Group Blog
All Blog
### รักษาใจด้วยธรรม ###

















“รักษาใจด้วยธรรม”

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนไว้ว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน

 ใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก

ไม่มีอะไรที่จะสำคัญเท่ากับใจของพวกเราแต่ละคน

 เพราะความสุขสุดๆก็สุขที่ใจ ความทุกข์สุดๆก็ทุกข์ที่ใจ

ใจสุขใจทุกข์ก็เพราะว่าใจมีธรรมหรือไม่มีธรรม

ถ้าใจมีธรรมใจก็มีความสุขแบบสุดๆ

 ถ้าใจไม่มีธรรม ใจก็มีทุกข์แบบสุดๆ

ดังนั้นหน้าที่ของพวกเราจึงอยู่ที่การดูแลรักษาใจด้วยธรรม

สร้างธรรมะขึ้นมาเพื่อรักษาใจ

เพราะถ้าใจมีธรรมเป็นเครื่องรักษาแล้ว

 ใจจะมีความสุขอย่างยิ่ง

ถ้าใจปราศจากธรรมแล้วใจก็จะมีแต่ความทุกข์

มีความทุกข์แบบสุดๆ

 นี่คือเรื่องของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ถึงธรรมชาติของใจ

ว่าอะไรที่จะทำให้ใจมีความสุขและอะไรที่จะทำให้ใจมีความทุกข์

สิ่งที่ทำให้ใจมีความทุกข์ พระองค์ก็ทรงค้นพบว่า

เป็นตัณหาความอยากต่างๆ คือกามตัณหา

 ความอยากในรูป เสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ,

ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็นอยากได้สิ่งต่างๆ,

 วิภวตัณหา ความอยากไม่มี อยากไม่เป็น

อยากไม่ให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

ความอยากเหล่านี้แหละเป็นเหตุ

ที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจต่างๆ ขึ้นมา

และสิ่งที่จะทำให้ใจนั้นเกิดความสุขขึ้นมาก็คือ

การไม่มีความอยากนี่เอง

 ไม่มีกามตัณหา ไม่มีภวตัณหา และไม่มีวิภวตัณหา

การที่จะทำให้ใจไม่มีตัณหาทั้ง ๓ นี้ได้

จำเป็นจะต้องมีธรรมะเป็นเครื่องมือกำจัด

เพราะโดยธรรมชาติของความอยากทั้ง ๓ นี้

ที่มีอยู่ในใจของพวกนี้มันจะไม่หายไปเอง

มันจะต้องได้รับการกำจัด เหมือนน้ำเสียมันจะไม่หายเสีย

มันจะเน่ามันจะส่งกลิ่นเหม็นถ้าไม่ได้รับการบำบัด

สมัยนี้เราจึงต้องมีโรงบำบัดน้ำเสียกัน

 เพราะน้ำของเรานี้มันถูกสิ่งสกปรกต่างๆ

เข้าไปผสมเจือปนอยู่นั่นเอง จึงทำให้น้ำกลายเป็นน้ำเสียไป

จึงจำเป็นจะต้องบำบัดน้ำก่อนที่จะปล่อยลงไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

เช่นแม่น้ำลำคลองหรือทะเล

 ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะไปทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ

เช่นแม่น้ำลำคลอง ทะเลนั้น เสียไปด้วย ฉันใด

ใจของพวกเราทุกคนก็เป็นใจที่มีตัณหา

ความอยากอยู่ในใจทำให้ใจของพวกเรานั้น มีแต่ความทุกข์

วุ่นวายใจอยู่ไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักหย่อนไม่รู้จักจบจักสิ้น

