Group Blog
All Blog
### เชื้อโรคของจิตใจ ###
















“เชื้อโรคของจิตใจ”

 

......................


การศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ

 การฟังเทศน์ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์เป็นเรื่องสำคัญ

เวลาฟังก็ต้องฟังด้วยความตั้งใจ อย่าไปคิดเรื่องอื่น

เวลาฟังก็ฟัง ถ้าพิจารณาตามได้ก็พิจารณาไป

 ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจก็ผ่านไปก่อน เพราะบางสิ่งบางอย่าง

เราอาจจะยังไปไม่ถึง ก็ไม่เป็นไร

เพราะว่าการฟังเทศน์ฟังธรรม เราไม่ได้ฟังหนเดียว

ก็ฟังไปเรื่อยๆ อันไหนที่เราเข้าใจ ที่สามารถนำเอาไปปฏิบัติได้

 ก็ควรจะเริ่มปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติ ต่อให้ธรรมะดีวิเศษขนาดไหน

 มันก็ยังเป็นธรรมะที่อยู่นอกใจอยู่ ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ในใจ

 มันจะเข้าไปอยู่ในใจก็ต่อเมื่อเรานำเอาไปปฏิบัติ

เอาไปตัด เอาไปลด เอาไปละ อันไหนไม่จำเป็นก็เลิกมันเสีย

 เลิกใช้มันเสีย ที่ไหนไม่จำเป็นจะต้องไปก็ไม่ต้องไป

พยายามอย่าไปอาศัยอะไรภายนอกมากถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ

หัดพึ่งตัวเราเอง เรามีอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด

ไปนั่งนับดูซิว่ามียากี่ชนิด ยาหม่อง ยาทา ยากิน

แล้วของเสริมสวยอีก เต็มไปหมด

เวลาไปไหนที ถ้าต้องเอาของเหล่านี้ไป มันคงเต็มกระเป๋าใบใหญ่ๆ

เราไม่ไปแบบพระธุดงค์ ท่านมีบาตรใบเดียว ผ้า ๓ ผืน

ที่กรองน้ำ ใบมีดโกน เข็มกับด้าย ประคดเอว แค่นี้ก็พอแล้ว

 กลดอันหนึ่ง กลดกับมุ้งสำหรับเวลานอนอยู่ในป่า แค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว

 ไม่ต้องมีอะไรมากมาย เราไม่พิจารณากัน

เวลาคนนั้นบอกว่าดีก็เอาๆตามเขา พอใช้แล้วมันก็ติด

ใช้เพื่อความมั่นใจมากกว่า

สมมุติว่าเราเป็นแผล ถ้าเคยทายา เราก็ต้องมียาติดตัวอยู่ตลอดเวลา

พอมีแผลเราก็ต้องทามัน แต่ถ้าไม่เคยใช้ยามาก่อน ไม่มียา

 เราก็ปล่อยให้มันหายเอง มันก็หายได้ ช้าหน่อยแต่มันก็หายได้

 แต่มันสบายใจกว่าเยอะ ไม่ต้องวุ่นวายใจ

 ยาหม่องยาทาเราไม่เคยทาเลย เป็นแผลก็ปล่อยให้มันเป็น

เดี๋ยวมันก็หาย ปวดหัวตัวร้อนไม่ต้องกินยาแก้ปวด

ไม่เคยปวดด้วยซ้ำไป ไม่ปวดหัว เวลาเป็นไข้ก็เป็น แต่ไม่ปวดหัว

 อาจจะปวดตามร่างกายบ้าง เช่นเป็นไข้หวัดใหญ่ก็ไม่ต้องกินยา

ก็ทนเอา เดี๋ยวมันก็หายเอง เพราะใจมันเคยผ่านความทุกข์มาแล้ว

 ในเรื่องความเจ็บปวดทางร่างกายนี้ มันก็เท่านั้นแหละ

 เวลานั่งสมาธิไปนานๆ มันเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัว

 แล้วใจมันก็วางเฉยได้ ต่อไปมันก็ไม่วุ่นวาย

กับอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทางร่างกาย นี่เป็นการฝึกจิต

เพราะจิตมันไม่ใช่กาย กายมันเป็นอะไร

จิตไปหลงไปคิดว่ามันเป็นด้วยเท่านั้นเอง

 ความจริงไม่ได้เป็น ทำตามเขา เหมือนกับในนิทานสมัยพุทธกาล

มีคนเลี้ยงม้าเป็นคนขาเป๋ เดินก็เดินแบบคนขาเป๋เดิน

ม้ามันก็เดินขาเป๋ตามคน ม้ามันไม่ขาเป๋

แต่เห็นคนเลี้ยงเดิน มันก็เดินตามอย่างนั้น

จิตเราก็แบบเดียวกัน ไม่ได้เป็นอะไรเลย

แต่พอร่างกายเป็นอะไร มันก็วุ่นวายไปกับร่างกาย

บางทีวุ่นวายมากกว่าร่างกายอีก ร่างกายมันไม่รู้เรื่องอะไร

มันไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร เป็นมะเร็ง มันก็ไม่รู้ว่ามันเป็น

