Group Blog
All Blog
### ปฏิบัติแบบสุปฎิปัณโน ###

















“ปฏิบัติแบบสุปะฏิปันโน”

เวลาปฏิบัติธรรมนี้ เราต้องพยายามปฏิบัติให้ถูกต้อง

 ที่เรียกว่า สุปะฏิปันโน

ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการ

 อย่ายกเว้น อย่าอ้างข้อนั้นข้อนี้ ว่าไม่จำเป็นหรือไม่ชอบที่จะปฏิบัติ

 ทุกข้อที่พระพุทธเจ้าสอนให้ปฏิบัตินี้ เป็นธรรมที่จำเป็นทั้งนั้น

ถ้าเราข้ามขั้นไปหรือไม่ปฏิบัติ เราก็จะไม่ได้ผลที่เราต้องปฏิบัติ

 พอไม่ได้ผลก็จะเกิดความเบื่อหน่ายท้อเเท้

 เกิดความขี้เกียจขึ้นมา ไม่อยากที่จะปฏิบัติ

เพราะปฏิบัติไปแล้วก็ไม่ได้ผล ก็ไม่รู้จะปฏิบัติไปทำไม

ที่ไม่ได้ผลก็เพราะว่าไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง

 หรือปฏิบัติไม่ถูก เพราะว่าไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้

 เวลาศึกษาก็ไม่ได้สนใจที่จะตั้งใจศึกษาอย่างจริงๆ จังๆ

 พอนำเอาไปปฏิบัติ ก็จะไม่ได้นำเอาวิธีการที่ถูกต้องไปปฏิบัติ

 ผลก็อาจจะไม่เกิดขึ้นมาได้ หรือไปเชื่อคนอื่น

ไปฟังอาจารย์แล้วไปฟังอีกคนเขาบอก

ไม่ต้องทำอย่างนั้นหรอก ทำอย่างนี้ก็ได้

พอไปเขาเข้ามันก็เลยเละเทะไปใหญ่ ไม่รู้ใครถูกใครผิดกัน

ดังนั้นขอให้พวกเราต้องพยายามศึกษาให้ถ่องแท้

ให้รู้อย่างแน่นอนว่าวิธีการไหนเป็นวิธีการที่ถูกต้อง

ถ้าไม่มั่นใจในครูบาอาจารย์ต่างๆก็ขอให้ยึดคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ที่มีจารึกไว้ในพระไตรปิกฎนี้ เป็นผู้นำทางเราไปก่อน

ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิกฎ

 แต่ไม่จำเป็นจะต้องศึกษาทั้งหมดในพระไตรปิกฎ

 ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

เพราะว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ ก็สาระคล้ายคลึงกันก็คือ

สอนวิธีดับทุกข์ พระสูตรไหนก็คล้ายกันทั้งนั้น

ก็ให้เลือกเอาพระสูตรที่สำคัญๆ ซึ่งมีไม่กี่พระสูตร

 เอามาศึกษาให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้

เช่นพระสูตรที่ทรงตรัสสอนเป็นครั้งแรก

 ที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 อันนี้ก็เป็นคำสอนที่ทรงสอนทางสายกลาง

ทางของการปฏิบัติสู่การหลุดพ้น จากกองทุกข์

แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา

มีมรรคเป็นองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป

คือความเห็นชอบ ความคิดชอบ เป็นส่วนประกอบของปัญญา

 แล้วก็มีการกระทำสัมมากัมมันโต การกระทำชอบ

สัมมาวาจา การพูดชอบ แล้วก็สัมมาอาชีโว อาชีพชอบ

 อันนี้ก็เป็นส่วนประกอบของศีล

 แล้วก็สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ

 สัมมาสติ การระลึกรู้ชอบ

สัมมาสมาธิ การตั้งมั่นของจิตใจชอบ

 อันนีก็เป็นองค์ประกอบของสมาธิ รวมกันแล้วก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา

อันนี้เป็นพระสูตรคำสอนครั้งแรกของพระพุทธเจ้า

 ทรงสอนแนวทางการปฏิบัติสู่มรรคผล นิพพานเลย

ผู้ที่ต้องการจะไปมรรคผล นิพพานนี้จะต้องเดินไปในทางนี้ทุกคน

 จะต้องเดินไปในทางศีล สมาธิ ปัญญาด้วยกันทุกๆ คน

ถึงจะสามารถไปถึงมรรคผล นิพพาน

ถึงการหลุดพ้นจากกองทุกข์ แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้

 ไม่มีทางอื่น ทางนี้เป็นทางเดียวเท่านั้น

เป็นทางพระพุทธเจ้าได้ทรงดำเนินไปแล้ว

ได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว

จึงนำเอาทางนี้ มาเผยแผ่สั่งสอนให้แก่สัตว์โลกทั้งหลาย

 อันนี้ก็เป็นพระสูตรอันหนึ่งที่เราควรจะศึกษาไว้

เพราะต่อไปเวลาเราไปฟังเทศน์ฟังธรรม ของครูบาอาจารย์รูปอื่น

เราจะได้รู้ว่าท่านสอนตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนหรือไม่

