Group Blog
All Blog
### วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง) ###












กราบพระ เที่ยวชมวัดประจำรัชกาล ประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติมาช้านาน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง ของชุมชน ในการประกอบพิธีการทางศาสนา รวมถึงเป็นที่จำวัด ของพระภิกษุ สามเณร การสร้างวัด ถือเป็นศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะการสร้างวัด ของพระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงว่าทรงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งธรรม พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีไทย ได้มีการสร้างวัดประจำพระองค์ขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา

วัดประจำรัชกาลที่ ๒ คือ วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกอันดับหนึ่ง ชนิด "ราชวรมหาวิหาร" หนึ่งในจำนวนสี่วัด ที่มีทั้งหมด ในกรุงเทพมหานคร คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ วัดสุทัศน์เทพวราราม และวัดอรุณราชวราราม

พระปรางค์ใหญ่วัดอรุณราชวราราม เป็น พระเจดีย์ทรงปรางค์ ซึ่งดัดแปลง มาจากพระปรางค์ แต่เดิมเป็นสถาปัตยกรรม ที่สร้างขึ้น เพื่อสักการบูชา ในศาสนาพราหมณ์และฮินดู แต่สำหรับพระปรางค์ใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างสืบเนื่องมาจาก ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ผสมผสานไปกับศิลปกรรม แบบฮินดู เรียกอีกชื่อหนึ่งของพระปรางค์ใหญ่ว่า เป็น พระพุทธปรางค์

พระปรางค์ใหญ่ ตั้งอยู่หน้าวัดทางทิศใต้ ซึ่งหันไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา โดยอยู่ด้านหลังโบสถ์น้อยและวิหารน้อย (พระวิหารเล็ก) และเป็นปูชนียสถาน ที่สร้างขึ้นพร้อมกับโบสถ์ และวิหารน้อย เป็นสถาปัตยกรรม ที่โดดเด่นและงดงาม ยิ่งนักของวัดอรุณราชวราราม ซึ่งเปรียบเสมือน เป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ก่อด้วยอิฐถือปูน ประดับกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ และ บนส่วนยอดสุด ขององค์พระปรางค์ มีมงกุฎปิดทองประดิษฐาน ครอบอยู่เหนือ ‘ยอดนภศูล’ อีกชั้นหนึ่งด้วย

พระปรางค์องค์นี้ เดิมสูงเพียง ๘ วา เท่านั้น ซึ่งไม่ทราบว่าสร้างขึ้นในสมัยใด แต่ พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงมีพระราชศรัทธา จะให้เสริมสร้าง ก่อเพิ่มเติมขึ้น ให้สูงใหญ่สมเป็น พระมหาธาตุเจดีย์ประจำ กรุงรัตนโกสินทร์ แต่ทรงกระทำได้ เพียงฐานรากคือ กะเตรียมที่ขุดรากไว้เท่านั้นก็สิ้นรัชกาล

ถึงในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ วัดอรุณราชวรารามแห่งนี้ เป็นการใหญ่อีกครั้ง เริ่มแต่ทรงปฏิสังขรณ์ และสร้างกุฏิสงฆ์ เป็นตึกใหม่ทั้งหมด เป็นต้น และทรงมีพระราชดำริ เพื่อสนองพระราชประสงค์ ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เสริมสร้าง องค์พระปรางค์ต่อ ตามแบบที่ทรงคิดขึ้น จนสำเร็จเป็นพระเจดีย์ ทรงปรางค์สูงถึง ๑ เส้น ๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ กับ ๑ นิ้ว หรือประมาณ ๖๗ เมตร แล้วยกยอดนภศูล (ลำภุขันหรือฝักเพกา) แต่ไม่ทันฉลอง ก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จึงมีรับสั่งให้จัดการ ต่อเติมจนเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด

ลักษณะของพระปรางค์ใหญ่ที่รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงปฏิสังขรณ์มีดังนี้ พระปรางค์ใหญ่อยู่ภายในวงล้อม ของพระวิหารคด และเก๋งจีน ๓ ด้าน (เว้นด้านหน้า) มีประตูเข้า ๙ ประตู บริเวณลานจาก พระวิหารคดและเก๋งจีน ถึงฐานพระปรางค์ใหญ่ชั้นล่าง ปูด้วยกระเบื้องหิน มีบันไดขึ้นสู่ทักษิณชั้นที่ ๑ ระหว่างพระปรางค์ทิศ และพระมณฑปทิศ ด้านละ ๒ บันได รวม ๔ ด้าน เป็น ๘ บันได เหนือพื้นทักษิณชั้นที่ ๑ นี้นี้เป็นฐานทักษิณชั้นที่ ๒ รอบฐานมี รูปต้นไม้ ประดับด้วย กระเบื้องเคลือบสีต่างๆ เหนือขึ้นไปเป็นเชิงบาตร ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ สีลายดอกไม้ ใบไม้ มีบันไดขึ้นสู่ทักษิณชั้นที่ ๒ ตรงหน้าพระมณฑป ทิศมณฑปละ ๒ บันได คือทางซ้ายและทางขวา ของแต่ละ พระมณฑปทิศ รวม ๘ บันได

