Group Blog
All Blog
### หัวใจของการภาวนาอยู่ที่การเจริญสติ ###















“หัวใจของการภาวนาอยู่ที่การเจริญสติ”

การเจริญสตินี้ก็เรียกว่าเป็นการภาวนา

 เพราะหัวใจของการภาวนาก็อยู่ที่การเจริญสตินั่นเอง

ไม่ใช่อยู่ที่การเดินจงกรม นั่งสมาธิ

การเดินจงกรม นั่งสมาธินี้เป็นกิริยา

ของการเจริญบำเพ็ญจิตตภาวนา

แต่ถ้าเดินจงกรมนั่งสมาธิโดยไม่มีสตินี้

ก็ไม่ถือว่าเป็นการภาวนา

 ถ้าเดินไปแล้วปล่อยให้ใจลอย ไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ

 เดินไปเท่าไร นั่งไปเท่าไรก็จะไม่มีวันสงบได้

ดังนั้นการภาวนาที่แท้จริง จึงอยู่ที่การเจริญสติเป็นขั้นแรก

 ขั้นแรกของการภาวนาคือการเจริญสติ

ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ไม่ว่ากำลังจะทำอะไร

 ถ้ามีสติอยู่กับงานนั้นหรือมีสติอยู่กับคำบริกรรมพุทโธๆ

เรียกว่าเป็นกำลังภาวนาอยู่ ถึงแม้ว่ากำลังจะอาบน้ำ

 กำลังซักผ้า กำลังรับประทานอาหาร

แต่ถ้ามีสติควบคุมใจไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ

 ให้อยู่กับกิจกรรมที่กำลังทำอยู่หรือให้อยู่กับคำบริรกรรมพุทโธๆ

 หรือพิจารณาไตรลักษณ์อย่างนี้ เรียกว่าเป็นการภาวนา

ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ไม่ใช่ว่าจะต้องอยู่ในท่านั่งสมาธิ

 หรือท่าเดินจงกรมเท่านั้นถึงจะเรียกว่าเป็นการภาวนา

 ถ้านั่งสมาธิหรือเดินจงกรมโดยจิตที่ไม่มีสติ

 ไม่มีปัญญาอย่างนั้นก็เป็นเพียงแต่กิริยา

ไม่ได้เป็นการภาวนาที่แท้จริง

เพราะใจที่เป็นผู้ภาวนานั้นไม่ได้ภาวนา

ใจมัวแต่ไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้คนนั้นคนนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้

