Group Blog
All Blog
### วิสัยแห่งปราชญ์ ###





















เรื่องเล่าเช้าวันพระ: วิสัยแห่งปราชญ์
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)
พระไพศาล วิสาโล เขียนเล่าเรื่อง

 

......................


“พูดเล่นไม่มี พูดดีไม่เป็น”

คนในแวดวงพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์สมัยรัชกาลที่ ๗

ย่อมเข้าใจดีว่าประโยคดังกล่าวหมายถึงอะไร

 ข้อความแรกนั้นหมายถึงอุปนิสัยของ “สมเด็จ ฯ วัดเทพศิรินทร์”

หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)

 ซึ่งภายหลังได้เป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม

และบัญชาการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระสังฆราชเจ้า

ส่วนข้อความหลังหมายถึงอุปนิสัยของ“สมเด็จ ฯ วัดบวร”

หรือสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์

ซึ่งต่อมาได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

สมเด็จ ฯ วัดบวรนั้นทรงเป็นคนตรง พูดจาโผงผาง

ส่วนสมเด็จ ฯ วัดเทพศิรินทร์นั้น เป็นคนสุภาพเรียบร้อย

พูดจานุ่มนวล แม้อุปนิสัยจะแตกต่างกัน

 แต่ต่างก็เคารพและนับถือซึ่งกันและกัน

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ)

ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ผู้รอบรู้ทางพุทธศาสนา

 ท่านแสดงความปรีชาตั้งแต่เยาว์วัย

เมื่อท่านจากบ้านเกิดคือชลบุรีเข้ามาเรียนปริยัติธรรมในกรุงเทพ ฯ

ก็สอบไล่ภาษาบาลีในมหามกุฎราชวิทยาลัยได้ที่ ๑ ทุกปี

จนสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

 ซึ่งเวลานั้นเป็นพระอาจารย์ ถึงกับออกพระโอษฐ์รับสั่งว่า

ท่านเป็นเสมือน “ช้างเผือก”ที่ถูกส่งมาถวายท่าน

 น่าแปลกก็ตรงที่ปีที่ท่านเกิดนั้นโยมมารดาฝันว่า

มีผู้นำช้างเผือกมาให้

และเมื่อท่านถูกส่งมาเรียนในสำนักวัดราชบพิธ

 เช้าวันนั้นอาจารย์ของท่านคือ

 พระครูวินัยธร (ฉาย)ก็ฝันว่ามีผู้นำช้างเผือกมาให้เช่นกัน

นอกจากมีความรอบรู้ในทางพระธรรมวินัยแล้ว

ท่านยังมีความสามารถในการบริหาร

จนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า

กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งบัญชาการการศึกษาในหัวเมือง

 แต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการศึกษามณฑลปราจีนบุรี

และเป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ตั้งแต่อายุ ๒๗ ปี

 โดยเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระอมราภิกรักขิต

 และได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นลำดับ

จนได้เป็นที่สมเด็จ ฯ พระพุทธโฆษาจารย์เมื่ออายุเพียง ๕๖ ปี

ท่านเปรียบเสมือนมือขวาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า

 กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นที่ปรึกษาทางด้านวิทยาการ

 และด้านการปกครองคณะสงฆ์ และเมื่อจวนจะสิ้นพระชนม์

ก็ยังโปรดให้ท่าน ซึ่งตอนนั้นมีสมณศักดิ์ที่พระธรรมไตรโลกาจารย์

 เข้าเฝ้าถวายธรรมเป็นครั้งสุดท้าย

ท่านเป็นผู้ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก รวมทั้งข้อวัตรอื่น ๆ

