Group Blog
All Blog
### ศีล ๘ คือ การหยุดหาความสุขทางร่างกาย ###















“ศีล ๘ คือการหยุดหาความสุขทางร่างกาย”

การจะทำใจให้สงบเราก็ต้องรักษาศีล ๘ ขึ้นไป

รักษาศีล ๘ ก็คือการหยุดการหาความสุขทางร่างกายนั่นเอง

 คนที่รักษาศีล ๘ ก็จะไม่มีแฟน จะอยู่คนเดียว

จะไม่ร่วมหลับนอนกับแฟน ไม่ไปเที่ยวกับแฟน

 แล้วก็จะไม่หาความสุขจากการรับประทานอาหารมากจนเกินไป

 จะรับประทานเพื่ออยู่ ไม่ได้รับประทานตามความอยาก

 รับประทานเพื่ออยู่ก็รับประทานวันละมื้อก็พอ

 หรือถ้า ๒ มื้อ ก็ไม่รับประทานหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว

 ร่างกายไม่ต้องการอาหารมาก

แบบที่พวกเรารับประทานกันอยู่ทุกวันนี้

พวกเรารับประทานเพื่อความสุขเพราะเกิดความอยาก

 ถ้าไม่ได้รับประทานแล้วก็จะทุกข์

แต่ที่ทุกข์ไม่ใช่ร่างกายที่ทุกข์คือใจ

 ใจอยากแล้วไม่ได้รับประทานก็จะทุกข์

 ร่างกายไม่ต้องการอาหาร

 เพราะร่างกายเกือบจะกลายเป็นตุ่มไปแล้ว

รับประทานมากจนเกินไปแล้ว หมอบอกให้หยุดกินได้แล้ว

เพราะเรากินตามความอยากกัน

 ถ้าเรากินตามความต้องการของร่างกาย

ร่างกายจะมีหุ่นที่สวยงาม จะไม่กลายเป็นตุ่มไป

นี่คือเราต้องไม่หาความสุขจากการรับประทาน

 รับประทานอาหารเพื่อเยียวยาร่างกาย เหมือนกับรับประทานยา

รับประทานยาก็มีเวล่ำเวลา

 แต่ถ้ารับประทานตามตัณหาความอยากแล้วไม่มีเวลา

 อยากเมื่อไหร่ก็ต้องกินเมื่อนั้น ร่างกายจึงกลายเป็นตุ่มขึ้นมา

 ถ้ารับประทานตามความต้องการของร่างกายแล้วรับรองได้ว่า

 ร่างกายจะมีหุ่นที่ดี ที่สวยที่น่าดู

 แล้วไม่ต้องไปเสียเงินไปเต้นแร้งเต้นกาตามฟิตเนสต่างๆ

เต้นไปเท่าไหร่มันก็ไม่ลด

 พอเต้นเสร็จก็เหนื่อยก็หิวก็ออกไปกินใหม่

 วิธีที่จะให้หุ่นสวยก็คือต้องรู้จักประมาณในการรับประทานอาหาร

รับประทานวันละมื้อสองมื้อก็พอแล้ว

อย่างพระนี้พระป่า พระพุทธเจ้าสอนให้รับประทานวันละมื้อก็พอ

นี่แหละคือเราต้องยุติการหาความสุขทางร่างกายกัน

แล้วเราจะได้มีเวลามาหาความสุขทางใจ

ถ้าเราไปหาความสุขทางร่างกาย เราก็จะไม่มีเวลามานั่งสมาธิ

ทำใจให้สงบ เพราะเราจะต้องไปกินเลี้ยงกินอะไรกัน

 ไปดูหนังฟังเพลงกัน ไปดูละคร ไปร่วมหลับนอนกับแฟนกัน

 เวลาที่จะมานั่งทำสมาธิก็จะไม่มี

ดังนั้นถ้าเราอยากจะหาความสุขที่แท้จริงคือความสุขทางใจ

 เราต้องเลิกหาความสุขทางร่างกายด้วยการถือศีล ๘

พอเราถือศีล ๘ ได้เราก็จะมีเวลาที่จะมาฝึกใจ สอนใจให้สงบได้

 วิธีฝึกใจก็คือต้องมีเครื่องมือ

เครื่องมือที่จะทำใจให้สงบเราเรียกว่าสติ

 สตินี้เป็นเหมือนเชือกที่จะดึงใจที่เป็นเหมือนลิงให้มาเข้ากรง

ให้มาอยู่ในกรง ถ้าลิงอยู่นอกกรงนี้มันจะไม่อยู่เฉยๆ

มันจะเพ่นพ่านไปทุกแห่งทุกหน

 ถ้าเราอยากจะให้ใจของเราสงบ

