Group Blog
All Blog
### คนที่มีความสุขก็ไม่ต้องไปร้อง Happy New Year ###















“คนที่มีความสุขก็ไม่ต้องไปร้อง

 Happy New Year”

อนิจจังก็คือความไม่เที่ยง เกิดแล้วดับ

อสุภะก็คือไม่น่าดูไม่สวยไม่งาม อันนั้นเป็นงานขั้นต่อไป

พอไม่กลัวตายแล้ว ทีนี้ขั้นต่อไปก็มาดับความใคร่

เพราะว่ายังมีชีวิตอยู่ ยังเห็นคนนู้นคนนี้อยู่

เห็นก็ยังเกิดอารมณ์อยู่ ก็ต้องมาดับอารมณ์นั้นให้ได้

เพราะอารมณ์นี้มันทำให้เราอยู่คนเดียวไม่ได้

เราต้องไปมีคู่ครอง พอมีคู่ครองก็ต้องเป็นทุกข์กับเขาอีก

 ทุกข์กับคู่ครองแล้วก็ทุกข์กับลูกเต้าที่ตามมาอีก

เป็นห่วงเป็นกองทุกข์ไปเป็นห่วงไป ถ้าเราดับกามารมณ์ได้

เราก็อยู่คนเดียวได้ จะไม่รู้สึกเหงาไม่รู้สึกว้าเหว่

 เพราะความเหงาความว้าเหว่นี้ มันก็เกิดจากกามารมณ์นี่เอง

 เกิดจากความอยากหาความสุขกับผู้อื่น

ขั้นต่อไปพอได้ผ่านขั้นละสักกายทิฐิได้แล้ว

ก็ต้องเข้าไปสู่ขั้นละกามราคะ

ก็ต้องพิจารณาอสุภะอย่างต่อเนื่อง

 ทีนี้งานเป้าหมายเปลี่ยนไปแล้ว

มื่อก่อนพิจารณาความตายความเจ็บ

 พออันนี้ผ่านไปแล้วก็ไม่เป็นปัญหากับเราแล้ว

 ปัญหาที่ยังเป็นกับใจอยู่ ก็กามารมณ์ราคะตัณหา

 ก็ต้องพิจารณาอสุภะอยู่เรื่อยๆ

มองเห็นใครก็ต้องมองเข้าไปทะลุปรุโปร่ง

มองเห็น ๓๒ อาการ หรือมองเห็นเวลาที่เขาตายไปแล้ว

 ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วก็จะดับกามารมณ์ได้

อันนี้เป็นเรื่องของร่างกาย

หมดเรื่องของร่างกายแล้ว ก็ยังมีปัญหาเรื่องของจิตอีก

 ในจิตก็ยังมีกิเลสอยู่ มีอัตตาตัวตนอยู่

มีความยึดติดในความสุขของจิตอีก

ยึดติดในความสุขก็เหมือนกับยึดติดความสุขของร่างกาย

 พอเรายึดติดกับความสุข เวลามันไม่สุขเราก็จะทุกข์ขึ้นมา

เพราะเราอยากจะให้มันสุขไปเรื่อยๆ

 เหมือนกับร่างกายเวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาเราก็ทุกข์ขึ้นมา

 เพราะเราต้องการให้ร่างกายมันไม่ทุกข์ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

ให้มันสบายไปตลอด จิตเราก็เป็นเหมือนร่างกายเหมือนกัน

เป็นไตรลักษณ์เหมือนกัน

 ไม่ใช่ตัวจิตเองแต่ตัวอาการของที่มันอยู่ในจิต

ธรรมมารมณ์ มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มีสุขมีทุกข์อยู่ภายในจิต

