Group Blog
All Blog
### สักกายทิฐิ ###
















“สักกายทิฐิ”

เวลาฟังธรรมแล้วไม่บรรลุก็เพราะขาดสมาธิ

 ถ้ามีสมาธิต้องบรรลุได้ ถ้าจิตยังไม่รวม จะเข้าไม่ถึงฐานของจิต

 ไม่ถึงรากของกิเลสตัณหา ไม่ถึงพระอริยสัจ ๔

ถ้าจิตรวมลงแล้ว เวลาได้ยินได้ฟังธรรม จะถอดถอนกิเลสได้ทันที

 อย่างพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ได้บำเพ็ญศีลสมาธิมาเต็มที่แล้ว

แต่ท่านไม่มีปัญญา ไม่รู้ไตรลักษณ์ คืออนิจจังทุกขังอนัตตา

 เพราะไม่มีใครรู้ไม่มีใครสอนมาก่อน

พอพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์

เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

สักกายทิฐิที่เป็นกิเลสฝังลึกอยู่ในใจ ก็จะถูกถอนขึ้นมาทันที

สักกายทิฐิคือการเห็นว่าขันธ์ ๕ คือร่างกาย เวทนา

 สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตัวเราของเรา

พอทรงแสดงว่าขันธ์ ๕ เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์

ถ้าไปยึดไปติด เป็นทุกข์ในอริยสัจ

 คือทุกข์ที่เกิดจากตัณหาความอยาก อยากให้ขันธ์ ๕ เที่ยง

 อยากให้ขันธ์ ๕ เป็นไปตามความปรารถนา

 พอไม่ได้เป็นก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา นี่เป็นทุกข์ในอริยสัจ

ไม่ใช่ทุกข์ในขันธ์ ไม่ใช่ทุกข์ในร่างกาย ไม่ใช่ทุกข์ในเวทนา

แต่เป็นทุกข์ที่เกิดจากตัณหาความอยาก

ที่มีอวิชชาเป็นผู้ผลักดัน คืออวิชชา ปัจจยา สังขารา

 อวิชชาคือความไม่รู้ว่าขันธ์ ๕ เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

 ไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นเพียงสภาวธรรม ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป

 รูปขันธ์ก็คือการเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป ของธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ

 นามขันธ์คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไปภายในใจ

ไม่มีตัวไม่มีตน พอได้ยินได้ฟังก็จะเข้าใจทันที

ถ้ามีสมาธิมีจิตที่สงบ จะเห็นอริยสัจ ๔ ปรากฏขึ้นในใจ

เวลามีความอยากให้ร่างกาย เวทนา สัญญา

 สังขาร วิญญาณ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พอเกิดความอยากขึ้นมา

ซึ่งเป็นสมุทัยต้นเหตุของความทุกข์ ก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

 อันนี้ไม่ใช่ทุกข์กาย ไม่ใช่ทุกขเวทนา

 พอคิดถึงความแก่ ความเจ็บ ความตาย ใจก็ทุกข์ขึ้นมา

 ทุกข์ด้วยอำนาจของสมุทัย ที่ไปคิดว่า

ร่างกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นตัวเราของเรา

 ก็อยากจะให้สุข ไม่ให้ทุกข์ ถ้าสุขก็อยากให้สุขไปนานๆ

 ถ้าทุกข์ก็อยากจะให้หายไปเร็วๆ อยากให้ร่างกายอยู่ไปนานๆ

 ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย อย่างนี้เป็นตัณหาความอยาก เป็นสมุทัย

 ต้นเหตุของความทุกข์ใจ เวลาบรรลุธรรมก็บรรลุตรงนี้

 ตรงที่เห็นอริยสัจ ๔ ภายในใจอย่างชัดเจน

ได้เห็นทุกข์ ได้เห็นสมุทัย ถ้าเคยได้ยินได้ฟังธรรมคือมรรค

ที่พระองค์ทรงสอนว่าขันธ์ ๕ เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

 พอเห็นว่าเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา ก็จะละอุปาทานละตัณหา

ความอยากให้ขันธ์ ๕ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้

เพราะรู้ว่าไม่สามารถฝืนความจริงของขันธ์ ๕ ได้

 เป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับ พอยอมรับความจริง

ทุกข์ที่มีอยู่ในใจก็ดับไปทันที เพราะสมุทัยหยุดทำงาน

 หยุดอยากไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย ปล่อยให้เป็นไปตามความจริง