แล้วก็จะไม่มีวันหมดสิ้นไปได้ด้วยตนเอง ต้องได้รับการบำบัด

เช่นเดียวกับน้ำที่ต้องได้รับการบำบัด

สิ่งที่จะมาบำบัดใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์

 ให้ปราศจากตัณหาทั้ง ๓ คือกามตัณหา ภวตัณหาและวิภวตัณหา

 ก็คือธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ

 ธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญได้ทรงปฏิบัติ

จนทำให้ใจของพระพุทธเจ้าเป็นใจที่สะอาดบริสุทธิ์

ธรรมที่ได้ทรงค้นพบและได้ทรงปฏิบัติก็คือทาน ศีล ภาวนานี่เอง

 นี่คือเครื่องบำบัดหรือกำจัดสิ่งสกปรกต่างๆ

 คือกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหาให้ออกไปจากใจ

เมื่อได้ออกไปจากใจแล้วใจก็จะสะอาด บริสุทธิ์

ใจสะอาดบริสุทธิ์นี้นำความสุขอย่างยิ่งมาให้แก่ใจก็คือ

 บรมสุขที่เรียกว่า “ปรมังสุขัง” นี่เอง

เกิดจากได้บำบัดใจ ได้ทำความสะอาดชำระใจ

 ด้วยการปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญมาแล้ว

ทั้งทาน ทั้งศีล และภาวนา จนจิตใจของพระองค์สะอาดบริสุทธิ์แล้ว

 เห็นคุณค่าของใจที่สะอาดบริสุทธิ์ คือเห็นความสุขอันยิ่งใหญ่

เห็นบรมสุขที่ปรากฏขึ้นภายในพระทัยของพระองค์แล้ว

 จึงได้นำเอาวิธีการกำจัดตัณหาทั้ง ๓ นี้มาเผยแผ่สั่งสอน

ให้แก่สัตว์โลกให้แก่ผู้อื่น ผู้ใดที่มีความศรัทธามีความเชื่อ

 แล้วน้อมนำเอาไปปฏิบัติไม่ช้าก็เร็ว

ก็จะสามารถกำจัดตัณหาทั้ง ๓ ให้หมดไปจากใจได้

 ทำให้ใจสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาได้ ทำให้ใจมีแต่บรมสุข

ปราศจากความทุกข์ต่างๆที่เคยมีอยู่ภายในใจ

 ปราศจากการที่จะต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตาย

 เพราะต้นเหตุของการมาเกิดก็คือตัณหาทั้ง ๓ นี่เอง

 กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

แล้วหลังจากนั้นผู้ที่ได้บรรลุผู้ที่ได้บำบัดใจให้สะอาดบริสุทธิ์

 กำจัดตัณหาความอยากให้หมดไปจากใจ

ก็นำความรู้อันนี้มาช่วยพระพุทธเจ้าเผยแผ่ ให้แก่ผู้อื่นต่อไป

 ทำให้พระพุทธศาสนา เจริญเติบโตขึ้นมาจนถึงปัจจุบันนี้

ผู้ใดที่ได้มาสัมผัสรับรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า

แล้วน้อมนำเอาไปปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติได้อย่างเต็มที่

ที่เรียกว่าสุปะฏิปันโนก็จะสามารถรับผลเช่นเดียวกัน

กับที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้รับกัน

ในสมัยปัจจุบันนี้พวกเราก็คงได้ทราบเกี่ยวกับ

พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลายที่ได้ปฏิบัติตามคำสอน

 ของพระพุทธเจ้าอย่างเต็มที่จนสามารถกำจัดตัณหาต่างๆ

ให้ออกไปจากใจได้หมด ทำให้ใจสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมา

 กลายเป็นพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบัน

 เช่นหลวงปู่มั่นเป็นต้น พอหลวงปู่มั่นท่านได้บรรลุแล้ว

ท่านก็สั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาของท่าน

 ต่อมาลูกศิษย์ลูกหาของท่าน ก็ได้บรรลุธรรมกัน

ได้บรรลุถึงพระอรหันต์กัน

เพราะว่าเวลาที่ท่านตายไป อัฐิของท่าน

ก็ได้กลายเป็นพระธาตุกันไป

นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากพวกเราให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษาใจ

ต่อการบำบัดใจให้กำจัดสิ่งสกปรกต่างๆ

ที่มีอยู่ภายในใจให้มันหมดไปเหมือนกับการบำบัดน้ำเสีย

ถ้าเรามีการบำบัดน้ำเสียนี้ ถ้าเราสามารถบำบัดได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

 น้ำเสียนี้เราก็สามารถนำเอามาดื่มรับประทานกันได้อย่างปลอดภัย

 อยู่ที่การบำบัด ใจของพวกเรา จะสะอาดบริสุทธิ์หรือไม่

ก็อยู่ที่การบำบัดใจของเราด้วยทาน ศีล ภาวนา

 จะได้ความบริสุทธิ์มากน้อยเพียงไร ก็อยู่ที่การบำบัดของเรา

ว่าเราจะบำบัดในระดับไหน ถ้าบำบัดในระดับ ๑๐๐ เต็ม ๑๐๐

 ผลก็จะได้ ๑๐๐ เต็ม ๑๐๐ คือได้ความสะอาดบริสุทธิ์เต็มที่

 ถ้าบำบัดเพียงร้อยละ ๕๐ ก็ได้จะผลเพียงร้อยละ ๕๐

ถ้าบำบัดร้อยละ ๑๐ ก็จะได้ผลร้อยละ ๑๐

อันนี้เป็นเรื่องของเหตุของผล เป็นหลักสากล

ป็นหลักวิทยาศาสตร์ เป็นหลักธรรม เป็นความจริง

เหตุเป็นอย่างไรผลก็จะต้องเป็นตามเหตุเสมอ

ผลไม่สามารถเป็นไปต่างจากเหตุได้ ถ้าเหตุน้อยผลก็จะต้องน้อย

 ถ้าเหตุมากผลก็จะต้องมาก

ดังนั้นผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อบำบัดรักษาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์

