Group Blog
All Blog
### ละสังโยชน์ 3 ข้อแรก ###





















“ละสังโยชน์ ๓ ข้อแรก”

เราต้องพิจารณาขันธ์ ๕ ด้วยการพิจารณารูปขันธ์เป็นขันธ์แรก

 พิจารณารูปขันธ์ก็คือพิจารณาร่างกาย

 ต้องพิจารณาร่างกายให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่เที่ยง

ร่างกายนี้เกิดแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายไปเป็นธรรมดา

 ถ้าใจไม่มีสมาธิใจจะไม่อยากคิด หรือพอจะพิจารณา

ใจก็เกิดความหดหู่ใจขึ้นมา หรือเกิดความเบื่อหน่าย

แต่ถ้าใจมีสมาธิแล้วนี้ ความหดหู่หรือความเบื่อหน่าย

ในเรื่องการพิจารณาร่างกายนี้จะไม่มี

จะสามารถคอยเตือนใจคอยสอนใจอยู่เรื่อยๆ

การพิจารณานี้ก็ไม่ใช่พิจารณาเพื่อให้เรารู้สิ่งเหล่านี้

ความจริงสิ่งเหล่านี้เรารู้กันอยู่แล้ว

แต่ปัญหาคือเรารู้แล้วมันมักจะลืม

พอเราไม่คิดถึงมันปั๊บเราลืมไปเลยว่า

เราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายแล้วกิเลสก็จะมาหลอก

ให้เราพยายามทำตัวเรา

ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายกัน นี่คือปัญหา

 เราจึงจ้องพิจารณาอยู่บ่อยๆ พิจารณาอยู่เรื่อยๆ

เพื่อไม่ให้หลงไม่ให้ลืม ความจริงพวกเราทุกคนรู้กันอยู่แล้ว

ว่าร่างกายนี้เกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายกัน

 แต่ปัญหาของใจก็คือยังไม่ยอมรับความจริงอันนี้

ยังไม่ยอมแก่ ยังไม่ยอมเจ็บไข้ได้ป่วย ยังไม่ยอมตายกัน

 ยังอยากจะเป็นหนุ่มเป็นสาวไปเรื่อยๆ

 ยังอยากจะมีสุขภาพแข็งเเรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

 ยังอยากจะอยู่ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันตาย

พอเจอความแก่ เจอความเจ็บไข้ได้ป่วย เจอความตาย

ก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาทันที เกิดความกลัวขึ้นมาทันที

ความทุกข์ใจเหล่านี้เกิดจากความอยากไม่แก่

 อยากไม่เจ็บไข้ได้ป่วย อยากไม่ตาย เพราะลืมไปว่าจะต้องแก่

 จะต้องเจ็บ จะต้องตายกัน

 แต่ถ้าหมั่นพิจารณาด้วยปัญญาอยู่เรื่อยๆ

ว่าร่างกายนี้เป็นอนิจจัง เป็นของไม่เที่ยง

เกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

ไม่มีใครที่จะมายับยั้งห้ามมันไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายได้

 แต่ใจของเรานี้ไม่ต้องไปกลัวมันไม่ต้องไปทุกข์กับมันได้

 ถ้าเรายอมรับความจริง นี่คือหน้าที่ของปัญญา

 คือพยายามคอยเตือนใจสอนใจให้ยอมรับความจริง

ให้เห็นว่าความจริงนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครที่จะมาเปลี่ยนแปลงได้

แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้

ร่างกายของพระพุทธเจ้าก็ต้องแก่ ก็ต้องเจ็บ ก็ต้องตาย

 ร่างกายของพระอรหันตสาวกทั้งหลายก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

 แต่ใจของท่านมีปัญญา ใจของท่านปล่อยวางร่างกายได้

 ยอมรับความจริงของร่างกายได้ เพราะมีปัญญาคอยสอนใจ

 อยู่ทุกวินาทีเลยก็ว่าได้ พอเกิดความหลงโผล่ขึ้นมาหลอก

ให้อยากให้ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายนี้ปัญญาก็จะกำจัดทันทีเลย

