Group Blog
All Blog
### กามฉันทะ ###



















“กามฉันทะ”

การรับประทานอาหารจะรับประทานวันละกี่ครั้งก็ได้

 ถ้าเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

 เหมือนกับรถยนต์ที่มีถังน้ำมันอยู่ถังเดียว

 จะเติมสามครั้งหรือครั้งเดียวให้เต็มถังก็เหมือนกัน

 ร่างกายก็เช่นเดียวกัน จะรับประทาน ๑ ครั้ง ๒ ครั้งหรือ ๓ ครั้ง

 ก็เหมือนกันถ้าปริมาณเท่ากัน ถ้ารับประทานข้าววันละ ๓ จาน

 จะแบ่งรับประทาน ๓ ครั้ง เช้ากลางวันเย็น

 หรือรับประทานครั้งเดียว ๓ จาน

 ร่างกายก็ได้ปริมาณอาหารเท่ากัน

 แต่กิเลสจะได้เสพรูปเสียงกลิ่นรสเพียงครั้งเดียว

ถ้ารับประทานอาหารคาวหวานแบบรวมกัน ก็จะได้ปราบกิเลส

 เพราะกิเลสชอบรับประทานแบบแยกกัน

 ของคาวของหวานต้องแยกกัน ทั้งๆที่จะต้องไปรวมกันในท้อง

ถ้ารับประทานเพื่อร่างกาย ก็ต้องรับประทานแบบรวมกัน

ถ้ารับประทานแยกกัน ก็เพื่อกิเลสคือกามฉันทะ

ความยินดีในกามรส กามรสก็คือกามคุณทั้ง ๕

ได้แก่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เป็นการสร้างสมุทัย

ต้นเหตุของความทุกข์ ทำให้จิตกระสับกระส่ายกระวนกระวาย

 ยินดียินร้าย ไม่สงบ

กามฉันทะเป็นนิวรณ์เครื่องกีดกั้นความสงบ

 จะทำจิตให้สงบได้ต้องทำลายนิวรณ์ทั้ง ๕ ให้ได้

 เช่นกามฉันทะ ความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส

ที่ทำใจให้สงบไม่ได้ ก็เพราะให้เวลาแก่กามฉันทะไปหมดเลย

รับประทานอาหารเช้ากลางวันเย็น กลางคืนก็หลับนอนกับคู่ครอง

หลับนอนบนฟูกหนาๆ มีเครื่องปรับอากาศ มีกลิ่นน้ำหอม

จะได้หลับสบายเหมือนขึ้นสวรรค์ เป็นความสุขของผู้เสพกาม

 ถ้ามีกามฉันทะก็จะต้องติดอยู่ในกามภพ

 เป็นเทพเป็นมนุษย์ถ้ารักษาศีลได้

ถ้ารักษาศีลไม่ได้ก็ต้องเป็นเดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นสัตว์นรก

กามภพแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือสุคติกับอบาย

สุคติคือภพของผู้เสพกามที่รักษาศีล ๕ ได้

อบายคือภพของผู้รักษาศีล ๕ ไม่ได้

เช่นพวกที่ชอบอบายมุขต่างๆ เล่นการพนัน เสพสุรายาเมา

เที่ยวกลางคืน คบคนชั่วเป็นมิตร และเกียจคร้าน

เพราะจะดึงจิตใจให้ลงต่ำ นิวรณ์จะขวางกั้นจิตใจไม่ให้ขึ้นสูง

จะขึ้นสูงได้ก็ต้องอยู่เหนืออิทธิพลของอบายมุข

และมีกำลังทำลายนิวรณ์เช่นกามฉันทะ ถึงจะเข้าสู่ความสงบได้

 เข้าสู่ความสุขที่เหนือกว่าความสุขของกามรส

 ถ้ายังไม่ชนะกามฉ้นทะ ก็จะไม่สามารถทำจิตใจให้สงบได้

วิธีที่จะชนะกามฉันทะได้ ก็คือการถือศีล ๘

เช่นละเว้นจากการร่วมหลับนอนกับคู่ครอง ต้องนอนคนละห้อง

ถ้านอนใกล้กันจะเกิดอารมณ์ขึ้นมาได้

ถึงแม้ว่าจะมีความตั้งใจที่จะถือศีล ๘ ไม่ร่วมหลับนอนกัน

 แต่กิเลสจะไม่ยอมถือด้วย จะเกิดอารมณ์ขึ้นมา

 แล้วก็ละเว้นจากการประทานอาหารหลังเที่ยงวัน เพราะไม่จำเป็น

 ถ้าต้องการตัดกามฉันทะให้มากกว่านี้ ก็ต้องรับประทานครั้งเดียว

 ให้นำอาหารคาวหวานมาใส่รวมกันในจานเดียวกัน

 แล้วก็คลุกคนให้เป็นอาหารจานเดียว

 เพราะเดี๋ยวก็ต้องเข้าไปรวมกันในท้อง

สำหรับร่างกายไม่เป็นปัญหา แต่กิเลสจะไม่ยอมให้ทำ

 ถ้าทำตามคำสั่งสอนของธรรมได้ จะไม่กังวล

กับการรับประทานอาหาร

เวลาพระจะฉันจังหัน ต้องพิจารณาปฏิสังขาโยนิโสก่อน

 คือเหตุผลของการฉันจังหัน พระพุทธเจ้าทรงสอนพระ

 ให้พิจารณาปฏิสังขาโยนิโส ก่อนจะใช้ปัจจัย ๔

เช่นอาหารบิณฑบาต จีวร กุฏิที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค

ให้พิจารณาอย่างแยบคาย

พิจารณาเหตุผลของการบริโภคปัจจัย ๔

 เช่นการบริโภคอาหาร ให้พิจารณาว่า

บริโภคเพื่อดับความหิวของร่างกาย

 ไม่ได้รับประทานเพื่อความสนุกสนาน เพื่อรสชาติ

รับประทานเพื่อเยียวยาร่างกายให้อยู่อย่างปกติสุข

นี่เรียกว่าปฏิสังขาโยนิโส

ก่อนที่ครูบาอาจารย์จะฉัน จะปฏิสังขาโยนิโสก่อน

อย่างน้อยหนึ่งนาที บางท่านอาจจะพิจารณา

อาหารปฏิกูลสัญญา พิจารณาดูการเปลี่ยนแปลงของอาหาร

ในแต่ละขั้นตอน ขณะที่อยู่ในจาน ขณะที่รวมอยู่ในบาตร

ขณะที่อยู่ในปาก ขณะที่อยู่ในท้อง ขณะที่อยู่ในส้วม

ถ้าพิจารณาอย่างนี้แล้ว

เรื่องกามฉันทะที่เกี่ยวกับการบริโภคอาหารจะไม่เป็นปัญหา

ถ้ารับประทานเสร็จใหม่ๆ เห็นขนมก็หิวขึ้นมาอีก

ก็ต้องดัดสันดานด้วยการอดอาหาร

 หลวงตาท่านเล่าว่าตอนที่ท่านบวชใหม่ๆ

ฉันเสร็จเช็ดบาตรยังไม่ทันแห้งก็หิวอีกแล้ว

ท่านก็บอกว่าถ้าหิวอย่างนี้ต้องไม่กินอีก ๓ วัน

ท่านก็อดไม่ฉัน ๓ วัน หลังจากนั้นกิเลสก็ไม่กล้าหิว

เพราะไม่ใช่ร่างกายที่หิว ร่างกายเพิ่งรับประทานเสร็จไปใหม่ๆ

 หิวได้อย่างไร ที่หิวเป็นกามฉันทะ

การต่อสู้กับกามฉันทะที่เกี่ยวกับการบริโภคอาหาร

จึงมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน ดังที่ได้อธิบายมา

แต่ก็มีข้อที่ต้องระวังอยู่ข้อหนึ่งคือ

 เวลาที่พิจารณาความเป็นปฏิกูลของอาหาร ต้องรู้จักประมาณ

พิจารณาเพื่อไม่ให้ยินดีและอยากกับรูปกลิ่นรสของอาหาร

ถ้าพิจารณาเลยเถิดจนรับประทานไม่ได้ ก็ต้องหยุดพิจารณา

เหมือนรับประทานยามากเกินไป หมอให้รับประทานวันละเม็ด

แต่ไปรับประทานมากกว่าที่หมอสั่ง

มีแม่ชีท่านหนึ่งมีปัญหาแบบนี้ คือเห็นเป็นปฏิกูลตั้งแต่อยู่ในจาน

 ทำให้รับประทานไม่ได้ ไปกราบถามหลวงตาว่าจะแก้อย่างไร

หลวงตาท่านสอนให้พิจารณาว่าเป็นธาตุ

ทั้งสิ่งที่บริโภคและผู้บริโภค คืออาหารก็มาจากธาตุ ๔

 ดินน้ำลมไฟ ร่างกายที่บริโภคอาหารก็เป็นธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ

