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ใจอยากได้ อยากมีอยากเป็นนี้

ล้วนเป็นของไม่เที่ยงทั้งนั้น เป็นของชั่วคราวเวลาได้ก็ดีใจ

 แต่ในที่สุดก็ต้องเสียใจ ก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ไม่ได้

ถ้าต้องการจะหลุดพ้นจากความทุกข์ก็ต้องไม่เอาอะไร

 ไม่อยากได้อะไร ไม่อยากมีอะไร ไม่อยากเป็นอะไร

พอไม่มีความอยากใจก็หายทุกข์ แล้วไม่มีอะไรใจก็ไม่ทุกข์

กับสิ่งที่ไม่มี ความว่างนี้ไม่มีโทษ เพราะว่ามันไม่เกิดไม่ดับ

 แต่สิ่งอื่นๆนี้มันเกิดมันดับ

ดังนั้นขอให้เราอยู่กับความว่างให้ได้

 ถ้าเราอยู่กับความว่างได้ เราก็อยู่กับพระนิพพานได้

เพราะว่าพระนิพพานก็คือปรมัง สุญญังนั่นเอง

 ก็คือความว่าง คือใจไม่มีอะไร ใจอยู่กับความว่างได้

จะอยู่กับความว่างได้ก็ต้องมีวิปัสสนา มีปัญญา

มีความเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเกิดจะต้องมีดับไปเป็นธรรมดา

 ถ้าได้มาแล้วก็จะต้องเสียใจจะต้องมีความทุกข์ใจตามมาต่อไป

 ถ้าไม่อยากจะทุกข์ใจไม่อยากจะเสียใจ ก็อย่าไปมีอะไร

เช่นคนไม่มีสามีก็ต้องไม่ทุกข์กับสามี

คนไม่มีภรรยาก็ไม่ทุกข์กับภรรยา

คนไม่มีตำแหน่งก็ไม่ทุกข์กับตำแหน่ง

 ตอนนี้มีตำแหน่งก็มีคนคอยไล่คอยขับอยู่ตลอดเวลา

ทุกข์อยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน

ตื่นขึ้นมาก็เจอแต่ข่าวเขาจะไล่เราๆ จะมีความสุขได้อย่างไร

ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะอยู่ถึงวันไหนก็ไม่รู้

 แต่ถ้าไม่มีตำแหน่งก็ไม่ต้องมาทุกข์กับตำแหน่งแล้ว

นี่แหละการบวชก็เพื่อสละทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่กับความว่าง

พระพุทธเจ้าในที่สุดก็ทรงค้นพบวิธี ที่จะทำให้จิตหลุดพ้น

จากความทุกข์ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

เพราะการเวียนว่ายตายเกิด ก็เกิดจากความอยากนี่เอง

เวลาเกิดความอยากแล้วถึงแม้ว่าร่างกายนี้จะตายไป

แต่ความอยากมันอยู่ในใจ ใจที่มีความอยากอยู่

มันก็ไปหาร่างกายอันใหม่มาเกิดใหม่ มาแก่ มาเจ็บ มาตายใหม่

มาหาสิ่งนั้นสิ่งนี้ใหม่ แล้วก็มาทุกข์กับสิ่งนั้นสิ่งนี้อีก

ทำอย่างนี้มาไม่รู้กี่ร้อยล้านรอบแล้ว

ทำอย่างนี้มา ทุกข์มาไม่รู้เท่าไรแล้ว

แต่ก็ไม่มีวันที่จะรู้วิธีที่จะหยุดมันได้

ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าผู้ที่มีปัญญาที่แหลมคม

 ที่สามารถเห็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหลายได้ว่าเกิดจากความหลง

