Group Blog
All Blog
### มรรคผลนิพพานก็ต้องเริ่มที่สติ ###

















"มรรคผลนิพพานก็ต้องเริ่มที่สติ"

การให้ทานรักษาศีลเป็นฐานรองรับหรือสนับสนุนการภาวนา

 ส่วนการภาวนาต้องมีสติเป็นตัวผลักดันให้เกิดสมาธิ

ให้เกิดปัญญา ให้เกิดวิมุตติหลุดพ้น ให้เกิดมรรคผลนิพพาน

เริ่มต้นที่สติ จึงควรให้ความสำคัญต่อสติ

ควรจะเจริญสติทุกเวลานาที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

 เราสามารถเจริญสติได้เสมอ ไม่ต้องรอไปวัด

 เพราะสติอยู่ที่ใจอยู่ที่ร่างกายนี่เอง

 ให้ใจรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย

ไม่ว่าร่างกายกำลังทำอะไรอยู่ก็ให้รู้ อย่าไปคิดเรื่องอื่น

 ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องคิด

ก็ให้หยุดการกระทำของร่างกายไว้ก่อน แล้วก็คิดให้พอ

จะยืนคิดก็ได้ จะนั่งคิดก็ได้ จะคิดวางแผนก็คิดไป

เมื่อคิดเรียบร้อยแล้ว ก็หยุดคิด แล้วก็กลับมาดูที่ร่างกายต่อ

อย่างนี้ก็จะมีสติระลึกรู้อยู่ในปัจจุบันตลอดเวลา

 พอมีสติแล้วก็จะทำให้ใจสงบนิ่งได้

 ควบคุมใจให้คิดอยู่เพียงเรื่องเดียว เช่นพุทโธๆ

หรือดูลมหายใจเข้าออก หรือจะดูอาการต่างๆของร่างกายก็ได้

 เช่นดูโครงกระดูกก็ได้ หรือจะดูทั้ง ๓๒ อาการก็ได้

 ท่องเที่ยวอยู่ในกายนคร พอรู้สึกเหนื่อยแล้วค่อยหยุด

จะทำให้จิตหายฟุ้งซ่าน ถ้ายังไม่รวมลง ก็ดูลมหายใจต่อไป

หรือดูอาการใดอาการหนึ่ง ดูไปเรื่อยๆ

จนกว่าจะรวมลงเข้าสู่สมาธิไป

นี่คือหน้าที่ของพวกเราที่ไม่มีใครทำแทนได้

บุญนี้ทำแทนกันไม่ได้ ทำได้ก็เพียงให้เศษบุญเท่านั้น

เช่นกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไป

 เป็นเศษบุญ เป็นเหมือนค่ารถค่าเรือ

 หรืออาหารมื้อหนึ่งเท่านั้นเอง

บุญอุทิศไม่เป็นบุญที่สำคัญเลย

 แต่เรากลับให้ความสำคัญกับบุญอุทิศกันมาก

บุญที่สำคัญก็คือบุญที่เราทำกันในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

 จะได้ร้อยทั้งร้อย จึงควรสร้างบุญสร้างกุศลกัน

ด้วยการให้ทานรักษาศีลภาวนาอย่างต่อเนื่อง

ให้ถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญ ส่วนกิจกรรมอื่น

เช่นการทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนี้

ให้ถือเป็นกิจกรรมสนับสนุน ไม่ใช่เป็นกิจกรรมหลัก

ส่วนกิจกรรมหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้ ให้ถือเป็นยาพิษ

 ไม่ใช่ยาวิเศษ เป็นเหมือนยาเสพติด มีแต่จะฉุดลากให้เราลงต่ำ

 เสียเวลา แทนที่จะเอาเวลาไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้

 เราควรเอาเวลาไปหาความสุขใจจะดีกว่า

 แทนที่จะไปเที่ยวก็ไปอยู่วัดภาวนากัน

ถ้าไปไม่ได้ก็อยู่บ้านภาวนาก็ได้ จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

 ถ้าไปทางกิเลสตัณหาก็จะเป็นการไปเอายาพิษ

มาสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ใจ

จึงควรเข้าใจว่า การหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้

ไม่ได้เป็นการหาความสุข แต่เป็นการหาความทุกข์

 เป็นการฉุดลากตัวเราให้เข้าสู่กองทุกข์ ให้ลึกเข้าไปเรื่อยๆ

จนไม่สามารถถอนออกมาได้ เหมือนคนที่ติดยาเสพติด

ยิ่งเสพก็จะยิ่งติดลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนไม่มีกำลังที่จะถอนออกมาได้

 เกิดมากี่ภพกี่ชาติก็ต้องหาความสุขแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ไม่มีทางที่จะหลุดจากความทุกข์แบบนี้ได้

แม้จะได้พบกับพระพุทธศาสนาหรือพบพระพุทธเจ้า

 ก็จะไม่ได้รับประโยชน์ เพราะไม่มีกำลังความพากเพียร

หรือไม่มีศรัทธา ไม่เห็นว่าการไปปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า

 เป็นการปฏิบัติเพื่อความสุขที่แท้จริง

 จึงควรปฏิบัติกันไปตามกำลัง

รักษาศีลได้มากน้อยก็รักษากันไป

 ภาวนาได้มากน้อยก็ภาวนากันไป

 เจริญสติได้มากน้อยก็เจริญกันไป

แล้วก็ทำเพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ ให้ประเมินวัดผลดูว่า

 เริ่มปฏิบัติมากี่ปีแล้ว ก้าวไปถึงไหนแล้ว

เพื่อจะได้กระตุ้นการปฏิบัติ แล้วความเจริญก้าวหน้าในธรรม

 จะเป็นผลที่ตามมาอย่างแน่นอน.

........................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

กัณฑ์ที่ ๔๑๖ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๓ (จุลธรรมนำใจ ๒๓)

"ความคุมความคิด"















ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 ธันวาคม 2558
Last Update : 26 ธันวาคม 2558 9:52:58 น.
Counter : 384 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....