 เป็นความดัน มันก็ไม่รู้ว่ามันเป็น แต่ไอ้ตัวรู้นี่มันไปวุ่นวาย

ตัวรู้ก็คือใจ เพราะไม่มีธรรมะ

ไม่เข้าใจว่ารักษาอย่างไรมันก็ไม่หายหรอก

รักษาหายวันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้มันกลับมาใหม่

 มันเป็นเรื่องตายตัวอยู่แล้ว

สูตรตายตัวก็คือเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันอยู่ในนั้นหมดแล้ว

 จะรักษาให้ดีขนาดไหน หมอวิเศษขนาดไหน มันก็หนีไม่พ้น

 ขนาดหมอเองยังตายเลย รักษาอย่างไรก็ยังต้องตาย

 หมอก็ยังต้องตายเหมือนกัน เราต้องดูความจริง

 แต่เราไม่ค่อยดูกัน พอเป็นอะไรปั๊บ ก็เป็นเหมือนกับกระต่ายตื่นตูม

 ไม่สบายๆ หาหมอๆ หายาๆ แทนที่จะดูว่ามันเป็นอย่างไร

 โรคมันก็มีอยู่ ๓ ชนิด โรคที่เป็นแล้วหายเอง

ไม่ต้องทำอะไรก็หายเองได้ โรคที่เป็นแล้วต้องรักษา

 และโรคที่เป็นแล้วรักษาก็ไม่หาย ไม่รักษาก็ไม่หาย

มีแต่จะตายอย่างเดียว มันก็มีอยู่ ๓ โรคเท่านั้นเอง

 พวกเราก็เป็นหมอกันได้นี่ รู้แค่นี้ก็พอแล้ว

 รักษาร่างกายเราได้แล้ว ร่างกายก็มีแค่นี้ แต่ใจเราซิมันไม่ตาย

 มันไม่เป็นอะไรสักหน่อย มันไม่มีโรคอะไรสักหน่อย

แต่มันถูกโรคของความโลภโกรธหลง มาสร้างความทุกข์ใจ

 สร้างโรคทางด้านจิตใจ จึงกลายเป็นคนประสาทไปก็มี

 ความเครียดนี้อยู่ในใจ ที่ไปเครียดกับเรื่องของร่างกาย

 บางคนกลัวแก่อย่างนี้ พอจะแก่ขึ้นมานี้รับไม่ได้

บางคนกลัวความเจ็บไข้ได้ป่วย พอคิด พอพูดถึงคำว่ามะเร็ง

พูดถึงโรคหัวใจก็จะเครียดมาก แต่ไม่รู้ว่ามันต้องเป็นด้วยกันทุกคน

 ต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นเหมือนกัน

 เพราะร่างกายของคนเราทุกคนเหมือนกันหมด

ต่างกันตรงที่จิตใจเท่านั้นเอง

จิตใจของพระพุทธเจ้า ของพระสาวกนี้ ท่านหายแล้ว

 ไม่มีเชื้อโรคคือกิเลสไปสร้างความทุกข์ สร้างความวุ่นวายใจ

 จิตใจเป็นปกตินิ่งเฉย สงบไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 เพราะไม่ได้มองว่าร่างกายนี้เป็นใจ ไม่เป็นตัวเป็นตน

 มันก็เป็นเหมือนขวดน้ำที่ตั้งอยู่นี่

มันเป็นอะไรก็ปล่อยมันเป็นไปตามความเป็นจริงของมัน

นี่คือสิ่งที่เราจะได้รับจากธรรมะ คือสามารถปลดเปลื้องจิตของเรา

ให้พ้นจากความมืดบอด พ้นจากความหลงทั้งหลายได้

ทำให้เราอยู่ได้อย่างสุข อย่างสบาย โดยที่ไม่มีอะไรเลย

ดีกว่าอยู่กับข้าวของอะไรเต็มไปหมด แต่ใจวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา

เครียดอยู่ตลอดเวลา อยู่ลำพังไม่เป็น อยู่คนเดียวไม่ได้

 อยู่คนเดียวก็ต้องเปิดไอ้นั่นดู เปิดไอ้นี่ฟัง

พอเบื่อก็ต้องโทรฯหาคนนั้นหาคนนี้ เบื่อจากโทรฯก็ต้องไปเจอตัว

ไปเจอตัวก็เบื่อ ต้องไปหาคนอื่นต่อ มันเบื่อทั้งนั้นแหละ

ไม่ว่าอะไรในโลกนี้ เป็นของน่าเบื่อทั้งนั้น

 เพียงแต่ว่านานๆเจอกันทีหนึ่งมันลืมไป

แต่พอไปเจอกันปั๊บ คุยกันปั๊บ เดี๋ยวเรื่องเก่าๆ นิสัยเก่าๆก็โผล่ออกมา

ก็เบื่อกัน ไปดีกว่า ไปหาคนไหนมันก็เหมือนกันหมด

ของน่าเบื่อทั้งนั้น สู้อยู่กับกัลยาณมิตร คือธรรมะในใจเราไม่ได้

ไม่น่าเบื่อ มีธรรมะอยู่ในใจแล้ว มีเพื่อนที่ดี

เพื่อนที่คอยสอนเราไม่ให้ดิ้นรนกับอะไร.

....................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร

 












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2558 11:10:53 น.
Counter : 543 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....