Group Blog
All Blog
### อานิสงส์ของการเจริญสติ ###
















“อานิสงส์ของการเจริญสติ”

การปฏิบัติรักษาใจต้องให้สตินี้เป็นผู้นำ

 สติจะเป็นผู้นำได้ ผู้ปฏิบัติก็จะต้องให้ความสำคัญ

กับการเจริญสติตลอดเวลานั่นเอง

ทรงสอนให้เจริญสติตั้งแต่ลืมตาขึ้นมา

พอลืมตาขึ้นมาก็ต้องตั้งสติกันทันที

วิธีที่จะตั้งสตินี้ก็มีวิธีหลากหลายด้วยกัน

เช่นพุทธานุสติ หรือกายคตาสติ มีหลากหลายมี ๔๐ วิธี

ถ้าอยากจะใช้วิธีใดก็สามารถเลือกใช้ได้

 ซึ่งอาจจะใช้สลับกันไปเปลี่ยนกันไป แล้วแต่วาระโอกาสก็ได้

แต่โดยปกติแล้วจะใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเป็นหลัก

 แล้วก็วิธีอื่นนี้เอามาใช้ ในกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้

 เช่นเราปกติอาจจะใช้พุทธานุสติกัน คือให้บริกรรมพุทโธไปเรื่อยๆ

หรือใช้กายคตาสติก็เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของร่างกาย

 ในทุกอิริยาบถในทุกการกระทำเพื่อผูกใจไว้

ไม่ให้ลอยไป ตามอารมณ์ต่างๆที่จะทำให้ใจไม่ตั้งมั่น

ที่จะทำให้ใจไหลไปตามกระแสของตัณหาความอยากต่างๆ

 จำเป็นที่จะต้องมีอะไรฉุดลากเอาไว้ดึงเอาไว้

ต้องมีสติเป็นสิ่งที่จะดึงใจไว้

ดังนั้นการมีสติก็จะต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นที่ตั้งของสติ

 เช่นพุทธานุสติก็มีพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง

 มีพระพุทธคุณเป็นที่ตั้ง หรือมีชื่อของพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง

ถ้ามีพุทธคุณก็รำลึกถึงพระพุทธคุณ

ด้วยการสาธยายท่องบทพุทธคุณไป

เช่นอิติปิโส อะระหังสัมมา สวากขาโต อิติปิโส ภควาเป็นต้น

 อันนี้ก็เรียกว่าเป็นพุทธานุสติ หรือถ้าจะเอาแบบสั้นๆก็พุทโธๆไป

 อันนี้เรียกว่าเป็นการเจริญสติ เพื่อที่จะได้ดึงใจไว้

ให้ตั้งอยู่ในความสงบ เพราะใจที่ตั้งอยู่ในความสงบนี้

จะมีความสุขในตัวของมันเอง

 จะทำให้ไม่ต้องไหลไปตามกระแสของความอยากต่างๆ

 แล้วก็จะสามารถทำให้หยุดความอยากต่างๆ ได้

นี่คือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติพยายามเพียรสร้างกันขึ้นมา

 คือพุทธานุสติ ถ้าจริตชอบกับพุทธานุสติก็ใช้พุทธานุสติ

 ถ้าจริตชอบกับกายคตาสติ ก็ใช้การเฝ้าดู

การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นหลัก

แล้วถ้าเวลามานั่งสมาธิ มานั่งหลับตาก็จะใช้อานาปานสติก็ได้

 คือการดูลมหายใจเข้าออกแทนดูการเคลื่อนไหวของร่างกาย

 ที่ตอนนี้ไม่มีการเคลื่อนไหวแล้ว เวลาที่นั่งหลับตานั่งอยู่เฉยๆ

 กายก็จะไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไร

ก็ต้องดูสิ่งที่ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ก็คือลมหายใจเข้าออก