ว่าเป็นไปไม่ได้ ไอ้ที่อยากจะไม่ตายนี้เป็นไปไม่ได้

ถึงเวลามันตายก็ตายด้วยกันทุกคน

อยากจะไม่เจ็บนี้เป็นไปไม่ได้

ถึงเวลามันเจ็บก็ต้องเจ็บด้วยกันทุกคน

 ถึงเวลาแก่ก็ต้องแก่ด้วยกันทุกคน

ถ้ามีปัญญาคอยสอนใจอยู่เรื่อยๆ

 จนใจไม่หลงไม่ลืม ใจก็จะไม่เกิดตัณหา

ความอยากไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย พอไม่มีตัณหา

ความอยากไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ความทุกข์ก็จะไม่มี

พอไม่มีความทุกข์ใจก็จะหลุดพ้นจากขันธ์ ๕ นี้ได้

จากการหลงไปคิดว่าขันธ์ ๕ นี้เป็นตัวเราของเรา

มันจะเป็นตัวเราของเราได้อย่างไร เวลาที่มันหายไปแล้ว

 เวลาที่มันตายไปแล้ว เช่นของต่างๆ ที่เรามีอยู่ตอนนี้

มันเป็นของเราอยู่ใช่ไหม แต่ถ้ามันมีคนมาขโมยไปนี้

มันยังเป็นของเราอยู่หรือเปล่า

หรือมันเป็นของคนที่เขาขโมยไปแล้ว

 นั่นแหละ พอร่างกายนี้ตายไปมันก็ไม่ได้เป็นของเราแล้ว

นี่คือการพิจารณาให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเราของเรา

ไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องหายไปจากเราไป ไปไหนก็ไปสู่ดินน้ำลมไฟ