 ความหลงที่ไม่เห็นว่าไม่มีอะไรในโลกนี้

ที่มันจะให้ความสุขกับเราอย่างแท้จริงอย่างถาวร

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นความสุขปลอม

 เป็นความสุขที่เคลือบความทุกข์ไว้ภายใน

เวลาความสุขนี้จางหายไปก็จะมีความทุกข์โผล่ขึ้นมา

 เหมือนกับยาขมเคลือบน้ำตาล เวลาอมใหม่ๆก็หวานดี

แต่พอน้ำตาลที่เคลือบนั้นละลายไปหมดแล้ว ก็เหลือแต่ความขม

 ชีวิตของพวกเราเวลาได้อะไรมาใหม่ๆนี้ก็หวานดี

เวลาแต่งงานกันใหม่ๆนี้ก็หวาน พออยู่ไปๆ

ความหวานมันก็หายไป เหลือแต่หวานอมขมกลืน

 เพราะเราไม่มีปัญญามองทะลุน้ำตาลที่เคลือบความขมอยู่

เราไม่มีปัญญามองทะลุความสุขที่มันเคลือบความทุกข์อยู่นั่นเอง

 เราจึงมักจะเดินเข้าหาความทุกข์กันอยู่เรื่อยๆ

 เวลาได้อะไรมาก็ดีอกดีใจกัน ได้สามีได้ภรรยา

ได้บุตรธิดาได้ลูกก็ดีอกดีใจกัน

แต่พอลูกมันเริ่มโตขึ้น ลูกมันเริ่มดื้อขึ้น

 ลูกมันเริ่มสร้างปัญหาให้กับเรา ทีนี้มันก็เห็นความทุกข์ตามมาแล้วซิ

 ถ้ามีปัญญาเราคิดไว้ล่วงหน้าก่อน มองเห็นอะไรจะเกิดก่อน

 เราก็จะได้ไม่ไปเดินเข้าไปหาปัญหานั้น แต่นี่เราไม่เห็นกัน

 เพราะปัญญาของเราไม่แหลมคม ปัญญาของเราเป็นปัญญาตื้นๆ

มองเห็นแต่ผิว มองไม่ทะลุเข้าไปใต้ผิวหนัง

เช่นร่างกายนี้ก็มองไม่เห็นใต้ผิวหนัง

มองทีไรก็มองว่าสวยว่างามทุกที

 แต่ถ้ามองทะลุเข้าไปใต้ผิวหนังได้ก็จะเห็นว่า

ร่างกายนี้ไม่สวยไม่งามเลย ถ้าเห็นอย่างนี้ก็จะไม่อยากมีสามี

ไม่อยากมีภรรยา ก็จะไม่ต้องมาทุกข์กับสามี

ไม่ต้องมาทุกข์กับภรรยา ไม่ต้องมาทุกข์กับบุตรธิดา

กับลูกกับหลาน

แต่นี่มันมองไม่เห็นปัญญาตื้นๆ มองเห็นแค่ระดับผิวหนัง

 เห็นแล้วก็ติดอยากได้ พอได้มาแล้วก็มีความทุกข์

ตามมาเป็นขบวนยาวเหยียด ทุกข์ตั้งแต่สามีภรรยา

 ตามมาด้วยบุตรธิดาแล้ว ก็หลานเหลนตามมา

นี่คือความทุกข์ที่พวกเราเดินเข้าหากัน เพราะความหลง

เพราะไม่มีปัญญา มองไม่เห็นความจริง

มองไม่เห็นความตาย มองไม่เห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอน

มองไม่เห็นอนิจจัง มองไม่เห็นอนัตตาก็คือไม่ใช่ของเรา

 เป็นของชั่วคราว เราไม่สามารถที่จะไปสั่งให้เขาเป็นของเรา

 อยู่กับเราไปได้ตลอด ไม่ช้าก็เร็วเขากับเราก็ต้องจากกันไป

มองไม่เห็นความทุกข์ที่เกิดจากการไปยึด ไปติด

กับของที่ไม่ใช่เป็นของเรา ไปยึดไปติดกับของที่ไม่ถาวร

อันนี้เป็นปัญญาที่พระพุทธเจ้า เพียงพระองค์เดียวที่จะมองเห็นได้

 ถ้าเราได้มาเกิดเป็นมนุษยแล้วได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

ก็ถือว่าเรานี้ โชคดีมาก เพราะว่าถ้าเราไม่ได้เป็นมนุษย์

 ถึงแม้จะมีพระพทุธศาสนา เราก็จะไม่สามารถปฏิบัติตาม คำสอน

ของพระพุทธเจ้า เช่นเรามาเกิดเป็นสัตว์ในภูเขาลูกนี้

เป็นลิง เป็นกระรอก เป็นกระแต อยู่ใกล้กับพระศาสนา

อยู่ใกล้กับพระกับเจ้า แต่ก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าเขาทำอะไรเขาสอนอะไร

 ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์

แล้วก็ต้องเจอกับพระพุทธศาสนา ได้ยินได้ฟัง

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

 ได้ยินได้ฟังแล้วก็เกิดศรัทธาขึ้นมา

 ถ้าได้ยินได้ฟังแล้วไม่เกิดศรัทธา ไม่เกิดความเชื่อ

 ก็เป็นเหมือนพวกทัพพีในหม้อแกง

ฟังไปแล้วก็ไม่รู้รสชาติของแกง

 ถึงแม้แกงจะวิเศษ ราคาแพงเป็นพันเป็นหมื่น

 ก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับทัพพี ทัพพีไม่รู้หรอกว่า

แกงที่มันตักนี้ มีราคาเป็นพันเป็นหมื่น

มันต้องเป็นลิ้นกับแกงเท่านั้น

ดังนั้นถ้าเราได้พบกับพระพุทธศาสนาแล้ว

เราต้องทำตัวเราให้เป็นลิ้นให้ได้ อย่าทำตัวให้เราเป็นทัพพี

อย่าไปเมิน อย่าไปมองไม่เห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา

ถ้ายังมองไม่เห็นก็พยายามบังคับตัวเองให้ศึกษาไปเรื่อยๆ

เพราะบางทีปัญญาของเราอาจจะทึบ อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย

กว่าที่จะเข้าอกเข้าใจ แต่ถ้าตราบใดเรามีความพยายามที่จะศึกษา

 ไม่ท้อแท้ไม่ยอมแพ้ ศึกษาไปเรื่อยๆ แล้วมันก็ต้องเข้าใจเอง

พอเข้าใจแล้วก็จะเห็นคุณค่าของคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ก็จะเกิดศรัทธา เมื่อเกิดศรัทธาแล้วก็จะเกิดฉันทะ วิริยะ