เหนือพื้นทักษิณชั้นที่ ๒ นี้เป็นฐานทักษิณ ชั้นที่ ๓ มี ช่องรูปกินรี และกินนร สลับกันโดยรอบ ที่เชิงบาตรมี รูปมารแบก และมีบันไดตรง จากหน้าพระมณฑปทิศแต่ละมณฑป ขึ้นสู่ทักษิณชั้นที่ ๓ อีกด้านละบันได รวม ๔ บันได ที่เชิงบันไดมี เสาหงส์หิน บันไดละ ๒ ต้น

เหนือพื้นทักษิณชั้นที่ ๓ นี้เป็นฐานทักษิณชั้นที่ ๔ มี ช่องรูปกินรีและกินนร สลับกันโดยรอบ เว้นแต่ตรงย่อมุม ๔ ด้าน เป็น รูปแจกันปักดอกไม้ เพราะเป็นช่องแคบๆ ที่เชิงบาตรมี รูปกระบี่แบก มีบันไดขึ้นไปยังทักษิณชั้นที่ ๔ อีก ๔ บันไดตรงกับบันไดชั้นที่ ๓ ดังกล่าวแล้ว และมี เสาหงส์หิน อยู่เชิงบันไดอีกด้านละ ๒ ต้น เช่นเดียวกัน

เหนือพื้นทักษิณชั้นที่ ๔ มี ช่องรูปกินรีและกินนร สลับกันโดยรอบ และตรงย่อมุมเป็น รูปแจกันปักดอกไม้ ที่เชิงบาตรมี รูปพรหมแบก เหนือขึ้นไปเป็นซุ้มคูหา ๔ ด้านมี รูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ อยู่ในคูหาทั้ง ๔ คูหา เหนือซุ้มคูหารูปพระอินทร์เป็น ยอดปรางค์ขนาดย่อม และมี รูปพระนารายณ์ทรงครุฑแบกพระปรางค์ใหญ่ อยู่โดยรอบ ส่วนยอดสุดขององค์พระปรางค์ใหญ่เป็น ยอดนภศูลและมงกุฎปิดทอง

สำหรับ ยอดพระปรางค์ ตามแบบแผน แต่โบราณจะเป็น ‘ยอดนภศูล’ แต่พระบาทสมเด็จพระ นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้นำ มงกุฏปิดทอง สำหรับพระพุทธรูปทรงเครื่อง ที่จะประดิษฐานเป็น พระประธานในวัดนางนอง มาสวมครอบ ต่อจากยอดนภศูลอีกชั้นหนึ่ง คนสมัยนั้นจึงโจษจันกันว่า รัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชประสงค์ ให้คนทั้งหลายเข้าใจ โดยนัยว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฏ ต่อมาคือรัชกาลที่ ๔ จะเป็น “ยอดของแผ่นดิน” หมายถึงจะเสด็จขึ้นครองราชย์ ต่อจากพระองค์

องค์พระปรางค์ใหญ่ ก่ออิฐถือปูน ประดับด้วยชิ้น กระเบื้องเคลือบสีต่างๆ อย่างงดงามประณีตบรรจง เป็นลายดอกไม้ ใบไม้ และลายอื่นๆ กระเบื้องเคลือบสี ที่ใช้ประดับเหล่านี้ บางแผ่นเป็นรูปลาย ที่ทำสำเร็จมาแล้ว บางชิ้นบางแผ่น เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนำมาประกอบ กันเข้าเป็นลาย บางลายใช้กระเบื้อง เคลือบธรรมดา บางลายเป็นกระเบื้องเคลือบ สลับเปลือกหอย และบางลาย ใช้จานชามของโบราณ ที่มีลวดลายงดงาม เป็นของเก่าหายาก เช่น ชามเบญจรงค์ ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง ฯลฯ นำมาประดับสอดสลับ ประกอบกันเข้าไว้ อย่างเรียบร้อยน่าดูน่าชมยิ่ง

ครั้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงปฏิสังขรณ์ พระปรางค์จนเสร็จสมบูรณ์ สวยงามดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน แม้จะมีการปฏิสังขรณ์ใหม่ อีกครั้งหนึ่งในสมัย รัชกาลที่ ๙ รัชกาลปัจจุบัน แต่ก็ยังคงความสวยงาม ในสภาพเดิมไว้ทุกประการ ตามที่รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ปฏิสังขรณ์ไว้ดังนี้