เป็นการเติมธาตุ ธาตุไม่รู้ว่าเป็นปฏิกูลหรือไม่

 มีแต่กิเลสที่ยินดียินร้ายกับธาตุ เวลาอยู่ในจานก็ยินดี

เวลาอยู่ในโถส้วมก็ยินร้าย ทั้งๆที่เป็นเพียงธาตุ

 ธาตุกับธาตุไม่มีปัญหาต่อกัน

ถ้าพิจารณาอย่างนี้ก็จะกลับมารับประทานได้

นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในแวดวงปฏิบัติ

ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ที่มีประสบการณ์ก็จะหลงกัน

 เพราะมักจะปฏิบัติเลยเถิด ถ้ามีครูบาอาจารย์คอยสอน

คอยเตือนไว้ล่วงหน้า พอปฏิบัติไปถึงก็จะรู้ทันทีว่าเลยเถิดหรือไม่

 นี่คือเรื่องการบริโภคอาหาร ถ้าบริโภคไม่เป็นก็จะเป็นกามฉันทะ

 เป็นนิวรณ์ ที่จะขวางความเจริญของจิตใจ คือความสงบสุข

ถ้าปรารถนาความสงบสุข ก็จะต้องกล้าใช้อุบายวิธีต่างๆ

มาทำลายกามฉันทะหรือกามตัณหา

ทำไมต้องรับประทานวันละ ๓ หรือ ๔ ครั้ง

ถ้ารับประทานเพื่อร่างกายรับประทานครั้งเดียวก็พอ

 ไม่ต้องแยกอาหารเป็นจานๆ ควรเอามารวมในจานเดียวกัน

 ถ้าจู้จี้จุกจิกก็คลุกอาหารให้เหมือนตอนที่อยู่ในท้อง

ต่อไปการรับประทานอาหารจะไม่เป็นปัญหา มีอะไรก็รับประทานได้

 ถ้าหิวก็พิจารณาความเป็นปฏิกูล

หรือดัดนิสัยไม่รับประทานสัก ๓ วัน

รับรองได้ว่ากามฉันทะจะพังทลายหายไปหมด จะไม่เป็นปัญหา

ตอนที่ไปอยู่บ้านตาดใหม่ๆยังไม่ได้อดอาหาร

ตอนเย็นก็จะคิดปรุงแต่งอาหารชนิดต่างๆ

พอเห็นพระรูปอื่นอดอาหารก็ลองอดตามดู

พออดแล้วความหิวตอนเย็นจะหายไปหมด

โดนอำนาจของการอดอาหารทำให้ไม่กล้าปรุงแต่ง

เพราะถ้าปรุงแต่งก็จะทุกข์ทรมานใจ ต้องระงับด้วยการเข้าสมาธิ

ต้องเด็ดเดี่ยวถึงจะปราบกามฉันทะได้

นี่ก็คือศีลข้อที่ ๖ ไม่บริโภคอาหารหลังเที่ยงวันไปแล้ว

ศีลข้อที่ ๗ คือละเว้นจากหาความสุข จากการแต่งเนื้อแต่งตัว

 ใช้เครื่องสำอางต่างๆ ทำให้ร่างกายมีกลิ่นหอม ร่างกายสวยงาม

และไม่หาความสุขจากเครื่องบันเทิงต่างๆ

เช่นดูหนังฟังเพลงร้องรำทำเพลง ที่เป็นกิจกรรมของกามฉันทะ

ถ้าละไม่ได้ก็จะนั่งภาวนาไม่ได้

รับประทานอาหารเย็นเสร็จ ก็ดูละครฟังเพลง

แล้วหลับนอนกับสามีภรรยา นอนบนฟูกหนาๆ ๘ หรือ ๙ ชั่วโมง

 ตื่นสาย เสียเวลาภาวนาไปเปล่าๆ

ถ้าเป็นนักปฏิบัตินอนเพียง ๔ ชั่วโมงก็พอ

พระพุทธเจ้าทรงกำหนดเวลาพักและปฏิบัติให้กับพระเณรดังนี้

 ๖ โมงเย็นถึง ๔ ทุ่มให้เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา

 ๔ ทุ่มถึงตี ๒ ให้พักนอนในท่าสีหไสยาสน์

 ตี ๒ ถึง ๖ โมงเช้าให้เดินจงกรมและนั่งสมาธิต่อ

 จนถึงเวลาออกบิณฑบาต

ร่างกายต้องการเพียง ๔ ชั่วโมงในการพักผ่อนหลับนอน

ถ้านอนบนพื้นปูผ้าหรือปูเสื่อ พอร่างกายพักผ่อนเต็มที่แล้ว

ก็จะตื่นขึ้นมา แต่ถ้านอนบนฟูกหนาๆ ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ

 มีกลิ่นหอม พอตื่นขึ้นมาจะไม่อยากจะลุก จะกลับไปนอนต่อ

 เป็นความขี้เกียจ ไม่บำเพ็ญจิตตภาวนา ไม่มีวิริยะอุตสาหะ

 เพราะติดอยู่กับกามฉันทะ ไม่สามารถนั่งสมาธิเดินจงกรมได้

จะคิดหาแต่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ตั้งแต่ตื่นจนหลับ

ถูกกามฉันทะลากไปตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกตัว

 เวลาอาบน้ำก็ต้องใช้สบู่หอม เสร็จแล้วก็ชโลมด้วยน้ำหอม

 แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีสัน

เลือกรับประทานอาหารชนิดนั้นชนิดนี้ เพื่อรสที่ถูกปากถูกใจ

 อยู่ภายใต้คำสั่งของกามฉันทะตั้งแต่ตื่นจนหลับ

นักปฏิบัติต้องเปลี่ยนนิสัย พิจารณาดูว่าทำเพื่อกามฉันทะหรือไม่

 เช่นอาบน้ำต้องใช้สบู่ที่มีกลิ่นหอมหรือไม่

ต้องประพรมน้ำหอมหรือไม่ เสื้อผ้าต้องเป็นแฟชั่นล่าสุดหรือไม่

ต้องรับประทานอาหารตามความชอบหรือไม่

หรือรับประทานอะไรก็ได้ คิดอย่างนี้จะตัดกามฉันทะได้

ถ้าจะให้ดีก็ควรเปลี่ยนวิถีชีวิตเลย เช่นไปอยู่วัด

เพื่อควบคุมกามฉันทะ ไปปลีกวิเวก

อยู่ห่างไกลจากแสงสีเสียง รูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ

 เช่นในป่าในเขา ไม่มีละครให้ดู ไม่มีเพลงให้ฟัง

แล้วก็ต้องสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ เพื่อไม่ให้เกิดกามฉันทะขึ้นมา

 ไม่ฟังสิ่งที่จะทำให้เกิดกามฉันทะขึ้นมา ถ้าจะฟังก็ฟังเทศน์

 หรือดูหนังสือธรรมะ เพราะจะทำให้จิตสงบ

นี่คือวิธีกำจัดกามฉันทะ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำจิตใจให้สงบ

พอกำจัดได้แล้วการนั่งสมาธิก็นั่งได้อย่างสบาย

ไม่มีอะไรมารบกวน ไม่มีความอยากดื่มอยากรับประทาน

 อยากดูอยากฟัง จิตก็จะสงบได้

ถ้ายังไม่สงบก็ต้องเจริญสติเพื่อไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน

ไม่ให้คิดเรื่อยเปื่อย ด้วยการบริกรรมพุทโธๆ หรือสวดมนต์

สวดบทที่จำได้ ไม่ต้องเปิดหนังสือดู

เพราะจะได้สวดในทุกอิริยาบถ ยืนเดินนั่งนอน

 เดินไปก็สวดมนต์ไป บริกรรมพุทโธๆไป

ถ้าสติมีกำลังมากพอ สามารถรู้ว่าร่างกายกำลังทำอะไรอยู่

โดยไม่คิดอะไร ก็ไม่ต้องสวด ไม่ต้องบริกรรม

 เช่นรู้ว่ากำลังรับประทานอาหาร กำลังตักอาหาร

กำลังเคี้ยวอาหาร กำลังกลืนอาหาร ไม่คิดเรื่องอื่น

ก็ไม่ต้องบริกรรมก็ได้ เพราะต้องการกำจัดความคิดปรุงแต่ง

ให้สังขารทำงานให้น้อยที่สุด

ให้จิตรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย

 เหมือนตำรวจที่คอยเฝ้านักโทษ ไม่ให้หลุดไปจากสายตา

 ให้จิตเฝ้าดูร่างกายอยู่ทุกขณะ ไม่ไปที่อื่น

อย่าปล่อยให้ร่างกายอยู่ตรงนี้แต่จิตอยู่ที่เชียงใหม่

อยู่ตามสถานที่ต่างๆ ให้อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้

ไม่ให้ไปอดีตไปอนาคต  นี่คือการมีสติ

ถ้าหยุดความคิดปรุงแต่งไม่ได้ ให้อยู่กับปัจจุบันไม่ได้

ก็ต้องใช้การบริกรรมเป็นเชือกอีกเส้นหนึ่ง สติจะได้มีกำลังมากขึ้น

จะดึงจิตไม่ให้ลอยไปที่อื่นได้ ถ้าไม่ลอยไปที่อื่น

ไม่คิดเรื่องราวต่างๆ เวลาภาวนาจะสงบได้เร็ว

ให้อยู่กับพุทโธ ก็จะอยู่กับพุทโธ

ให้อยู่กับลมหายใจ ก็จะอยู่กับลมหายใจ

ไม่ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ที่นั่งกันแล้วไม่สงบเพราะไม่อยู่กับงาน

 ชอบไปทำงานอื่น ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

 ขณะที่งานที่ให้ทำ คือให้พุทโธๆ กลับไม่ทำ

ไปคิดถึงอาหาร คิดถึงความบันเทิง คิดถึงคนนั้นคนนี้ ก็เลยไม่สงบ

 จะสงบได้ใจต้องเป็นหนึ่ง ต้องอยู่กับเรื่องเดียว

อยู่กับลมอย่างเดียว อยู่กับพุทโธอย่างเดียว ถึงจะสงบนิ่ง

เป็นอุเบกขา สักแต่ว่ารู้ ไม่มีอะไรให้รู้ให้เห็น มีแต่ความว่าง

เป็นสมาธิที่มีคุณประโยชน์ต่อการเจริญปัญญาต่อไป

 เพราะเป็นสมาธิที่ตัดกำลังของกิเลสตัณหา เหมือนถูกฉีดยาสลบ

ถ้าเป็นสมาธิที่ไปเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไปพบกับเทพกับกายทิพย์

 ระลึกชาติได้ความรู้เหล่านี้จะไม่ตัดกำลังของกิเลสตัณหา

แต่กลับเปิดช่องให้กิเลสตัณหาทำงาน เพราะอยากจะรู้มากขึ้น

 อยากจะติดตามเรื่องราว เหมือนกับติดตามดูละคร

ดูถึงตอนนี้แล้ว ก็อยากจะดูว่าตอนต่อไปเป็นอย่างไร

 พอออกจากสมาธิก็จะไม่มีกำลังพิจารณา

ความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย เช่นขันธ์ ๕

รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ หรืออายตนะภายนอกและภายใน

 คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ และตาหูจมูกลิ้นกาย

 ว่าเป็นไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

 จะไม่มีทางที่จะพิจารณาได้

 เพราะกิเลสตัณหาจะดึงไปคิดถึงเรื่องที่ได้พบได้เห็นมา

อดที่จะไปอวดไปเล่าให้คนอื่นฟังไม่ได้

นั่งแบบนี้ไม่ได้นั่งเพื่อดับกิเลส แต่ส่งเสริมกิเลสให้มีมากขึ้น

 ถ้านั่งแล้วสงบนิ่งเป็นอุเบกขาสักแต่ว่ารู้ จะไม่อยากพูดอะไรกับใคร

 พูดไปก็ไม่รู้เรื่อง พูดให้เสียเวลาเปล่าๆ

ถ้าจะพูดก็เพื่อให้รู้จักวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

ไม่พูดอวดว่าเห็นสวรรค์ชั้นนั้น นรกชั้นนี้ เห็นเทพระดับนั้นระดับนี้

 เป็นการพูดตามความอยาก อยากให้คนอื่นรู้

 เวลาออกจากสมาธิแบบนี้จึงไม่ได้เจริญปัญญา

ถ้าออกจากสมาธิที่สงบนิ่งเป็นอุเบกขาสักแต่ว่ารู้

ใหม่ๆจิตยังเป็นอุเบกขาอยู่ เหมือนน้ำที่แช่อยู่ในตู้เย็น

เวลาเอาออกจากตู้เย็นใหม่ๆ ก็ยังเย็นอยู่ แต่ความเย็นจะค่อยหมดไป

จิตที่เป็นสมาธิก็เช่นเดียวกัน เป็นอุเบกขาเวลาออกมาใหม่ๆ

ไม่โลภโมโทสัน เวลาพิจารณาสภาวธรรม เช่นความไม่เที่ยง

ก็จะไม่มีอารมณ์มาขัดขวาง

ถ้ากิเลสมีกำลังจะพิจารณาความไม่เที่ยงไม่ได้

เพราะกิเลสไม่ชอบความเสื่อม ความตาย ความสูญเสีย

 การพลัดพรากจากกัน กิเลสก็จะสร้างอารมณ์ก่อกวน

พอคิดถึงเรื่องดับเรื่องตาย ก็จะหดหู่ขึ้นมาทันที

 หมดเรี่ยวหมดแรง ไม่มีกำลังจิตกำลังใจ

 ถ้าคิดไปเที่ยวที่นั้นที่นี่ ไปหาเงินหาทอง หาตำแหน่ง

 ก็จะดีใจดีดดิ้นเหมือนปลาได้น้ำ

ถ้าออกจากสมาธิใหม่ๆ แล้วพิจารณาความตาย ความเสื่อม

ความสูญเสีย การพลัดพรากจากกัน จิตจะเฉยๆ

จะรับความจริงที่ว่า เกิดมาแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย

ต้องพลัดพรากจากกันได้

ถ้าไม่พิจารณาก็จะคิดว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น จึงคิดว่าจะอยู่ไปนานๆ

จะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย จะร่ำจะรวยมากขึ้น จะมีตำแหน่งสูงขึ้น

 จะคิดอย่างนี้ พอไปเจอของจริง คือความแก่ความเจ็บความตาย

ก็ตกใจ ถ้าพิจารณาอยู่เรื่อยๆ จะไม่ตื่นเต้นตกใจ

เพราะรู้ว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆเหมือนฉีดวัคซีนป้องกันโรค

ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกัน เวลามีโรคระบาดจะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

 เพราะมีภูมิคุ้มกัน การพิจารณาปัญญาก็เป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน

 ไม่ให้เกิดทุกข์ใจขึ้นมา พอได้พิจารณาบ่อยๆ

ว่าต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบ

จะฝังอยู่ในใจ จะไม่ลืม พอพบกับเหตุการณ์จริง ก็จะรู้สึกเฉยๆ

เพราะรู้ว่าต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

ห้ามไม่ได้ ไปวิตกกังวลทำไม ทำให้ทุกข์ใจไปเปล่าๆ

แต่เวลาฉีดวัคซีนใหม่ๆ จะมีอาการแพ้ อาจจะเป็นไข้อ่อนๆ ฉันใด

เวลาพิจารณาธรรมใหม่ๆ ก็จะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ

ก็ต้องฝืนพิจารณาไป เหมือนกินยาขมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

การพิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตา ตอนที่ยังไม่ได้สมาธิจะหดหู่ใจ

ให้คิดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน

หลังจากได้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาแล้ว เวลาพิจารณาจะไม่หดหู่