 แล้วก็เกิดอารมณ์วุ่นวายสับสนขึ้นมา

 อย่างนี้เรียกว่าไม่ได้ภาวนาแล้ว

ผู้ปฏิบัติจึงต้องเข้าใจหลักของการภาวนา

 ว่าการภาวนานี้เป็นการควบคุมจิตใจให้ระงับ

จากความคิดปรุงเเต่งต่างๆ เพื่อจะได้ระงับความโลภ

 ความโกรธ ความหลง ความอยากต่างๆ

เพราะความโลภ ความอยากต่างๆนี้

ต้องใช้ความคิดปรุงเเต่งเป็นเครื่องมือ

ถ้ามีความคิดปรุงเเต่งแล้วความโลภ ความโกรธ

ความหลงมักจะตามมาเสมอ

ดังนั้นถ้าอยากจะหยุดความโลภ ความโกรธ

 ความหลงไว้ชั่วคราวก็ต้องหยุดด้วยความคิดปรุงเเต่ง

 ด้วยการเจริญสติอยู่เรื่อยๆ

คอยให้ใจนี้จดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

 เช่นถ้ากำลังทำภารกิจอะไรต่างๆ

ก็ให้จดจ่ออยู่กับภารกิจการงานนั้น

 หรือถ้าไม่สามารถที่จะจดจ่ออยู่ได้ก็ใช้คำบริกรรมแทนก็ได้

บริกรรมพุทโธๆ ให้ใจจดจ่ออยู่กับคำบริกรรมพุทโธๆไป

ความคิดปรุงเเต่งต่างๆก็จะไม่สามารถทำงานได้

เมื่อความคิดปรุงเเต่งไม่ทำงาน ความโลภ ความโกรธ

 ความหลงก็จะไม่สามารถทำงานได้ ใจก็จะเข้าสู่ความสงบได้

นี่คือขั้นต้นของการบำเพ็ญจิตตภาวนาก็คือการเจริญสติ

สตินี้เป็นธรรมที่สำคัญมาก สำคัญที่สุดในการบำเพ็ญภาวนา

และต้องมีความเพียรเป็นผู้สนับสนุน

 ถ้าไม่มีความเพียรก็จะไม่สามารถเจริญสติได้

 เพียรอะไรก็เพียรสร้างสตินั่นเอง

 หมั่นสร้างสติหมั่นบริกรรมพุทโธอยู่เรื่อยๆ

หมั่นจดจ่อดูการเคลื่อนไหวการกระทำของร่างกายอยู่เรื่อยๆ

ถ้าร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวไม่ได้กระทำอะไร

ก็ให้จดจ่ออยู่ดูกับลมหายใจเข้า-ออก

สำหรับผู้ที่ใช้การดูร่างกายเป็นการเจริญสติ เวลาที่นั่งอยู่เฉยๆ

เช่นเวลานั่งสมาธินี้ก็ใช้ลมหายใจเข้า-ออก เป็นที่ผูกใจ

เป็นที่ตั้งของสติ ให้เฝ้าดูลมเข้า-ออก

โดยที่ไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

ถ้าไม่สามารถดูลมหายใจเข้า-ออกได้

ใจยังไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ ก็ให้ใช้คำบริกรรมแทน

หรือให้ใช้การสวดพระสูตร หรือสวดมนต์แทนไปก่อน

แสดงว่าสติตอนนั้นไม่มีกำลังพอ

ที่จะดึงให้ใจเฝ้าดูลมหายใจเข้า-ออกได้

 ก็ต้องใช้การสร้างสติขึ้นมาด้วยการบริกรรมพุทโธๆ

หรือด้วยการสวดมนต์หรือด้วยการสวดพระสูตร

ท่องพระสูตรใดพระสูตรหนึ่ง

แล้วใจก็จะกลับเข้ามาสู่กับเรื่องที่เราต้องการให้อยู่ได้

ให้มาจดจ่อดูลมหายใจเข้า-ออกได้

หรือถ้าไม่สามารถสวดได้ก็ใช้การฟังเทศน์ฟังธรรมไปก่อนก็ได้

การฟังเทศน์ฟังธรรมก็เป็นการเจริญสติอีกแบบหนึ่ง

ฟังเทศน์ฟังธรรมไปแล้วใจถ้าจดจ่ออยู่กับการฟังธรรม

ก็จะได้สติกลับคืนมา เมื่อมีสติแล้ว

ก็สามารถที่จะกลับมาดูลมหายใจเข้า-ออกได้

หรือบริกรรมพุทโธๆได้ นี่คืออุบายขั้นต่างๆของการเจริญสติ

ผู้ปฏิบัติจะต้องสังเกตดูว่าตอนนี้ใจเป็นอย่างไร

ฟุ้งมากหรือฟุ้งน้อย สติมากหรือสติน้อย

ถ้าสติน้อยให้เพ่งดูลมหายใจไม่ได้

ให้บริกรรมพุทโธไม่ได้ก็อาจจะต้อง ฟังเทศน์ฟังธรรมไปก่อน

 หรือสวดมนต์ไปก่อนแล้วพอสติกลับคืนมาใจสงบลง

ความคิดปรุงเเต่ง น้อยลงไปหรือหายไป

ก็ค่อยกลับมาดูลมหายใจเข้า-ออกต่อไป

 หรือบริกรรมพุทโธๆต่อไป ทำอย่างนี้ไปแล้ว

เดี๋ยวใจจะรวมเข้าสู่ความสงบได้

พอเข้าสู่ความสงบแล้วทุกอย่างก็จะดับไปหมด

รูปเสียงกลิ่นรสก็จะหายไป

 เวทนาความรู้สึกรับรู้ร่างกายต่างๆก็จะหายไป

เหลือแต่สักแต่ว่ารู้เรียกว่า “เอกัคคตารมณ์”

อยู่กับความว่างมีอุเบกขาเป็นที่ตั้งของใจ

อุเบกขาก็คือความปราศจากอคติทั้ง ๔

คือความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง

 ตอนนั้นจะไม่มีอยู่ภายในใจของจิตที่เข้าสู่ความสงบ

ที่เรียกว่า อัปปนาสมาธิ อันนี้เป็นสมาธิที่เรียกว่า “สัมมาสมาธิ”

 เพราะจะเป็นสมาธิที่จะสนับสนุนในการเจริญปัญญา

 เพราะจะมีอุเบกขาเป็นเครื่องมือไว้ใช้ต่อสู้กับความรัก ความชัง

 ความกลัว ความหลง ที่จะเกิดขึ้น

หลังจากที่จิตออกจากสมาธิมาแล้ว

มาคิดปรุงเเต่งถึงเรื่องราวต่างๆ

หรือมารับรู้รูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ

ก็จะเกิดความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง

แต่ใจที่มีสมาธิที่มีอุเบกขาติดออกมา

จะมีกำลังที่จะต้านอคติทั้ง ๔ นี้ได้

ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถที่จะทำลายมันได้ก็พอที่จะสู้กับมันได้

ไม่ถึงกลับที่จะทำให้เสียหลักลงไปทันที

พอที่จะมีเวลาให้ใช้ปัญญาเข้ามาช่วยในการกำจัดอคติทั้ง ๔ ได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๙

“คำสอนสุดท้ายของพระพุทธเจ้า”











ขอบคุณที่มา fb. พระอาจาารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2559 10:34:37 น.
Counter : 377 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....