ฉันทะก็คือความพอใจที่จะปฏิบัติตาม

วิริยะก็คือความอุตส่าหะพากเพียรที่จะพยายามปฏิบัติตาม

 เพราะการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี้

เป็นการกระทำที่ยาก เนื่องจากว่า เป็นการกระทำที่เราไม่ถนัด

เราไม่เคยทำมาก่อน เหมือนกับการเปลี่ยนมือ

ที่เราถนัดมาใช้อีกมือหนึ่ง

เช่นเราถนัดมือขวา แต่เราต้องมาใช้มือซ้าย

 ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เราไม่อยากจะใช้เพราะมันไม่ถนัด

 เราอยากจะใช้มือขวา แต่ถ้ามือขวาเราพิการไปอย่างนี้

เราก็จะต้องหัดใช้มือซ้าย ถ้าเราหัดไปเรื่อยๆแล้ว

ต่อไปมือซ้ายนี้ก็จะใช้ได้เหมือนมือขวาไม่มีความแตกต่างกัน

เพราะคนที่เขาถนัดมือซ้าย ทำไมเขาใช้มือซ้ายได้อย่างสบาย

 เพราะความถนัดนี้เอง

เช่นเดียวกับการเปลี่ยนทิศทางของการดำเนินชีวิต

ของพวกเรา จากการแสวงหาความสุขผ่านทางร่างกาย

 ผ่านทางลาภยศ สรรเสริญ

เราต้องเปลี่ยนการหาความสุข มาในทางทาน ศีล ภาวนา

มาหาความสุขด้วยการทำทาน แบ่งปัน

มีอะไรที่เราพอที่จะแบ่งปันให้กับผู้อื่นได้ก็แบ่งปันกันไป

เก็บไว้เท่าที่จำเป็นที่เราจะต้องมี ส่วนที่เกินนี้ก็อย่าไปหวง

เก็บเอาไว้ แล้วเราก็จะได้มีความเมตตา ก็จะทำให้เรารักษาศีลได้

 เราจะไม่เบียดเบียนผู้อื่นได้ เพราะเรามีความเมตตา

เราอยากจะให้ผู้อื่นมีความสุข เราทำทานเพราะเราเห็นว่า

ทำแล้วให้ผู้อื่นเขามีความสุข ต่อไปเวลาเราจะทำอะไร

 เราก็ต้องระมัดระวังว่า จะต้องไม่ให้คนอื่นเขาเดือดร้อน

 เราก็จะรักษาศีลได้ พอเรารักษาศีล ๕ ได้

ต่อไปเราก็จะรักษาศีล ๘ ได้ ถ้าเรารักษาศีล ๘ ได้

 เราก็จะภาวนาได้ เพราะถ้ารักษาศีล ๘ ไม่ได้

 เราก็ยังจะถูกความอยากในความสุขทางร่างกาย

 คอยดึงเวลาของเราไป เช่นเวลาจะนั่งสมาธิ

 ถ้าเรายังกินข้าวเย็นอยู่ เวลานั่งสมาธิมันก็จะง่วงเหงาหาวนอน

หนังท้องตึงหนังตาหย่อน แต่ถ้าเราไม่รับประทานอาหารเย็น

ได้รับประทานถึงเที่ยงวัน หลังจากนั้นแล้วเราก็จะหยุด

 พอตอนบ่ายท้องก็จะเบา แล้วเวลานั่งสมาธิก็จะไม่ง่วงเหงาหาวนอน

 ก็จะทำให้เราสามารถนั่งสมาธิได้.

.................................

ธรรมะบนเขา แผ่นที่ ๗ วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๗

“ความตาย”















ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต




Create Date : 13 ธันวาคม 2558
Last Update : 13 ธันวาคม 2558 12:45:09 น.
Counter : 213 Pageviews.

0 comment
### ความต่างระหว่างสุขทางร่างกายกับสุขทางใจ ###



















“ความต่างระหว่าง

สุขทางร่างกายกับสุขทางใจ”

.............