ก็ตั้งสติอยู่ลมหายใจเข้าออก ให้ดูลมที่เข้ามาทางจมูก

 แล้วก็ออกไปทางปลายจมูกให้เฝ้าจดจ่ออยู่ตรงจุดเดียว

ถ้าใช้อานาปานสติก็ไม่ต้องตามลมเข้าไปไม่ต้องตามลม ออกมา

ให้ดูอยู่ตรงจุดที่ลมสัมผัสเข้าออกก็พอ

 แล้วก็ไม่ต้องควบคุมบังคับลมให้รู้ตามสภาพความเป็นจริง

ของลมหายใจสั้นก็รู้ว่าหายใจสั้น หายใจยาวก็รู้ว่าหายใจยาว

 ลมจะหยาบก็รู้ว่าหยาบ ลมจะละเอียดก็รู้ว่าละเอียด

หรือลมหายไปก็ให้รู้ว่าลมหายไป ไม่ต้องวิตกไม่ต้องตกใจ

 ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ว่าลมหายไปแล้ว เราจะไม่ตายไปหรือ

ไม่ต้องกลัวไม่ตายถ้ามีสติเฝ้าดูอยู่

 ให้สักแต่ว่ารู้ไปตามความเป็นจริง

 รู้ว่าตอนนี้ลมไม่มีเสียแล้วก็รู้ไปเท่านั้นเอง

ตราบใดมีการรับรู้อยู่นี้จะไม่มีความตายอย่างแน่นอน อย่าไปตกใจ

 เพราะตกใจแล้วจะทำให้เผลอสติ ขาดสติแล้ว

การภาวนาก็จะล้มเหลวไป จะไปไม่เข้าสู่จุดที่เราต้องการจะไป

 ก็คือการรวมเป็นหนึ่งของใจที่จะตามมาต่อไป

ถ้าไม่มีการตกอกตกใจถ้ามีสติประคับประคองใจ

ให้สักแต่ว่ารู้ไปเรื่อยๆ รู้กับการไม่มีลมนั่นแหละ

 รู้กับการไม่มีอะไรให้รู้นั่นเเหละ รู้อยู่อย่างนั้นไป

 อย่าไปคิดปรุงเเต่ง ถ้าคิดปรุงเเต่งแล้วจิตก็จะถอยออกมา

แทนที่จะเข้าลึกเข้าไปก็จะไม่สามารถเข้าไปได้

นี่ในกรณีของผู้ที่ใช้กายคตาสติแล้วก็เปลี่ยนมาใช้อานาปาสติ

เวลานั่งสมาธิ ถ้าใช้พุทธานุสติก็เวลานั่ง

ก็สามารถใช้พุทธานุสติต่อไปได้

หรือจะเปลี่ยนเป็นอานาปานสติก็ได้ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด

 บางท่านก็เลยใช้ทั้ง ๒ อย่างผสมกัน

เวลานั่งดูลมด้วยแล้วก็พุทธานุสติด้วยคือผสมกัน

เช่นบริกรรมคำว่าพุทเวลาหายใจเข้า

เวลาหายใจออกก็บริกรรมว่าโธ พุทเข้าโธออกไป

อันนี้ก็แล้วแต่ความถนัดและผลที่ได้รับ ถ้าได้ผลดีก็ทำไป

ถ้าไม่ได้ผลดีก็อย่าทำ บางท่านว่ายุ่งยากสับสน

บางทีก็เผลอปั๊บเลยไม่รู้ว่าพุทเข้าหรือโธออก อันนี้ก็แล้วแต่

 หรือบางเวลาอยากจะบริกรรมให้เร็วขึ้นให้ถี่ขึ้น

ก็จะไม่สามารถทำได้ถ้าผูกพุทโธไว้กับลม

 เพราะลมนี้มันจะมีจังหวะของมันจะให้มันเร็วตามมันไม่เร็วตาม

 เพราะว่าบางเวลา เราอาจจะต้องใช้คำบริกรรม

ช่วยให้นั่งอยู่ให้ผ่านทุกขเวทนาไป

เวลาเกิดทุกขเวทนาขึ้นมาถ้ายังพุทเข้าโธออกอยู่นี้มันจะมีช่องว่าง

ทำให้ตัณหาความอยากโผล่ออกมา สร้างความทุกข์

ความวุ่นวายใจได้ ถ้าไม่อยากจะให้มีช่องว่าง

ก็ต้องให้มีการบริกรรมพุทโธให้ถี่

ถ้าต้องการบริกรรมพุทโธให้ถี่ก็อย่าไปสนใจลมหายใจเลย

ให้เกาะติดอยู่กับคำบริกรรมเพียงอย่างเดียว พุทโธๆๆ

 ให้ถี่ขึ้นไปเลย เพื่อจะได้ไม่มีช่องว่าง

ให้ตัณหาความอยากโผล่ขึ้นมาสร้างความทุกข์ให้แก่ใจ

เพราะว่าถ้ามีตัณหาความอยากโผล่ขึ้นมา

เช่นอยากให้ความเจ็บหายไปหรืออยากจะขยับร่างกาย

 มันก็จะทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

เกิดความเครียดขึ้นมาภายในใจจะทำให้ทนนั่งอยู่ต่อไปไม่ได้

แต่ถ้าเราสามารถบริกรรมให้ถี่ขึ้น

เพื่อที่จะไม่ให้มีความอยากโผล่ขึ้นมา

ใจก็ยังจะสามารถนั่งภาวนาต่อไปได้ และผ่านทุกขเวทนาไปได้

 เข้าสู่ความสงบได้ด้วยกำลังของการบริกรรมพุทโธๆ

 เรียกว่ากำลังของสติ ทำให้เราสามารถที่จะผ่านทุกขเวทนาไปได้

อันนี้ก็เป็นขั้นต้นของการต่อสู้กับทุกขเวทนา

แต่เป็นการชนะที่ไม่ถาวร เป็นการชนะเฉพาะครั้งไป

 ครั้งต่อไป เวลาเจอทุกขเวทนา ใจก็จะเกิดตัณหาความอยาก

เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาอีก ถ้าอยากจะกำจัดความทุกข์ใจ

 ที่เกิดจากการได้พบกับทุกขเวทนา

ไม่ให้ทุกข์กับทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นก็จำเป็นที่จะต้องใช้ปัญญา

 ถ้ามีสมาธิแล้ว ถ้าผ่านทุกขเวทนาด้วยสติ

จนจิตรวมเข้าไปสู่ความสงบได้แล้ว

 ครั้งต่อไปก็สามารถหัดใช้ปัญญา

แยกแยะ ร่างกายออกจากเวทนา แยกแยะใจออกจากเวทนาให้ได้

 ถ้าแยกแยะว่าใจก็เป็นผู้รู้ ร่างกายก็เป็นเพียงธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ

 เวทนาก็เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมาให้ใจรับรู้เท่านั้น

