Group Blog
All Blog
### ธรรมพรปีใหม่ ###



















ธรรมพรปีใหม่

.....................

ปีใหม่มี สำหรับดี กว่าปีเก่า
พืชมีเหง้า ครบปี ทวีหัว
ทั้งขนาด และจำนวน ล้วนเกินตัว
แต่คนชั่ว ถอดถด ดีลดลง

คือปีหน้า เลวลงกว่า ในปีนี้
ไม่กี่ปี จะหมดดี เพราะมีหลง
รู้สึกตัว ละชั่ว เพราะเห็นตรง
ดีจะคง ดีขึ้นไป ชื่นใจเอย ฯ

อันชีวิต ผลิตขึ้นมา จากพระธรรม
ด้วยพระธรรม โดยพระธรรม นำวิถี
สุทธิ ปัญญา เมตตา และขันตี
ปีใหม่มี มากกว่าเก่า พวกเราเอย ฯ

................

พุทธทาสภิกขุ











ขอบคุณที่มา fb.วัดป่าสุคะโตธรรมชาติที่พักใจ
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 ธันวาคม 2558
Last Update : 31 ธันวาคม 2558 10:24:40 น.
Counter : 467 Pageviews.

0 comment
### คนที่มีความสุขก็ไม่ต้องไปร้อง Happy New Year ###















“คนที่มีความสุขก็ไม่ต้องไปร้อง

 Happy New Year”

อนิจจังก็คือความไม่เที่ยง เกิดแล้วดับ

อสุภะก็คือไม่น่าดูไม่สวยไม่งาม อันนั้นเป็นงานขั้นต่อไป

พอไม่กลัวตายแล้ว ทีนี้ขั้นต่อไปก็มาดับความใคร่

เพราะว่ายังมีชีวิตอยู่ ยังเห็นคนนู้นคนนี้อยู่

เห็นก็ยังเกิดอารมณ์อยู่ ก็ต้องมาดับอารมณ์นั้นให้ได้

เพราะอารมณ์นี้มันทำให้เราอยู่คนเดียวไม่ได้

เราต้องไปมีคู่ครอง พอมีคู่ครองก็ต้องเป็นทุกข์กับเขาอีก

 ทุกข์กับคู่ครองแล้วก็ทุกข์กับลูกเต้าที่ตามมาอีก

เป็นห่วงเป็นกองทุกข์ไปเป็นห่วงไป ถ้าเราดับกามารมณ์ได้

เราก็อยู่คนเดียวได้ จะไม่รู้สึกเหงาไม่รู้สึกว้าเหว่

 เพราะความเหงาความว้าเหว่นี้ มันก็เกิดจากกามารมณ์นี่เอง

 เกิดจากความอยากหาความสุขกับผู้อื่น

ขั้นต่อไปพอได้ผ่านขั้นละสักกายทิฐิได้แล้ว

ก็ต้องเข้าไปสู่ขั้นละกามราคะ

ก็ต้องพิจารณาอสุภะอย่างต่อเนื่อง

 ทีนี้งานเป้าหมายเปลี่ยนไปแล้ว

มื่อก่อนพิจารณาความตายความเจ็บ

 พออันนี้ผ่านไปแล้วก็ไม่เป็นปัญหากับเราแล้ว

 ปัญหาที่ยังเป็นกับใจอยู่ ก็กามารมณ์ราคะตัณหา

 ก็ต้องพิจารณาอสุภะอยู่เรื่อยๆ

มองเห็นใครก็ต้องมองเข้าไปทะลุปรุโปร่ง

มองเห็น ๓๒ อาการ หรือมองเห็นเวลาที่เขาตายไปแล้ว

 ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วก็จะดับกามารมณ์ได้

อันนี้เป็นเรื่องของร่างกาย

หมดเรื่องของร่างกายแล้ว ก็ยังมีปัญหาเรื่องของจิตอีก

 ในจิตก็ยังมีกิเลสอยู่ มีอัตตาตัวตนอยู่

มีความยึดติดในความสุขของจิตอีก

ยึดติดในความสุขก็เหมือนกับยึดติดความสุขของร่างกาย

 พอเรายึดติดกับความสุข เวลามันไม่สุขเราก็จะทุกข์ขึ้นมา

เพราะเราอยากจะให้มันสุขไปเรื่อยๆ

 เหมือนกับร่างกายเวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาเราก็ทุกข์ขึ้นมา

 เพราะเราต้องการให้ร่างกายมันไม่ทุกข์ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

