Group Blog
All Blog
### คำสอนข้อที่ 3 ของพระพุทธเจ้า ###

















“คำสอนข้อที่ ๓ ของพระพุทธเจ้า”

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราหมั่นถามตัวเราเองอยู่เรื่อยๆว่า

 วันเวลาผ่านไปๆ เรากำลังทำอะไรกันอยู่

เรากำลังทำบุญหรือเรากำลังทำบาป

 หรือเรากำลังทำสิ่งที่ไม่ใช่เป็นบุญและเป็นบาป

การกระทำของเรานี้แบ่งเป็น ๓ทางด้วยกัน

 ทางบุญ ทางบาป และทางที่ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป

 เราก็ทำการกระทำทั้ง ๓ อย่างนี้สลับกันไป คลุกเคล้ากันไป

ตามเวลาตามเหตุการณ์

การกระทำบุญก็คือการกระทำประโยชน์สุขให้แก่ผู้อื่น

การกระทำบาปก็คือการกระทำโทษความทุกข์

ความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น

การกระทำที่ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาปก็คือ

การกระทำที่ไม่เป็นคุณไม่เป็นประโยชน์ไม่เป็นโทษแก่ผู้อื่น

การกระทำที่ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาปก็คือ

การกระทำที่เกี่ยวกับร่างกายของเรา ชีวิตของเรา

เช่นอาบน้ำ แต่งเนื้อแต่งตัว รับประทานอาหาร

 ไปทำงานหาเงินหาทองเพื่อมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

 การกระทำแบบนี้เรียกว่า ไม่ได้เป็นบุญไม่ได้เป็นบาป

 เพราะไม่ได้ไปทำให้เกิดประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น

 และไม่ได้ไปทำให้เกิดความทุกข์ความเสียหายแก่ผู้อื่น

ผลของการกระทำที่ไม่เป็นบุญไม่ได้เป็นบาป ก็คือ

อบายก็ไม่ได้ไป สวรรค์ก็ไม่ได้ไป

ก็จะกลับมาเป็นมนุษย์ มนุษย์นี้ก็ที่เกิดของผู้ที่มีบุญ มีบาปเท่ากัน

 บุญก็ไม่มีกำลังที่จะดึงไปสวรรค์ บาปก็ไม่มีกำลังที่จะดึงไปอบาย

ก็เลยมาเกิดเป็นมนุษย์

ผู้ที่ไปอบายเมื่อใช้บาปจนกระทั่งไม่มีกำลังที่จะดึงเราไว้ในอบาย

เราก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์

 ผู้ที่ทำบุญ บุญก็จะดึงไปสวรรค์ พอบุญหมด

ไม่มีกำลังที่จะดึงเราไว้ในสวรรค์ เราก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

แล้ว ก็กลับมาสร้างบุญสร้างบาปอย่างนี้ใหม่

 ทำอย่างนี้มาเป็นเวลาอันยาวนาน เวลามาเกิดแต่ละครั้ง

ก็ต้องมาทุกข์กับการที่จะต้องเลี้ยงดูปากท้องดิ้นรนทำมาหากิน

ต่อสู่กับอุปสรรค ต่อสู้กับปัญหาต่างๆ เพื่อยังให้ชีวิตมีความสุข

ไม่มีความทุกข์ ในขณะที่กระทำการเหล่านี้บางทีก็พลั้งเผลอ

 หรือถูกเหตุการณ์บังคับให้ไปทำบาป

เช่นเวลาทำมาหากินแล้วหามาไม่ค่อยได้ไม่ค่อยพอ

หามาโดยวิธีที่ไม่ทำบาปไม่พอ ก็เลยต้องไปหามาโดยวิธีทำบาป

โดยที่ไม่รู้ว่าการทำบาปนี้ จะมีผลต่ออนาคตของตน

หลังจากที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

แต่ถ้าได้มาศึกษา ได้มาฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ก็จะรู้ว่าการกระทำบาปนี้มีผลเสียหายร้ายแรงตามมา