พระปรางค์องค์ใหญ่ ตั้งอยู่ภายในรั้วล้อมทั้ง ๔ ด้าน คือด้านตะวันออก ตะวันตก เหนือ และใต้ ตอนล่างเป็นกำแพง ก่ออิฐถือปูนเตี้ยๆ ทาด้วยน้ำปูนสีขาว ตอนบนเป็น รั้วลูกกรงเหล็ก ทาสีแดง มีรูปครุฑจับนาค อันเป็นพระบรมราช สัญลักษณ์ประจำพระองค์ในรัชกาลที่ ๒ ทำด้วยเหล็ก ติดอยู่ตอนบนที่ รั้วลูกกรงเหล็กทาสีแดง ทุกช่อง แต่ละช่องกั้น ด้วยเสาก่ออิฐถือปูน เหมือนกำแพง ตอนล่างทางด้านตะวันตกหลังพระปรางค์ใหญ่นั้น มี เก๋งจีน แบบของเก่าเหลืออยู่อีก ๑ เก๋ง หน้าบันและใต้เชิงชายประดับ ด้วยกระเบื้องเคลือบสี และภาพสีเทาเขียน เป็นรูปดอกไม้ ต้นไม้ และรูปสัตว์ต่างๆ แบบจีน ผนังของเก๋งจีนด้านในทาด้วยน้ำปูนสีขาว ซึ่งแต่เดิมนั้น เป็นภาพสีเกี่ยวกับนรก ในรัชกาล ๕ โปรดให้ลบออกเสีย เพราะทรงพิจารณาเห็นว่าไม่งาม ส่วนรั้วด้านใต้ ที่ติดกับกำแพงพระราชวังเดิมนั้น เป็นรั้วก่อด้วยอิฐถือปูนทึบตลอดทั้งด้าน

ลานพระปรางค์องค์ใหญ่ ตั้งแต่รั้วถึงฐานพระปรางค์ปู ด้วยกระเบื้องหิน มีท่อระบายน้ำจากพื้นลานลงไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ละมุมด้านใน ของรั้วมีแท่นก่อไว้มีลายเป็นขาโต๊ะ ตั้งติดกัน เข้าใจว่าจะเป็นที่ สำหรับตั้งเครื่องบูชา หรือวางของ รอบๆ ฐานพระปรางค์มี ‘ตุ๊กตาหินแบบจีน’ เป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น วัว ควาย ลิง สิงโต เป็นต้น กับ ‘รูปทหารจีน’ ตั้งไว้เป็นระยะๆ และบริเวณลาน ที่ตรงกับพระมณฑปทิศ มีราวเทียนและที่สำหรับปักธูปบูชาทั้ง ๔ พระมณฑป

องค์พระปรางค์ใหญ่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก โปรดให้เปลี่ยนเพียงรูปกินนรกินรี และแจกันปักดอกไม้ ตามช่องต่างๆ เป็นซีเมนต์ครึ่งซีก ติดกับผนังคูหาด้านใน แทนของเก่า ซึ่งสลักด้วยหินเป็นตัวๆ ตั้งไว้ เพราะถ้าจะทำใหม่ให้เหมือนเก่า จะต้องใช้เงินมาก ด้วยของเก่าเหลือ อยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ได้โปรดให้รื้อประตู เข้าพระปรางค์ใหญ่ออกหมดทั้ง ๙ ประตู แล้วสร้างขึ้นใหม่เพียง ๕ ประตู เป็นประตูซุ้มแบบ วัดราชประดิษฐ์ฯ

ซุ้มเหนือบานประตูทางเข้าพระปรางค์ ทั้งด้านนอกและด้านใน เป็นลายปูนปั้นลงสี ทำเป็น รูปพระราชลัญจกร ประจำพระองค์ในรัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๕ ติดอยู่ตรงด้านนอก และด้านใน คือที่รั้วด้านตะวันออก หน้าพระปรางค์มี ๓ ประตู ซุ้มเหนือบานประตู ที่อยู่เหนือโบสถ์น้อยเป็น รูปครุฑจับนาค ประจำรัชกาลที่ ๒ ประตูกลางระหว่างโบสถ์น้อย และวิหารน้อยเป็น รูปพระเกี้ยว ประจำรัชกาลที่ ๕ และประตูข้างใต้พระวิหารน้อย เป็นรูปพระมงกุฎ ประจำรัชกาลที่ ๔ ส่วนที่รั้วทางด้านตะวันตก หลังพระปรางค์มี ๒ ประตู ซุ้มเหนือบานประตู เหนือเก๋งจีนเป็น รูปอุณาโลมอยู่ในกลีบบัว ประจำรัชกาลที่ ๑ ประตูใต้เก๋งจีนเป็น รูปอุณาโลมอยู่ในปราสาท ประจำรัชกาลที่ ๓

