Group Blog
All Blog
### มรรคผล นิพพาน ก็คือ ความสงบในระดับต่างๆ ###

















“มรรคผล นิพพานก็คือ

ความสงบในระดับต่างๆ”

มรรคผล นิพพานก็คือความสงบในระดับต่างๆ

ระดับพระโสดาบัน ก็สงบอยู่ในขั้นหนึ่ง

 สูงกว่านั้นจะสงบมากกว่านั้นก็ต้องขึ้นสู่ขั้นพระสกิทาคามี

จะสงบมากกว่านั้นก็ต้องขึ้นสู่ขั้นพระอนาคามี

จะสงบอย่างเต็มที่อย่างสมบูรณ์ก็ต้องขึ้นสู่ขั้นพระอรหันต์

ขึ้นสู่ขั้นของพระนิพพาน อันนี้ก็จะเกิดขึ้นตามลำดับของการปฏิบัติ

ความเพียรมากเท่าไหร่ การเจริญสติ

ก็จะมีการเจริญอย่างต่อเนื่อง มากขึ้นเท่านั้น

เมื่อมีการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง การทำใจให้สงบ

ให้ตั้งมั่นอยู่ในอุเบกขา ก็จะมีมากเท่าขึ้นไปเท่านั้น

 และเมื่อใจมีความสงบมีความตั้งมั่นในอุเบกขามากเท่าไหร่

 ก็จะมีกำลังที่จะเจริญปัญญาเพื่อที่จะใช้

ในการทำลายข้าศึกศัตรูของใจ ทำลายเหตุ

ที่คอยสร้างความทุกข์ใจอยู่ ให้หมดไปได้

การที่จะทำลายเหตุของความทุกข์คือตัณหานี้

 จำเป็นจะต้องมีปัญญาและสมาธิ ควบคู่กันไป

ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง จะไม่สามารถทำลายกิเลสตัณหาได้