จะสงบ เพราะความจริงจะทำให้จิตใจสงบ ถ้าใจยอมรับความจริง

 ไม่ต่อต้าน กิเลสจะไม่สามารถทำให้ใจทุกข์

กับความจริงที่ต้องเกิดขึ้น

นี่คือเรื่องของการปฏิบัติที่จะนำไปสู่การหลุดพ้น

จากความทุกข์ทั้งหลาย ต้องถือศีล ๘ ถึงแม้จะไม่เต็มรูปแบบ

 ก็ยังดีกว่าไม่ถือเลย เพราะอาจจะต้องปรับให้เข้ากับภาวะของเรา

เช่นรับประทานอาหารตอนเที่ยงถึงบ่ายโมง

 ไม่ได้นุ่งขาวห่มขาว เพราะต้องแต่งเครื่องแบบ

รักษาศีล ๘ เพื่อสำรวมตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็เจริญสติทุกเวลานาที

 ตั้งแต่ตื่นจนถึงหลับ พอได้สมาธิก็ต้องระวังมิจฉาสมาธิ

ถ้าใจสงบแล้วออกไปรู้เรื่องต่างๆ ให้ดึงกลับมา อย่าไปตามรู้

จะไม่สงบ ไม่เป็นอุเบกขา ต้องให้สงบเป็นอุเบกขา

อย่าไปดึงออกมา ปล่อยให้พักให้เต็มที่

ถึงแม้จะมีภาระกิจการงานที่ต้องทำ

 ก็อย่าไปให้ความสำคัญกว่าความสงบ

ถ้าไปดึงออกมาต่อไปจะสงบยาก ปล่อยให้ถอยออกมาเอง

 พอเริ่มคิดปรุงแต่ง ก็ต้องเอามาพิจารณาทางปัญญา

 พิจารณาอนิจจังทุกขังอนัตตาในสภาวธรรมต่างๆ

 เช่นรูปเสียงกลิ่นรส ลาภยศสรรเสริญสุข

รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ พิจารณาเพื่อตัดอุปาทาน

ตัดตัณหาความอยาก ถ้าตัดได้ใจก็จะหลุดพ้นเป็นขั้นๆไป

ขั้นต้นก็ตัดรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ตัดลาภยศสรรเสริญสุข

แล้วเข้ามาตัดรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ และตัดในจิต

พอกิเลสข้างนอกถูกตัด ก็จะถอยไปที่ร่างกาย

ถอยไปที่เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ ถอยเข้าไปในจิต

ก็ต้องตามเข้าไปในจิต ตัดไม่ให้มีอะไรเหลือ

 เป็นการบรรลุเป็นขั้นๆ เป็นอริยมรรคอริยผล ๔ ขั้น

คือโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล

อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผล

แล้วพระนิพพาน อรหัตผลกับพระนิพพานท่านแยกไว้เป็นสองส่วน

 ต้องได้อรหัตผลก่อนถึงจะเป็นนิพพาน

นี่คือมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เป็นรางวัลหรือปริญญา

 ของผู้ปฏิบัติสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา

ของผู้ถือศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ของผู้ออกบวช

ถ้าอยากจะบรรลุเร็วก็ต้องหยุดกิจกรรมอย่างอื่น

เหมือนนักศึกษาถ้าไปยุ่งกับกิจกรรมต่างๆ ก็จะเรียนไม่จบ

เพราะไม่เข้าห้องเรียน มัวไปทำกิจกรรมอื่นแทน

ถ้าต้องการจบเร็วๆ ภายในเจ็ดปีเป็นอย่างช้า

ก็ต้องปล่อยวางกิจกรรมอย่างอื่นให้หมด

สละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองให้ผู้อื่นไป

ออกบวช ไปอยู่ตามป่าตามเขา กับครูบาอาจารย์ที่มีประสบการณ์

 ได้รับปริญญามาแล้วเป็นผู้สั่งสอน ก็จะสามารถจบได้

ภายใน ๗ ปีอย่างแน่นอน

นี่คือเรื่องของการปฏิบัติธรรม ที่พวกเราตะเกียกตะกายปฏิบัติกัน

 ด้วยวิริยะอุตสาหะ ไม่เสียดายสิ่งทั้งหลายในโลกนี้

คิดว่าเป็นวัสดุก่อสร้างเรือนใจ เช่นการบริจาคทรัพย์สมบัติ

ข้าวของเงินทอง เป็นเหมือนการซื้อวัสดุก่อสร้างเรือนใจ

 เวลาจะสร้างอาคารต้องซื้อวัสดุก่อสร้าง

ถ้าสร้างเรือนใจก็ต้องซื้อวัสดุก่อสร้างของเรือนใจ

คือทานศีลภาวนา ทานคือการให้สมบัติข้าวของเงินทองให้แก่ผู้อื่น

 เก็บไว้เท่าที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้นแล้วก็รักษาศีล ๘ ให้บริสุทธิ์

ถ้าจะภาวนา แล้วก็เจริญสติอย่างต่อเนื่อง

หาสถานที่สงบสงัดวิเวกอยู่ ห่างไกลจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 รับรองได้ว่าจะต้องเกิดผลอย่างแน่นอน

ถ้าเหตุเป็นอย่างนี้ผลไม่เป็นอย่างอื่น

ที่ผลไม่เกิดเพราะเหตุไม่เป็นอย่างนี้ มีแต่จอโทรทัศน์

 มีแต่เครื่องเสียง เครื่องบันเทิงต่างๆ ก็เลยไม่ได้ผลที่อยากได้กัน

 จึงควรพิจารณาที่เหตุว่ากำลังทำอะไรอยู่ กำลังปฏิบัติธรรม

หรือกำลังปฏิบัติกิเลส ส่วนใหญ่จะปฏิบัติแต่กามฉันทะ

 คิดถึงแต่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ก็เลยไม่บรรลุผลที่ต้องการ

 ขอให้นำไปพิจารณา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

กัณฑ์ที่ ๔๒๖ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔

 (จุลธรรมนำใจ ๒๖)

“กามฉันทะ”
















ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 20 มกราคม 2559
Last Update : 20 มกราคม 2559 10:51:46 น.
Counter : 765 Pageviews.

0 comment
### อารมณ์ฝ่ายลบมันมาให้เรียนรู้ ###
















อารมณ์ฝ่ายลบ...มันมาให้เรียนรู้

“น่าสังเกตว่ามีปัญหาอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกี่ครั้ง ๆ ก็ตาม

 ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนรู้จากมันเลย

 ยังปล่อยให้มันเล่นงานจนเป็นทุกข์

บางครั้งถึงกับล้มป่วย หรือฆ่าตัวตาย

นั่นคือ อารมณ์ฝ่ายลบ เช่น ความโกรธ เศร้า

คับแค้น พยาบาท รู้สึกผิด น้อยเนื้อต่ำใจ

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ถูกความโกรธเล่นงานมาทั้งชีวิต

 อายุที่มากขึ้นไม่ได้ช่วยให้โกรธน้อยลงเลย กลับโกรธบ่อยขึ้นด้วยซ้ำ

อันที่จริงอารมณ์ฝ่ายลบหากเกิดขึ้นบ่อย ๆ

 น่าจะช่วยให้เรารู้จักมันดีขึ้น รู้ทันมันฉับไวขึ้น

ธรรมชาติได้ให้สติแก่เราซึ่งช่วยให้เราสามารถจัดการ

กับอารมณ์เหล่านั้นได้ เป็นแต่เราไม่ค่อยได้ใช้มัน

 ผลก็คือ แทนที่เราจะรู้เล่ห์กลของอารมณ์เหล่านี้

และพาจิตห่างไกลจากมัน มันกลับรู้วิธีควบคุมและบงการจิตของเรา

ให้เป็นไปตามอำนาจของมัน

กลายเป็นว่ายิ่งนานวันมันก็ยิ่งฉลาดกว่าเรา”

พระไพศาล วิสาโล












ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโตธรรมชาติที่พักใจ
ชอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 มกราคม 2559
Last Update : 19 มกราคม 2559 12:14:43 น.
Counter : 278 Pageviews.