ให้มันสบายไปตลอด จิตเราก็เป็นเหมือนร่างกายเหมือนกัน

เป็นไตรลักษณ์เหมือนกัน

 ไม่ใช่ตัวจิตเองแต่ตัวอาการของที่มันอยู่ในจิต

ธรรมมารมณ์ มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มีสุขมีทุกข์อยู่ภายในจิต

มีความสงบมีความฟุ้งซ่านอยู่ภายในจิต

กิเลสยังไม่หมด ก็ต้องเข้าไปทำลายตัวนี้ต่อไป

 ยังถือตัวถือตนอยู่ แม้ไม่ยึดติดกับร่างกาย

 แต่ก็ยังถือยึดติดในจิต จิตยังคิดว่าเป็นตัวเป็นตนอยู่

ก็ต้องทำลายสิ่งเหล่านี้ให้มันหมดไป ด้วยปัญญาให้รู้ทัน

ว่าจิตก็เป็นเพียงแต่ผู้รู้ ไม่เป็นตัวเป็นตน

ตัวตนก็เกิดจากสัญญาสังขารที่เราจำได้หมายรู้

 แล้วก็มาคิดมาปรุงมาแต่ง ว่าเป็นเราเป็นเขาขึ้นมาเท่านั้นเอง

 แต่เวลาจิตสงบนิ่งเงียบ ไม่มีความคิดปรุงแต่ง

ตัวตนนี้ก็หายไป เหลือแต่ตัวรู้เพียงอย่างเดียว

 ฉะนั้นเราก็ต้องรู้ว่าตัวจิตที่แท้จริงก็คือตัวรู้ไม่ใช่ตัวตน

แล้วก็ควรจะอยู่ที่ตัวรู้อย่าไปอยู่ที่ตัวตน

 เวลาใครเขาด่าก็ให้รู้เฉยๆ แสดงว่าอยู่ที่ตัวรู้

ถ้าเขาด่าแล้วตอบโต้ก็แสดงว่าอยู่ที่ตัวตน

 มันว่ากูนี่หว่ากูก็ต้องว่ากลับไปมั่ง

นี่คือการปฏิบัติที่มันละเอียดเข้าไป ลึกซึ้งเข้าไปเรื่อยๆ

 มันมีขั้นมีตอนจะไปข้ามขั้นไม่ได้

 เพราะว่าเหมือนกับเวลาที่เราส่องกล้องจุลทรรศน์ดูตัวเชื้อโรค

เราต้องขยายกำลังเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

 ถึงจะเห็นถึงตัวที่มันเล็กที่มันละเอียดลงไปเรื่อยๆ

 ตอนต้นเราก็เห็นตัวที่หยาบก่อน พอตัวหยาบหมดแล้ว

 อยากจะดูตัวละเอียด ก็ต้องเพิ่มความขยายของกล้อง

ให้มันขยายได้ใหญ่ขึ้น ฉันใด

ปัญญาขั้นต้นก็ต้องต่อสู้กับกิเลสตัวหยาบๆก่อน

 กิเลสตัวหยาบๆก็อยู่ภายนอก ไปติดกับลาภยศสรรเสริญ

 ไปติดกับความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ติดกับคนนั้นติดกับคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้

ก็ต้องพิจารณาว่าเป็นไตรลักษณ์เหมือนกัน

มันเป็นความสุขชั่วคราวเดี๋ยวเดียวแล้วก็หมดไป

แล้วก็ต้องหาใหม่ หาเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มไม่พอ

 เวลาหาไม่ได้ก็เครียด ทุกข์ขึ้นมา

หรือเวลาสูญเสียสิ่งที่ได้มาไป ก็เสียอกเสียใจ

เห็นว่าเป็นกองทุกข์จะได้ไม่ไปยุ่งกับมัน

การที่จะปล่อยได้ จิตก็ต้องมีความสุขภายในใจก่อน

 ถ้ายังไม่มีความสุขภายในใจก็ปล่อยไม่ได้

เพราะต้องอาศัยความสุขที่ได้จากสิ่งต่างๆ

 แม้ว่าจะเป็นความสุขชั่วคราวก็ยังดี

อย่างคืนที่ ๓๑ นี้ (วันส่งท้ายปีเก่า)