ก็สามารถเลือกระดับของการบำบัดได้

ว่าต้องการจะบำบัดใจของตนให้อยู่ในระดับไหน

ผลก็คือความสุขในระดับต่างๆ อยู่ที่เหตุคือการบำบัด

คือการปฏิบัติทาน ศีล ภาวนานี่เอง

 ถ้าทำทานร้อยละ ๑๐ รักษาศีลร้อยละ ๑๐ ภาวนาร้อยละ ๑๐

 ผลก็จะได้ร้อยละ ๑๐ คือความสุข ก็จะได้ระดับร้อยละ ๑๐

ถ้าทำมากขึ้นความสุขก็จะได้มากขึ้นไปตามลำดับ

ความทุกข์ก็จะน้อยลงไปตามลำดับ

 อันนี้อยู่ที่การบำเพ็ญของผู้ปฏิบัติเอง

 ผู้ปฏิบัติจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจเอาเองว่า

ต้องการที่จะปฏิบัติในระดับไหน ไม่มีใครที่จะบังคับได้

และไม่มีใครรู้ว่าจะสามารถปฏิบัติได้ในระดับไหน

 แต่ทุกคนนี้มีสิทธิที่จะพัฒนา จากระดับที่ตนเองมีอยู่ให้ขึ้นไป

สู่ระดับที่สูงสุดได้ เหมือนกับการปีนป่ายขึ้นไปบนยอดเขา

 ทุกคนนี้มีสิทธิที่จะปีนขึ้นไปถึงยอดเขาได้

แต่อยู่ที่ผู้ปีนว่าจะพยายามปีนกันมากน้อยเพียงไร

 ถ้ามีความพยายามอย่างสุดๆ อย่างเต็มที่

ก็จะสามารถปีนขึ้นเขาถึงยอดได้

แต่ถ้าไม่มีความพยายามอย่างสุดๆ

 ก็จะไม่สามารถที่จะปีนขึ้นไปถึงยอดเขาได้

อันนี้อยู่ที่ผู้ปฏิบัติเองที่จะต้องเป็นผู้สร้างความเพียรขึ้นมา

 สร้างความพยายามขึ้นมา สร้างความอดทนขึ้นมา

 ด้วยการปฏิบัติไปอยู่เรื่อยๆ แล้วก็เพิ่มขึ้นไปทีละเล็กทีละน้อย

 ถ้าได้ปฏิบัติถูกวิธี การเจริญก้าวหน้ามันจะตามมาเอง

ปัจจัยที่จะทำให้การปฏิบัติเจริญก้าวหน้าหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสติเป็นหลัก

 ถ้าสติเจริญก้าวหน้าธรรมต่างๆ ก็จะเจริญก้าวหน้าตามไปด้วย

 ถ้าสติไม่ก้าวหน้า ธรรมต่างๆก็จะไม่เจริญก้าวหน้า

เพราะสตินี้เป็นเหมือนหัวหอก หัวหอกจะต้องอยู่ข้างหน้าเสมอ

 ดังนั้นผู้ปฏิบัติจึงควรให้ความสำคัญกับการเจริญสติเป็นอย่างมาก

ให้ความสำคัญกับสติเป็นที่หนึ่ง ส่วนสิ่งต่างๆนั้นเป็นรองลงมา

 ขอให้มีสติ แล้วไม่มีว่าจะเป็นการทำทาน การรักษาศีล

 การภาวนานี้ก็จะเป็นไปได้อย่างง่ายดาย

ถ้าไม่มีสติแล้วก็จะถูกอำนาจของความอยากต่างๆ มาแย่งชิงใจไป

ทำให้ใจไม่สามารถบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนาได้

จะถูกตัณหาความอยากฉุดลากให้ไปหาลาภยศ สรรเสริญ

 ให้ไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ดังนั้นผู้ที่บำเพ็ญผู้ที่ปฏิบัตินั้นจึงควรมุ่งมาที่สติกันเป็นหลัก

การทำทาน การรักษาศีล การภาวนา ที่ทำกันอยู่นี้

ที่ทำได้ในระดับนี้ก็เพราะว่าสติมีกำลังเพียงเท่านี้เท่านั้นเอง

 ถ้าสติมีกำลังมากขึ้นแล้ว การทำทานก็จะมากตามไป

การรักษาศีลก็จะรักษาได้มากเพิ่มขึ้นไป

การภาวนาก็จะภาวนาได้มากขึ้นไปตามลำดับ.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๘

“รักษาใจด้วยธรรม”











ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 มกราคม 2559
Last Update : 7 มกราคม 2559 10:34:13 น.
Counter : 621 Pageviews.

2 comments
  
สาธุในธรรมค่ะ

กราบพระอาจารย์ด้วย

พรุ่งนี้มาโหวตให้นะคะ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 7 มกราคม 2559 เวลา:13:16:36 น.
  
โหวตธรรมะค่ะ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 8 มกราคม 2559 เวลา:8:39:20 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....