0 comment
### สตินี้เป็นเหมือนกับคอขวด ###
















“สตินี้เป็นเหมือนกับคอขวด”

เนื้อหาสาระของการปฏิบัติไม่ได้อยู่ที่การกระทำของร่างกาย

 แต่อยู่ที่จิตมีสติหรือไม่มีสติ ถ้ามีสตินี้ถือว่ากำลังปฏิบัติอยู่

ไม่ว่ากำลังจะทำอะไรก็ตาม

ถ้าคอยควบคุมใจไม่ให้ลอยไปตามอารมณ์

กระแสของความคิดต่างๆ ให้อยู่กับปัจจุบัน

ให้อยู่กับเรื่องที่กำลังทำอยู่ ใจก็ถือว่ากำลังภาวนาอยู่

 กำลังปฏิบัติอยู่ ผู้ที่ปฏิบัตินี้สามารถปฏิบัติได้ตลอดเวลา

 ตั้งแต่ตื่นจนหลับเลย ถ้ามีการเจริญสติ มีการสร้างสติ

มีการรักษาสติอย่างต่อเนื่องก็เรียกว่ากำลังภาวนา

 เพราะการภาวนานี้ ขั้นที่ ๑ ที่สำคัญที่สุดก็

การสร้างสติขึ้นมานั่นเอง เพราะถ้าไม่มีสติแล้ว

ธรรมขั้นต่างๆ ที่จะต้องตามมาต่อไป

 จะไม่สามารถปรากฏขึ้นมาได้

 จำเป็นจะต้องมีสติเป็นผู้ที่จะดึงธรรมต่างๆ ให้โผล่ขึ้นมาได้นั่นเอง

 สมาธิก็จะไม่เกิดถ้าไม่มีสติ ถ้าไม่มีสมาธิปัญญาก็จะไม่เป็นปัญญา

ปัญญาก็จะเป็นความคิดปรุงเเต่ง

และไม่สามารถที่จะนำเอาไปกำจัดความโลภ

 ความโกรธ ความหลง ความอยากต่างๆ ได้

 ไม่สามารถที่จะรักษาความสงบ ที่เกิดจากสมาธิให้อยู่ต่อไปได้

โดยที่ไม่ต้องเข้าไปในสมาธิ

สิ่งเหล่านี้ ธรรมเหล่านี้จำเป็นจะต้องมีสติ

เป็นผู้ริเริ่มทำให้ปรากฏขึ้นมา

ดังนั้นการภาวนา การปฏิบัติธรรมเบื้องต้นนี้

จึงอยู่ที่การเจริญสติ ถ้ามีสิตแล้วถือว่ากำลังปฏิบัติ

ถ้าไม่มีสติ ต่อให้เดินจงกรม ต่อให้นั่งสมาธิเป็นชั่วโมงๆ

ก็ไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติ ไม่ถือว่าเป็นการภาวนา

 เพราะทำไปแล้วจะไม่เกิดผล คือความสงบจะไม่เกิดขึ้นมา

สิ่งที่จะปรากฏขึ้นมาแทนความสงบ ก็คือความฟุ้งซ่านนั่งเอง

 ความวุ่นวายใจความไม่สงบของใจ ที่เดิมทีก็มีอยู่แล้ว

พอมาเดินจงกรมนั่งสมาธิ แล้วก็ปล่อยให้ใจคิดไปถึงเรื่องราวต่างๆ

ถ้าคิดไปทางความอยากก็ยิ่งจะทำให้เกิดความทุกข์

ความวุ่นวายใจขึ้นมา ทั้งๆที่ตนเองกำลังคิดว่ากำลังปฏิบัติธรรม

 กำลังเดินจงกรม กำลังนั่งสมาธิ

แต่เป็นเพียงอิริยาบถเท่านั้นเอง เป็นเพียงกิริยาของร่างกาย

 แต่ไม่ได้เป็นการกระทำของใจ เพราะใจไม่ได้รับการควบคุม

 ใจไม่มีสติที่จะคอยควบคุมกระแสของความคิดต่างๆ

 ที่มักจะไหลทางความอยาก ทางความโลภ ทางความโกรธ

 และทางความหลงที่ทำให้ใจนั้นวุ่นวาย ทำให้ใจนั้นฟุ้งซ่านไม่สงบ

 ดังนั้นการเจริญสตินี้เป็นธรรมที่สำคัญ

เป็นหัวใจของการภาวนา ถ้าไม่มีสตินี้ไม่ถือว่ามีการภาวนา

 เพราะสมาธิถือสมถภาวนาจะไม่ปรากฏ

วิปัสสนาภาวนา ก็จะไม่ปรากฏขึ้นมาได้

ถ้าไม่มีสติ มีแต่ร่างกายที่แสดงท่าทางของผู้ปฏิบัติเท่านั้นเอง

มีการเดินจงกรม มีการนั่งสมาธิ แต่ใจนี้ไม่สงบ

ใจนี้กระสับกระส่ายวุ่นวาย คิดถึงอดีตบ้าง คิดถึงอนาคตบ้าง

 คิดถึงคนนั้นคนนี้บ้าง คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้บ้าง

นี่คือลักษณะของการไม่มีสติ

 ถึงแม้ว่าร่างกายจะอยู่ในท่าของผู้ปฏิบัติธรรมก็ตาม

แต่การปฏิบัติที่แท้จริงนั้นไม่มี มีแต่ฟอร์ม มีแต่ร่าง มีแต่ท่า

 มีแต่การตั้งท่า เหมือนนักมวยมีแต่การรำมวยกันไปรำมวยกันมา

 แต่ไม่ได้เข้าไปชกกันเสียทีหนึ่ง ฉันใด

ถ้าไม่มีสติก็เหมือนกับไม่มีธรรมที่จะเข้าไปต่อสู้กับกิเลสตัณหา

ตัวที่สร้างความทุกข์ ความสร้างวุ่นวายให้กับใจนั่นเอง

ถ้ามีสติ สตินี่แหละจะเป็นตัวที่จะดันใจให้เข้าสู่ข้างใน

ให้เข้าสู่ความสงบ ถ้าไม่มีสติก็จะถูกกิเลสตัณหาดันใจ

ให้ออกมา หาเรื่องต่างๆ ทางตาหูจมูกลิ้นกาย

พาให้ไปคิดถึงคนนั้นคนนี้ถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้

ปฏิบัติไปปฏิบัติมาไม่เคยได้ผลเลย

ก็เลยบางทีก็อาจจะมาโทษว่าการปฏิบัตินี้หมดสมัย หมดยุคแล้ว

 ไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่ในโลกนี้แล้ว

ผู้ปฏิบัตินี้ไม่สามารถที่จะบรรลุถึงพระนิพพานได้แล้ว

นี่กลับไปโทษธรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้

ถ้ามีสติ แต่ไม่ไปโทษตนเองว่าตนเองไม่มีสติ

 ภาวนาแบบใจลอย ลอยไปลอยมามัวแต่คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

คิดถึงคนนั้นคิดถึงคนนี้ คิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้

แทนที่จะอยู่กับอารมณ์ที่ให้กำหนดไว้ให้ตั้งอยู่เพียงอารมณ์เดียว

กลับไม่อยู่ ใจก็เลยไม่ดิ่งไม่ได้เข้าสู่ความสงบได้

ไม่ได้พบกับความอัศจรรย์ของความสงบ

ของความสุขที่เกิดจากความสงบ

ก็เลยเกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย เกิดความเสื่อมศรัทธาที่จะปฏิบัติ