อย่างถาวรอย่างราบคาบ

ถ้ามีเพียงสมาธิก็จะเพียงกดเอาไว้เท่านั้นเอง

เพียงแต่ตัดกำลังของกิเลสของตัณหาไว้ได้ชั่วคราว

 แต่ไม่สามารถที่จะทำลายได้อย่างถาวร เหมือนกับหินทับหญ้า

 เวลาเอาหินไปทับหญ้านี้ก็จะระงับ การเจริญเติบโตของหญ้าได้

แต่พอยกเอาหินออกหญ้าก็จะงอกกลับคืนขึ้นมาใหม่ได้

 ถ้าอยากจะทำลายไม่ให้หญ้านี้งอกเลย

 ก็ต้องถอนรากถอนโคนของหญ้า เมื่อถอนรากออกจากดินแล้ว

หญ้าก็จะไม่สามารถที่จะงอกงามขึ้นมาได้อีกต่อไป

 สิ่งที่จะถอนรากของกิเลสตัณหาได้ก็คือปัญญา

สมาธิไม่สามารถที่จะถอนได้ สมาธินี้เป็นเหมือนหิน

ที่ทับหญ้าเอาไว้เท่านั้นเอง พอออกจากสมาธิมา

กิเลสตัณหาก็จะออกมาเพ่นพ่านต่อไปได้

เพราะกิเลสตัณหายังไม่ตาย

และจะออกมาผ่านทาง ความคิดปรุงเเต่งต่างๆ

ออกมากับการปรากฏขึ้นของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

เวลาใจไปสัมผัสกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

สังขารความคิดปรุงเเต่ง ก็จะปรุงเเต่งไปตามความอยากทันที

เพราะว่ากิเลสตัณหาความอยากความโลภ

ที่ถูกสมาธิกดเอาไว้นั้นไม่ได้ตายไปอย่างถาวร

เพียงแต่สลบไสลเหมือนกับถูกฉีดยาสลบ

พอฤทธิ์ของยาสลบหมดไป กิเลสตัณหาก็จะฟื้นขึ้นมาใหม่

ถ้าอยากจะทำลายกิเลสตัณหาให้หมดไปอย่างถาวร

จะต้องใช้ปัญญาเป็นผู้ทำลาย เป็นผู้ถอดถอนรากของกิเลสตัณหา

รากของกิเลสตัณหาคืออะไร ก็คือโมหะอวิชชานี่เอง

 โมหะก็คือความหลง ความเห็นผิดเป็นชอบ

เห็นสิ่งที่ทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง

เห็นสิ่งที่ไม่ใช่เราเป็นของเรา

 พอเห็นว่าเป็นของเราก็เกิดความอยากให้อยู่กับเราไปนานๆ

พอเกิดความอยากให้อยู่ แล้วไม่ได้ดังใจอยาก

ก็จะเกิดความทุกข์เกิดความเสียใจขึ้นมา

แต่ถ้าเห็นด้วยปัญญาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้

เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นทุกข์เป็นทุกข์

เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง

เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ของเราว่าไม่ใช่เป็นของเรา

ถ้าเห็นตามความจริงก็จะไม่มีความอยากให้อยู่กับเราไปนานๆ

 หรืออยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

เพราะเรารู้ว่าเราไม่สามารถที่จะไปควบคุมบังคับสิ่งต่างๆ

ให้เป็นไปตามความอยากของเราได้

นี่คือปัญญาที่จะถอนรากของกิเลสตัณหาต่างๆ

คือความหลง ความไม่รู้ความจริงนี้ให้หมดไป

 ผู้ที่ต้องการที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างถาวร

 จำเป็นที่จะต้องเจริญปัญญาเพื่อให้เห็นความจริงของสิ่งต่างๆ

เห็นความจริงของสิ่งต่างๆว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์

 ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ถ้าเห็นอย่างนั้นแล้ว

ก็จะไม่มีความอยาก ให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

ไม่มีความอยากได้มาเป็นสมบัติ เพราะรู้ว่า

ได้มาแล้วในที่สุดก็ต้องสูญเสียไปอยู่ดี

เวลาได้มาก็ดีอกดีใจ แต่เวลาเสียไปก็จะร้องห่มร้องไห้

เศร้าโศกเสียใจ ทุกข์ทรมานใจ นี่คือการใช้ปัญญา

ที่จะใช้ในการถอดถอนกิเลสตัณหาให้หมดไปอย่างถาวร

 เพื่อจะได้ความสงบที่ถาวร ความสงบของสมาธินี้

เป็นความสงบชั่วคราว อาศัยกำลังของสติกดกิเลสเอาไว้

กดตัณหาเอาไว้ พอกำลังของสติอ่อนลงไป

กิเลสตัณหาก็จะดันให้จิตออกมาคิดปรุงเเต่ง

ให้มารับรู้กับเรื่องราวต่างๆ แล้วก็ให้เกิดความอยากต่างๆ ขึ้นมา

ถ้าต้องการที่จะทำลายความอยาก ความโลภต่างๆ

หลังจากออกจากสมาธิมาแล้ว ก็ต้องใช้ปัญญา

พิจารณาไตรลักษณ์อยู่เรื่อยๆ ทั้งในขณะที่ยังไม่เกิดทุกข์

และในขณะที่เกิดทุกข์ ถ้าออกจากสมาธิมาแล้ว

เกิดความอยากขึ้นมา ก็ต้องใช้ปัญญาสอนใจ

ให้เห็นว่าสิ่งที่อยากนั้นเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะว่ามันไม่เที่ยง

ทุกข์เพราะว่ามันไม่ใช่เป็นของเรา

ได้มาแล้วก็จะต้องเสียไปในสักวันหนึ่ง

 ได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็หมดไป ถ้าเห็นอย่างนี้ก็จะระงับความอยากได้

