Group Blog
All Blog
### สติเป็นเหตุ ###
















“สติเป็นเหตุ”

การปฏิบัติของเราจึงต้องมาเริ่มต้นที่การเจริญสตินี้

 เพราะการเจริญสตินี้จะเป็นเหตุ ที่จะทำให้ใจเป็นสมาธิ

เป็นอุเบกขาได้ ถ้าไม่มีสติแล้วก็จะไม่มีสมาธิไม่มีอุเบกขา

 เพราะสตินี้จะเป็นผู้ที่จะดึงใจให้เข้าสู่ความสงบ

 ให้เข้าสู่การยุติของการปรุงแต่ง

ถ้ามีการปรุงแต่งมันก็จะมีความอยากตามมา

 ถ้าไม่มีการปรุงแต่ง ความอยากมันก็จะไม่มี

พอไม่มีความอยากใจก็จะเป็นอุเบกขาได้

ดังนั้นถ้าเรายังไม่มีอุเบกขาไม่มีสมาธิ อย่าไปฟังคนอื่น

ที่บอกว่าไม่ต้องเจริญสมาธิ ถ้าไปเชื่อเขาก็หลงทาง

 แทนที่จะไปนิพพานก็จะไปสู่การเวียนว่ายตายเกิดต่อไป

เพราะจะไม่สามารถที่จะหยุดตัณหาความอยากได้

ไม่สามารถถอดถอนอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆได้

 แล้วก็จะต้องทุกข์กับการสูญเสีย

กับการพลัดพรากจากสิ่งต่างๆไป

ดังนั้นเราต้องมาสร้างสติกันให้ได้ก่อน

เพราะถ้าไม่มีสติเวลานั่งสมาธิ ใจก็จะไม่สงบ

 ใจก็จะคิดปรุงแต่งไปเรื่อยๆ ถ้ามีความคิดปรุงแต่งไปเรื่อยๆ

ความสงบก็จะไม่เกิดขึ้น

 ความสงบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความคิดปรุงแต่งได้ถูกระงับไป

 ถึงแม้ว่าจะเป็นการระงับชั่วคราวก็ตาม

แต่ก็พอกับประโยชน์ที่เราต้องการ คือเราต้องการอุเบกขา

ที่เกิดจากการระงับความคิดปรุงแต่ง

 ความคิดปรุงแต่งนี้เราไม่สามารถจะระงับมันได้อย่างถาวร

 พอเราออกจากสมาธิมา ความคิดปรุงแต่งมันก็กลับมาใหม่

แต่ถ้าเรามีอุเบกขาแล้ว มันจะคิดไปในทางไหน

ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะมันจะไม่ทำให้ใจของเราวุ่นวาย