และก็เป็นอนัตตา ร่างกายก็เป็นอนัตตา เวทนาก็เป็นอนัตตา

 ใจก็เป็นธาตุรู้ เป็นผู้รู้ สักแต่ว่ารู้เท่านั้น

ถ้าใจพิจารณาแล้ว ปล่อยวางธรรมทั้ง ๓

 ให้เป็นไปตามธรรมชาติของเขา

คือ ปล่อยให้ธาตุ ๔ อยู่ไปตามเรื่องของธาตุ ๔

ปล่อยให้เรื่องเวทนาเป็นไปตามเรื่องของเวทนา

 ปล่อยให้ผู้รู้เป็นสักแต่ว่ารู้ไป ไม่มีการมาปรุงเเต่งว่าเราทุกข์

เวทนาเป็นเรา เราเป็นเวทนา ร่างกายเป็นเรา เราเป็นร่างกาย

ถ้าไม่มีความคิดปรุงเเต่งเหล่านี้ปรากฏขึ้นมาใจก็จะสักแต่ว่ารู้ได้

ก็จะปล่อยให้เวทนาแสดงความเป็นเวทนาของเขาได้

ปล่อยให้ร่างกายเป็นร่างกายของเขาได้

คือปล่อยให้ร่างกายเป็นดินน้ำลมไฟ

 ปล่อยให้เวทนาเป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปได้

ปล่อยให้ใจเป็นผู้รู้ได้ ให้สักแต่ว่ารู้ได้

ถ้าพิจารณาแยกแยะธรรมทั้ง ๓ ให้ออกจากกันว่า เป็นธรรมชาติ

 เป็นสิ่งที่เขาไม่มีปัญหาต่อกัน

ผู้ที่มีปัญหาก็คือเอาสิ่งทั้ง ๓ นี้มาปนกัน

 มารวมกันว่าเป็นตัวเราเป็นของเรา

ก็เลยทำให้เกิดตัณหาความอยากขึ้นมา

 ความอยากให้ทุกขเวทนาหายไป ความอยากให้ร่างกายสบาย

 มันก็จะทำให้เกิดทุกข์ในอริยสัจ ๔ เกิดความทุกข์ทรมานใจขึ้นมา

 แต่ถ้าเเยกแยะได้ด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้ง ๓ นี้เป็นอนัตตา

ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เวทนาก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

 ร่างกายก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ใจก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

 ปล่อยให้เขาเป็นไปตามธาตุเดิมของเขา ธรรมชาติเดิมของเขา

 ปล่อยให้เขาเป็นไปสักแต่ว่าเป็น สักแต่ว่ารู้ไป

ร่างกายก็สักแต่ว่าเป็นร่างกาย เวทนาก็สักแต่ว่าเป็นเวทนา

 ใจก็เป็นสักแต่ว่าใจ ถ้าแยกแยะธรรมทั้ง ๓ นี้ได้

ใจก็จะนิ่งเป็นอุเบกขาปล่อยวางได้ จะไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน

กับทุกขเวทนาอีกต่อไป

ต่อไปข้างหน้าเจอทุกขเวทนาก็จะสักแต่ว่ารู้ จะเฉยๆ

 จะเป็นอุเบกขากับเวทนา จะเป็นอุเบกขากับร่างกาย

เวลาที่ร่างกายเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย

หรือเวลาที่ร่างกายถึงแก่ความตายไปก็จะสักแต่ว่ารู้

ว่าเป็นเพียงดินน้ำลมไฟเท่านั้นเอง

นี่คือวิธีการของการใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาของทุกขเวทนา

และ ปัญหาความตายของร่างกายควบคู่มกันไปได้เลย

อันนี้ก็เป็นอีกขั้นหนึ่ง ขั้นต้นนี้ต้องเจริญสติเพื่อให้ได้สมาธิก่อน

 เมื่อมีสมาธิแล้วก็จะมีกำลังที่จะมาแยกแยะธรรมต่างๆ เหล่านี้ได้

 ถ้าไม่มีสมาธิ พอเกิดทุกขเวทนาขึ้นมานี้

สังขารความคิดปรุงเเต่ง อวิชชาโมหะมันจะเข้ามาว่าเป็นตัวเราของเรา

 เรากำลังทุกข์เรากำลังเจ็บ เรากำลังจะตาย

 ก็เกิดตัณหาความอยากไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตายขึ้นมา