 จะเป็นอย่างไรก็สักแต่ว่ารู้ รู้ด้วยสติรู้ด้วยปัญญา

รู้ว่าเป็นไตรลักษณ์ รู้ว่าต้องปล่อยวาง

 พอปล่อยวางได้ ความทุกข์ใจก็หายไป

นี่คืออริยมรรคอริยผล การเห็นอริยสัจ ๔ ขั้นต่างๆ

 ขั้นแรกก็ต้องเห็นสักกายทิฐิ ที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

 สักกายทิฐิคือความเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวเราของเรา แล้วก็เกิดอุปาทาน

ความยึดติดในขันธ์ ๕ เกิดตัณหาความอยากให้ขันธ์ ๕

เป็นไปตามความปรารถนาของตน ก็จะเกิดทุกข์ขึ้นมา

เป็นทุกข์ในอริยสัจ ๔ ทุกข์ที่อยู่ในใจ

ะเห็นทุกข์นี้ได้ ต้องมีจิตที่สงบ จิตต้องรวมเข้าสู่ฐาน

 เป็นเอกัคคตารมณ์ พอออกมาจากความสงบ

ก็จะมีความคิดปรุงแต่ง ขณะที่อยู่ในสมาธิจะไม่มีความคิดปรุงแต่ง

 จะไม่มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีแต่นิโรธคือความดับทุกข์ชั่วคราว

ที่เกิดจากกำลังของสมาธิ เพราะตอนนั้นสัญญาสังขารไม่ได้ทำงาน

 ไม่ได้ปรุงแต่งไปในทางสมุทัย แต่พอออกมาจากสมาธิแล้ว

พอจิตเริ่มคิดถึงรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ก็จะเกิดความอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้

ก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา ถ้ามีสติมีปัญญา

รู้ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

 ก็จะระงับความอยาก ทำใจให้เฉยๆ เป็นอย่างไรก็ได้

 พอทำใจให้เฉยๆได้ ความทุกข์ใจที่เกิดจากความอยากก็จะหายไป

 เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาของขันธ์

มีการเกิดย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา

ถ้ารู้อย่างนี้ก็ปล่อยวางได้ ตัดความอยากคือสมุทัยได้

 เป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับโดยถ่ายเดียว ค้านไม่ได้

ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครค้านได้ นี่แหละคือการบรรลุธรรม

ต้องมีสมาธิก่อน มีจิตที่สงบก่อน ต้องเข้าไปถึงรากฐาน

ของกิเลสตัณหา ที่อยู่ในฐานของจิต

การปฏิบัติจึงต้องเข้าไปในฐานของจิต

เพื่อขุดเอารากของกิเลสตัณหาออกมา

คือความเห็นผิดทั้งหลายคือโมหะ

 เช่นสักกายทิฐิเป็นความเห็นผิดข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ คือวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 พอเห็นพระอริยสัจ ๔ ในฐานของจิต ก็จะหายสงสัย

ว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่ ถึงแม้จะไม่เคยเห็นมาก่อน

พอรู้ว่าพระอริยสัจ ๔ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

เป็นพระธรรมคำสอน ก็จะไม่สงสัยว่า

พระธรรมคำสอนเป็นคำสอนที่จริงหรือไม่

ถูกต้องตามหลักความจริงหรือไม่ จะไม่สงสัยในพระสงฆ์

 ผู้เห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระธรรม พระสงฆ์

ก็คือผู้มีดวงตาเห็นธรรมนี่เอง คือพระโสดาบัน

ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ที่ได้ทำจิตให้ดิ่งเข้าสู่ฐาน

แล้วก็เห็นอริยสัจ ๔ คือการทำงานของ

ทุกข์สมุทัยนิโรธและมรรคอย่างชัดเจน

เรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็จะไม่ลังเลสงสัยอีกต่อไป

 ไม่ต้องเดินทางไปประเทศอินเดีย เพื่อนมัสการสังเวชนียสถาน ๔

ผู้ที่ต้องไปเพราะยังไม่เห็นพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ที่แท้จริง

ภายในใจ อย่างน้อยก็ขอให้ได้เห็นซากของสถานที่

ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่ เช่นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้