ผู้ที่ต้องการจะภาวนาเพื่อทำจิตใจให้สงบ

เพื่อที่จะระงับดับความทุกข์ที่เกิดจาก

ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยากต่างๆ

 จึงจำเป็นจะต้องรักษาศีล ๘ ยอมอดเปรี้ยวไว้ก่อนหวาน

 ยอมอดเปรี้ยวไว้ เพื่อที่เราจะได้มากินหวาน หวานนี้ก็คือสมาธิ

 แต่ถ้าเราจะอดเปรี้ยวไม่ได้จะกินของเปรี้ยวอยู่

เช่นมะม่วงในยุคนี้ ออกมายังไม่ทันสุกก็มากินก่อน

กินตอนที่มันเปรี้ยวก็เลยต้องจิ้มน้ำปลาหวาน

เป็นความหวานเทียม ไม่ใช่หวานแท้

ไม่ได้หวานจากรสของมะม่วง เป็นหวานของรสของน้ำตาล

 แต่ถ้าเราอดเปรี้ยวรอไปสักพัก รออีกสักเดือน

พอมะม่วงสุกก็จะได้กินมะม่วงหวานได้ ฉันใด

ถ้าเราอดความสุขทางร่างกายได้

 อดหาความสุขทางร่างกายได้ แล้วมานั่งบริกรรมพุทโธๆ

 สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิไป พอจิตสงบ

เราก็จะได้ความสุขที่หวานโดยธรรมชาติ

ไม่ใช่เป็นความสุขที่หวานโดยการปรุงเเต่ง

ความสุขทางร่างกายนี้มันหวานด้วยการปรุงเเต่ง

เพราะเราจะต้องมีคนนั้นมีคนนี้มีสิ่งนั้นสิ่งนี้

มาผสมถึงจะเกิดความหวานได้

เหมือนกับน้ำตาลที่เราใช้จิ้มมะม่วงเปรี้ยวนี่เอง

 เพราะเรารอไม่ไหว ใจเราร้อน อยากจะกินเสียตอนนี้

ก็เลยต้องเอาน้ำตาลมาจิ้ม แต่ถ้าเรารออีกสักเดือนหนึ่ง

 รอให้มะม่วงมันสุกงอมเต็มที่ ทีนี้ก็กินมะม่วงหวานได้

ไม่ต้องไปหาน้ำตาลมา ใจเราก็เป็นเหมือนมะม่วง

ตอนนี้มันเปรี้ยว เราจึงต้องหาของหวานมาจิ้มกัน

หารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะมาจิ้ม

หาความสุขจากต่างๆ ภายนอก

แทนที่เราจะอดทนอดกลั้นอย่าไปหาความสุขทางภายนอก

แล้วเข้ามาหาความสุขทางภายในกันด้วยการถือศีล ๘

 แล้วก็มานั่งสมาธิ ไหว้พระสวดมนต์ เดินจงกรม เจริญสติ

ควบคุมความคิดของเราไม่ให้คิดเรื่อยเปื่อย

ไม่ให้คิดถึงเรื่องนั้นคิดถึงเรื่องนี้ให้รู้เฉยๆ

ให้รู้อยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกายก็ได้

 หรือให้รู้อยู่กับการบริกรรมพุทโธๆก็ได้

ถ้าใจรู้อยู่กับเรื่องนี้เรื่องเดียวใจไม่ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

 ใจก็อยู่ปากประตูของสมาธิ

พอเรานั่งสมาธิหลับตาบริกรรมพุทโธ

หรือดูลมหายใจเพียงไม่นาน ใจก็จะเข้าสู่สมาธิได้

 แต่ถ้าเราไม่มีสติดึงใจให้อยู่กับการบริกรรมพุทโธ

หรืออยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย

ก็เหมือนกับใจของเราอยู่ห่างไกล จากประตูของสมาธิ

 พอเวลานั่งสมาธิบริกรรมเท่าไรมันก็ไม่เข้า

เพราะว่ามันจะไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ อยู่เรื่อยๆ

 ดังนั้นก่อนที่เราจะนั่งสมาธิได้ผล

เราต้องเจริญสติให้ได้ผลก่อน

คือต้องควบคุมความคิดให้ได้

ให้คิดให้น้อยที่สุด ให้อยู่กับพุทโธ

 ให้อยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกายให้มากที่สุด

แล้วเวลาที่เรานั่งสมาธิ มันก็จะเข้าสู่ความสงบได้

 พอเข้าสู่ความสงบได้

เราก็จะได้พบกับความหวานของใจของเรา

 ความสงบสุขเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขทั้งหลาย

เหมือนความหวานของรสมะม่วงนี้

มันหวานกว่า น้ำตาลที่เราไปจิ้ม

ขอให้เราพยายามทำให้ได้เจริญ สติให้ได้

ถ้าเจริญสติไม่ได้อย่าไปหวังเรื่องการนั่งสมาธิ

แล้วถ้าไม่มีสมาธิอย่าไปหวังเรื่องการเจริญปัญญาเลย

 เพราะมันไม่มีวันที่จะสามารถเจริญปัญญาได้

เพราะใจมันจะถูกกิเลสที่มีกำลังมากกว่า

คอยดึงให้ไปคิดถึงเรื่องกิเลสตัณหาตลอดเวลานั่นเอง

 ดังนั้นเราต้องพยายามรักษาศีล ๘ ให้ได้

แล้วก็พยายามเจริญสติ สิ่งที่จะช่วยให้เราเจริญสติได้ง่ายก็คือ

 เราต้องไม่มีภารกิจการงานอย่างอื่น

เช่นเป็นนักบวชหรือจะเป็นนักบวชชั่วคราวก็ได้

นักบวชถาวรก็ได้ นักบวชชั่วคราวก็คือ

วันหยุดวันทำงานของเรา เราก็ไปปลีกวิเวกอยู่คนเดียว

อยู่ที่ไหนก็ได้ ที่ไม่มีอะไรมารบกวนใจเรา

 ให้ใจเราได้มีเวลาอยู่กับพุทโธ

หรืออยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกายไป

 แต่ถ้าเราต้องทำงานต้องอยู่กับคนนั้นคนนี้ การเจริญสตินี้ก็จะยาก

เพราะจะมีเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้ามาหาเราอยู่เรื่อย