 ก็จะเกิดความทุกข์ทรมานใจ

โดยที่จะไม่สามารถที่จะประคับประคองใจให้ตั้งอยู่ในความสงบได้

ก็จะไปทำอะไรต่างๆเพื่อที่จะมาดับความทุกข์ทรมานใจ

ที่ไม่ใช่เป็นวิธีก็คือไปแก้ที่ร่างกาย ไปแก้ที่เวทนา

แก้เท่าไรก็ไม่มีวันแก้ได้ เพราะในที่สุดร่างกายก็ต้องตายไป

ร่างกายที่เจ็บในวันนี้ถ้ารักษาให้หาย พรุ่งนี้มันก็ต้องมาเจ็บใหม่อยู่ดี

แล้วก็ต้องมาทุกข์ใหม่ ถ้าไม่แก้ด้วยสมาธิ ไม่แก้ด้วยปัญญา

 ไม่แก้ด้วยสติ ก็จะไม่มีวันที่จะแก้ปัญหาใจได้อย่างถาวร

ใจก็จะต้องทุกข์กับมันไปเรื่อยๆ ไม่สบายวันนี้ก็ไปรักษาให้มันหาย

 ความไม่สบายใจก็หายไปกับความไม่สบายของร่างกาย

แต่พอวันข้างหน้าร่างกายกลับมาไม่สบายใหม่

ใจก็กลับมาไม่สบายใหม่ แต่ถ้ารักษาด้วยธรรมด้วยปัญญา

 รักษาจนใจไม่ทุกข์กับความเจ็บของร่างกาย

 ไม่ทุกข์กับทุกขเวทนาแล้ว

วันพรุ่งนี้วันข้างหน้าเกิดทุกขเวทนาขึ้นมาใหม่

เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาใหม่ ใจจะไม่เดือดร้อน ใจจะเฉยๆ

 อยู่กับมันไปได้ รักษาได้ก็รักษาไป รักษาไม่ได้ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร

ก็ปล่อยให้มันเป็นของมันไปจนกว่ามันจะหายของมันไปเอง

 เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่ช้าก็เร็ว มันก็ต้องมีวันสิ้นสุดลง

ทุกขเวทนามันจะรุนแรงขนาดไหนยาวนานขนาดไหน

 ในสักวันหนึ่งมันก็หยุดมันก็ต้องหมด

 เช่นเวลาที่ร่างกายนี้ตายไปแล้วไม่มีลมหายใจแล้ว

ทุกขเวทนาที่อยู่กับร่างกายมันก็จะหมดสภาพไป

 ตามการหมดสภาพของร่างกายไปนั่นเอง

นี่ก็คือเรื่องของการเจริญสติ

เพื่อที่เราจะได้เอามาใช้แก้ปัญหาของใจก็คือตัณหาทั้ง ๓ นี้

 ถ้าไม่มีสติเป็นหัวหอกแล้ว จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้

 เพราะจะไม่มีเวลาที่จะมานั่งตรึกตรองแยกแยะ

ด้วยปัญญาว่าความทุกข์ที่แท้จริงนั้นเกิดที่ใจ

เกิดจากตัณหาความอยาก พอไม่มีสติแล้วเวลามีปัญหา กับอะไร

ก็จะไปแก้ปัญหากับเรื่องนั้นทันที

มีปัญหาที่ร่างกายก็ไปแก้ที่ร่างกาย

มีปัญหากับใคร ก็ไปแก้กับคนคนนั้น แก้เท่าไรก็ไม่มีวันจบ

เพราะมันมีปัญหาตามมาอยู่เรื่อยๆ

แต่ถ้าแก้ที่ใจแล้วจบ พอปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ใจ

คือตัณหาทั้ง ๓ ได้รับการกำจัดแล้วต่อไปเจอปัญหาที่ไหนก็ตาม

ก็จะไม่มีปัญหากับใจ ร่างกายมีปัญหาก็จะไม่มีปัญหากับใจ

คนนั้นคนนี้มีปัญหาก็จะไม่มีปัญหากับใจ

 ใจปล่อยวางได้ ไม่ต้องไปแก้ที่ร่างกายไม่ต้องไปแก้ที่คนนั้นคนนี้

 ร่างกายจะเป็นอะไรก็ปล่อยให้เขาเป็นไป

ใจไม่เดือดร้อน คนนั้นคนนี้จะเป็นอะไรก็ปล่อยให้เขาเป็นไป

ใจไม่เดือดร้อน นี่คืออานิสงส์จากการได้เจริญสติ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๘

“รักษาใจด้วยธรรม”













ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 มกราคม 2559
Last Update : 8 มกราคม 2559 13:23:07 น.
Counter : 235 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....