 ความสุขแค่ไม่กี่ชั่วโมง พอวันที่ ๑ ผ่านไปมันก็หมดแล้ว

 แต่ก็อดไม่ได้ที่ต้องไปฉลองกัน เพราะมันไม่มีความสุขใจ

 แต่ถ้าคนมีสมาธิก็ไม่ไป อยู่วัดอยู่บ้าน นั่งสมาธิทำใจให้สงบไป

สุขกว่าเยอะแยะ สบายกว่าเยอะแยะ ไม่ต้องไปเหนื่อย

ไม่ต้องไปเต้นแร้งเต้นกา ไม่ต้องไปนับถอยหลังกัน บ้าหรือเปล่า

 คนที่มีความสุขก็ไม่ต้องไปร้อง Happy New Year หรอก

คนมันไม่มีความสุขมันเลยต้องร้อง หลอกกันไปหลอกกันมา

 แล้วพอตอนเช้าก็ปวดหัวกินเหล้ามากเกินไป นอนไม่หลับ

บางทีก็กว่าจะตื่นก็สายโด่

นี่แหละคือเพราะเราไม่มีความสุขภายในใจ

 เราเลยต้องไปหาความสุขภายนอก

ก็เลยเป็นทุกข์กับของภายนอกกัน ไปทุกข์กับลาภยศสรรเสริญ

ทุกข์กับรูปเสียงกลิ่นรส ถ้าเรามีสมาธิมีความสงบแล้ว

สิ่งเหล่านี้มันจะหมดความหมายไป เราก็ปล่อยมันได้

ปล่อยข้างนอกได้ เราก็มาปล่อยตัวที่ยากขึ้น

 ตัวที่ยากขึ้นก็คือร่างกาย ความรู้สึกเจ็บปวดของร่างกาย

ที่เรายังกลัวกันอยู่ เราก็ต้องพิจารณาว่ากลัวยังไงมันก็ต้องเป็น

 แต่ถ้าเราทำใจดีสู้เสือ ทำใจเฉยๆไว้แล้วเราจะไม่เจ็บ

 เจ็บที่กายแต่ไม่เจ็บที่ใจ เราต้องการดับความทุกข์ที่ใจ

 เราดับความทุกข์ที่กายไม่ได้

 ความทุกข์ที่ร่างกายไม่รุนแรงเหมือนความทุกข์ที่ใจ

ถ้าเราดับความทุกข์ที่ใจได้แล้ว ความทุกข์ที่ร่างกายจะไม่เป็นปัญหา

 อันนี้ก็เป็นขั้นของพระโสดาบัน

ในขั้นของพระสกิทาคามีอนาคามี ก็มีความอยากหาความสุข

จากการร่วมหลับนอนกับผู้อื่น อันนี้ก็ต้องพิจารณา

ความไม่สวยงามของร่างกายของผู้อื่น

 ของคนที่เราคลั่งไคล้หลงใหล ดูว่าสวยจริงหรือเปล่า

งามจริงหรือเปล่า ดูส่วนที่ไม่สวยบ้างซิ ไม่ยอมมองกัน

 พอมองแล้วมันก็จะ มันอยู่ใต้ผิวหนังนี่เอง

หน้าเรานี้ถ้าเราเอาหนังออกแล้ว มันมีอะไรข้างใต้หน้าเรานี้

 ก็มีกะโหลกศีรษะอยู่ มีอะไร มีด้วยกันทุกคน

แต่มองไม่เห็นกันใช่ไหม พยายามต้องฝึกสอนใจให้หัดมองให้เห็น

 มองทะลุไปใต้ผิวหนังให้ได้ พอเห็นบ่อยๆแล้ว มันก็จะเฉยเมย

 มันก็จะไม่มีกามารมณ์ นี่เป็นเรื่องของการปฏิบัติเป็นขั้นเป็นตอนไป

ถ้าเรายังปล่อยวางส่วนหยาบไม่ได้

 เราจะไปปล่อยวางส่วนละเอียดได้อย่างไร

 อย่างคนที่สอนให้พิจารณาจิตอันนั้นก็ คือเอาขั้นสูงเลย

ขั้นพระอรหันต์เลย ขั้นโสดาฯสกิทาคาฯอนาคามีนี้ไม่ต้องไปสนใจมัน

 ถ้าได้อรหันต์แล้วได้หมดเลย ก็ไม่ต้องไปเรียนอนุบาล

 ไปเรียนปริญญาเอกกันเลยไม่ดีกว่าหรือ

ได้ใบเดียวได้ครบหมดเลย มันไม่ได้หรอก

 ความรู้ความสามารถมันสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ยากขึ้นไปเรื่อยๆ