 โดยการคิดไปในทางที่ไม่ถูก เช่นคิดว่าเราไม่มีวาสนาบ้าง

หรือมรรคผลนิพพานนี้หมดยุคหมดสมัยแล้ว

ถ้าคิดอย่างนี้แล้วก็จะไม่มีกำลังจิตกำลังใจที่จะปฏิบัติต่อไป

 เพราะไม่ได้วิเคราะห์เหตุที่ทำให้ตนเองไม่ได้ผล

 ว่าเกิดจากอะไรกันแน่

 เพราะว่าธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ทรงตรัสไว้แล้วว่า

เป็นอกาลิโก มรรคผลนิพพานนี้เป็นอกาลิโก

 ไม่ได้เสื่อมไปกับกาลกับเวลา

 มรรคผลนิพพานนี้พร้อมที่จะปรากฏขึ้นมาเสมอ

ถ้ามีเหตุที่ทำให้เกิดนั้นปรากฏขึ้นมา

เหตุนั้นก็คือการบำเพ็ญด้วยสตินี่เอง

ถ้าไม่มีการบำเพ็ญด้วยสติแล้ว

มรรคผลนิพพานก็จะไม่ปรากฏขึ้นมา

มรรคผลนิพพานนี้ไม่ได้เสื่อมไปกับกาลกับเวลา

เหมือนกับสิ่งของต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้

ที่ย่อมต้องเสื่อมไปกับกาลกับเวลา

บ้านช่องที่เราสร้างไว้ ทิ้งไว้สัก ๑๐๐ ปี ๒๐๐ ปีมันก็ต้องเสื่อม

ต้องพังไปตามกาลตามเวลา

แต่มรรคผลนิพพานที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบนี้

และนำเอามาเผยแผ่สั่งสอน ให้แก่สัตว์โลกนี้ไม่มีวันเสื่อม

 ไม่มีวันหมดไปตามกาลตามเวลา ตราบใดที่มีเหตุ

ที่จะทำให้มรรคผลนิพพานนี้ ปรากฏขึ้นมา

มรรคผลนิพพานก็จะปรากฏขึ้นมาอย่างแน่นอน

 เหตุที่จะทำให้เกิดก็คือการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนานี่เอง

ผู้ปฏิบัตินี้ส่วนใหญ่จะมาติดอยู่ตรงการเจริญสตินี้กัน

เรื่องการทำทานก็พอทำกันได้ เรื่องการรักษาศีลก็พอจะรักษากันได้

 แต่พอมาถึงขั้นตอนของเจริญสตินี้

รู้สึกว่าจะล้มเหลวกันไปเป็นส่วนใหญ่

ที่ไม่สามารถก้าวเข้าสู่สมาธิ ก้าวเข้าสู่ปัญญา

และก้าวเข้าสู่ขั้นวิมุตติหลุดพ้นได้ ก็เพราะว่าไม่มีความสามารถ

ที่จะสร้างสติให้เกิดขึ้นได้นั่นเอง

ถ้าสามารถแล้วก็จะสามารถบรรลุธรรมได้

ภายใน ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี

 อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์ไว้

ในท้ายของการแสดงวิธีเจริญสติ ในสติปัฏฐาน ๔

พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รับประกันเลยว่า

ถ้าผู้ใดสามารถเจริญสติได้ตามแนวที่ทรงสอนไว้

ในสติปัฏฐาน ๔ จะสามารถได้มรรคผลนิพพานได้

หลุดพ้นได้อย่างแน่นอน ภายใน ๗ วัน หรือ ๗ เดือน หรือ ๗ ปี

เป็นอย่างมาก ถ้าเป็นผู้ที่มีสติที่แก่กล้า

 ผู้ที่มีความสามารถที่จะเจริญสติได้อย่างรวดเร็วนี้

ภายใน ๗ วันก็สามารถบรรลุได้

 ถ้าช้าหน่อยสติการสร้างสติช้าหน่อยก็ ๗ เดือน

หรือไม่เช่นนั้นก็ ๗ ปี ถ้ายังมีการเพียรพยายาม

ที่จะเจริญสติอยู่เรื่อยๆ ไม่ช้าก็เร็วจิตจะต้องมีสติขึ้นมา

มีสติที่จะดันใจ ผลักดันใจให้เข้าสู่ความสงบได้อย่างเต็มที่

ถ้าใจเข้าสู่ความสงบอย่างเต็มที่แล้วใจจะมีพลัง

จะมีความสุขที่จะทำให้สามารถที่จะตัดตัณหา

ความอยาก ในสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ได้

 สามารถละอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ

 ที่มีอยู่ในโลกนี้ได้ เพราะจะเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้

ล้วนเป็นทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์เพราะว่ามันไม่เที่ยง

ทุกข์เพราะว่ามันไม่ได้เป็นของเรา

เราไม่สามารถที่จะไปควบคุมบังคับให้มันให้ความสุขกับเราได้

 ไม่สามารถควบคุมบังคับให้มันอยู่กับเราไปตลอดได้

 มันจะต้องเปลี่ยนไปตามเวลาของมันและมันจะต้องเสื่อม

ต้องดับไปตามเวลาของมัน

 อันนี้ผู้ที่มีสติจะมีสมาธิและจะมีปัญญา เห็นสัจจธรรมความจริง

ของสภาวธรรมทั้งปวงแล้วก็จะสามารถทำให้ละความยึดมั่นถือมั่น

ในสิ่งต่างๆ ได้ และทำให้ไม่อยากจะได้สิ่งต่างๆ

ที่มีอยู่ในโลกนี้ได้ พอละความอยากได้ละอุปาทานได้

ก็จะตัดความทุกข์ต่างๆ ที่มีอยู่ภายในใจไปได้หมดเลย

นี่คือขั้นของการปฏิบัติ

ส่วนใหญ่จะมาติดกันตรงที่สตินี้ สตินี้เป็นเหมือนกับคอขวด

เวลาทำบุญทำทานนี้ทำกันได้ บางคนสละทรัพย์สมบัติ

ข้าวของเงินทองออกบวชได้ รักษาศีลได้

 รักษาศีล ๘ รักษาศีล ๒๒๗ ได้

แต่พอมาถึงเวลาที่จะต้องเจริญสตินี้รู้สึกว่าจะทำกันไม่ค่อยได้

 ผู้ที่ทำได้ก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นสมาธิและขั้นปัญญา

จนถึงขั้นหลุดพ้นได้ตามลำดับ เช่นครูบาอาจารย์ต่างๆ

 ที่เรากราบไหว้บูชาเคารพนับถือ

ซึ่งถือเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ปฏิบัตินั้นก็ถือว่ามีน้อย

ที่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้

ก็เพราะว่าท่านมีความพากเพียรมาก ท่านมีความอดทนมาก

 ท่านมีความพยายาม เจริญสติอยู่ตลอดเวลา

พยายามหาสถานที่ที่เอื้อต่อการบำเพ็ญ

ท่านจะไม่ชอบคลุกคลีอยู่กับคนมากๆ

 เพราะจะทำให้การเจริญสตินั้นเป็นไปได้ยาก

ท่านจะไม่ชอบอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงอึกทึก ครึกโครม

มีกิจกรรมอะไรต่างๆ ทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ท่านจะชอบไปปลีกวิเวก ชอบไปอยู่คนเดียว

แล้วก็ชอบที่จะบำเพ็ญความเพียร

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๙

“สร้างที่พึ่งของใจด้วยกำลังสติ”













ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 มกราคม 2559
Last Update : 19 มกราคม 2559 10:48:47 น.
Counter : 258 Pageviews.

0 comment
### ชีวิตกับความตายเป็นของคู่กัน ###















ชีวิตกับความตายเป็นของคู่กัน



การระลึกว่าความตายอาจมาถึงเราเมื่อไรก็ได้

ยังทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของแต่ละวันที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้

เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะมีหรือไม่

ทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของแต่ละวันที่คนรักยังอยู่กับเรา

 เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะได้พบกันอีกหรือไม่

ทำให้เราชื่นชมกับสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่กับตัวและรอบตัว

 เพราะเราไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้

เราจะมีโอกาสชื่นชมสิ่งเหล่านั้นหรือไม่

ทำให้เราติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยความใส่ใจ

 เพราะเราไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะได้พบกันอีกหรือไม่

กล่าวโดยสรุปการเจริญมรณสติอยู่เสมอ

ช่วยกระตุ้นให้เราขวนขวายในสิ่งที่ชอบผัดผ่อน

ปล่อยวางในสิ่งที่ชอบยึดติด

 และเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่มีอยู่หรือกระทำอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งหมดนี้ไม่เพียงเอื้ออำนวยให้เราสามารถตายอย่างสงบเท่านั้น

 แต่ยังช่วยให้อยู่อย่างมีความสุขด้วย

ชีวิตกับความตายเป็นสิ่งที่ไม่ได้แยกจากกัน

ความข้อนี้นอกจากจะหมายความว่า

ชีวิตกับความตายเป็นของคู่กันแล้ว

ยังหมายความอีกว่าเราอยู่อย่างไร เราก็ตายอย่างนั้น

ถ้าหากเราต้องการ “ตายดี” ก็ต้องมีชีวิตที่ดีงาม

 กล่าวคือสร้างสมคุณงามความดีหรือบุญกุศล

 ถึงพร้อมด้วยประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

 นอกจากการหมั่นบำเพ็ญทาน และรักษาศีล

ตลอดจนช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นแล้ว

ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การเจริญภาวนาเป็นนิจ

หมายถึงการฝึกฝนใจให้บังเกิดความสงบและความสว่าง

 รู้เท่าทันความเป็นจริงของชีวิต จนไม่เผลอเป็นทุกข์

เพราะความผันผวนปรวนแปรต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

พระไพศาล วิสาโล












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์ไพศาล วิลาโล
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 มกราคม 2559
Last Update : 19 มกราคม 2559 10:20:14 น.
Counter : 780 Pageviews.

