Group Blog
All Blog
### คำสอนของพระพุทธเจ้าเข้าไปในใจได้ด้วยการปฏิบัติ ###

















“คำสอนของพระพุทธเจ้า

เข้าไปในใจได้ด้วยการปฏิบัติ”

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้เสมอว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน

 ใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกนี้ เพราะใจเป็นสิ่งเดียวในโลกนี้

 ที่ไม่มีวันสูญสลายไม่มีวันดับ

ใจเป็นสิ่งที่ให้ความสุขและความทุกข์กับพวกเรา

เป็นความสุขและความทุกข์ ที่รุนแรงหรือมีน้ำหนัก

มากกว่าความสุขทางร่างกาย ทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกาย

แล้วก็เป็นความสุขที่ถาวร ความทุกข์ก็เป็นความทุกข์ที่ถาวร

อย่างใจของพวกเรานั้นยังตกอยู่ในกองทุกข์

อยู่กับความทุกข์มานับเป็นเวลาอันยาวนาน

และจะอยู่กับกองทุกข์ต่อไปเรื่อยๆ

จนกว่าเราจะได้น้อมนำเอาพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ มาดึงใจให้ออกจากกองทุกข์

ส่วนใจของพระพุทธเจ้า ใจของพระอรหันต์ เป็นใจที่มีความสุข

 นับตั้งแต่วันที่ได้ทรงตรัสรู้ ได้บรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

 หรือในกรณีของพระสาวกก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

ใจของท่านเหล่านี้เป็นใจที่มีความสุขอย่างถาวร

 ดังนั้นการกระทำอะไรก็ดี ทำอะไรให้กับสิ่งต่างๆในโลกนี้

 ทำได้มากได้น้อยเท่าไหร่ก็เป็นผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น

เพราะว่าร่างกายนี้เป็นของชั่วคราว

การกระทำอะไรต่างๆทั้งหมดที่เราทำกันนี้

เราก็ทำเพื่อร่างกายของเรา แต่ร่างกายของเราก็อยู่ได้ไม่นาน

 อย่างมากก็ ๑๐๐ ปีก็ต้องตายไป

และผลต่างๆที่เราได้ทำให้กับร่างกาย มันก็หมดความหมายไป

 แต่การกระทำต่างๆที่เราทำให้กับใจของเรานี้

เป็นสิ่งที่จะอยู่กับใจไปได้ตลอด

 เช่นถ้าเราดับความทุกข์ของใจได้ ความทุกข์นั้นก็จะหมดไป

 สร้างความสุขให้กับใจ ความสุขนั้นก็จะอยู่กับใจต่อไป

หลังจากที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

 การสร้างความสุขดับความทุกข์ของใจ ก็อยู่ใน ๒ ระดับด้วยกัน

 ระดับที่ถาวรและระดับที่ไม่ถาวร

ถ้าสร้างความสุขดับความทุกข์ให้กับใจ ด้วยการทำทาน

 ด้วยการรักษาศีล ด้วยการเจริญสมถภาวนา ทำใจให้สงบ

ก็จะได้รับผลชั่วคราว คือผลเหล่านี้มีวันที่จะเสื่อมหมดไปได้

เช่นถ้าเราทำทานรักษาศีล ๕ ได้ เราก็จะได้ความสุขระดับเทพ

ดับความทุกข์ในระดับของเทพได้

 แต่บุญหรือผลที่เราได้สร้างไว้นี้ มันเสื่อมได้ มันหมดได้

พอบุญที่เราได้สร้างกันขึ้นมา จากการทำทาน

 จากการรักษาศีล เสื่อมลงไป เราก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