 คนนั้นก็มาชวนคุยคนนั้นก็เข้ามาถามปัญหา

มาปรึกษาเรื่องนั้นเรื่องนี้

ใจของเราก็จะอยู่กับพุทโธอยู่กับร่างกายไม่ได้

 ก็ต้องคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอยิ่งคิดมันก็ยิ่งอยู่ห่างไกล

จากปากทางเข้าของสมาธิ มันก็จะเข้ายาก

ดังนั้นถ้าเราอยากจะเจริญสติให้ได้ผล นั่งสมาธิให้ได้ผล

เราก็ต้องปลีกวิเวก อยู่ห่างไกลจากแสงสีเสียง

ห่างไกลจากสิ่งต่างๆ ที่จะมาดึงใจของเรา

ให้อยู่ห่างไกลจากที่ทางเข้าของสมาธิ

ทางเข้าของสมาธิคืออะไรก็คือปัจจุบันนี่เอง

 ใจของเราถ้าอยู่ปัจจุบันได้มันก็จะสงบได้ง่าย

แต่ส่วนใหญ่เรามักจะไม่อยู่ปัจจุบัน

ปัจจุบันอยู่ตรงนี้แต่ใจเราไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้

 เช่นบางท่านขณะฟังธรรมอยู่ในขณะนี้ใจไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้

บางทีไปคิดถึงเรื่องงานที่จะต้องทำอาทิตย์หน้าแล้วก็ได้

บางทีคิดถึงเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ก็ได้

ถ้าอย่างนี้ก็แสดงว่าไม่ได้อยู่ปากประตูของสมาธิ

เวลานั่งสมาธิก็จะไม่มีวันที่จะเข้าสมาธิได้

แต่ถ้าอยู่กับความว่างอยู่กับความรู้เฉยๆ

อยู่กับพุทโธ อยู่กับร่างกาย อย่างนี้แสดงว่าอยู่ปัจจุบัน

อยู่ปากประตูของสมาธิ พอนั่งสมาธิ

 พอดูลมหายใจอย่างเดียวอย่างต่อเนื่อง

ไม่นานใจก็จะเข้าสู่ความสงบได้

หรือบริกรรมพุทโธอย่างต่อเนื่องก็จะเข้าสู่ความสงบได้

พอมีความสงบแล้วทีนี้เวลาออกจากสมาธิมา

ก็จะมีเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่จะมาใช้ในการต่อสู้

กับตัณหาความอยากได้ เครื่องมือชิ้นนี้เรียกว่า อุเบกขา

ใจที่มีสมาธินี้จะมีอุเบกขา คือจะวางเฉยได้

จะสู้กับความอยากได้ ถ้าไม่มีอุเบกขาเวลาเกิดความอยากนี้

ต้องวิ่งไปทำตามความอยาก

แต่ถ้ามีอุเบกขานี้เหมือนคนที่อิ่มไม่หิวมาก

ถึงแม้ว่าจะใครมาชวนไปกินที่นั่นที่นี่

ถ้าบางทีขี้เกียจไปก็ไม่ไปก็ได้ เพราะไม่เดือดร้อน

 แต่คนที่ไม่มีอุเบกขานี้ เหมือนคนที่ไม่มีอาหาร ท้องว่าง

พอใครมาชวนให้ไปกินที่ไหนต้องรีบตามไปทันทีเลย

อันนี้ก็เหมือนกัน พอเราออกจากสมาธิมาแล้ว

ถ้าเราอยากจะรักษาความสงบ เราก็ต้องไม่ทำตามความอยาก

 เพราะถ้าเราทำตามความอยาก

 ใจของเราก็จะวุ่นวายขึ้นมาจะไม่สงบ

แต่ถ้าเรามีสมาธิ มีอุเบกขาแล้วเราเอาปัญญามาสอนใจ

ว่า อย่าไปทำตามความอยากเลย เพราะความอยากที่เราทำนี้

มันจะได้ความสุขแบบยาขมเคลือบน้ำตาล

 ความสุขเคลือบความทุกข์ เป็นสุขเดี๋ยวเดียว

แล้วพอมันจางไปมันก็จะเหลือแต่ความทุกข์

เช่นอยากจะไปกินอะไร เวลาไปกินก็สุข

เวลากลับมาแล้วเดี๋ยวก็อยากจะกลับไปกินอีก

เพราะความสุขนั้นหมดไปก็ต้องไปหากิน

มันก็ต้องหากินอยู่เรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด

ถ้าเราใช้ปัญญาสอนใจ ให้เห็นว่า

ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เราก็จะฝืนความอยากได้ ถ้าเรามีอุเบกขา

ถ้าเราไม่มีอุเบกขา เราจะไม่มีกำลัง

มานั่งนึกถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พอพูดถึงขนมก็จะวิ่งเข้าหาขนมทันที แล้วค่อยว่ากันทีหลัง