0 comment
### ตัณหาทั้ง 3 เป็นตัวผลักดันใจของเราให้ออกไปสู่ความวุ่นวาย ###


















“ตัณหาทั้ง ๓ เป็นตัวผลักดันใจของเรา

ให้ออกไปสู่ความวุ่นวาย”

การจะรวมเป็นหนึ่งก็ต้องใช้กำลังของสติเป็นผู้ดึง

หรือผลักดันเข้าไป ใจของเรานี้จะมีพลังอยู่สองฝ่ายด้วยกัน

 พลังหนึ่งนี้จะผลักดันจิตของเราให้ออกไปข้างนอก

 ออกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่าตัณหา

ตัณหานี่แหละเป็นตัวที่ดันใจของเราให้ออกไปห

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เราเรียกว่า กามตัณหา

 แล้วก็ไปหาภวตัณหา วิภวตัณหา

 ตัววิภวตัณหา กับภวตัณหาเป็นตัวที่ดันให้ใจของเราไปวุ่นวาย

กับเรื่องราวต่างๆ อยากเป็นใหญ่ เป็นโต อยากร่ำอยากรวย

นี้ ก็เป็นตัวภวตัณหาผลักดันไป

ตัวที่อยากไม่ให้สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น สิ่งนี้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

อยากไม่ให้ลาภยศ สรรเสริญเสื่อมลงไป

 อยากไม่ให้ร่างกายแก่ เจ็บ ตาย อันนี้ก็เรียกว่า วิภวตัณหา

 ตัณหาทั้ง ๓ นี้มันจะคอยผลักใจของเราให้ออกไปข้างนอก

 ออกไปสู่ความวุ่นวาย สู่ความทุกข์ต่างๆ

เพราะสิ่งต่างๆ ที่ใจของเราออกไปสัมผัสรับรู้ไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น

เป็นความทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์เพราะว่ามีการเจริญมีการเสื่อมนั่นเอง

 สุขตอนเจริญ แต่พอเวลาเสื่อมนี้ทุกข์ถึงกับบางที

 ถึงอยากจะฆ่าตัวตายไป

พลังอีกพลังหนึ่งที่จะผลักใจให้เข้าสู่ข้างใน ให้เข้าสู่สมาธิ

 ให้เข้าสู่อัปนาสมาธิ ก็คือสติ สติหรือปัญญา

 สองตัวนี้จะเป็นตัวที่จะดันหรือดึงใจให้เข้าสู่ข้างใน

 จะใช้สติก็ได้ จะใช้ปัญญาก็ได้ แล้วแต่ว่าเรามีความสามารถ

ที่จะใช้ธรรมอย่างใด ถ้าเรายังใช้ปัญญาไม่เป็น ก็ใช้สติไปก่อน

เพราะสตินี้ง่ายกว่า การใช้ปัญญา

การใช้ปัญญานี้ต้องเห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตา

ของสิ่งต่างๆ ที่ตัณหาความอยากคอยดันใจให้ไปแสวงหา

ถ้าเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใจก็จะหยุดตัณหาความอยากได้

 พอหยุดตัณหาความอยากได้ใจก็จะเข้าสู่ความสงบได้

ถ้ามองไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ต้องใช้สติช่วยไปก่อน

สติก็คือการจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

ไม่ให้ใจไปคิดถึงเรื่องต่างๆ ที่ทำให้เกิดตัณหาความอยากขึ้นมา

 เช่น ให้บริกรรมพุทโธๆ ไป ใจก็จะไม่สามารถไปคิดถึง

ลาภยศ สรรเสริญ คิดถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะได้

 เมื่อไม่คิดถึงความอยากก็จะหายไป ใจก็เข้าสู่ความสงบ

เป็นอุเบกขาได้เหมือนกัน

แต่การเข้าสู่อุเบกขาด้วยสตินี้ เป็นการเข้าชั่วคราว

 เพราะว่าไม่สามารถทำลายตัณหาความอยากได้

 เพียงแต่ดันตัณหาความอยากให้กลับเข้าไปข้างในเท่านั้น

 พอเวลาที่สติอ่อนกำลังเมื่อไหร่ ตัณหาความอยาก

ก็จะดันใจออกมา หาลาภยศ สรรเสริญ

 หาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กายต่อไป

 แต่ถ้าดันเข้าไปด้วยปัญญานี้ก็เป็นการทำลายตัณหาอย่างถาวร

 เพราะปัญญานี้จะทำลายรากเหง้าของความอยากก็คือความหลง

การที่เรามีความอยากก็เพราะว่าเรามีความหลง

 หลงไปเห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุขนั่นเอง

หลงไปเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง

หลงไปเห็นสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ว่าเป็นของเรา

คือไปเห็นว่าสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้

เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา นั่นเอง

 เราจึงต้องใช้ปัญญาที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงค้นพบว่า

 ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ได้เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา

ทุกสิ่งทุกอย่างนี้มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ถ้าเราสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้

เราก็จะสามารถทำลายความอยากในสิ่งต่างๆ ได้

นี่คือวิธีที่เราจะทำให้ใจเข้าสู่ความสงบได้อย่างถาวร

ก็คือต้องทำลายความอยากด้วยปัญญา

ต้องทำลายต้นเหตุของความอยากก็คือความหลง

 ความเห็นผิดเป็นชอบ เห็นอนิจจัง เป็นนิจจัง

เห็นทุกขัง เป็นสุขัง เห็นอนัตตาเป็นอัตตานั่นเอง

ไม่เชื่อลองพิจารณาดู สิ่งต่างๆ ที่เรามีอยู่นี้

เรามักจะคิดอยู่เรื่อยๆ ว่าเป็นนิจจัง เป็นสุขัง เป็นอัตตา

มีทรัพย์ก็คิดว่าเป็นสุข แล้วก็คิดว่าทรัพย์นี้จะต้องอยู่คู่กับเราไปตลอด

 เป็นของเราไปตลอด เเต่พอวันดีคืนดี เกิดสูญเสียทรัพย์นี้ไป

 ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที

และอาจจะทุกข์ถึงกับต้องฆ่าตัวตายไป

เพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจรับกับเหตุการณ์

รับกับความจริงที่จะโผล่ขึ้นมา ที่จะปรากฏขึ้นมา

 แต่ถ้าเรามีปัญญาคอยเตือนใจ คอยสอนใจอยู่เรื่อยๆ

ว่าทรัพย์นี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เราก็จะไม่ไปแตะไม่ไปเกี่ยวข้อง ไม่ไปอาศัยทรัพย์

ไม่ไปใช้ทรัพย์ แล้วก็มาหาความสุขจากการทำใจให้สงบดีกว่า

 เมื่อเราไม่ใช้ทรัพย์ เราใช้สติ ใช้ปัญญา

ในการสร้างความสุขที่แท้จริงให้กับใจ

เวลาที่เราสูญเสียทรัพย์ไป เราจะไม่รู้สึกเดือดร้อนเลย

 เช่น บุคคลที่สละทรัพย์ เช่นพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกทั้งหลาย