มันต้องเริ่มจากง่ายขึ้นไปหายาก ไต่เต้าขึ้นไป

นอกจากในอดีตเคยจบมาแล้ว เคยเรียนผ่านมาแล้ว

 เช่นเคยจบปริญญามาแล้วนี้ พอกลับมาเกิดชาตินี้

ความจำยังจำได้อยู่ ก็เด็กอัจฉริยะใช่ไหม

 เด็กบางคนนี่จบปริญญาได้ในขณะอายุแค่ ๑๑ - ๑๒ ขวบ

 อันนี้เพราะว่าความจำเขาดี เขายังจำได้อยู่

ในทางธรรมก็เหมือนกัน

ถ้าเป็นโสดาบันแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

ก็ไม่ต้องมาเป็นปุถุชน ไม่ต้องมาพิจารณาสักกายทิฐิแล้ว

เพราะไม่ยึดไม่ติดไม่ทุกข์กับความแก่ความเจ็บความตาย

 แต่ก็ยังมีกามารมณ์อยู่ ก็ต้องไปแก้ที่ตรงนั้น

ถ้าเป็นพระสกิทาคามีก็ละได้ประมาณครึ่งหนึ่ง

 เขาเรียกว่าทำให้เบาบางแต่ก็ยังไม่หมด ต้องเป็นพระอนาคามี

 ถ้าเป็นพระอนาคามีก็จะไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแล้ว

เพราะว่าไม่มีความต้องการที่จะใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ

 เพราะร่างกายไม่รู้จะเอาไปใช้อะไร รูปเสียงกลิ่นรสก็ไม่อยากดู

ไม่อยากจะร่วมหลับนอนกับใคร

ก็เลยไม่ต้องมีร่างกาย ท่านก็เลยเกิดอยู่บนสวรรค์ชั้นพรหม

 ถ้ายังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านก็จะปฏิบัติในชั้นพรหมได้

 เพราะว่ามันเกี่ยวกับเรื่องจิตล้วนๆ

มันไม่เกี่ยวกับเรื่องของร่างกายแล้ว

 จิตของท่านตอนนั้นก็ยังมีกิเลสอยู่ ท่านก็ต้องพิจารณา

 เวลาจิตทุกข์ก็ต้องดูว่ามันทุกข์เพราะอะไร

ก็ทุกข์กับความที่มีความสุขที่หายไปภายในจิตนั่นแหละ

 พอความสุขหายไปก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา

 อยากจะให้มันกลับขึ้นมาใหม่

 ก็ต้องพิจารณาว่ามันเป็นไตรลักษณ์ มันเกิดมันดับ

 มันเกิดได้มันก็ดับได้ ถ้าอยากให้มันกลับมาเกิดอีก

 ทำมันให้เกิดขึ้นมาใหม่เดี๋ยวมันก็ดับลงไปอีก

 เช่นเวลาทำใจให้สงบมันก็ ความสุขก็กลับมา

 แต่เดี๋ยวพอเราไม่ได้ เราปล่อยมันไว้เดี๋ยวมันก็เสื่อมไป

 ถ้าไม่อยากจะไปทุกข์กับมันก็อยู่กับมันไป สุขก็ได้ทุกข์ก็ได้

ใจก็จะไม่ทุกข์กับมัน อันนี้ก็ต้องปฏิบัติไปเรื่อยๆ ตามขั้นตามตอน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................................

กัณฑ์ที่ ๔๘๖ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

 (จุลธรรมนำใจ ๔๑)

“แปรธรรมจากสัญญาสู่ใจ”







ขอบคุณที่มา  fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 ธันวาคม 2558
Last Update : 31 ธันวาคม 2558 10:15:23 น.
Counter : 234 Pageviews.

0 comment
### คนที่จะก้าวหน้าในธรรมนี้อยู่ที่สติเป็นหลัก ###















“คนที่จะก้าวหน้าในธรรมนี้อยู่ที่สติเป็นหลัก”

คนที่จะก้าวหน้าในธรรมนี้อยู่ที่สติเป็นหลัก

ใครมีสติแล้วนี้จะหลุดพ้นได้อย่างง่ายและรวดเร็ว

 แต่ถ้าไม่มีสตินี้ จะไม่มีวันที่จะหลุดพ้นได้เลย

 ดังนั้นผู้ปฏิบัติจึงจำเป็นจะต้องหมั่นเจริญสติอยู่เรื่อยๆ

 ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนจะทำอะไร อย่ามาเจริญสติเฉพาะเวลาที่นั่งสมาธิ

เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะไม่มีกำลังที่จะหยุดความคิดปรุงเเต่งได้