ร่างกายนี้ทำด้วยดินน้ำลมไฟ ผลิตด้วยดินน้ำลมไฟ

 พอเวลาตายไปมันก็แยกกลับคืนสู่ ดินน้ำลมไฟไป

ถ้าเราพิจารณาอยู่เรื่อยๆ เราจะเห็นความจริงว่า

เราไม่ได้เป็นร่างกายร่างกายไม่ใช่เรา

ผู้พิจารณากับสิ่งที่ถูกพิจารณานี้เป็นคนละเรื่องคนละอันกัน

 ผู้ที่พิจารณานี้ก็คือใจที่มาครอบครองร่างกาย ไว้ชั่วคราว

 ก็พิจารณาคอยสอนใจเตือนใจว่า เราไม่ใช่ร่างกาย

 เราได้ร่างกายนี้มาจากพ่อจากแม่ แล้วไม่ช้าก็เร็ว

เราก็ต้องคืนร่างกายนี้ให้กับดินน้ำลมไฟไป

 นี่คือเรื่องของการพิจารณาเพื่อละสักกายทิฐิ พิจารณาร่างกาย

เวทนาก็คือความเจ็บไข้ได้ป่วยนี่เองทุกขเวทนา

 เวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะมีทุกขเวทนาขึ้นมา

เวลาไม่เจ็บไข้ได้ป่วยก็จะมีสุขเวทนา หรือไม่สุขไม่ทุกขเวทนา

เราก็พิจารณาว่ามันเป็นสิ่งที่เราไปอยาก

ให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ไม่ได้

เขาจะเป็นอย่างไรเราก็ต้องยอมรับเพียงอย่างเดียว

เช่นตอนนี้เรามีเวทนาแบบไหน

ตอนนี้เรามีสุขเวทนาหรือมีทุกขเวทนา

 หรือไม่สุขไม่ทุกขเวทนา เราก็รับมันไป

ถ้าเรารับมันเราก็จะไม่เดือดร้อน ตอนนี้เราไม่เดือดร้อนกับเวทนา

เพราะอะไร เพราะว่าเรารับกับความสุขเวทนา

 รับกับความไม่สุขไม่ทุกขเวทนาได้

 แต่ปัญหาของเราอยู่ตรงที่ทุกขเวทนา เราไม่ยอมรับมัน

เรารัก ๒ คน แต่คนที่ ๓ นี้เราไปเกลียดมัน

พอมันโผล่มาทีไรเราจะช๊อคตายทุกที

 เราก็ต้องมาหัดทำใจว่าเราหนีเขาไม่ได้

 เขาก็เป็นเหมือนลูกคนที่ ๓ ของเรา

มีลูก ๓ คน ๒ คนแรกนี้ไม่มีปัญหา

แต่คนที่ ๓ นี้เกเรสร้างความปวดหัวให้กับเราอยู่เรื่อยๆ

แต่มันก็เป็นลูกของเรา เราก็ทิ้งมันไม่ได้ ให้มันหายไปจากเราไม่ได้

 มันเป็นส่วนหนึ่งของเรา มันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย

มันมากับร่างกาย ทุกขเวทนา สุขเวทนา ไม่สุขไม่ทุกขเวทนา

ทุกขเวทนาก็คือเวลาที่เราเจ็บไข้ได้ป่วยนี่เอง

หรือเวลาที่เราเดินไปเตะอะไรเข้า เหยียบอะไรเข้า

ลื่นหกล้มก็จะเกิดทุกขเวทนาขึ้นมา เราก็ต้องอย่าไปรังเกียจเขา

 เราต้องยอมรับเขาเหมือนกับเรารับสุขเวทนา

กับไม่สุขไม่ทุกขเวทนา

 ถ้าเรามีสมาธิแล้วเรารู้ว่า เราไม่สามารถที่จะไปห้ามไปสั่ง

ไม่ให้เกิดทุกขเวทนาได้ แต่เราอยู่กับมันได้แล้ว

เราจะอยู่อย่างไม่ทุกข์ได้ ถ้าเราไม่มีความรังเกียจ

 ที่เราทุกข์เพราะเรามีความรังเกียจ

เช่นเวลาเราเจ็บไข้ได้ป่วยนี้

เราไม่ได้เจ็บเพียงแต่ร่างกายเท่านั้น

เราเจ็บที่ใจด้วย ไปทุกข์ที่ใจด้วย

เพราะใจเราไม่อยากให้ร่างกายมันเจ็บไข้ได้ป่วย

อยากจะให้มันหาย แต่พอมันยังไม่หายใจก็ทุกข์ขึ้นมา

 แต่ถ้าใจมันยอมรับว่าตอนนี้มันเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องเจ็บไปก่อน

 รักษาได้ก็รักษาไป กว่าจะหายก็อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง

พอรักษาไปเดี๋ยวมันก็หาย  ถ้าเราไปไม่อยากให้มันหาย

เราจะไม่ทุกข์ในขณะที่มันเจ็บไข้ได้ป่วย เราก็จะอยู่กับมันได้

นี่คือเรื่องของการพิจารณาขันธ์ ๕ ตัวที่เป็นปัญหาก็คือ ๒ ตัวนี้

คือ รูปขันธ์กับเวทนาขันธ์ แล้วตัวสังขารก็คือ ความคิดปรุงเเต่ง

ก็ต้องอย่าไปคิดว่ามันเป็นตัวเราของเรา

อย่าไปคิดว่าเราห้ามมันได้สั่งมันได้ เราห้ามไม่ได้

ร่างกายเราห้ามมันไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายได้

เวทนาเราห้ามไม่ให้มันเกิดทุกข์เวทนาขึ้นมาไม่ได้ มันจะต้องเกิด

เราต้องเปลี่ยนสังขารความคิดของเราใหม่ว่า

เราจะต้องเจอความแก่ ความเจ็บ ความตาย

เราจะต้องเจอทุกขเวทนาเป็นธรรมดา

นี่ที่ท่านสอนให้เราหมั่นพิจารณาอยู่เนืองๆ

ว่า เกิดมาแล้วย่อมมีความแก่เป็นธรรมดา

ย่อมมีความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา

ย่อมมีความตายเป็นธรรมดา

 ล่วงพ้นความแก่ ความเจ็บ ความตายไปไม่ได้

อันนี้ก็เพื่อสอนให้ใจเราอย่าไปรังเกียจมันนั่นเอง

ให้ยอมรับมัน เพื่อเราจะได้ไม่เกิดความอยากให้มันเป็น

 พอไม่มีความอยากใจจะไม่ทุกข์

ที่เราปฏิบัติธรรมปฏิบัติเพื่อมรรคผลนี่

ก็เพื่อดับความทุกข์ใจนี่เอง

มรรคก็จะสอนใจให้ปล่อยวาง

 ปล่อยขันธ์ ๕ ให้ปล่อยวางร่างกาย

 ให้ปล่อยวางเวทนา ให้สังขารคิดไปในทางปล่อยวาง

ให้สัญญาจำไปในทางที่เป็นความจริงก็คือ ร่างกายไม่ใช่ของเรา

 เวทนาไม่ใช่ของเรา ร่างกายไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง

 วิญญาณนี้ไม่มีปัญหา วิญญาณเป็นผู้ที่ทำหน้าที่รับความเจ็บ

 รับความแก่ ความตายของร่างกายมาสู่ใจ

เป็นสะพานเชื่อมระหว่างใจกับขันธ์ ตัวนี้ไม่มีปัญหาอะไร

 เราไม่ต้องทำอะไร ตัวที่มีปัญหาก็คือ

 รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ สัญญาขันธ์

รูปขันธ์เราก็ต้องพิจารณา ด้วยสังขารขันธ์ว่ามันไม่เที่ยง

มันเป็นทุกข์มันไม่ใช่เป็นของเรา

ถ้าพิจารณาบ่อยๆ สัญญาก็จะจำได้ว่า

อ๋อ ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา

เวทนาไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา อย่าไปอยากควบคุมบังคับเขา

ให้เขาเป็นตาม ความอยากของเรา เพราะจะทุกข์ไปเปล่าๆ

เพราะความทุกข์ของเรานี้เกิดจากความอยากของเราเอง

 ไม่ได้เกิดจากความแก่ ความเจ็บ

ความตายของร่างกายแต่อย่างใด

ผู้ที่มีปัญญาจะไม่มีความทุกข์กับขันธ์ ๕

 เพราะเข้าใจขันธ์ ๕ และปล่อยวางขันธ์ ๕ ได้

ผู้ที่เข้าใจและปล่อยวางขันธ์ ๕ ได้ก็คือผู้ที่ละสักกายทิฐิได้นี่เอง

 ขณะที่พิจารณาเรื่องราวเหล่านี้อยู่เราเรียกว่า กำลังเจริญมรรคกัน

 ถ้าเรากำลังปัญญาเพื่อละสังโยชน์ขั้นที่ ๑ คือโสดาปฏิมรรค

 ถ้าเราพิจารณาเพื่อละสังโยชน์ เราเรียกว่าเรากำลังเจริญมรรค

มรรคขั้นที่ ๑ ก็คือโสดาปฏิมรรค

 พอเราพิจารณาจนปัญญาสอนให้ใจปล่อยวางได้

 ตัดความอยากต่างๆ เกี่ยวกับขันธ์ ๕ ได้

ใจก็จะหายจากความทุกข์ที่ไปเกิดจากการไปยึดติดกับขันธ์ ๕

ไปยึดติดร่างกายไปยึดติดกับเวทนา

 พอใจละได้ปั๊บใจก็จะบรรลุได้

 การบรรลุนี้จะบรรลุได้ทั้ง ๓ ข้อพร้อมๆ กันไปเลย

 เพราะมันมาเป็นพวงเดียวกัน สังโยชน์ ๓ ข้อแรกนี้

สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตตปรามาสนี้ มันมาเป็นพวงเดียวกัน