 ท่านสอนให้ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาหรือไม่

แล้วก็มีพระสุตรอื่นๆที่จะขยายความของมรรคที่มีองค์ ๘

 นี้ว่าเป็นอย่างไร วิธีเจริญสติเจริญอย่างไร

 อันนี้ก็มีอยู่ในสติปัฏฐานสูตร พอศึกษาสติปัฏฐานสูตร

 ก็จะรู้จักวิธีเจริญสติ วิธีนั่งสมาธิด้วยอานาปานสติ

และวิธีเจริญปัญญาด้วยการพิจารณาไตรลักษณ์

 ในสิ่งที่ใจยังหลงยึดติดอยู่ว่าเป็นตัวเราของเราอยู่

ก็คือกาย เวทนา จิตนี่เอง

นี่คือพระสูตรสำคัญ ๒ -๓ พระสูตรนี้ ก็พอเพียงแล้ว

อีกพระสูตรหนึ่งที่ควรจะรู้ก็คือมงคลสูตร มงคล ๓๘ ประการ

วิธีสร้างความเป็นมงคลให้แก่ชีวิต อยู่ในมงคล ๓๘ ข้อนี้

เช่นข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ท่านบอกว่า

อสเวนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา

แปลว่าอย่าคบคนพาลให้คบบัณฑิต

เพราะคนพาลถ้าคบแล้ว เขาก็จะพาให้เราเป็นคนพาลไป

เขาชอบกินเหล้า เราคบกับเขา เขาก็จะชวนเราไปกินเหล้า

 เขาชอบเล่นการพนัน เขาก็ชวนเราไปเล่นการพนัน

 ถ้าเราคบกับเขา เราก็จะเกรงใจเขา เขาชวนเราก็ต้องไป

เพราะเรากลัวจะเสียเพื่อน เราไม่กลัวที่จะเสียตัว

 เราก็เลยยอมที่จะเสียตัว และในที่สุดก็ต้องเสียตัวไป

แต่ถ้าคบคนดี คบบัณฑิต บัณฑิตก็จะชวนไปทำบุญ ไปเข้าวัด

ไปศึกษาธรรมะ ไปปฏิบัติธรรม

ถ้าไปกับเขาก็จะได้กลายเป็นบัณฑิตต่อไป

ได้กลายเป็นคนดี ได้กลายเป็นพระอริยบุคคล

นี่ก็คือพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

ไม่ต้องเรียนทั้งพระไตรปิกฎ

ให้รู้แค่ ๒ -๓ พระสูตรนี้ก็เหลือกินแล้ว

ถ้าสามารถปฏิบัติได้นี้ ๓ พระสูตรนี้ก็พาไปถึงพระนิพพานได้แล้ว

อันนี้เราควรจะรู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไร

เพื่อจะได้เป็นมาตรฐานของคำสอนของผู้อื่น

 เป็นเครื่องวัดคำสอนของผู้อื่นว่าเป็นคำสอนที่ถูกต้องหรือไม่

 เป็นสวาขาโต ภควตาธัมโมหรือไม่

ถ้าเราไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นมาตรวัดเลย

เวลาเราไปศึกษากับอาจารย์รูปไหน ท่านสอนให้ทำอะไร เ

ราก็ต้องเชื่อเพราะเราไม่รู้ว่าท่านสอนผิดสอนถูก

เราก็ต้องคิดว่าท่านสอนถูก

แต่ความจริงท่านอาจจะสอนผิดก็ได้

พอท่านสอนผิด เราไปเชื่อเราทำผิดมันก็ไม่ได้ผล

ผลที่จะได้ก็ไม่มี หรือผลที่ได้ก็ไม่ดีผลเสียต่อชีวิตและจิตใจของเรา

 แทนที่จะหลุดกลับจะต้องติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๘

“การเข้าหาพระธรรมคำสอน”













ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 ธันวาคม 2558
Last Update : 17 ธันวาคม 2558 10:30:03 น.
Counter : 440 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....