 ต้องหยุดความคิดปรุงเเต่งก่อนที่จะมานั่ง

หรือทำให้ความคิดปรุงเเต่งนี้เบาบางลงไป

เมื่อเบาบางลงไป เวลามานั่งก็จะไม่ฟุ้ง

แล้วถ้ามีใจจดจ่ออยู่กับคำบริกรรมอย่างต่อเนื่อง

ก็จะเข้าสู่ความสงบได้

 เวลาบริกรรมก็อย่าไปคาดคะเนว่าเมื่อไหร่จะสงบ

อย่าไปสนใจกับอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบันคือคำบริกรรม

 ถ้าไปกังวลหรือไปคาดว่า เมื่อไหร่จะสงบ จิตก็ไปอนาคตแล้ว

 ถ้าจิตไปอนาคตแล้วจะไม่มีสติ จิตต้องอยู่ปัจจุบัน

เขาเรียกว่า ปัจจุบันธรรม

สติคือปัจจุบันธรรม ต้องดึงจิตให้อยู่ในปัจจุบัน

ต้องดึงจิตไม่ให้คิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วในอดีต

 ไม่คิดถึงเรื่องราวที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต

ให้อยู่กับปัจจุบันอยู่กับคำบริกรรม พุทโธๆ ไปเรื่อยๆ

 แล้วเดี๋ยวจิตก็จะรวมเข้าสู่ความสงบ

ความสงบนี้ก็มีอยู่ ๒ รูปแบบ ที่ท่านเรียกว่า อัปปนา กับอุปจาระ

อัปปนาคือจิตรวมเข้าสู่ความสงบแล้วก็นิ่งมีอุเบกขา

 มีความว่างเป็นอารมณ์ แต่สำหรับผู้ที่มีอุปจารสมาธิ

 ท่านแสดงไว้ว่า เมื่อจิตรวมลงแล้วจิตก็จะถอนออกมา

เพื่อมารับรู้เรื่องราวต่างๆ รับรู้นิมิตต่างๆ รับรู้อภิญญาต่างๆ

 อภิญญาคือความสามารถพิเศษต่างๆ อ่านวาระจิตของผู้อื่น

 ระลึกชาติได้ เหาะเหินเดินอากาศได้ อันนี้อยู่ในอุปจารสมาธิ

 แต่อุปจารสมาธินี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญวิปัสสนา

เพราะผู้ที่อยู่ในอุปจารสมาธินี้จะไม่มีอุเบกขา ใจยังมีความโลภ

 ความอยากอยู่ เวลาเห็นนิมิตอะไรก็เกิดความอยาก

หรือเกิดความกลัวขึ้นมา ถ้าเห็นนิมิตที่น่าดูก็อยากให้อยู่ไปนานๆ

ถ้าเห็นนิมิตที่น่ากลัวก็อยากจะให้มันหายไป

ดังนั้นผู้ที่ปฏิบัติต้องระมัดระวังถ้ามีจริตทางด้านอุปจารสมาธิ

ซึ่งมีไม่มาก ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า

มีประมาณร้อยละ ๕ เท่านั้นเอง

ที่จะเป็นจิตแบบผาดโผน ก็คือจิตไม่นิ่งไม่สงบ

 ถ้าเป็นแบบนี้ท่านบอกให้ใช้สติดึงกลับเข้าไปในความสงบ

 อย่าตามรู้เรื่องราวต่างๆที่มาปรากฏให้รับรู้

เพราะจะเสียเวลาแล้วจะไม่ได้กำลังจะไม่ได้อุเบกขา

ที่จะต้องเอาไปใช้ในการต่อสู้กับกิเลสตัณหา

ผู้ที่ต้องการเจริญทางวิปัสสนานี้ต้องดึงจิตเข้าไปสู่ ความสงบ

ที่เรียกว่าอัปปนาสมาธิคือสักแต่ว่ารู้ แล้วก็ไม่มีอะไรให้รับรู้

 มีแต่อุเบกขา มีแต่ความว่าง สมาธิแบบนี้แหละเป็นประโยชน์

เพราะว่าจะทำให้จิตใจมีกำลัง เพราะว่าเวลาอยู่ในสมาธิแบบนี้

จิตสามารถที่จะกดตัณหาต่างๆ ไม่ให้ออกมาทำงานได้

 อัปปนากับขณิกสมาธิก็เป็นสมาธิแบบเดียวกัน

ต่างกันตรงที่ขณิกสมาธินี้ สงบเพียงเดี๋ยวเดียว

ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในระยะเเรกในเวลาที่นั่งสมาธิ

