Group Blog
All Blog
### วิถีชีวิตของผู้ที่เข้าสู่ขั้นที่ 2 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ###















“วิถีชีวิตของผู้ที่เข้าสู่ขั้นที่ ๒

ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า”

การภาวนานี้จำเป็นที่จะต้องรักษาศีล ๘ กัน

 รักษาศีล ๕ นี้ยังไม่พอเพียง ยังไม่สามารถที่จะป้องกัน

 ไม่ให้กิเลสตัณหานั้นเล็ดลอดออกไปทำเรื่องทำราว

ไปก่อภพก่อชาติได้ ต้องอาศัยศีล ๘ เป็นรั้วกั้นไม่ให้ออกไป

 ทำกิจกรรมต่างๆ ที่จะต่อภพต่อชาติต่อการเวียนว่ายตายเกิด

แล้วก็จะได้ง่ายต่อการที่จะฆ่ากิเลสตัณหา

ด้วยการดึงกิเลสตัณหาให้เข้าสู่ใจ

เพื่อที่จะได้ใช้สติปัญญาทำลายต่อไป

ผู้ที่เข้าสู่ขั้นที่ ๒ แล้วก็จะไม่ต้องทำบุญ ทำทาน

 ไม่ต้องรักษาศีล ๕ ให้เปลี่ยนเป็นรักษาศีล ๘ ไป

 ส่วนบุญที่จากการทำทานก็ให้เอาบุญ ที่เกิดจากการภาวนาแทน

 เพราะบุญของการภาวนานี้จะเป็นบุญที่สูงกว่าที่ดีกว่า

บุญที่ได้จากการทำทาน ถ้าจะไปทำเอาบุญที่เกิดจากการทำทาน

 มันก็จะไปทำลายบุญที่จะได้จากการภาวนา

เพราะจะไม่สามารถภาวนาได้นั่นเอง

เพราะเวลาทำบุญทำทานก็มักจะต้องออกมาข้างนอก

 ออกไปตามสถานที่ต่างๆ มันก็จะขัดกับการภาวนา

ที่ต้องการให้อยู่ในสถานที่สงบ สงัด วิเวก ไม่ให้ไปไหน

ไม่ให้ไปเห็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะต่างๆ

ให้อยู่ในที่ไม่มีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะยั่วยวนกวนใจ

เพราะการไปพบไปเห็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้

จะทำให้จิตใจฟุ้งซ่านขึ้นมาได้ จะทำให้ยากต่อการทำใจให้สงบ

เพื่อที่จะได้เป็นเครื่องมือใช้ในการทำลายกิเลสตัณหาต่างๆ

ที่มีอยู่ภายในใจ ให้หมดไปได้

ดังนั้นถ้าปฏิบัติได้เข้าสู่ขั้นที่ ๒ แล้วคือเข้าสู่ขั้นรักศีล ๘

 และภาวนาแล้วก็ไม่ควรที่จะไปกังวล กับเรื่องการทำบุญทำทาน

 ถ้าจะทำถ้ายังมีทรัพย์เหลืออยู่ก็ทำแบบพรวดเดียว

ให้มันหมดปัญหาไปเลย

เพื่อที่มันจะได้ไม่ต้องมาคอยดึงใจของเรา

ให้ออกมายุ่งกับเรื่องของการทำบุญทำทาน

 อย่างพระเณรที่ไปบวชอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด

 หลวงตานี้ท่านจะไม่ให้พระเณรออกจากนอกวัดไป

 นอกจากเวลาไปบิณฑบาตเท่านั้น

ภารกิจต่างๆ เช่นกิจนิมนต์ต่างๆ นี้ไม่ให้รับ

 เพราะการรับจะทำให้ออกไปสัมผัสกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ชนิดต่างๆที่เห็นแล้วจะเกิดความกำหนัดยินดี

 เกิดอารมณ์ต่างๆขึ้นมา พอเวลากลับมาวัดแล้วใจไม่สงบ

เหมือนตอนก่อนที่จะออกไปนอกวัด

กว่าจะทำใจให้สงบได้ก็เสียเวลาไปเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันได้

และอาจจะเป็นเหตุที่ทำให้ไม่สามารถ อยู่ในผ้าเหลืองต่อไปก็ได้

หลวงตาเห็นโทษของการบำเพ็ญประโยชน์ของพระ

ในการที่ไปรับกิจนิมนต์ต่างๆ ซึ่งยังไม่ใช่เป็นเวลาอันสมควร

ของพระผู้บวชใหม่ ผู้ที่ยังต้องบำเพ็ญต้องปฏิบัติจิตตภาวนา

ไม่ควรที่จะไปรับกิจนิมนต์ต่างๆ เพราะเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ

 ถึงแม้ว่าจะเป็นประโยชน์ ให้กับศรัทธาญาติโยมได้ทำบุญก็ตาม

 แต่ประโยชน์ที่ให้กับญาติโยมนี้กลับมาเป็นโทษกับพระเอง

 ถ้าไม่มีความสำรวม ถ้าไม่ควบคุมใจไม่ควบคุมตาหูจมูกลิ้นกาย

ให้ไปเห็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะต่างๆ

จะควบคุมอย่างไรมันก็ควบคุมไม่อยู่

เพราะถ้ามันออกไปแล้วมันก็ต้องได้สัมผัส

หลวงตาท่านจึงไม่ให้ออกไป ไม่ให้รับกิจนิมนต์

นอกจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไม่ให้ออกไปรับแล้ว

 ยังห้ามไม่ให้รูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ เข้ามาในวัดด้วย

เช่นห้ามไม่ให้มีโทรศัพท์ ไม่ให้มีทีวี ไม่ให้มีวิทยุ

 ไม่ให้มีหนังสือพิมพ์

 เพราะสิ่งเหล่านี้ก็เป็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ถ้าดูหนังสือพิมพ์เห็นภาพเห็นอะไรต่างๆ

มันก็ทำให้เกิดอารมณ์ต่างๆขึ้นมาได้

ทำให้เสียเวลาในการภาวนาในขณะที่ดูหรือฟังสิ่งเหล่านี้

แล้วก็ทำให้จิตใจนั้น คึกคนองขึ้นมาเกิดความกำหนัดยินดี

 เกิดความรัก ความใคร่ ความชอบขึ้นมา

 เกิดความอยากเกิดกิเลสตัณหาขึ้นมา

แทนที่จะช่วยดับกิเลสตัณหากลับทำให้เกิดกิเลสตัณหา

 ถ้าจะดูต้องดูสิ่งที่ทำให้ดับกิเลสตัณหา เช่นให้ดูภาพอสุภะต่างๆ

ดูคนตาย ดูอวัยวะน้อยใหญ่ที่มีอยู่ในร่างกาย

ซึ่งตามธรรมดาหนังสือพิมพ์ต่างๆนิตยสารต่างๆ

เขาจะไม่มีภาพเหล่านี้ให้ดู เขาจะเฟ้นหาภาพสวยๆ งามๆ

ภาพที่ดูแล้วทำให้เกิดกิเลสตัณหาความอยากได้ขึ้นมา

การดูหนังสือพิมพ์และนิตยสารทางโลกจึงเป็นโทษต่อผู้บำเพ็ญ

ต่อผู้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการฟังกับการรับรู้ เรื่องราวต่างๆ

 รับรู้แล้วก็จะทำให้ใจอดคิดปรุงเเต่งไปไม่ได้

 แทนที่จะทำให้ใจหยุดคิดปรุงเเต่ง

กลับไปทำให้มีความคิดปรุงเเต่งเพิ่มขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ

การภาวนาก็จะไม่เป็นผล จะล้มเหลว

นี่คือโทษของการที่ไปทำภารกิจที่ไม่ควรกระทำ

สำหรับผู้ที่อยู่ขั้นของการบำเพ็ญจิตตภาวนาและการรักษาศีล ๘

 ต้องตัดกิจกรรมของขั้นแรกไป ก็คือการออกไปทำบุญทำทาน

ตามสถานที่ต่างๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นบุญ แต่มันเป็นบุญส่วนน้อย

เป็นบุญส่วนหยาบที่จะมาทำลายบุญส่วนมาก

และบุญที่ละเอียดคือ การบำเพ็ญจิตตภาวนาและการรักษาศีล ๘

นี่คือทางที่นำไปสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ที่ผู้ปฏิบัติ