 เช่น สวดมนต์ไหว้พระประจำวันทุกเช้าเย็น ไม่ขาดถ้าไม่จำเป็น

 ยิ่งการฟังปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือนด้วยแล้ว

ตั้งแต่อุปสมบทจนถึงวันมรณภาพ ท่านขาดเพียง ๒ครั้ง

แม้อาพาธหนักไม่สามารถจะลุกนั่งหรือพลิกตัวเองได้แล้ว

ท่านก็ยังอยากลงฟังปาฏิโมกข์ให้ได้แต่ก็สุดวิสัยที่จะทำได้

ในด้านความสุภาพอ่อนน้อมไม่ถือตัวของท่านเป็นที่เลื่องลือมาก

 คราวหนึ่งท่านได้เดินทางไปเยี่ยมท่านพุทธทาสภิกขุถึงสวนโมกข์

 ซึ่งตอนนั้นยังอยู่ที่พุมเรียง ไม่ได้ย้ายมายังที่ตั้งในปัจจุบัน

เวลานั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการคณะสงฆ์

แทนสมเด็จพระสังฆราชเจ้า

ขณะที่ท่านพุทธทาสเป็นพระหนุ่มอายุเพียง ๓๑ ปีเท่านั้น

 สวนโมกข์ก็เพิ่งตั้งมาได้ ๕ ปี

แต่กิตติศัพท์และความสามารถของท่านพุทธทาส

อยู่ในความรับรู้ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์โดยตลอด

 การเยือนสวนโมกข์ของท่านคราวนั้น

เป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน

รวมทั้งท่านพุทธทาส ท่านพุทธทาสถึงกับกล่าวว่า

“ท่านใช้เกียรติอันสูงสุดของท่านเป็นเดิมพัน

เสี่ยงไปเยี่ยมพวกเรา ซึ่งในขณะนั้นกำลังถูกคนส่วนใหญ่

หาว่าแหวกแนว หรืออุตริวิตถาร หรือถึงกับว่า

หาว่าสถานที่นี้เป็นที่เก็บพวกพระซึ่งเป็นบ้าก็ยังมี”

ทั้ง ๆที่ท่านอายุมากแล้วอีกทั้งเดินไม่สะดวก

 เพราะเท้าพิการข้างหนึ่ง

 แต่ท่านก็เดินเท้าจากสถานีรถไฟไปยังพุมเรียง

เป็นระยะทาง ๖ กิโลเมตร โดยไม่ยอมนั่งรถสามล้อถีบ

 ท่านให้เหตุผลว่าพระวินัยไม่อนุญาตให้ภิกษุที่ไม่เจ็บไข้

 นั่งรถที่ลากด้วยสิ่งมีชีวิตไม่ว่าสัตว์หรือคน

 ระหว่างที่เดินไปพุมเรียน

ท่านเรียกให้ท่านพุทธทาสมาเดินติดกันเพื่อสนทนากันได้สะดวก

 หลายเรื่องที่ท่านปรารภนั้นน่าสนใจมาก เช่น

 “อรรถเล้นลับของวินัยบางข้อ” รวมทั้งแนะนำให้ท่านรู้จัก

วิธีถือย่ามเพื่อไม่ให้เหงื่อจากแขนเปื้อนด้านในของย่ามซึ่งซักยาก

เมื่อถึงสวนโมกข์ ท่านก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตที่เรียบง่ายแบบป่า ๆ

 ของสวนโมกข์ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่า การสรงน้ำ

 หรือการถ่ายทุกข์ ตกค่ำท่านก็จำวัดบนเตียง

ที่ท่านพุทธทาสเตียงใช้นอนประจำ และจัดว่าดีที่สุดของสวนโมกข์

นั่นคือ “หิ้งติดกับฝาในกระท่อมแบบสวนโมกข์ ที่ทำขึ้น

ล้วนแต่ขนาดสำหรับคนคนเดียว”