พอจิตรวมลงไปปั๊บก็สงบแล้ว ก็เกิดความตกใจ

เพราะว่าไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อน แล้วก็จะถอนออกมา

แต่ถ้าทำต่อไปก็จะรู้ว่า มันไม่มีอะไรเสียหาย

เวลาที่รวมลงก็ใช้สติประคับประคองอย่าปล่อยให้ตกใจ

 อย่าปล่อยให้ถอนออกมา

 แล้วพยายามเข้าไปอยู่ในอัปปนาสมาธินี้ให้นานๆ ให้บ่อยๆ

 เหมือนกับการเอาน้ำเข้าไปเเช่ในตู้เย็น ให้แช่นานๆ

น้ำถึงจะเย็น น้ำเย็นจะได้มาดับความร้อนต่างๆ ได้

ถ้าเข้าไปแป๊บเดียวแล้วเอาออกมานี้ยังไม่มีความเย็นพอ

ยังไม่มีอุเบกขาพอ จะหยุดตัณหาความอยากไม่ได้

เวลาที่ปัญญาพิจารณาว่าสิ่งต่างๆ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ถ้าไม่มีอุเบกขา

 กิเลสก็จะออกมาตัณหาก็จะออกมาแล้ว ก็พาจิตให้ไปทำตาม

สิ่งที่ตัณหาต้องการ พาไปเสพรูป เสียง กลิ่น รส

 พาไปหาลาภยศ สรรเสริญสุข

 แต่ถ้าจิตมีอุเบกขามีอัปปนาสมาธิ จิตก็จะมีกำลังที่จะต่อต้าน

 เพราะจิตที่เป็นอัปปนานี้เป็นจิตที่มีความสุข

เป็นจิตที่ไม่หิวโหยกับอารมณ์ต่างๆ แต่ต้องพยายามทำให้มากๆ

ในเบื้องต้นนี้ไม่ต้องไปกังวลว่าจะติดสมาธิ

ขอให้มีสมาธิก่อนเถิด ยังไม่มีสมาธิ

 บางคนก็กลัวจะไปติดสมาธิแล้ว ถ้าไม่มีสมาธิแล้วไปกลัวติดสมาธิ

 มันก็เป็นทางของตัณหากิเลสนี่เองที่ไม่อยากให้ใจมีสมาธิ

 เพราะถ้ามีสมาธิแล้วมันจะฆ่ากิเลสตัณหา

มันจะกดกิเลสตัณหาไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านได้

อันนี้ก็คือเรื่องของสมาธิ เวลาที่นั่งไปแล้วเกิดผลอะไร

ก็ขอให้ระมัดระวัง เพราะว่าสมัยนี้ก็มีการสอนกันบอกว่า

นั่งแล้วให้เห็นนรก ให้เห็นสวรรค์ ให้ไปเที่ยวตามภพภูมิต่างๆ

 การเห็นเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อการดับความทุกข์

ละตัณหาที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์

 ต้องเป็นสมาธิที่ว่าง สักแต่ว่ารู้

แล้วก็มีความสงบที่เป็นความสุขอย่างยิ่ง

 อันนี้ก็ต้องพยายามทำให้ได้ ทำให้บ่อย

แล้วต่อไปมันจะเป็นไปตลอดทั้งวันเลย

พอเราออกมาปั๊บ เปลี่ยนอิริยาบถสักแป๊บก็กลับไปนั่งใหม่

 แล้วต่อไปบางทียังไม่ทันเข้าไปนั่งมันก็สงบมาโดยอัตโนมัติ

มันมาของมันเอง เพราะจิตมันเคยเข้าไปเวลาใด

มันก็จะเหมือนกับมีนาฬิกาปลุกที่จะดึงให้จิตเข้าสู่ความสงบ

 บางทีไม่ต้องนั่งสมาธิเพียงแต่อยู่เฉยๆ ตามลำพัง

 พอไม่คิดอะไรเท่านั้นเอง จิตมันก็สงบได้

อันนี้แหละเป็นผลที่จะเกิดขึ้นจากการเจริญสติ

เพราะว่าถ้าไม่มีสตินี้ สมาธิจะไม่เกิด

 เมื่อสมาธิไม่เกิด ภาวนามยปัญญาก็จะไม่เกิด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๘

“สติ”













ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 30 ธันวาคม 2558
Last Update : 30 ธันวาคม 2558 22:21:30 น.
Counter : 382 Pageviews.