เราก็ต้องดึงใจให้เข้ามาอยู่ในสมาธิ สมาธิก็คือกรงของใจ

 วิธีที่จะดึงใจให้เข้ามาอยู่ในกรงอยู่ในสมาธิก็ต้องมีเชือก

 เชือกก็คือสติ เอาเชือกไปคล้องคอ เพื่อไปคล้องคอลิงไว้

แล้วลากมันเข้ามาในกรง ถ้าไม่มีเชือกวิ่งตามจับมันไม่ทัน

สู้มันไม่ได้มันเร็วกว่าเรา

วิธีที่จะจับลิงเข้ามาในกรงต้องเอาเชือกไปดักมันไปคล้องคอมัน

พอคล้องคอมันได้แล้วก็ดึงมันเข้ามา

 สติก็เป็นเหมือนเชือกที่จะคล้องคอใจของเรา

ให้เข้ามาสู่ความสงบ

สติก็เป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมา

 ถ้าไม่มีเชือกก็จะไม่สามารถดึงใจให้เข้าสู่ความสงบได้

 เชือกนี่ก็มีหลายแบบหลายชนิดด้วยกัน

 วิธีที่เราได้ยินได้ฟังกันและเป็นวิธีที่ง่ายก็คือ

การบริกรรม พุทโธ พุทโธไป ให้เราระลึกถึงพุทโธ พุทโธ

ไปภายในใจเราก็จะไม่สามารถไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้

พอไม่คิดใจก็จะว่างจะเย็น

แล้วพอเรานั่งเฉยๆใจก็จะสงบเข้าสู่สมาธิได้ 

สิ่งแรกที่เราต้องมีก็คือสติ ต้องฝึกสติ

 สตินี้เราฝึกได้ทั้งวันตั้งแต่ตื่นจนหลับ

 พอตื่นขึ้นมาพอลืมตาขึ้นมาก็ท่องพุทโธไปเลย

บริกรรมพุทโธๆ ไม่ว่าจะลุกไปทำอะไรไปเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ

 ไปล้างหน้าล้างตา ไปแปรงฟัน

 ออกจากห้องน้ำมาแต่งเนื้อแต่งตัว กินข้าวรับประทานอาหาร

ก็ให้มีพุทโธอยู่กับใจแล้วมันจะไม่ไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

 พอเรามีเวลาว่างเราก็มานั่งหลับตาแล้วก็พุทโธต่อ

เดี๋ยวเดียวใจก็จะเข้าสู่ความสงบได้

แล้วเราจะพบกับความสุขที่พระพุทธเจ้าบอกว่า

 เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขทั้งปวง

พอเราได้ความสุขอันนี้แล้ว เราก็จะไม่อยากได้อะไร

เราก็จะหาแต่ความสุขแบบนี้ จะเอาความสุขที่เกิดจากความสงบ

แล้วก็จะเป็นความสงบที่จะอยู่กับเราไปตลอด

หลังจากร่างกายนี้ตายไปแล้วความสงบนี้ก็จะอยู่คู่กับเราต่อไป

นี่แหละคือวิถีทางของนักปราชญ์ของผู้ฉลาดอย่างพระพุทธเจ้า

และพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

พวกเราจึงยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะเป็นที่พึ่ง

วิธีที่ยึดก็คือไม่ใช่พูดแต่ปากเปล่าว่า

 พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

อันนี้เป็นเพียงแต่เป็นการตั้งจิตตั้งเป้าไว้ว่า

เราจะเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นที่พึ่ง

ที่พึ่งก็คือต้องทำตามเป็นตัวอย่าง

 ทำตามตัวอย่างของพระพุทธเจ้า ของพระอริยสงฆ์สาวก

พระพุทธเจ้าท่านเลิกหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ท่านถือศีลกัน ท่านถือศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ กัน