 ถ้าออกจากสมาธิแล้วยังไม่มีความอยาก

 ก็ให้พิจารณาล่วงหน้าไว้ก่อน เผื่อเวลาเกิดความอยาก

จะได้ใช้ปัญญาเข้ามาระงับได้ทันท่วงที

ถ้าไม่หัดพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไว้ล่วงหน้าก่อน

 เวลาเกิดความอยากขึ้นมา อาจจะไม่สามารถผลิตปัญญา

ขึ้นมาไว้ดับความทุกข์ได้ทันท่วงที

ก็อาจจะต้องใช้สติเป็นเครื่องมือช่วย คือกลับเข้าไปในสมาธิก่อน

แต่ถ้าได้มีปัญญาได้ซักซ้อมได้เจริญปัญญาไว้อย่างต่อเนื่อง

พอเวลาเกิดความอยากขึ้นมา เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

ปัญญาจะสามารถเข้ามาทำลายได้ทันทีเลย

 แล้วก็จะสามารถทำลายได้อย่างถาวร

 ความอยากความทุกข์ที่เกิดขึ้นมานี้จะไม่กลับคืนขึ้นมาอีก

 ถ้าได้ถูกปัญญาทำลายไป

จิตของพระอริยะแต่ละขั้นท่านจึงไม่เสื่อม

 การที่จิตจะเสื่อมลงจากที่สูงให้ลงมาสู่ที่ต่ำนี้

 ก็ด้วยอำนาจของตัณหาความอยากนี่เอง

แต่จิตของพระอริยบุคคลทั้ง ๔ ขั้นนี้ท่านจะไม่เสื่อมลงมา

 ก็เพราะว่าจิตของท่านนี้ได้พัฒนาขึ้นไปด้วยการใช้ปัญญา

 ด้วยการทำลายตัณหาความอยากนั่นเอง

 พอตัณหาความอยากขั้นนั้นถูกทำลายไปก็จะไม่มีตัณหา

ที่จะดึงจิตให้ลงมาต่ำ คือจากพระโสดาบันนี้

จะไม่มีวันที่จะกลับลงมาเป็นปุถุชน

และถ้าอยู่ในขั้นของพระสกิทาคามี

ก็จะไม่มีวันที่จะเสื่อมลงมาเป็นพระโสดาบัน

ถ้าเป็นพระอนาคามีก็จะไม่เสื่อมลงมาเป็นพระสกิทาคามี

พระอรหันต์ก็จะไม่เสื่อมลงมาเป็นพระอนาคามี

 เพราะว่าธรรมแต่ละขั้นนี้ที่ได้ก้าวขึ้นไปนี้

ขึ้นไปด้วยการทำลายตัณหาด้วยปัญญา

 เป็นการทำลายอย่างถาวร

เมื่อตัณหาที่จะดึงใจให้ลงต่ำนี้ถูกทำลายไป

จิตก็เลยไม่เสื่อมลงมา ไม่เหมือนกับขั้นของปุถุชน

ขั้นของโลกียะคือขั้นของสมาธิ

 ขั้นของสวรรค์ชั้นต่างๆ นี้ยังเสื่อมลงมาได้

เพราะว่าการขึ้นไปสู่สวรรค์ชั้นเทพ ขั้นพรหมนี้

ไม่ได้ขึ้นไปด้วยปัญญา ขึ้นไปด้วยศีล ด้วยทาน

ด้วยสมาธิ ด้วยสติที่ยังไม่ถาวร

ที่ยังไม่สามารถที่จะทำลายตัณหาได้อย่างถาวร

 เวลาจิตสงบในสมาธิ ก็อยู่บนสวรรค์ชั้นพรหม

พอกำลังของสติอ่อนลงไป กำลังของตัณหามีมากขึ้น

ก็จะดึงจิตให้เสื่อมลงจากสวรรค์ชั้นพรหม ให้ลงมาสู่สวรรค์ชั้นเทพ

แล้วถ้าสติอ่อนกำลังลงไปอีก ตัณหาความอยากก็จะดึงจิต

ให้ลงจากสวรรค์ชั้นเทพ มาสู่ชั้นมนุษย์ต่อไป

เพราะว่าการทำทาน การรักษาศีล การเจริญสมาธิ

 เจริญสติเพื่อทำให้ใจสงบเป็นสมาธินี้ ยังไม่ได้ทำลายตัณหา

 ตัวที่จะฉุดลากให้จิตใจเสื่อมลงมานั่นเอง

แต่ถ้าได้เจริญปัญญาได้กำจัดตัณหาแต่ละขั้นไป

 พอตัณหาขั้นนั้นถูกทำลายไป จิตก็จะไม่เสื่อมลงมาจากขั้นนั้น

พอได้ทำลายตัณหาของพระโสดาบันได้

จิตของพระโสดาบันก็จะไม่เลื่อนลงมาเป็นปุถุชน

เช่นเดียวกับพระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์

เพราะจิตของท่านได้รับการพัฒนาขึ้นไปด้วยปัญญานั่นเอง

 จึงไม่มีวันเสื่อม ถ้าได้แล้วก็จะได้อย่างนั้นไป

 และก็จะพัฒนาสูงขึ้นไปตามลำดับจนถึงขั้นสูงสุด

คือขั้นพระอรหันต์ ขั้นที่ไม่มีตัณหาความอยาก

 หลงเหลืออยู่ภายในใจอีกต่อไป ใจก็จะสะอาดบริสุทธิ์

ใจก็จะสงบ เป็นนิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพานัง ปรมัง สุญญังไปตลอด

ไม่มีวันสิ้นสุด นี่คือผลที่จะได้รับจากการที่เรามาพัฒนาอินทรีย์ ๕

ให้เป็นพละ ๕ ขึ้นมา

ดังนั้นเป้าหมายของการปฏิบัติของเรา

 จึงอยู่ที่การพัฒนาอินทรีย์ทั้ง ๕ นี้คือพัฒนาศรัทธา พัฒนาวิริยะ

พัฒนาสติ พัฒนาสมาธิและพัฒนาปัญญาให้เป็นพละ ๕ ขึ้นมา

ถ้าเป็นพละ ๕ แล้วก็จะสามารถที่จะทำลายตัณหา

ความอยากต่างๆ ที่เป็นตัวฉุดลากให้จิตต้องเสื่อมลงมา

และฉุดลากให้จิตต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ไม่มีวันสิ้นสุด

 พอมีพละ ๕ แล้วก็จะได้มรรค ผล นิพพาน เหมือนกับพระพุทธเจ้า

และพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้รับอย่างแน่นอน

ดังนั้นขอให้พวกเราจงทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการพัฒนาอินทรีย์ทั้ง ๕ นี้

 ให้กลายเป็นพละ ๕ ขึ้นมาให้ได้ แล้วเราจะได้บรรลุ

มรรค ผล นิพพานกัน ได้หลุดพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตายกัน

จะได้ไม่ต้องมาแก่ มาเจ็บ มาตาย อย่างไม่มีสิ้นสุดอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๘

“พัฒนาอินทรีย์ ๕ ให้เป็นพละ ๕”












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 มกราคม 2559
Last Update : 14 มกราคม 2559 13:31:53 น.
Counter : 300 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....