0 comment
### ภาชนะรองรับพระธรรมของพระพุทธเจ้า ###
















“ภาชนะรองรับพระธรรมของพระพุทธเจ้า”

ขอให้พวกเราพยายามเดินตามขั้นตามตอนที่พระพุทธเจ้า

และครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านสอนกัน

 อย่าไปฟังพวกที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง

พวกที่ศึกษาแล้วก็มาสอน พวกนี้มักจะสอนไปตามความอยาก

ของกิเลสตัณหา กิเลสตัณหาไม่ชอบนั่งสมาธิ ไม่ชอบทำใจให้สงบ

 เขาก็จะสอนว่าไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ ไม่ต้องทำใจให้สงบ

เจริญปัญญาได้เลย ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว

พระพุทธเจ้าจะสอนสัมมาสมาธิไว้ทำไม เราจะเชื่อใครดี

เราจะเชื่อพระพุทธเจ้าเชื่อครูบาอาจารย์

 หรือเราจะเชื่อพวกที่สอนว่าไม่ต้องเจริญสมาธิกัน

อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องใคร่ครวญต้องพิจารณา

 หรือถ้าเราเชื่อพวกที่สอนไม่ให้นั่งสมาธิ

 แล้วเราดูการปฏิบัติของเราว่าเป็นอย่างไร ผลมันเป็นอย่างไร

 ตัดกิเลสตัณหาได้บ้างหรือยัง

พวกที่ชอบใช้ปัญญาโดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธินี้

ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ความจริงใครเขาพูดอะไรก็ไม่ปฏิเสธ

หรือไม่รับ ไม่ควรจะปฏิเสธหรือไม่รับ ควรที่จะนำเอาไปพิสูจน์ดู

เขาบอกว่าไม่ต้องนั่งสมาธิ เจริญปัญญาได้เลย

 เราก็ลองไปเจริญปัญญาดู ลองไปพิจารณาไตรลักษณ์ดู

 สัพเพ ธัมมา อนัตตาดู ธรรมทั้งหลายไม่มีตัวไม่มีตน

 พิจารณาแล้วเราตัดกิเลสตัณหาได้หรือเปล่า

 แล้วเราลองไปทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

 แบบที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างหลวงตาตอนที่ไปศึกษากับหลวงปู่มั่น

ครั้งแรกเลยที่หลวงปู่มั่นสอนหลวงตา ท่านก็สอนว่า

ท่านมหาท่านเป็นผู้มีความรู้มากแล้ว ท่านเป็นมหา ๓ ประโยค

 ได้เรียนรู้ธรรมของพระพุทธเจ้ามาอย่างโชกโชน

แต่ธรรมของพระพุทธเจ้าตอนนี้มันไม่เป็นประโยชน์

 ในการที่จะมาฆ่ากิเลสตัณหา มาดับความทุกข์ใจ

ตอนนี้สิ่งที่ท่านควรจะทำก็คือทำใจให้สงบก่อน

เตรียมภาชนะรองรับพระธรรมของพระพุทธเจ้าก่อน

 ตอนนี้ภาชนะของท่านนี้ ยังไม่พร้อมที่จะรองรับ

พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่สามารถเข้าไปถึงใจได้

เพราะใจไม่สงบ ใจไม่สงบใจไม่สามารถพิจารณาธรรม

ได้อย่างต่อเนื่อง ธรรมที่ได้ยินได้ศึกษาจากพระคัมภีร์นี้

 เป็นสัญญาความจำ ไม่ใช่เป็นความจริง

ก็คือศึกษาแล้วก็ท่องจำไว้ แล้วถ้าไม่ได้เอามาใช้เดี๋ยวก็ลืมได้

 พอถึงเวลาจะใช้จริงๆก็ใช้ไม่ได้

นี่แหละคือสิ่งที่หลวงปู่มั่นสอนหลวงตา

หลวงตาท่านเอามาเล่าให้ฟัง

 ตอนที่ท่านได้ไปขออยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น

หลวงปู่มั่นสอนเลยว่า ตอนนี้อย่าพึ่งเอาปัญญามาใช้

 ตอนนี้มาทำใจให้สงบก่อน ทำใจให้สงบแล้วค่อยพิจารณา

 ธรรมทั้งหลายที่ได้ศึกษาที่ได้ยินได้ฟังมาแล้วมันจะเข้าไปสู่ในใจ

 มันจะเป็นอาวุธที่ไว้ต่อสู้กับกิเลสตัณหาได้

แต่ถ้าใจไม่สงบนี้ธรรมที่ได้ศึกษามานี้ยังไม่อยู่ในใจ

ไม่สามารถที่จะไปฆ่ากิเลสตัณหาที่มีอยู่ภายในใจได้

ดังนั้นก็ขอให้ท่านทั้งหลาย จงพยายามศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า

 และพยายามปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อย่าข้ามขั้นตอน

 อย่าใจร้อน ปฏิบัติต้องใจเย็นๆ อย่าปฏิบัติด้วยความอยาก

ปฏิบัติด้วยเหตุด้วยผล เหตุก็คือต้องทำอะไรก็ทำไป

ส่วนผลนี้เดี๋ยวมันตามมาเอง ไม่ต้องไปอยากให้มันเกิด

ถ้าอยากให้มันเกิดเร็วก็ให้เหตุมันเร็วให้เหตุมันมากไว้

 สร้างเหตุให้มาก แล้วผลมันก็จะเกิดขึ้นมาเอง

ดังนั้นก็ขอให้เราทำตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

 ทำทาน รักษาศีล ศีล ๕ ศีล ๘ แล้วก็สมถภาวนา เจริญสติ

นั่งสมาธิทำใจให้สงบ ออกจากความสงบก็เจริญวิปัสสนา

เจริญปัญญา ก่อนจะเจริญปัญญาก็ขอให้จิตมันสงบ

 ให้มันมีความสงบแบบต่อเนื่อง คือสงบได้ทั้งวันก่อนยิ่งจะดีใหญ่

 ตอนที่ยังไม่สงบอย่างต่อเนื่อง

เวลาออกจากสมาธิมา ก็เจริญสติต่อ

 คอยรักษาใจรักษาความสงบไว้ แล้วพอนั่งได้ก็กลับไปนั่งใหม่

ให้จิตสงบใหม่ เอาเรื่องของสมาธินี้ให้มันแน่นก่อน

 ให้มันชำนาญก่อน พอสมาธิมันแน่นมันชำนาญแล้ว

จนเหมือนกับว่าเริ่มติดสมาธิแล้ว ตอนนั้นค่อยมาออกทางวิปัสสนา

ออกทางปัญญาต่อไป แล้วการเจริญปัญญา

มันก็จะได้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

เวลาเหนื่อยหรือว่าเวลากำลังของความสงบหมด

 ก็หยุดพักเข้าไปในสมาธิสลับกันไป

เบื้องต้นก็เอาสมาธิอย่างเดียวก่อน เอาให้มันชำนาญเอาให้มันแน่น

 เข้าได้ตลอดเวลาทุกเวลา แล้วก็อยู่ได้นาน

 แล้วค่อยออกมาทางปัญญา สลับกับการเข้าไปพักในสมาธิ

 ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆแล้ว ธรรมก็จะเข้าไปอยู่ในใจ

 แล้วก็จะเข้าไปทำลายกิเลสตัณหาที่อยู่ภายในใจให้หมดไปได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

กัณฑ์ที่ ๔๘๖ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ (จุลธรรมนำใจ ๔๑)

“แปรธรรมจากสัญญาสู่ใจ”










ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 ธันวาคม 2558
Last Update : 29 ธันวาคม 2558 10:26:31 น.
Counter : 190 Pageviews.

0 comment
### "เห็น" ไม่เข้าไป "เป็น " ###















“เห็น” ไม่เข้าไป “เป็น”

“ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น

 อยู่ที่ว่าเราจะมองมันอย่างไร

 มันสามารถฝึกใจเราให้เข้มแข็งอดทนหรือมีสติ

สอนใจเราให้ไม่ประมาทเผลอไผล

หรือเปิดใจเราให้เห็นสัจธรรมอันล้ำค่า ก็ได้ทั้งนั้น

 อีกทั้งยังสามารถพาเราไปพบสิ่งดี ๆ ที่คาดไม่ถึง

 แม้แต่ทุกข์ก็ยังสอนธรรมให้แก่เรา

ด้วยเหตุนี้อริยสัจข้อแรกจึงได้แก่ ทุกข์

 หากเกี่ยวข้องกับทุกข์อย่างถูกต้อง คือ

ทำความรู้จักมันอย่างรอบด้าน (“เห็น” ไม่เข้าไป “เป็น”)

 ก็จะเข้าถึงอริยสัจอีก ๓ ข้อที่เหลือ

ไม่ผิดหากจะกล่าวว่า ทุกข์นั้นซ่อนกุญแจที่ไขประตูสู่ความพ้นทุกข์”

พระไพศาล วิสาโล

วัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ












ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตธรรมชาติที่พักใจ
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 ธันวาคม 2558
Last Update : 29 ธันวาคม 2558 9:52:12 น.
Counter : 448 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....