เหมือนกับตอนที่เราไม่มีอุเบกขา

เวลาเราไม่มีอุเบกขาคิดไปทางนู้นก็ทุกข์ คิดมาทางนี้ก็ทุกข์

 แต่ถ้ามีอุเบกขาแล้วคิดไปทางไหนก็เฉยไม่เดือดร้อน

ดังนั้นเราต้องพยายามเจริญสติกันให้ได้

วิธีเจริญสติในตำรา ท่านก็แสดงไว้ถึง ๔๐ วิธีด้วยกัน

 ที่เรียกว่ากรรมฐาน ๔๐ ลองไปศึกษาดูลองเลือกใช้ดู

 ไปเปิดเมนูดูเหมือนกับเมนูอาหาร

เวลาไปร้านอาหารนี้ต้องไปเปิดเมนูดูก่อน

อยากจะกินอาหารชนิดไหน กรรมฐาน ๔๐ นี้ก็เป็นเหมือนเมนู

 เพราะว่าจริตของคนแต่ละคนนี้ไม่เหมือนกัน

ท่านแบ่งไว้อยู่ ๖ จริตด้วยกัน มีพุทธิจริต มีโมหจริต โทสะจริต

 ราคจริต วิตกจริต แล้วก็ศรัทธาจริต

จริตของแต่ละคนนี้ก็จะชอบกรรมฐานชนิดต่างๆไม่เหมือนกัน

 เช่น ศรัทธาจริตก็จะชอบพวกอนุสสติ เช่นพุทธานุสติ

 ธัมมานุสติ สังฆานุสติ พวกที่เป็นพุทธิจริตก็ชอบของจริง

เช่นอสุภะ มรณานุสติ ชอบดูของจริง

เหมือนคนที่ชอบดูหนังตลกบ้าง

บางคนก็ชอบดูหนังเศร้าโศกบ้าง

 บางคนก็ชอบดูหนังตื่นเต้นบ้าง หนังผีอย่างนี้

 นี่ก็จริตของคนเหมือนกัน

ฉันใดเวลาเราดูกรรมฐานก็เหมือนดูหนังดีๆนี่เอง

 เราก็จะเลือกดูช่องที่เราชอบดูกัน

ถ้าเราเป็นพวกศรัทธาจริตเราก็จะชอบพุทธานุสติ

บริกรรมพุทโธๆ หรือจะเจริญบทพุทธคุณก็ได้

อิติปิโส อรหังสัมมา ไป สวดไปใจก็จะเย็นก็จะสบาย

ใจก็จะไม่คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้

 แต่จริตของเราบางทีมันก็ไม่มีอย่างใดอย่างหนึ่ง

 มันเปลี่ยนได้ บางเวลาก็เป็นศรัทธาจริต

บางเวลาก็เป็นราคจริตขึ้นมาก็ได้

เช่นบางเวลาก็มีความใคร่มีราคะชอบเสพกาม

 เราก็ต้องใช้อสุภกรรมฐานมาระงับ

กรรมฐานนี้ก็เป็นเหมือนยาที่จะรักษาใจให้มันหายฟุ้งซ่าน

ถ้าเกิดโทสจริต ท่านก็ให้ใช้เมตตาภาวนา

พรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

อันนี้ก็อยู่ในกรรมฐาน ๔๐

 ซากศพ ๑๐ ประการนี้ ก็สำหรับคนที่ชอบของจริง

 พุทธิจริตอยากจะรู้ว่าอนาคตของร่างกายนี้จะเป็นอย่างไร

ท่านก็ให้ไปเยี่ยมป่าช้า ไปดูศพที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้า

ที่มีลักษณะต่างๆกัน ให้ศึกษาถึงความจริงของร่างกาย

ที่เรายึดติดอยู่นี้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร

 เพื่อเราจะได้ปล่อยวางมันได้นั่นเอง

เพื่อที่เราจะได้ทำใจให้เป็นอุเบกขาได้

ดังนั้นกรรมฐานนี้มีอยู่ทั้ง ๔๐ ชนิด

อนุสสตินี้ก็มีอยู่ ๑๐ ข้อด้วยกัน เช่นพุทธานุสติ ธัมมานุสติ

 สังฆานุสติ มรณานุสติ เทวานุสติ อานาปานสติ

 อันนี้อยู่ในกลุ่มของอนุสสติ อสุภะ ๑๐ นี้ หรืออาการ ๓๒

 ศึกษาดูให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่มีตัวตน ก็ให้ดูอาการ ๓๒ ไป

 พิจารณาอาการ ๓๒ แยกออกมาเป็นชิ้นๆเป็นส่วนๆ

แล้วก็จะเห็นว่าไม่มีชิ้นไหนที่ว่าเป็นตัวเป็นตนเลย

 มีแต่ผม มีแต่ขน มีแต่เล็บ มีแต่ฟัน มีแต่หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก

 มีเยื่อในกระดูก มีม้าม มีหัวใจ มีตับ มีผังผืด มีปอด มีลำไส้

ลำไส้น้อย ลำไส้ใหญ่ มีอาหารเก่า อาหารใหม่ อยู่ในลำไส้

อาหารที่กินมาวันนี้ก็เรียกว่าอาหารใหม่

อาหารที่กินไปแล้วเมื่อวันก่อนก็เป็นอาหารเก่า

แล้วในกระโหลกศีรษะ ก็มีเยื่อมีสมองอยู่ในกระโหลกศีรษะ

 แล้วในทั้งร่างกายนี้ก็มีน้ำชนิดต่างๆ น้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำดี

 น้ำเสลด น้ำอะไรต่างๆเต็มไปหมด

 ไม่มีตรงไหนที่บอกว่าเป็นของเราเป็นตัวเราเลย

ถ้าเราแยกแยะออกมาดูอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 ใจก็จะสงบเป็นอุเบกขา

แล้วก็จะเกิดปัญญา จะสามารถทำให้เราถอดถอน อุปาทาน

ความหลงความยึดติดในร่างกาย ว่าเป็นตัวเราของเราได้

กรรมฐาน ๔๐ นี้ บางชนิดก็เป็นอารมณ์ของสมถะเพียงอย่างเดียว

กรรมฐานบางชนิดก็เป็นอารมณ์ทั้งสมถะและวิปัสสนา

คือเป็นทั้งสมาธิเป็นทั้งปัญญา เช่นการพิจารณาอาการ ๓๒

พิจารณาซากศพ ๑๐ ชนิด พิจารณาความตาย

อันนี้จะเรียกว่าเป็นทั้งสมถะและเป็นทั้งวิปัสสนา

เพราะจะทำให้ใจสงบเป็นอุเบกขาได้ และถอดถอนอุปาทาน

ความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายได้ไปพร้อมๆกันเลย

อย่างนี้เขาเรียกว่าปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้าอยากจะใช้ปัญญาอบรมสมาธิมันต้องใช้แบบนี้

 ใช้ดูอาการ ๓๒ แยกแยะอาการต่างๆออกมาให้เห็นชัด

ว่าไม่มีตัวไม่มีตน หรือพิจารณาดูซากศพ ๑๐ ชนิดด้วยกัน

ว่าร่างกายนี้เมื่อตายไปแล้ว ในที่สุดจะเป็นอย่างไร

ในช่วงนี้ชาวจีนจะต้องไปเยี่ยมป่าช้ากัน

น่าจะให้เขาขุดเปิดให้ดูปู่ย่าตายายว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว

อยู่ขั้นไหนแล้ว ศพอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ มีศพ ๑๐ ลำดับด้วยกัน

ตายใหม่ตายเก่า กำลังพองกำลังขึ้นอืด หรือว่าเน่าเปื่อยผุไปแล้ว

อันนี้แหละเรียกว่าไปเยี่ยมป่าช้ากัน

ถ้าอยากจะไปเยี่ยมป่าช้าแบบได้ปัญญาได้ประโยชน์

ก็ต้องให้เขาเปิดหลุมศพ ให้ดูศพที่นอนอยู่ในนั้น

ไปถึงก็ไม่ได้เห็นอะไร เห็นแต่ดินเห็นแต่สิ่งที่เขาปลูกสร้าง

ทับโรงศพไว้ เห็นแต่ป้ายเห็นแต่ชื่อเท่านั้นเอง

ไม่ได้ประโยชน์อะไร ถ้าอยากจะได้ประโยชน์

ต้องบอกให้เขาช่วยเปิดป่าช้า ให้ดูหน่อย

มันจะได้เกิดปัญญาขึ้นมา มันจะได้ปลงได้

ละอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายนี้

ได้ว่าเป็นตัวเราของเรา

แล้วก็จะทำให้เห็นความจริง คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสว่า