 แล้วเราก็ต้องกลับมาทำบุญทำทานใหม่ รักษาศีลใหม่

ถ้าเราไปถึงขั้นภาวนาได้ เจริญสมถภาวนาทำใจให้สงบได้

เวลาร่างกายนี้ตายไป ใจของเรานี้ก็ยังมีความสุข

ระดับสมถภาวนาอยู่ คือระดับพรหม ก็จะไปเกิดบนพรหมโลก

 แต่บุญที่ได้จากการภาวนาทำใจให้สงบ ก็เสื่อมได้

พอเสื่อมลงมาก็จะเลื่อนลงมาสู่เทวโลก

แล้วจากเทวโลกก็จะเลื่อนลงมาสู่มนุษยโลกต่อไป

นี่คือบุญกุศลที่ยังอยู่ในขั้นที่เสื่อมได้

 แล้วก็มีบุญกุศลที่เรียกว่าไม่เสื่อม เรียกว่าโลกุตตรธรรม

 ธรรมที่จะทำให้ใจนี้ไม่เสื่อม คือความสุขในใจไม่เสื่อม

 ความทุกข์ที่ได้ดับไปแล้วไม่หวนกลับคืนมาอีก

อันนี้ก็ต้องปฏิบัติธรรมขั้นที่สูงต่อจากขั้นภาวนาขึ้นไป

ขั้นสมถภาวนาขึ้นไป ต้องเจริญขั้นวิปัสสนาภาวนา

คือต้องเจริญปัญญา ต้องพิจารณาให้เห็นสัจจธรรมความจริง

คืออริยสัจ ๔ พิจารณาให้เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

 ถ้าเห็นอริยสัจ ๔ เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เห็นไตรลักษณ์

เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ใจก็จะสามารถดับความทุกข์ในระดับต่างๆได้

 ซึ่งมีอยู่ ๔ ระดับด้วยกัน คือ

ระดับของพระโสดาบัน

ระดับของพระสกิทาคามี

ระดับของพระอนาคามี

และระดับของพระอรหันต์

ก็จะเจริญขึ้นไปตามลำดับขั้นของปัญญา

ที่สามารถพิจารณา เห็นไตรลักษณ์ เห็นอริยสัจ ๔

หรือเห็นความไม่สวยไม่งามของร่างกาย

ใจก็จะก้าวขึ้นไปตามลำดับ

ท่านจึงแยกโลกุตตรธรรมไว้ ๙ ขั้นด้วยกัน คือ

 มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

มรรคก็คือการเจริญวิปัสสนาในแต่ละขั้น โสดาปฏิมรรค

 ผลก็คือเวลาที่ได้เห็นอย่างชัดเจน เห็นไตรลักษณ์

 เห็นอริยสัจ ๔ ในขั้นของพระโสดาบัน ขั้นของพระสกิทาคามี

พระอนาคามี ขั้นของพระอรหันต์ก็เช่นเดียวกัน

 ก็ต้องเห็นไตรลักษณ์ เห็นอริยสัจ ๔ เห็นอสุภะ

 ขั้นของพระสกิทาคามีกับพระอนาคามี ก็ต้องเห็นอสุภะ

ความไม่สวยไม่งามของร่างกาย

ขั้นของพระอรหันต์ ก็ต้องเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา

 เห็นอริยสัจ ๔ ภายในจิต

พอถึงขั้นพระอรหันต์แล้ว ก็จะได้พระนิพพานเป็นผลตอบแทน

พระนิพพานก็คือการสิ้นสุดของความเสื่อมทั้งหลาย

 ของความทุกข์ทั้งหลาย ใจจะไม่มีวันเสื่อม

จะไม่มีวันที่จะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

 ไม่ต้องกลับมาแก่มาเจ็บมาตาย มาพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบ

 หรือมาประสบพบกับสิ่งที่ไม่ชอบ

นี่คือเรื่องของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ที่มีไว้เพื่อที่จะมากู้ภัยให้กับใจ ดึงใจให้ออกจากกองทุกข์

ของการเวียนว่ายตายเกิด

ผู้ใดก็ตามถ้าได้มาเกิดเป็นมนุษย์ และได้มาพบกับพระธรรม

คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีโชคมีวาสนา

มีบุญมีกุศล เพราะมีโอกาสที่จะได้ดึงใจ

ห้ออกจากกองทุกข์ต่างๆได้

เพราะถ้าไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์

หรือไม่ได้พบกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ก็จะไม่สามารถดึงใจให้ออกจากกองทุกข์

แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้

เช่นถ้าในขณะนี้ ใจของพวกเราไปอยู่อีกภพหนึ่ง

 เช่น อยู่ในเทวโลกหรืออยู่ในพรหมโลก

เราก็จะไม่ได้รู้เรื่องของพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เราต้องมาเกิดเป็นมนุษย์