องค์พระปรางค์ประดับ ด้วยกระเบื้องทำเป็น ลวดลายต่างๆ สวยงามมาก แต่ที่น่าทึ่งก็คือ การที่จะสร้างพระปรางค์ องค์สูงใหญ่อยู่ใกล้ ริมฝั่งแม่น้ำ และยังคงแข็งแรงมาจนกระทั่ง ถึงทุกวันนี้ได้นี้ แสดงว่าฝีมือของช่างในสมัยนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

"พระปรางค์ใหญ่เล็ก และพระมณฑป " ตกแต่งด้วย เครื่องกระเบื้องเคลือบ มีลวดลายที่ทำสำเร็จแล้ว จากประเทศจีน เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงติดต่อค้าขายกับจีน ส่วนที่เลาะจากถ้วยชาม ในเมืองไทย ถ้วยชามที่ยังคงรูปเดิมบ้าง และเปลือกหอยสีต่าง ๆ นำมาเลือก และเรียงติดเข้าเป็นลวดลาย รูปต่าง ๆ

วัดประจำรัชกาลที่ ๒ คือ วัดอรุณราชวราราวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง ... พระประธานในพระอุโบส...ถ มีนามว่า “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชทานนามให้

พระประธานในพระอุโบสถ องค์นี้ มีเรื่องเล่าขานกันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์ ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง ๓ ศอกคืบหรือ ๑.๗๕ เมตร ศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ ประดิษฐาน เหนือแท่นไพทีบนฐานชุกชี พระพุทธรูปองค์นี้เดิมยังไม่มีพระนาม เบื้องพระพักตร์มี รูปหล่อพระอัครสาวก ๒ องค์ หันหน้าเข้าหาองค์พระประธาน ระหว่างกลางรูปหล่อ พระอัครสาวก ๒ องค์นั้น มี พัดยศพระประธาน (พัดแฉกใหญ่) ตั้งอยู่เช่นเดียวกับ “พระพุทธเทวปฏิมากร” วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงอัญเชิญ พระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ มาประดิษฐานบรรจุไว้ที่ ‘ผ้าทิพย์’ ซึ่งประดับด้วย ลายพระราชลัญจกร เป็นรูปครุฑจับนาคตรง ใบพัดยศพระประธาน ในบริเวณ พระพุทธอาสน์ ของพระประธานในพระอุโบสถแล้ว ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงสันนิษฐานเกี่ยวกับ พัดยศพระประธาน ดังกล่าวนี้ไว้ว่า

“นึกได้ว่าในเรื่องพุทธประวัติ มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่ง ดูเหมือน จะเป็นพระเจ้าปเสนทิ ได้ทำพัดงาถวายพระพุทธองค์ สำหรับทรงถือในเวลาประทาน พระธรรมเทศนา
เรื่องนั้น พวกสร้างพระพุทธรูปได้เอาเป็นคติ ทำพระพุทธรูปปางหนึ่ง ทรงถือพัด มีมาแต่โบราณ ยกตัวอย่างดังเช่น พระชัยนวรัฐ ที่เจ้าเชียงใหม่ ถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เป็นต้น

แลยังมีอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน อีกหลายองค์ แต่ชั้นเก่าทำพัดเป็นรูปกลม หรือรูปไข่
เช่น รูปพัดงาสาน พระชัยของหลวง สร้างประจำรัชกาล ก็คงมาแต่พระปางนั้น เป็นแต่แก้รูปพัด เป็นพัดแฉก คงเป็นแบบพระชัยหลวง มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงสร้างพระชัยประจำรัชกาลที่ ๑ เป็นปางทรงถือพัดแฉก

ยังมีคติเนื่องกับพระพุทธรูปปาง ถือพัดต่อไปอีกอย่างหนึ่ง ที่พระเจ้าแผ่นดินถวายพัดแฉกเป็นพุทธบูชา ตั้งไว้บานฐานชุกชีข้างหน้า พระประธานในพระอารามหลวง เคยเห็นที่วัดอรุณ วัดราชบุรณะ และทำเป็นพัดแฉกขนาดใหญ่ถวายพระพุทธเทวปฏิมากรวัดพระเชตุพน ยังปรากฏอยู่จนบัดนี้






Cr.Fb. Siriwanna Jill




Create Date : 10 มกราคม 2557
Last Update : 12 มกราคม 2557 9:36:24 น.
Counter : 1123 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