รุ่งเช้าเมื่อถึงเวลาฉัน มีชาวบ้านจำนวนมากมายนำอาหารมาเลี้ยงพระ

 ท่านพุทธทาสเล่าถึงบรรยากาศตอนนั้นว่า

 “ สังเกตดูทุกคนต้องการจะได้โอกาสประเคนท่านด้วยกันทั้งนั้น

ท่านสังเกตเห็นอาการอันนี้และยินดีรับสนองความต้องการ

 จึงเรียกให้เข้ามาประเคนท่านโดยตรง

 ทุกคนดูยิ้มแย้มเบิกบานด้วยกันทั้งนั้น

 แต่ท่านต้องรับประเคนร่วมร้อยครั้งทั้งสำรับและสายปิ่นโต

ข้าพเจ้าขอร้องให้บางคนงดเสีย เพราะเห็นมากเกินไป

และรู้สึกเมื่อยมือแทนท่าน แต่ท่านเรียกให้เข้าไปจนได้

เป็นอันว่าท่านยอมเหนื่อย "เพื่อให้เขาสบายใจ"

ซึ่งท่านได้บอกยืนยันกับข้าพเจ้าในตอนหลังว่า นั่นเป็นสิ่งที่ควรทำ”

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทั้งสองท่านก็ได้มีการติดต่อกัน

อีกหลายครั้ง โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ให้ความเป็นกันเอง

แก่ท่านพุทธทาสอย่างมาก

จนท่านพุทธทาสได้กล่าวในภายหลังว่า

 “ท่านอยู่ในฐานะสูงสุด แต่ท่านแสดงออกมาคล้ายกะว่า

 อยู่ในฐานะที่ไล่เลี่ยกัน อันเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าถึงกับสะดุ้ง

ได้อีกเรื่องหนึ่ง ในหลายๆ เรื่อง

” มีคราวหนึ่งท่านพูดถึงการสอนอนัตตา

ของท่านพุทธทาสภิกขุว่า

 "แหม เอากันถึงขนาดนั้นเทียวนะ"

สีหน้ายิ้มแย้มของท่านขณะที่พูดทำให้ท่านพุทธทาส

ถึงกับ “ตัวลอย” เพราะรู้ว่านี้ไม่ใช่คำต่อว่าอย่างแน่นอน

 บางเรื่องท่านก็พูดว่า "เรื่องนี้ฉันอยากให้เธอเอาไปพูดต่อ

 เพราะเชื่อว่าเธอจะพูดได้ผลดีกว่าฉัน"

ปราชญ์ย่อมเข้าใจปราชญ์ด้วยกัน นี้คงเป็นเหตุผลหนึ่ง

ที่ท่านพุทธทาสสามารถเผยแพร่พุทธธรรม

ด้วยวิธีการที่แหวกแนวได้อย่างอิสระ

 โดยไม่ถูกคณะสงฆ์ขัดขวาง

หรือเอาผิด ทั้ง ๆ ที่มติของท่านหลายอย่าง

สวนทางกับคำสอนที่แพร่หลายในเวลานั้น

อุปนิสัยที่โดดเด่นของท่านอีกอย่าง คือ ความอดกลั้น

 และความสงบเสงี่ยม กล่าวแต่คำสุภาพ ไม่เคยพูดคำหยาบ

 หรือเสียดสีกระทบกระทั่งใคร ท่านเคยปรารภเป็นเชิงสอนว่า

 “คนเรานั้นมีอาวุธพิเศษสำหรับป้องกันตัวอย่างหนึ่งคือนิ่ง

 ไม่ต่อปากต่อคำ ต่อความยาวสาวความยืด

อันเป็นเหตุให้เรื่องนั้น ๆ ไม่สุดสิ้น”

ปฏิปทานี้ท่านถือมาโดยตลอด จึงเป็นที่รักและเคารพ

ของของผู้คนทั้งพระและฆราวาส ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

คณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติปี ๒๔๘๔

ท่านได้ดำรงตำแหน่งสังฆนายก

 บริหารการคณะสงฆ์ได้อย่างเรียบร้อยและราบรื่น

แม้ครบวาระแล้ว ท่านก็ยังได้รับแต่งตั้ง

ให้ดำรงตำแหน่งสังฆนายกอีกวาระ

จนมรณภาพในตำแหน่งในปี ๒๔๙๔













ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 12 ตุลาคม 2558
Last Update : 12 ตุลาคม 2558 11:19:54 น.
Counter : 713 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....