หรือถ้าเราอยู่ในเทวโลกเราก็ต้องมีความใฝ่บุญใฝ่กุศล

 สนใจที่จะศึกษาธรรมะ แล้วแสวงหาพระอริยบุคคล

ที่สามารถที่จะสอนเทวดาได้

 เช่นในช่วงที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพอยู่

เหล่าเทวดาที่ใฝ่ธรรมก็สามารถมาฟังเทศน์ฟังธรรม

จากพระพุทธเจ้าได้

หรือในสมัยของหลวงปู่มั่น ที่มีความสามารถที่จะสั่งสอนเทวดาได้

 ก็จะมีเทวดาที่ใฝ่ธรรมมาศึกษา พวกเราก็เป็นมนุษย์ที่ใฝ่ธรรม

 พวกเราจึงพยายามหาสถานที่ หาครูบาอาจารย์

ที่สามารถนำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้า

มาถ่ายทอดให้พวกเราได้ยินได้ฟังกันได้

แสดงว่าพวกเรานี้มีบุญมาก

เพราะว่านอกจากที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว

ยังมีจิตใจที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีความสนใจที่อยากจะศึกษา

 พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

นอกจากการใฝ่รู้แล้ว เราก็ยังต้องมีการใฝ่ปฏิบัติ

คือหลังจากที่เราได้ยินได้ฟังได้เรียนได้รู้แล้ว

เรายังต้องทำอีกขั้นหนึ่ง ก็คือเราต้องปฏิบัติ

ตามความรู้ที่เราได้เรียนมา

เพราะธรรมที่เราได้ยินได้ฟังได้เรียนรู้นี้

 เป็นเหมือนยาที่เราได้รับมาจากหมอ

 ยังไม่สามารถรักษาร่างกายที่ไม่สบายนี้

ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้

 เราต้องเอายาที่หมอนี้ให้เรามา

เราต้องรับประทานยาตามหมอสั่ง

หมอสั่งให้รับประทานวันละ ๓ เวลา ๔ เวลา

เราก็ทำตามที่หมอสั่ง พอเรารับประทานไปแล้ว

 ยาเข้าไปในร่างกายแล้ว ยาก็สามารถทำหน้าที่ของยาได้

คือไปรักษาร่างกายไปทำลายเชื้อโรค

ที่ทำให้ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา

พอเชื้อโรคถูกยาทำลายไปหมดแล้ว โรคภัยไข้เจ็บก็หายไป

 พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เป็นเหมือนยารักษาโรคใจ

 โรคของใจก็คือความทุกข์ใจนี่เอง

พวกเราทุกคนไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่มีความทุกข์ใจ

เราทุกคนมีความทุกข์ใจด้วยกัน

 ถ้าเราไม่รับประทานยาของพระพุทธเจ้า

เราก็จะไม่มีวันที่จะรักษาโรคของความทุกข์ใจให้หายไปได้

แต่ถ้าเราน้อมนำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ

ก็เหมือนกับการที่เราเอายาของหมอมารับประทาน

 พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ต้องเข้าไปในใจ

 ตอนนี้มันไม่ได้เข้าไปถึงใจ เข้าไปถึงแค่ความจำ

เข้าไปถึงเพียงสัญญา ที่สามารถที่จะจางหายไปได้

ธรรมะที่เราได้ยินได้ฟัง พอเราไม่ได้พิจารณา

 พอเราออกไปทำภารกิจอย่างอื่น

 ใจของเราก็เอาเรื่องอย่างอื่นเข้ามาภายในใจ

ความรู้ที่เราได้เรียนรู้จากพระธรรมคำสอน

 ก็จะถูกความรู้อย่างอื่นมากลบไป ทำให้หายไป

 เราต้องเอาความรู้เหล่านี้ ให้เข้าไป

ผ่านตัวสัญญาสังขารวิญญานให้ได้

 คือต้องให้เข้าไปถึงตัวใจเลย การที่จะให้เข้าไปถึงตัวใจได้นี้

ก็ต้องปฏิบัติเท่านั้นเอง ถ้าไม่ปฏิบัติ

เดี๋ยวความรู้ต่างๆที่เราได้ยินได้ฟังมันก็จะจางหายไป

พอเวลาเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา เราก็จะไม่มียา

ไม่มีธรรมะมาดับความทุกข์ภายในใจของเรา

 เราจึงต้องปฏิบัติ แล้วเราถึงจะได้รักษาโรคของใจ

 คือความทุกข์นี้ให้หมดไปได้.

 

...........................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


กัณฑ์ที่ ๔๘๖ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ (จุลธรรมนำใจ ๔๑)

“แปรธรรมจากสัญญาสู่ใจ”













ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 ธันวาคม 2558
Last Update : 27 ธันวาคม 2558 10:33:24 น.
Counter : 422 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....