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเอาไว้ทีหลัง

ตอนนี้ขอกินก่อน อย่างนี้มันก็จะไม่มีวันที่จะหยุดความอยากได้

เพราะความอยากมันจะหมดได้ก็ต่อเมื่อ

 เราไม่ทำตามความอยากเท่านั้น

 ทุกครั้งที่เราอยากแล้วเราไม่ทำตามความอยาก

 ต่อไปความอยากนั้น มันจะอ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ

 แล้วมันจะหมดไปเอง

เหมือนคนที่อยากจะสูบบุหรี่หรือดื่มสุรานี้

ทุกครั้งที่อยากจะดื่มอยากจะสูบถ้าฝืนไม่ยอมดื่มไม่สูบ

 ความอยากมันจะอ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ

แล้วต่อไปในที่สุดความอยากมันก็จะหายไป

พอความอยากหายไปแล้ว เวลาเห็นบุหรี่เห็นสุราก็จะเฉยๆ

 ไม่เดือดร้อน แต่คนที่ยังเลิกไม่ได้ยังมีความอยากนี้

พอเห็นแล้วมันอดไม่ได้ น้ำลายไหลทันที

ดังนั้นถ้าเราอยากจะหยุดความอยากอย่างถาวร

 เราต้องสร้างสมาธิขึ้นมาก่อน

เพราะสมาธินี้จะมาเสริมกำลัง

ให้เรามีกำลังที่จะต้านความอยากได้

 มีเวลาที่จะระลึกถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้

พอเรานึกถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วยจิตที่มีอุเบกขา

เราก็จะฝืนความอยากต่อสู้กับความอยากได้

แล้วในที่สุดความอยากที่มีอยู่ในใจ มันก็จะหายไปหมด

พอหายไปหมดแล้วทีนี้ก็ไม่มีอะไรมาสร้างความวุ่นวาย

สร้างความทุกข์ใจให้กับเรา อยู่เป็นสุข

เดี๋ยวนี้พวกเราอยู่กันไม่เป็นสุข อยู่เฉยๆไม่ได้

 ต้องคิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้

แล้วก็ต้องไปทำให้ได้ คิดถึงขนมก็ต้องไปกินให้ได้

คิดถึงเครื่องดื่มก็ต้องไปหามาดื่มให้ได้ เพราะใจมันไม่สงบ

 ใจมันไม่นิ่ง ใจมันไม่มีอุเบกขานั่นเอง

นี่แหละคือเรื่องของการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ในวาระที่เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์

 และได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

 เป็นสูตรเดียวที่นานๆจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

 นานๆ ที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์

 นานๆ ที่จะมีพระพุทธศาสนามาปรากฏ

ให้พวกเราได้อาศัยเป็นที่พึ่ง

ตอนนี้เรามีครบสูตรแล้ว อยู่ที่เราจะต้องผลิตส่วนของเราขึ้นมา

 ส่วนของเราก็ศรัทธา ความเชื่อ ฉันทะ วิริยะ

ความพอใจที่จะศึกษา ที่จะปฏิบัติตาม

ความอุตสาหะที่จะพากเพียรที่จะศึกษาที่จะปฏิบัติตาม

 ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้อยู่ภายในใจแล้ว

 ผลต่างที่พระพุทธศาสนาจะมอบให้กับเรา

ก็จะเป็นของเราได้อย่างแน่นอน

 ทั้งหมดนี้ก็เกิดจากการระลึกถึงความตายเป็นจุดเริ่มต้น

ไม่ลืมความตาย พอเราไม่ลืมความตาย

เราก็จะไม่หลงกับการหาสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ที่เป็นชั่วคราว

 แล้วจะได้หันมาหาสิ่งที่เป็นของแท้ของถาวร

ก็คือการทำทาน รักษาศีล ภาวนา

 เพื่อการบรรลุถึงมรรคผล นิพพานนี่เอง

ดังนั้นก็ขอให้พวกเราอย่าลืมสิ่งที่พวกเราไม่ควรจะลืม

จะลืมอะไรก็ลืมได้หมดเลย ลืมสามี ลืมภรรยาก็ได้

ลืมเงินลืมทองลืมได้แล้วสบายใจ แต่อย่าลืมความตาย

เพราะลืมความตายแล้วจะทุกข์ใจ เพราะจะหลง แล้วก็จะโลภ

 จะอยาก จะโกรธ จะมีแต่ความทุกข์ใจ.

............................


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๗

“ความตาย”















ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 13 ธันวาคม 2558
Last Update : 13 ธันวาคม 2558 12:05:40 น.
Counter : 443 Pageviews.