 เพราะอะไร เพราะมันเกี่ยวดองกันเกี่ยวเนื่องกัน

เวลาเราพิจารณาละสักกายทิฐิได้ เราก็จะมีดวงตาเห็นธรรม

 เราจะมีปัญญามีสัมมาทิฏฐิ เห็นอริยสัจ ๔

ว่าความทุกข์ของเรานี้เกิดจากตัณหา ความอยากของเราเอง

ที่ไปอยากให้ขันธ์ ๕ ที่ไม่ใช่เป็นตัวเราของเรา

ให้อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับของเรา

ซึ่งเราทำไม่ได้เป็นไปไม่ได้

พอเราปล่อยวางมันเราก็จะไม่ทุกข์กับมัน

 เราก็จะเห็นอริยสัจ ๔ เห็นว่าความทุกข์ของเรานี้

เกิดจากความอยากของเรา

อยากให้ขันธ์ ๕ เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

 แต่พอเราใช้ปัญญาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาว่า

 เขาไม่ใช่เป็นของเรา เราไปสั่งไปห้ามไปบังคับ

ให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ไม่ได้

 พอเราปล่อยให้เขาเป็นไปตามเรื่องของเขา

เขาจะแก่ก็ปล่อยเขาแก่ เขาจะเจ็บก็ปล่อยเขาเจ็บ

 เขาจะตายก็ปล่อยเขาตาย พอปล่อยปั๊บความทุกข์ก็จะหายไป

 หายไปนิโรธก็ปรากฏขึ้นมา การดับของความทุกข์

ความทุกข์หายไปเรียกว่านิโรธ หายไปด้วยมรรค คือปัญญา

ที่เห็นว่าขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง

 เกิดแก่เจ็บตาย ก็จะละสังโยชน์ข้อที่ ๑ ได้

พอละสังโยชน์ข้อที่ ๑ ได้ก็มีดวงตาเห็นธรรม

ก็รู้เลยว่าพระพุทธเจ้าเป็นใคร คนที่สอนธรรมะนี้คือใคร

 เมื่อก่อนอาจจะสงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริง หรือไม่มีจริง

เป็นเรื่องนิยายที่เขาแต่งกันขึ้นมาหรือเป็นเรื่องจริงแท้

 แต่พอเราเอาคำสอนของพระพุทธเจ้า มาปฏิบัติ

จนเราได้รับประโยชน์ได้ผลจากการปฏิบัติเราก็จะไม่สงสัย

ว่า คนสอนมีจริงหรือไม่มีจริง ในเมื่อคำสอนเป็นของจริง

ก็ต้องมีคนสอนจริง เราก็จะไม่สงสัยพระพุทธเจ้าว่ามีจริงหรือไม่

เราจะไม่สงสัยในพระธรรมคำสอนว่า

สามารถนำเอาไปดับกิเลสตัณหา ดับความทุกข์ต่างๆ ได้หรือไม่

ผู้ที่ไม่สงสัยที่มีดวงตาเห็นธรรมก็คือ พระอริยสงฆ์นี่เอง

ผู้ที่บรรลุธรรมขั้นที่ ๑ อริยมรรค อริยผลขั้นที่ ๑ ก็คือพระโสดาบัน

 ก็คือผู้ปฏิบัติที่พิจารณาปัญญาเพื่อละสังโยชน์นี่เอง

ก็จะไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อีกต่อไป

เพราะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ภายในใจแล้ว

มีธรรมะคืออริยสัจ ๔ มีปัญญาคืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ก็เลยจะไม่สงสัยว่ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์หรือไม่