เพื่อที่จะออกมาบวช เพื่อที่จะได้มีเวลามาสร้างสติ สร้างปัญญา

 เพื่อความสงบสร้างอุเบกขา ให้เกิดขึ้นภายในใจ

 พอได้ความสงบได้อุเบกขา ก็จะได้ความสุขที่แท้จริง

 ได้ความสุขที่ถาวร จะไม่ต้องพึ่งพาอาศัยทรัพย์เป็นเครื่องมือ

ในการหาความสุขมาให้แก่ใจ เพราะเป็นการหาความสุขชั่วคราว

 และเวลาที่ไม่มีทรัพย์มาหาความสุขได้

เวลานั้นก็จะกลายเป็นความทุกข์ขึ้นมาแทน

นี่คือวิธีการที่เราจะสร้างความสุขภายในใจของเรา

 สร้างได้ ๒ วิธี วิธีที่ง่ายแต่เป็นวิธีชั่วคราว ก็คือ สติ

 ให้เราเจริญสติควบคุมความคิดปรุงเเต่ง อย่าให้ไปคิดถึงสิ่งต่างๆ

เช่น ลาภยศ สรรเสริญ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 เพราะถ้าเราคิดถึงลาภยศ สรรเสริญ

คิดถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะก็จะเกิดความอยากขึ้นมา

 พอเกิดความอยากใจก็จะต้องดิ้นรนไปหา

 ใจก็จะต้องวุ่นวายกับการหา วุ่นวายกับการดูแลรักษา

 แล้วก็ต้องวุ่นวายกับการสูญเสีย วุ่นวายกับการพลัดพรากจากกัน

ถ้าเราใช้สติเราก็จะระงับตัณหาความอยากได้

แต่ไม่สามารถทำลายตัณหาความอยากได้

เพราะใจก็ยังเห็นว่าลาภยศ สรรเสริญสุขนี้ เป็นของเรา

 เป็นของที่ถาวร เป็นของที่จะอยู่คู่กับเราไปตลอด

พอเวลาที่เราอ่อนสติลงไป เผลอสติ ตัณหามันก็จะออกมา

 มันก็จะดันให้เราไปหาลาภยศ สรรเสริญสุขต่อไป

แต่ถ้าเราใช้ปัญญาทำลายตัณหา ทำลายรากเหง้าของตัณหา

คือความหลง คือความหลงที่คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสุข

เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน เป็นของเรา ด้วยการใช้ความจริง

ความจริงก็คือทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยงแท้แน่นอน

 ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เป็นของเรา

 จะต้องมีการพลัดพรากจากกันไปในวันใดวันหนึ่งอย่างแน่นอน

 ถ้าเรามีความรู้ความเห็นอย่างนี้

เราก็จะสามารถทำลายความหลง

ที่เป็นตัวหลอกให้ใจไปเกิดความอยากได้ลาภยศ สรรเสริญ

อยากได้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะมา

แล้วก็จะไม่มีตัณหาหลงเหลืออยู่ภายในใจอีกต่อไป

 นี่คือการสร้างความสุขที่แท้จริง

ในเบื้องต้นก็สร้างด้วยสติก่อน เพราะสตินี้เป็นสิ่งที่ง่ายกว่าปัญญา

 ยกเว้นกรณีของบุคคลที่มีความถนัด ทางด้านปัญญา

สามารถใช้ปัญญาทำใจให้สงบได้ก็ใช้ปัญญาได้เลย

แต่ต้องเป็นไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

หรือเป็นอสุภะในกรณีที่จะยับยั้งกามอารมณ์ต่างๆ

 ความรัก ความใคร่ในบุคคลนั้นบุคคลนี้ ต้องใช้อสุภะ

ต้องเห็นว่าบุคคลนั้นบุคคลนี้ ไม่สวยงามอย่างที่คิดกัน

 สวยเฉพาะภายนอก สวยเฉพาะในปัจจุบันในขณะที่เห็น

 แต่เวลาอื่นนี้ต้องเปลี่ยนไป เช่น เวลาแก่ เวลาเจ็บหรือเวลาตาย

 หรือสวยเฉพาะภายนอก สวยเฉพาะที่ผิวหนัง

แต้ถ้ามองเข้าไปใต้ผิวหนัง ก็จะเห็นส่วนที่ไม่น่าดูต่างๆ

ที่มีอยู่ภายในร่างกาย อันนี้ก็เป็นการใช้เพื่อดับตัณหาความอยาก

ที่อยากจะเสพกามกับบุคคลนั้นบุคคลนี้

แล้วก็ต้องพิจารณาความไม่สวยไม่งาม

ความสกปรกของอาหารที่เราอยากรับประทานกัน

อาหารนี้รับประทานได้แต่ควรจะรับประทานเพื่ออยู่

 เพื่อดูเเลรักษาเยียวยาร่างกาย ให้อยู่เป็นปกติสุข

แต่อย่ารับประทานอาหารด้วยตัณหาความอยาก

เพราะมันจะทำให้รับประทานแบบไม่มีขอบไม่มีเขต

และจะทำให้เกิดความทุกข์ตามมา

เวลาที่อยากจะรับประทานแล้วไม่ได้รับประทาน

 ก็ต้องพิจารณาความไม่น่าดูของอาหาร

 อย่าไปดูตอนที่อาหารอยู่ในจาน

ให้ดูอาหารเวลาเข้าไปอยู่ในปากเวลาที่เคี้ยว ที่ผสมกับน้ำลายแล้ว

 หรือเวลาที่เข้าไปอยู่ในท้อง หรือเวลาที่ถ่ายออกมา

นี่เป็นอาหารทั้งนั้น ถ้าเห็นสภาพอาหารที่ไม่น่าดู ที่สกปรก

ความอยากอาหารมันก็จะไม่มี

ความอยากอาหารนี้ก็เป็นพิษเป็นภัยต่อการบำเพ็ญ

เพราะถ้ารับประทานอาหารมากเกินไป ก็จะทำให้ง่วงเหงาหาวนอน

 ทำให้เกิดความเกียจคร้านขึ้นมา จะเป็นอุปสรรค

 เป็นการสร้างนิวรณ์ขึ้นมา จะทำให้ไม่สามารถที่จะทำใจ

ให้เข้าสู่ความสงบได้

ผู้ที่จะบำเพ็ญเพื่อให้เกิดความสงบนี้ จึงต้องรู้จักการประมาณ

ในการรับประทานอาหาร ถ้ามีความอยากในการรับประทานอาหาร

 ก็ต้องใช้อุบายของอาหารปฏิกูลสัญญานี้คือ

พิจารณาดูความไม่สวยงามความสกปรกของอาหาร

 เพื่อที่จะได้ตัดตัณหาความอยาก

เพื่อที่จะรับประทานเพียงพอประมาณ พอให้ร่างกายอยู่ได้

 เพื่อจะได้ไม่สร้างความง่วงเหงาหาวนอนให้เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติ

นี่ก็คือเครื่องมือต่างๆ ที่เรียกว่าปัญญา

ที่ยังต้องมีใช้ในการที่จะทำให้ใจเข้าสู่ความสงบ

 ถ้าเรามีเครื่องมือเหล่านี้ รับรองได้ว่าใจจะต้องสงบอย่างแน่นอน

 เพราะว่าพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก

ท่านก็ใช้เครื่องมือเหล่านี้

ท่านใช้สติ ท่านใช้ปัญญาเพื่อทำใจให้สงบ

 เพื่อทำลายตัณหาความอยากให้หมดไปจากใจ

 ถ้าเราใช้สติ ใช้ปัญญาตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

เราก็จะสามารถทำลายตัณหาความอยากต่าง ๆ

ดับความทุกข์ต่างๆให้หมดไปจากใจได้

 สร้างความสุขที่ถาวรให้อยู่คู่กับใจไปได้อย่างแน่นอน

ไม่ได้ขึ้นกับกาลกับเวลา

ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในยุคเดียวกับพระพุทธเจ้า

ไม่ต้องอยู่ในยุคเดียวที่เดียวกับพระอรหันตสาวก

 ธรรมนี้เป็นอกาลิโก ไม่ขึ้นกับกาลกับเวลา ไม่ขึ้นกับสถานที่

 ขึ้นอยู่กับการบำเพ็ญ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ

ถ้าเราเจริญสติได้ เจริญปัญญาได้

เราจะได้ความสงบกันอย่างแน่นอน

เราจะได้ความสงบที่สูงสุดที่เราเรียกว่า พระนิพพาน

นิพานัง ปรมัง สุขัง อย่างแน่นอน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

 

....................................



ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๘

“การเสียสละ”









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 มกราคม 2559
Last Update : 16 มกราคม 2559 10:14:29 น.
Counter : 469 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  69  70  71  72  73  74  75  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....