0 comment
### อานิสงส์ของความเมตตา ###
















“อานิสงส์ของความเมตตา”

การมีความเมตตาก็จะทำให้จิตใจของเราสูง

 เป็นจิตใจที่น่าเคารพรัก ดังที่มีในการแสดงในอานิสงส์

 ของความเมตตาอยู่ว่าผู้ที่มีความเมตตานี้

ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

 จะมีมนุษย์และเทวดาทั้งหลายคอยคุ้มครอง

 ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ นี่คืออานิสงส์ของการมีความเมตตา

 แล้วก็จะไม่ตายด้วยศาสตราวุธหรือยาพิษ

 เพราะว่าไม่มีศัตรู ไม่เคยคิดร้ายกับใครไม่เคยไปทำร้ายใคร

 ไม่เคยไปทำให้ผู้อื่นอาฆาตพยาบาทโกรธเกลียด

 เมื่อไม่มีใครโกรธเกลียดอาฆาตพยาบาท

เขาจะมาฆ่าเราด้วยอาวุธหรือยาพิษได้อย่างไร

 มีแต่จะกลับมาคุ้มครองมาคอยปกป้องรักษาเรา

การที่เราเเผ่เมตตากันไม่ออกก็เพราะว่าเราลืมความตาย

พอเราลืมความตายเราก็เลยเกิดความโลภ อยากได้มากๆ

อยากมีมากๆ ก็เกิดความหวงไม่ยอมให้ใคร

นี่แหละที่ทำให้แผ่เมตตากันไม่ออก

การแผ่เมตตานี้ไม่ได้แผ่ด้วยการสวดสัพเพสัตตา อะเวราโหนตุ

 เวลาไหว้พระสวดมนต์แล้วแผ่ อันนี้มันไม่ได้แผ่มันเป็นเพียงแต่สวด

 จะแผ่จริงๆ ต้องเอาเงินไปแจกชาวบ้านเขา

 อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าแผ่ เห็นคนนั้นเดือดร้อนคนนี้เดือนร้อน

 เอาเงินเอาทองเอาข้าวเอาของไปให้เขา

 หรือว่าเวลาใครเขาทำอะไรให้เราไม่พอใจเราก็ให้อภัย

 คนขับรถชนท้ายเรา เราก็บอกไม่เป็นไร ไปเถอะ

อย่าจอดมาทะเลาะกันเสียเวลาเลยรถติดยาวเหยียด

 คุณไปเราไปก็แล้วกัน อย่างนี้เขาเรียกว่าแผ่เมตตา

คือไม่เอาเรื่องเอาราวกัน ยอมจ่ายยอมเสียค่าซ่อมรถ

 เสียเท่าไรก็เสียมันไป แต่ไม่อยากจะให้คนอื่นเขาเดือดร้อน

 ไม่อยากให้ชาวบ้านเดือดร้อน

บางทีรถเราชนกันมานั่งเถียงกันครึ่งชั่วโมง รถมันก็ติดอยู่อย่างนั้น

 แล้วก็ติดไปเป็นลูกโซ่ไปเลย ติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง

 เสียค่าน้ำมันเท่าไรรถจอดเฉยๆไม่ได้ไปไหน

สร้างควันพิษให้กับโลกอีก แต่ถ้าเราบอกว่า ไม่เป็นไร

ชนแล้วจะมาเถียงกันทำไม ชนแล้วมันก็ต้องซ่อมอยู่ดี

ถ้าคุณไม่ยอมซ่อมเราก็ซ่อมก็ได้ แค่นี้ก็จบถือว่าเป็นการทำบุญไป

 ทำทานไป นี่แหละที่เรียกว่าเป็นการแผ่เมตตา

 ไม่ใช่เวลาสวดมนต์ก็แผ่เมตตา

เวลารถชนก็มานั่งเถียงกันปากเปียกปากฉีกไม่ยอมแพ้กัน

 ลืมคำว่า แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมารไป

ผู้ที่แผ่เมตตาก็คือผู้ที่แพ้เป็นพระนี่เอง

ยอมแพ้ไม่เอาเรื่องเอาราว

 พระพุทธเจ้าสอนให้เราชนะตนอย่าไปชนะผู้อื่น

 เพราะชนะตนแล้วทุกอย่างจะดีไปหมด

คนอื่นก็ดี เราก็ดี ใจเราก็เย็น ใจเราก็สบาย

คนอื่นเขาก็ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าเราเอาชนะผู้อื่น