และจะไม่ยึดติด กับสีลัพพตปรามาสก็คือ

การปฏิบัตินอกคำสอนของพระพุทธเจ้า

การปฏิบัตินอกคำสอนนี้เรียกว่าสีลพัพต

 เช่นการไปเปลี่ยนชื่อเวลาทุกข์ใจก็ไปเปลี่ยนชื่อ

เวลาเบื่อสามีก็ไปเปลี่ยนสามีใหม่หรือเปลี่ยนภรรยาใหม่

อันนี้ไม่ใช่เป็นวิธีดับความทุกข์ใจ เดี๋ยวก็เหมือนเดิม

ไปเจอภรรยาใหม่สามีใหม่ก็เป็นคนเก่านั้นแหละ

 เพราะมันเหมือนกันทุกคน ทุกคนมีความโลภ โกรธ หลง

เหมือนกันทั้งหมด ต่างกันตรงที่รูปร่างหน้าตาเท่านั้นเอง

แต่ไส้เหมือนกัน เหมือนกับผลไม้

ส้มแหนะ กี่ลูกๆ มันก็ข้างในเหมือนกันทั้งนั้น

ข้างนอกมันอาจจะมีสีต่างกันบ้าง แต่พอเปิดเข้าไปข้างในแล้ว

มันก็เหมือนกัน อันนั้นไม่ใช่เป็นวิธีแก้ความทุกข์

ด้วยการไปเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล

หรือ ไปทำพิธีกรรมอะไรต่างๆ สะเดาะเคราะห์ต่างๆ

ทำไปมันก็ดับความทุกข์ใจไม่ได้

ความทุกข์ใจมันเกิดจากความอยาก

 มันไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ต่างๆ

 เกิดจากความอยากของใจ

ไม่อยากให้เหตุการณ์ต่างๆเป็นไปตามที่ไม่อยากให้เป็นเท่านั้นเอง

 เช่นไม่อยากให้เสื่อม อยากจะเจริญในลาภยศ สรรเสริญ

 พอเริ่มมีการเสื่อมในลาภยศ สรรเสริญก็วิตกกังวลไม่สบายใจขึ้นมา

ก็ไปหาหมอดู หมอก็บอกว่าให้ไปบูชาพระราหูบ้าง

ทำโน่นทำนี่บ้าง วิธีการเหล่านี้ถือว่าเป็นการสีลัพพตปรามาส

 วิธีการที่ถูกต้องที่จะทำให้ดับความทุกข์ได้ก็คือมาปฏิบัติธรรม

มารักษาศีล ๘ มาเจริญสมาธิ มาเจริญปัญญากัน

เพื่อให้เห็นว่า ความทุกข์ของใจนี้เกิดจาก

ตัณหาความอยากของใจเอง อยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ

อยากไม่ตาย อยากไม่เสื่อมในลาภยศ สรรเสริญ

ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้ามีปัญญาพิจารณาก็จะเห็นว่า

ความเสื่อมนี้ เป็นเรื่องธรรมดาของสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเสื่อมหมดไปไม่ช้าก็เร็ว

พอมีปัญญาเห็นแล้วยอมรับความจริง

ใจก็หยุดความอยากไม่เสื่อมได้ ปล่อยให้มันเสื่อมไป

พอยอมรับความเสื่อมได้ใจก็จะไม่ทุกข์กับความเสื่อม

ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำอะไร มันจะเสื่อมก็ห้ามมันไม่ได้

ถ้ามันไม่เสื่อมก็ดีไป หรือถ้ามันเสื่อมแล้วยังอยากได้ใหม่ก็หาใหม่ได้

 เวลาเราเกิดมาเราก็มาตัวเปล่าๆ เราก็ไม่ได้เอาอะไรมา

 ถ้าสิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้มันหายไป ถ้าหาใหม่ได้ก็หามาใหม่

หาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เรามีสิ่งที่ดีกว่ารอเราอยู่

 ก็คือการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เพราะเราจะได้รับความสุขที่ดีกว่า

ความสุข ที่เราได้รับจากสิ่งต่างๆ

 ในเวลาที่เราได้ละสังโยชน์แต่ละขั้นนี้

ใจของเราจะมีความสุขเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ

นี่ก็คือเรื่องของการเจริญมรรคเพื่อที่จะได้ผล

มรรคผลนี้เป็นของที่เรียกว่าเป็นเหตุและเป็นผล

มรรคเป็นเหตุทำให้เกิดผลขึ้นมา

ถ้าอยากจะได้โสดาปฏิผลก็ต้องละสังโยชน์ ๓ ข้อ

ก็คือ สีลัพพตปรามาส วิจิกิจฉา และสักกายทิฐิ

 วิธีที่จะละก็ให้พิจารณาละแค่สักกายทิฐิ

แล้วอีก ๒ ข้อก็จะตามมาด้วยจะเป็นผลพลอยได้มา

 นี่คือมรรคผลขั้นที่ ๑ที่เรียกว่า โสดาบัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๙

“วิธีฟังธรรมเพื่อมรรคผลนิพพาน”










ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 มกราคม 2559
Last Update : 31 มกราคม 2559 11:04:49 น.
Counter : 223 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....