แสดงพระธรรมครั้งแรก และเสด็จดับขันธปรินิพพาน

จะได้เกิดศรัทธาวิริยะฉันทะที่จะเจริญรอยตามพระพุทธบาท

 ก็จะหมั่นศึกษาพระธรรมคำสอน และปฏิบัติตาม

 จนกว่าจะบรรลุอริยมรรคอริยผล

 ก็จะเข้าถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ที่แท้จริง

ต้องเริ่มจากการทำบุญให้ทาน รักษาศีลให้บริสุทธิ์

 แล้วก็เจริญสติ เพื่อทำจิตให้รวมลงเป็นสมาธิ

 พอออกมาจากสมาธิ ก็พิจารณารูป เวทนา สัญญา

สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นไตรลักษณ์

ก็จะสามารถเห็นพระอริยสัจ ๔ ได้

 เห็นทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค ที่ทำงานอยู่ในใจ

 นี่คืออานิสงส์ที่เกิดจากการฟังเทศน์ฟังธรรม

ก่อนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และประกาศพระธรรมคำสอน

 ไม่มีใครรู้เรื่องของสักกายทิฐิ เรื่องของไตรลักษณ์

 อนิจจังทุกขังอนัตตา พอพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้

ทรงเห็นพระอริยสัจ ๔ ในพระทัยของพระองค์

ทรงเห็นสักกายทิฐิ แล้วนำเอามาเผยแผ่สั่งสอนให้แก่ผู้อื่น

 ถ้าผู้ฟังมีฐานะที่จะรับธรรมนี้ได้ ก็จะบรรลุธรรมได้ทันที

 ถ้าไม่บรรลุทั้งๆที่ได้ยินเรื่องพระอริยสัจ ๔ ได้ยินเรื่องขันธ์ ๕

ว่าเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตามานานแล้ว แต่ใจยังเป็นเหมือนเดิมอยู่

ยังมีสักกายทิฐิอยู่ ยังเห็นว่าร่างกายเวทนาสัญญาสังขาร

เป็นตัวเราของเราอยู่ นั่นก็เป็นเพราะว่ายังไม่ได้เข้าไปในฐานของจิต

 คือจิตยังไม่ได้รวมเป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตารมณ์

เพราะที่นั่นเป็นที่ฝังรากของสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา

และสีลัพพตปรามาส คือการไม่เห็นว่า

สุขทุกข์ดีชั่วอยู่ที่การกระทำของตนเอง

พอทำดีมีศีล ก็จะไม่ทุกข์ไม่วุ่นวายใจ

เวลาทุกข์วุ่นวายใจ ก็ไม่ได้มาแก้ที่ใจ ก็คือมารักษาศีล

 แต่ไปแก้ด้วยวิธีการสะเดาะเคราะห์ต่างๆ

เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล เปลี่ยนทรงผม

ทำพิธีต่างๆ บูชาสิ่งต่างๆ ที่ไม่ได้ดับความทุกข์ภายในใจ

 ที่เกิดจากการกระทำบาป

 ทุกครั้งที่ทำอะไรไม่ดี คิดร้ายพูดร้ายทำร้าย จะไม่สบายใจ

 พอได้เห็นพระอริยสัจ ๔ ก็จะไม่สงสัยเรื่องของการรักษาศีล

 เพราะเวลาทำผิดศีลใจจะทุกข์ เพราะเกิดสมุทัย

ความไม่อยากรับผลของการทำบาปนั้นเอง

 เวลาทำบาปทำแล้วไม่อยากจะถูกลงโทษ ก็เลยทุกข์ใจ

 ถ้าได้เข้าสู่ฐานของจิตแล้ว จะเห็นว่าความทุกข์ความสุขในใจ

เกิดจากความคิดดีหรือคิดร้าย

 ถ้าคิดดีใจจะไม่ทุกข์ ถ้าคิดไม่ดีใจจะทุกข์ ก็จะมาแก้ทุกข์ที่ใจ

 ก็จะละสีลัพพตปรามาสได้

นี่คือสังโยชน์ที่ผูกมัดใจให้ติดอยู่ในกองทุกข์

ถ้ามีสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ก็จะทุกข์

 ถ้าดับสังโยชน์ทั้ง ๓ นี้ได้ ความทุกข์ใจจะเบาบางลงไปในระดับหนึ่ง.


.................................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

กัณฑ์ที่ ๔๒๕ วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๔

“สักกายทิฐิ”













ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2558 11:02:51 น.
Counter : 430 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....