ผู้ที่เขาแพ้เราเขาก็จะโกรธจะเกลียดเราอาฆาตพยาบาทเรา

 เวลาเราแพ้เขาเราก็จะโกรธ จะเกลียดอาฆาตพยาบาทเขา

แล้วก็จะต้องมีการจองเวรจองกรรมกันไปไม่รู้จักจบจักสิ้น

อันนี้แหละ แต่ถ้าเราระลึกถึงความตาย

สมมุติว่าเรากำลังขับรถจะไปเมรุ ไปเข้าวัด จะไปตายอย่างนี้

เราจะไปมีเรื่องกับใคร หรือเปล่า เราลืมตายกันเข้าใจไหม

ถ้าคิดถึงความตายว่าเราขับรถนี้เราไม่ไปไหนหรอก เราจะไปเมรุ

จุดหมายปลายทางสุดท้ายของเราก็คือเมรุนี่เอง

ไม่ได้ไปที่ไหนกัน ถ้าเราคิดอย่างนี้แล้วเราก็จะได้ไม่มีเรื่อง

 ไม่มีราวกับใคร เราจะเเผ่เมตตาได้

 เราจะไม่หวงจะไม่ห่วงอะไร แล้วเราก็จะมีจิตใจที่หนักแน่น

 จิตใจที่สงบ ถ้าเรามีจิตใจที่สงบ จิตใจของเราก็จะมีความสุข

แล้วจะไม่มีความหวาดกลัวจะไม่มีความทุกข์กับความตาย

เพราะความตายนี้ไม่ได้อยู่ที่จิตใจ ความตายนี้อยู่ที่ร่างกาย

จิตใจของเรานี้ไม่มีวันตาย มีแต่ร่างกายเท่านั้นที่จะต้องตาย

 แต่จิตใจของเราหลงคิดว่าร่างกายนี้เป็นตัวเราของเรา

 พอร่างกายเป็นอะไรเราก็เกิดความเดือดร้อนขึ้นมา

แต่ถ้าเรารู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา

ตัวเรานี้ไม่มีวันตาย แต่ของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้มา

ผ่านมาทางร่างกายนี้ มันไม่ได้เป็นของเรา

 และไม่ช้าก็เร็ว เราก็ต้องจากทุกสิ่งทุกอย่างไป

 ถ้าเรารู้อย่างนี้เราก็จะได้ไม่ทุกข์กับการจากของทุกอย่างที่เรามีอยู่

 นี่แหละจะทำให้เราสามารถทำบุญได้ ทำทานได้ ให้อภัยได้

 แล้วเราก็จะอยู่อย่างสงบสุข

 ใครจะโกรธจะเกลียดเรามันก็เป็นเรื่องของเขาเราไปห้ามเขาไม่ได้

แต่ถ้าเราไม่โกรธไม่เกลียดเขาแล้ว เราก็ไม่มีปัญหา

ปัญหาอยู่ที่ตัวเราอยู่ที่ความโกรธของเราไม่ใช่อยู่ที่ผู้อื่น

 เพราะความโกรธของผู้อื่น ไม่สามารถทำให้ใจของเราทุกข์

ทำให้ใจของเราร้อนได้ มีแต่ความโกรธของเราต่างหาก

 ที่ทำให้ใจของเราทุกข์ ที่ทำให้ใจของเราร้อน

แต่ถ้าเราไม่โกรธ เพราะเราไม่หลง

 เพราะเรารู้ว่าเราจะต้องตายไปไม่ช้าก็เร็ว

แล้วเราจะไปโกรธเขาทำไม โกรธแล้วได้อะไร

แล้วสิ่งที่เราได้มาเราเอาไปได้หรือเปล่า

 เวลาที่เราตายไปแล้ว นี่คือการระลึกถึงความตาย

 ถ้าระลึกถึงความตายแล้วมันจะทำให้ความคิดของเรา

เปลี่ยนแนวไปเลย คิดเป็นแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย

 เคยเอาเป็นเอาตายกับใครก็จะไม่เอาเป็นเอาตายกับใคร

จะกลับมาเอาเป็นเอาตายกับความโกรธของเราเอง

จะต้องระงับความโกรธนี้ให้ได้

เพราะความโกรธนี้ต่างหาก ที่เป็นตัวอันตราย

ที่เป็นพิษเป็นภัยกับจิตใจของเรา แต่การไปโกรธผู้อื่น

การไปชนะผู้อื่นนี้ มันไม่ได้ทำให้ใจของเราหายโกรธ

การที่เราจะชนะความโกรธของเราได้

 เราต้องยอมแพ้ เราต้องให้อภัย

นี่แหละคืออานิสงส์ที่เราจะได้รับ

จากการที่เราระลึกถึงความตายอยู่เรื่อยๆ

 จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ที่เราไม่ควรลืม ไม่เชื่อลองทำดู

ถ้าเรามีความตายอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเราตลอดเวลา

ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราระลึกถึงความตายควบคู่ไปด้วย

 เราจะไม่มีความเสียอกเสียใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

เพราะเรารู้ว่ามันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร

เช่นวันนี้จะจัดงานวันเกิด พอจัดไปแล้วมันไม่สนุกสนาน

 มันขาดสิ่งนั้นสิ่งนี้มันขาดคนนั้นคนนี้ ก็ไม่เป็นไร

เดี๋ยวมันก็ผ่านไป มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริง ว่าเราจะไม่ตาย

 แต่ถ้าเราจัดงานวัดเกิดวันนี้แล้วมันจะทำให้เราไม่ตาย

เราก็น่าจะจัดงานกัน แต่จัดแล้วมันก็ตายเหมือนเดิม

จะจัดหรือไม่จัดมันก็ตายเหมือนเดิม

คนนั้นคนนี้จะมางานเราหรือไม่มา มันก็เหมือนเดิมทุกอย่าง

 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องเล็กน้อย

สิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ สิ่งที่เป็นสำคัญนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 แต่ถ้าเราไม่ระลึกถึงความตายเราจะลืม

 แล้วเราก็จะเอาเรื่องเล็กๆน้อยๆ มาเป็นปัญหา

มาสร้างความปวดหัว สร้างความทุกข์ให้กับเราไป.

............................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา แผ่นที่ ๗ วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๗

“ความตาย”












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 ธันวาคม 2558
Last Update : 11 ธันวาคม 2558 11:19:50 น.
Counter : 414 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....