เราก็ต้องถือศีลแบบท่าน แล้วเราก็ต้องปฏิบัติแบบท่าน

 ท่านไม่ไปเที่ยว ไม่ไปหาความสุขทางร่างกาย

ท่านหาความสุขจากการทำใจให้สงบ ด้วยการไปอยู่ตามที่สงบ

 เพราะว่าถ้าที่มีคนมากมีเสียง มีกลิ่น มีรูป มีรสมาก

จะทำให้ใจสงบยาก ต้องไปอยู่ที่ไม่มีคนอยู่เงียบๆคนเดียว

 ถ้าไปที่ข้างนอกบ้านไม่ได้ ก็อยู่ในห้องของเราก็ได้

ปิดประตูขังตัวเราไว้อยู่ในห้อง ไม่ต้องออกไปรับรู้อะไร

อยู่ในห้องพุทโธ พุทโธ ไป เดี๋ยวใจก็สงบได้

สงบแล้วก็จะหายหลง จะรู้ว่าความสุขที่แท้จริง

อยู่ในตัวของเรานี่เองไม่ได้อยู่ที่เงินทอง ไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้า

ไม่ได้อยู่ที่ข้าวของ ไม่ได้อยู่ที่ของกินของดื่มของเคี้ยว

แต่อยู่ที่การทำใจให้สงบ อยู่ที่การมีสติ มีพุทโธอยู่กับใจของเรา

 ขอให้ลองไปทำดูแล้วถ้าไม่ได้ผลจะยอมแพ้

แต่รับรองได้ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนี้

 เป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นความจริง

 ผู้ที่นำเอาไปปฏิบัติได้รับผลกันมาแล้วกันทั้งนั้นอย่างแน่นอน

จึงไม่ต้องลังเลสงสัยขอให้เราทำกันเท่านั้นเถิด

 ถ้าเราไม่ทำมันก็จะไม่เกิดขึ้น

สิ่งนี้มันจะต้องเกิดจากการกระทำของเรา

 คนอื่นหยิบยื่นให้กับเราไม่ได้

พระพุทธเจ้าหยิบยื่นให้กับเราไม่ได้

 พระอริยสงฆ์หยิบยื่นให้กับเราไม่ได้

เราต้องหยิบให้กับตัวเราเอง

ด้วยการทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือรักษาศีล

แล้วก็ไปหาที่สงบอยู่ตามลำพังแล้วก็ฝึกพุทโธ พุทโธ ไปเรื่อยๆ

รับรองได้ว่าเดี๋ยวก็ได้ เพราะว่าของเหล่านี้มันไม่ได้ขึ้นกับกาลเวลา

 ทำเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อนั้นถ้าไม่ทำก็ไม่ได้

ดังนั้นขอให้เราเอาไปพิสูจน์ดูว่า

พระพุทธเจ้าท่านสอนท่านพูดจริงหรือไม่

 ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนที่ถูกต้อง

 หรือเป็นคำโกหกหลอกลวง

รับรองได้ว่าเราจะเห็นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านี้

เป็นคำสอนที่เป็นความจริงทั้งหมด

 เป็นสวากขาโต ภควตา ธัมโม

เพราะผู้ที่ได้นำเอาไปพิสูจน์นั้นได้เห็นแล้วทุกคน

ว่าเป็นความจริงเหมือนกันหมดจึงไม่ต้องลังเลสงสัย

 ขอให้นำเอาไปปฏิบัติเท่านั้น

แล้วผลที่พระพุทธเจ้าได้รับก็จะเป็นผลที่พวกเราได้รับกัน

 คือการสิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด

สิ้นสุดของความทุกข์ทั้งปวง มีแต่ความสุขที่เรียกว่าบรมสุข

อยู่ภายในใจไปตลอดไม่มีวันสิ้นสุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะในศาลา วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๘

“ศรัทธา”












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 22 มกราคม 2559
Last Update : 22 มกราคม 2559 10:37:28 น.
Counter : 480 Pageviews.

1 comments
  
ขอบคุณที่นำมาฝากค่ะ
โดย: อุ้มสี วันที่: 22 มกราคม 2559 เวลา:12:53:36 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....