 สัพเพ ธัมมา อนัตตา ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย

มีใจเท่านั้นที่เป็นตัวเราเป็นของเรา ที่ไปกับเรา

หลังจากที่เราต้องเสียร่างกายนี้ไปแล้ว

แต่เราจะเอาอะไรไปกับใจเท่านั้น

จะเอาความสุขไป หรือจะเอาความทุกข์ไป

ถ้าเราไม่เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาสอนใจให้ปล่อยวาง

 เราก็จะไปแบบเอาความทุกข์ไป

เพราะเวลาไปนี้จะโกลาหลระส่ำระสาย ทั้งคนอยู่ทั้งคนจะไป

 ร้องห่มร้องไห้กันเป็นใหญ่เป็นโตไปหมด

ร้องอย่างไรมันก็ไม่สามารถที่จะไประงับยับยั้ง

ความแยกจากกันได้

แต่ถ้ามีธรรมะ คือมีสัพเพ ธัมมา อนัตตา มาสอนใจ

ก็จะแยกกันแบบสงบ แยกกันแบบสบายไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน

 แยกแบบไปแบบไม่ต้องกลับมาร้องห่มร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 ถ้ารู้ว่าทุกอย่างเป็น สัพเพ ธัมมา อนัตตา

ต่อไปก็จะไม่กลับมาอยากจะได้อะไร

 เพราะรู้ว่าไม่ได้เป็นของเรา ได้มาแล้วก็ต้องหมดไปอยู่ดี

อันนี้คือเรื่องของการสร้างอุเบกขาขึ้นมา

โดยใช้กรรมฐาน ๔๐ ชนิด

 ควรจะไปศึกษาหาดูเอาว่าวิธีไหนที่จะเป็นวิธีที่จะเหมาะกับเรา

การปฏิบัติมันก็อาจจะมีการเปลี่ยนบ้างก็ได้

 เช่นบางเวลาเราก็จะเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของร่างกายเราก็ได้

 เช่นคอยจดจ่ออยู่กับการทำงานของร่างกาย ไม่ว่ากำลังจะทำอะไร

 กำลังเดินกำลังยืน กำลังนอนกำลังนั่ง หรือกำลังรับประทานอาหาร

 กำลังอาบน้ำอาบท่า แต่งเนื้อแต่งตัว

ก็ให้ใจเฝ้าผูกติดอยู่กับการทำงานของร่างกาย

อย่าปล่อยให้ใจไปอยู่ที่อื่น เช่นบางทีเราทำอะไรอยู่

 แต่ใจเราไปถึงกรุงเทพฯแล้ว แต่ร่างกายเรายังอยู่ที่นี่อยู่

 บางทีนี่กำลังนั่งฟังเทศน์อยู่นี่ บางทีใจไปแล้ว

เดี๋ยวออกจากที่นี่จะไปไหนต่อ จะไปหม่ำที่ไหนกันดีต่อ

คิดไปแล้ว อย่างนี้เรียกว่าไม่มีสติแล้ว

ถ้ามีสติก็ต้องอยู่กับปัจจุบัน ตอนนี้กำลังฟังเทศน์ฟังธรรม

ก็ให้อยู่กับการฟังเทศน์ฟังธรรม

 แล้วก็จะได้รับประโยชน์จากการฟังธรรม

 เพราะจะได้รู้รับเรื่องราวต่างๆที่เข้ามาในหู

 ถ้าใจมัวไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

เรื่องที่ได้ยิน ธรรมที่ได้แสดงที่เข้ามาในหู

มันจะเข้ามาในใจไม่ได้ เพราะมันมีเรื่องอื่นคอยดันเอาไว้

 คอยกันไม่ให้เข้ามา มันก็เลยต้องเข้าหูซ้ายแล้วก็ออกหูขวาไป

ฟังมาตั้งนานก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ฟังไม่รู้เรื่อง

 แล้วก็มาบ่นว่าคนเทศน์นี้เทศน์อะไรไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่องเลย

 เพราะว่าตัวเองไม่ตั้งใจฟัง

ตัวเองมัวแต่คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่มีสติ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

กัณฑ์ที่ ๔๗๕ ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๗

“คำสอนที่ลึกซึ้งมาก”











ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2559 11:37:59 น.
Counter : 483 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....