จะต้องรู้จักแยกแยะว่าเป็น ๒ ขั้นตอนด้วยกัน

ขั้นตอนแรกนี้ทำบุญ ทำทาน รักษาศีล ๕ นี้ไปได้

อยากจะไปทำบุญที่ไหนไปเลย อยากจะไปอินเดีย

ไปกราบสังเวยชนีสถาน ๔ ก็ไปเลย

อยากจะไปทอดผ้าป่าที่ต่างประเทศ

 อยากจะไปทอดกฐินที่ต่างจังหวัด

 อยากจะไปสร้างโบสถ์สร้างเจดีย์ที่นั่นที่นี่ไปได้เลย

ทำได้เต็มที่เลยทำให้มันหมดไปเลย จะได้ไม่มีอะไรจะต้องทำอีก

 เมื่อไม่มีอะไรจะต้องทำแล้วจะได้มาทำกิจที่สำคัญกว่า ที่ดีกว่า

 ที่เป็นประโยชน์มากกว่า ก็คือการรักษาศีล ๘

 และการบำเพ็ญจิตตภาวนา ถ้าเข้าสู่ขั้นนี้แล้วก็ต้องหาที่สงบ

 ปักหลักไม่ไปไหนแล้ว ปักหลักอยู่ที่เดียว

อย่างพระบ้านตาดนี้ถ้าไปอยู่ ๕ ปีแรกนี้ท่านไม่ให้ไปไหน

 ถ้าไปก็ไม่ต้องกลับ ถ้าอยากจะอยู่ก็ไม่ต้องไป

 อยู่มันทีเดียว ๕ ปีไปเลย จิตมันจะต้องมีหลักมีเกณฑ์

ไม่งั้นมันจะถูกกิเลสตัณหาต่างๆ หลอกล่ออยู่เรื่อยๆ

อยู่ตรงนี้ก็อยากจะไปตรงโน้น

พอไปตรงโน้นก็อยากจะกลับมาตรงนี้

มันก็กลิ้งไปกลิ้งมาเหมือนลูกฟุตบอล ถูกเตะไปเตะมาอยู่อย่างนั้น

 แล้วเมื่อไหร่มันจะสงบ มันจะสงบได้มันต้องอยู่ที่เดียว

หาที่ที่ดี สัปปายะ ที่สัปปายะคืออะไร ที่สงบ สงัด วิเวก

 ปราศจากเครื่องกวนใจต่างๆ เช่นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 บุคคลก็สัปปายะ บุคคลก็เป็นผู้ปฏิบัติเหมือนกันหมด

ไม่มาคอยมารบกวนกันด้วยการมาสนทนากัน

 มารบกวนกันให้ไปช่วยทำสิ่งนั้นทำสิ่งนี้

ผู้บำเพ็ญนี้จะไม่รบกวนใครเพราะการบำเพ็ญนี้ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น

 มาช่วยทำด้วยตนเอง แต่ถ้าทำกิจอย่างอื่น

นอกเหนือจากการบำเพ็ญนี้บางทีจะต้องอาศัยผู้อื่นมาช่วย

 ก็จะไปรบกวนผู้ที่เขาภาวนาให้มาช่วยทำกิจ

ถ้ามีบุคคลอย่างนี้อยู่ก็ถือว่าบุคคลไม่สัปปายะ

 ไม่ควรจะไปคลุกคลีอยู่กับบุคคที่ไม่ภาวนา

ให้ไปอยู่กับบุคคลที่ชอบภาวนาที่ไม่ชอบยุ่งกับใคร

 ไม่ชอบสังสรร ไม่ชอบสังคมกัน

การภาวนานี้ไม่ใช่เป็นเรื่องงานสังคมนี้

งานสังคมนี้เป็นเรื่องของกิเลสตัณหา

งานตัดกิเลสตัณหานี้ เป็นงานที่ไม่ต้องสังคม

ไม่ต้องคลุกคลีกันให้ต่างคนต่างอยู่

เวลาที่จะต้องมาทำกิจร่วมกัน ก็ต่างคนต่างทำกันไม่ต้องคุยกัน

 ไม่ต้องมาสังสรรค์กัน พระปฏิบัตินี้เวลาท่านมาปฏิบัติกิจ

 เช่นปัดกวาด บิณฑบาต มาขบฉันที่ศาลานี้ ท่านจะไม่คุยกัน

 ถ้าจะพูดก็พูดแต่เรื่องจำเป็นที่จะต้องพูดเท่านั้น

นอกนั้นแล้วจะไม่พูดไม่คุยกัน ต่างคนต่างเจริญสติไป

ในขณะที่ทำภารกิจต่างๆ

การเจริญสตินี้ก็เรียกว่าเป็นการภาวนา

เพราะหัวใจของการภาวนาก็อยู่ที่การเจริญสตินั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๙

“คำสอนสุดท้ายของพระพุทธเจ้า”









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2559 12:14:55 น.
Counter : 522 Pageviews.

2 comments
  
คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ tangkay เรียบร้อยแล้วนะคะ

คุณเหลือ อีก 3 ดวง สำหรับวันนี้ค่ะ
..........................................................................


บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
พันคม Literature Blog ดู Blog
tangkay Dharma Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น
.......................................................

สาธุธรรมด้วยนะคะ
โดย: พิรุณร่ำ วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:17:32:28 น.
  
เมื่อได้อ่านแล้วนำไปปฏิบัติด้วย
ก็จะได้รับความสุขกาย สุขใจ
ปล่อยวางความทุกข์ต่างๆได้
ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน
ขอให้ผลบุญนี้จงบังเกิดแก่ทุกท่าน
ให้สมฤทธิ์ผลในการบำเพ็ญเพียรภาวนา
โดยทั่วกันนะคะ
โดย: tangkay วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:10:39:53 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....