มีความสงบมีความฟุ้งซ่านอยู่ภายในจิต

กิเลสยังไม่หมด ก็ต้องเข้าไปทำลายตัวนี้ต่อไป

 ยังถือตัวถือตนอยู่ แม้ไม่ยึดติดกับร่างกาย

 แต่ก็ยังถือยึดติดในจิต จิตยังคิดว่าเป็นตัวเป็นตนอยู่

ก็ต้องทำลายสิ่งเหล่านี้ให้มันหมดไป ด้วยปัญญาให้รู้ทัน

ว่าจิตก็เป็นเพียงแต่ผู้รู้ ไม่เป็นตัวเป็นตน

ตัวตนก็เกิดจากสัญญาสังขารที่เราจำได้หมายรู้

 แล้วก็มาคิดมาปรุงมาแต่ง ว่าเป็นเราเป็นเขาขึ้นมาเท่านั้นเอง

 แต่เวลาจิตสงบนิ่งเงียบ ไม่มีความคิดปรุงแต่ง

ตัวตนนี้ก็หายไป เหลือแต่ตัวรู้เพียงอย่างเดียว

 ฉะนั้นเราก็ต้องรู้ว่าตัวจิตที่แท้จริงก็คือตัวรู้ไม่ใช่ตัวตน

แล้วก็ควรจะอยู่ที่ตัวรู้อย่าไปอยู่ที่ตัวตน

 เวลาใครเขาด่าก็ให้รู้เฉยๆ แสดงว่าอยู่ที่ตัวรู้

ถ้าเขาด่าแล้วตอบโต้ก็แสดงว่าอยู่ที่ตัวตน

 มันว่ากูนี่หว่ากูก็ต้องว่ากลับไปมั่ง

นี่คือการปฏิบัติที่มันละเอียดเข้าไป ลึกซึ้งเข้าไปเรื่อยๆ

 มันมีขั้นมีตอนจะไปข้ามขั้นไม่ได้

 เพราะว่าเหมือนกับเวลาที่เราส่องกล้องจุลทรรศน์ดูตัวเชื้อโรค

เราต้องขยายกำลังเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

 ถึงจะเห็นถึงตัวที่มันเล็กที่มันละเอียดลงไปเรื่อยๆ

 ตอนต้นเราก็เห็นตัวที่หยาบก่อน พอตัวหยาบหมดแล้ว

 อยากจะดูตัวละเอียด ก็ต้องเพิ่มความขยายของกล้อง

ให้มันขยายได้ใหญ่ขึ้น ฉันใด

ปัญญาขั้นต้นก็ต้องต่อสู้กับกิเลสตัวหยาบๆก่อน

 กิเลสตัวหยาบๆก็อยู่ภายนอก ไปติดกับลาภยศสรรเสริญ

 ไปติดกับความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ติดกับคนนั้นติดกับคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้

ก็ต้องพิจารณาว่าเป็นไตรลักษณ์เหมือนกัน

มันเป็นความสุขชั่วคราวเดี๋ยวเดียวแล้วก็หมดไป

แล้วก็ต้องหาใหม่ หาเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มไม่พอ

 เวลาหาไม่ได้ก็เครียด ทุกข์ขึ้นมา

หรือเวลาสูญเสียสิ่งที่ได้มาไป ก็เสียอกเสียใจ

เห็นว่าเป็นกองทุกข์จะได้ไม่ไปยุ่งกับมัน

การที่จะปล่อยได้ จิตก็ต้องมีความสุขภายในใจก่อน

 ถ้ายังไม่มีความสุขภายในใจก็ปล่อยไม่ได้

เพราะต้องอาศัยความสุขที่ได้จากสิ่งต่างๆ

 แม้ว่าจะเป็นความสุขชั่วคราวก็ยังดี

อย่างคืนที่ ๓๑ นี้ (วันส่งท้ายปีเก่า)

 ความสุขแค่ไม่กี่ชั่วโมง พอวันที่ ๑ ผ่านไปมันก็หมดแล้ว

 แต่ก็อดไม่ได้ที่ต้องไปฉลองกัน เพราะมันไม่มีความสุขใจ

 แต่ถ้าคนมีสมาธิก็ไม่ไป อยู่วัดอยู่บ้าน นั่งสมาธิทำใจให้สงบไป

สุขกว่าเยอะแยะ สบายกว่าเยอะแยะ ไม่ต้องไปเหนื่อย

ไม่ต้องไปเต้นแร้งเต้นกา ไม่ต้องไปนับถอยหลังกัน บ้าหรือเปล่า

 คนที่มีความสุขก็ไม่ต้องไปร้อง Happy New Year หรอก

คนมันไม่มีความสุขมันเลยต้องร้อง หลอกกันไปหลอกกันมา

 แล้วพอตอนเช้าก็ปวดหัวกินเหล้ามากเกินไป นอนไม่หลับ

บางทีก็กว่าจะตื่นก็สายโด่

นี่แหละคือเพราะเราไม่มีความสุขภายในใจ

 เราเลยต้องไปหาความสุขภายนอก

ก็เลยเป็นทุกข์กับของภายนอกกัน ไปทุกข์กับลาภยศสรรเสริญ

ทุกข์กับรูปเสียงกลิ่นรส ถ้าเรามีสมาธิมีความสงบแล้ว

สิ่งเหล่านี้มันจะหมดความหมายไป เราก็ปล่อยมันได้

ปล่อยข้างนอกได้ เราก็มาปล่อยตัวที่ยากขึ้น

 ตัวที่ยากขึ้นก็คือร่างกาย ความรู้สึกเจ็บปวดของร่างกาย

ที่เรายังกลัวกันอยู่ เราก็ต้องพิจารณาว่ากลัวยังไงมันก็ต้องเป็น

 แต่ถ้าเราทำใจดีสู้เสือ ทำใจเฉยๆไว้แล้วเราจะไม่เจ็บ

 เจ็บที่กายแต่ไม่เจ็บที่ใจ เราต้องการดับความทุกข์ที่ใจ

 เราดับความทุกข์ที่กายไม่ได้

 ความทุกข์ที่ร่างกายไม่รุนแรงเหมือนความทุกข์ที่ใจ

ถ้าเราดับความทุกข์ที่ใจได้แล้ว ความทุกข์ที่ร่างกายจะไม่เป็นปัญหา

 อันนี้ก็เป็นขั้นของพระโสดาบัน

ในขั้นของพระสกิทาคามีอนาคามี ก็มีความอยากหาความสุข

จากการร่วมหลับนอนกับผู้อื่น อันนี้ก็ต้องพิจารณา

ความไม่สวยงามของร่างกายของผู้อื่น

 ของคนที่เราคลั่งไคล้หลงใหล ดูว่าสวยจริงหรือเปล่า

งามจริงหรือเปล่า ดูส่วนที่ไม่สวยบ้างซิ ไม่ยอมมองกัน

 พอมองแล้วมันก็จะ มันอยู่ใต้ผิวหนังนี่เอง

หน้าเรานี้ถ้าเราเอาหนังออกแล้ว มันมีอะไรข้างใต้หน้าเรานี้

 ก็มีกะโหลกศีรษะอยู่ มีอะไร มีด้วยกันทุกคน

แต่มองไม่เห็นกันใช่ไหม พยายามต้องฝึกสอนใจให้หัดมองให้เห็น

 มองทะลุไปใต้ผิวหนังให้ได้ พอเห็นบ่อยๆแล้ว มันก็จะเฉยเมย

 มันก็จะไม่มีกามารมณ์ นี่เป็นเรื่องของการปฏิบัติเป็นขั้นเป็นตอนไป

ถ้าเรายังปล่อยวางส่วนหยาบไม่ได้

 เราจะไปปล่อยวางส่วนละเอียดได้อย่างไร

 อย่างคนที่สอนให้พิจารณาจิตอันนั้นก็ คือเอาขั้นสูงเลย

ขั้นพระอรหันต์เลย ขั้นโสดาฯสกิทาคาฯอนาคามีนี้ไม่ต้องไปสนใจมัน

 ถ้าได้อรหันต์แล้วได้หมดเลย ก็ไม่ต้องไปเรียนอนุบาล

 ไปเรียนปริญญาเอกกันเลยไม่ดีกว่าหรือ

ได้ใบเดียวได้ครบหมดเลย มันไม่ได้หรอก

 ความรู้ความสามารถมันสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ยากขึ้นไปเรื่อยๆ

มันต้องเริ่มจากง่ายขึ้นไปหายาก ไต่เต้าขึ้นไป

นอกจากในอดีตเคยจบมาแล้ว เคยเรียนผ่านมาแล้ว

 เช่นเคยจบปริญญามาแล้วนี้ พอกลับมาเกิดชาตินี้

ความจำยังจำได้อยู่ ก็เด็กอัจฉริยะใช่ไหม

 เด็กบางคนนี่จบปริญญาได้ในขณะอายุแค่ ๑๑ - ๑๒ ขวบ

 อันนี้เพราะว่าความจำเขาดี เขายังจำได้อยู่

ในทางธรรมก็เหมือนกัน

ถ้าเป็นโสดาบันแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

ก็ไม่ต้องมาเป็นปุถุชน ไม่ต้องมาพิจารณาสักกายทิฐิแล้ว

เพราะไม่ยึดไม่ติดไม่ทุกข์กับความแก่ความเจ็บความตาย

 แต่ก็ยังมีกามารมณ์อยู่ ก็ต้องไปแก้ที่ตรงนั้น

ถ้าเป็นพระสกิทาคามีก็ละได้ประมาณครึ่งหนึ่ง

 เขาเรียกว่าทำให้เบาบางแต่ก็ยังไม่หมด ต้องเป็นพระอนาคามี

 ถ้าเป็นพระอนาคามีก็จะไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแล้ว

เพราะว่าไม่มีความต้องการที่จะใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ

 เพราะร่างกายไม่รู้จะเอาไปใช้อะไร รูปเสียงกลิ่นรสก็ไม่อยากดู

ไม่อยากจะร่วมหลับนอนกับใคร

ก็เลยไม่ต้องมีร่างกาย ท่านก็เลยเกิดอยู่บนสวรรค์ชั้นพรหม

 ถ้ายังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านก็จะปฏิบัติในชั้นพรหมได้

 เพราะว่ามันเกี่ยวกับเรื่องจิตล้วนๆ

มันไม่เกี่ยวกับเรื่องของร่างกายแล้ว

 จิตของท่านตอนนั้นก็ยังมีกิเลสอยู่ ท่านก็ต้องพิจารณา

 เวลาจิตทุกข์ก็ต้องดูว่ามันทุกข์เพราะอะไร

ก็ทุกข์กับความที่มีความสุขที่หายไปภายในจิตนั่นแหละ

 พอความสุขหายไปก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา

 อยากจะให้มันกลับขึ้นมาใหม่

 ก็ต้องพิจารณาว่ามันเป็นไตรลักษณ์ มันเกิดมันดับ

 มันเกิดได้มันก็ดับได้ ถ้าอยากให้มันกลับมาเกิดอีก

 ทำมันให้เกิดขึ้นมาใหม่เดี๋ยวมันก็ดับลงไปอีก

 เช่นเวลาทำใจให้สงบมันก็ ความสุขก็กลับมา

 แต่เดี๋ยวพอเราไม่ได้ เราปล่อยมันไว้เดี๋ยวมันก็เสื่อมไป

 ถ้าไม่อยากจะไปทุกข์กับมันก็อยู่กับมันไป สุขก็ได้ทุกข์ก็ได้

ใจก็จะไม่ทุกข์กับมัน อันนี้ก็ต้องปฏิบัติไปเรื่อยๆ ตามขั้นตามตอน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................................

กัณฑ์ที่ ๔๘๖ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

 (จุลธรรมนำใจ ๔๑)

“แปรธรรมจากสัญญาสู่ใจ”







ขอบคุณที่มา  fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 ธันวาคม 2558
Last Update : 31 ธันวาคม 2558 10:15:23 น.
Counter : 233 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....