สู้ยอมอดอยากยอมทุกข์กับการอดยากขาดแคลน

ดีกว่าที่จะไปทำบาปเพื่อมาแก้ปัญหา

ของความทุกข์ยากลำบากต่างๆ

เพราะว่าได้ไม่คุ้มเสีย เราได้อยู่อย่างสุขอย่างสบาย

เฉพาะช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่พอเราตายไปแล้ว

บาปที่เราทำ เพื่อที่จะให้เราอยู่อย่างสุขอย่างสบายนี้

มันจะมาส่งผลที่รุนแรงกว่าความสุขสบายที่เราได้รับ

จากการอยู่เป็นมนุษย์

 ตายไปก็ต้องไปเป็นเดรัจฉานบ้าง มีใครอยากเป็นเดรัจฉานบ้าง

 เป็นเดรัจฉานกับมนุษย์นี้อย่างไหนจะดีกว่ากัน

นอกจากเดรัจฉานก็มีเปรต มีผี มีสัตว์นรก

 พวกนี้ก็อยู่แบบอดๆอยากๆ อยู่แบบทุกข์ทรมานของไฟนรก

ที่จะคอยแผดเผาให้ใจนี้รุ่มร้อนอยู่ตลอดเวลา

เพราะว่ากระทำบาปไปโดยไม่รู้สึกตัว คิดว่าตายไปแล้วก็จบ

เพราะว่าเราเห็นแต่เพียงร่างกายของเรา เราไม่เคยเห็นใจของเรา

เราไม่เคยเห็นใจที่ไม่มีวันตาย ใจที่เป็นผู้กระทำบุญและกระทำบาป

ร่างกายเป็นเพียงผู้รับใช้ ผู้รับคำสั่ง

 ผู้ที่ทำบาปจริงๆ ทำบุญจริงๆก็คือใจ

เหมือนกับคนขับรถยนต์ รถยนต์นี้ไม่ได้เป็นผู้ทำบาปหรือทำบุญ

แต่คนขับนี้เป็นผู้ทำบาปหรือทำบุญด้วยการใช้รถยนต์

เช่นขับรถยนต์ไปชนคนตาย เวลาเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับ

ก็ไม่จับรถยนต์ไปขังคุกตะรางแต่จับคนขับ

เพราะคนขับเป็นผู้ขับรถยนต์ให้ไปชนคนตาย ฉันใด

เวลาที่เราทำบาปนั้น เราเป็นผู้กระทำ

โดยใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง

 ร่างกายเขาก็ใช้บาปของเขาตอนที่เวลาตาย เวลาตายไปเขาก็จบ

 เขาก็ไม่ต้องไปติดคุกติดตะรางไม่ต้องไปใช้โทษใช้อะไร

 แต่ใจนี้ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 ใจนี้แหละเป็นผู้ที่จะไปรับผลบุญผลบาปต่อไป

 ถ้าเราเชื่อพระพุทธเจ้า

เราก็จะพยายามทำตาม ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

ก็คือให้ทำบุญละบาป

ทำบุญแล้วเราก็จะได้รับผลที่ดีได้รับความสุข

ขณะที่มีชีวิตอยู่ก็มีความสุข เวลาทำบุญ

เวลาทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นเราจะมีความสุข

 เช่นเวลาเราทำอะไรให้กับคุณพ่อคุณแม่

 คุณแม่มีความสุขเราก็มีความสุขไปกับคุณแม่

เวลาใดที่เราไปทำให้คุณแม่มีความทุกข์

 เราก็มีความทุกข์ไปกับคุณแม่

การกระทำของเรามันส่งผลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 ในปัจจุบันก็ทำให้ใจของเรามีความสุขหรือมีความทุกข์

แล้วอนาคตเวลาที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว เราต้องไปเกิดในอบาย

ถ้าเราทำบาป ถ้าเราทำบาปมากกว่าทำบุญ

 ถ้าเราทำบุญมากกว่าทำบาป บุญมีกำลังมากกว่าบาป

บุญก็จะดึงเราไปเกิดในสวรรค์

แต่เกิดในสวรรค์หรืออยู่ในอบาย

พอบุญกับบาปที่เราทำไว้หมดกำลัง

 เราก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

ถ้าเราไม่อยากจะกลับมาเกิดอีกซ้ำๆซากๆ แบบนี้

เราก็ต้องทำอีกข้อ ๑ คือ

ให้เรามาชำระใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์

 ตอนนี้ใจของเราสกปรกด้วยกิเลสตัณหา

ที่เป็นตัวฉุดลากใจของเราให้ไปเกิดตามภพต่างๆ ตามบุญตามบาป

และเวลากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็มาสร้างภพสร้างชาติใหม่

ด้วยความอยาก ด้วยควมโลภต่างๆ

ถ้าเราอยากจะตัดภพตัดชาติ ตัดการเวียนว่ายตายเกิด

 พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเราต้องมากำจัดชำระกิเลสตัณหา

ที่มีอยู่ในใจของเราให้หมดไป

เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชำระ

พระพุทธเจ้านี้เป็นคนแรกของโลกที่ได้ชำระใจของตนเอง

ได้สะอาดบริสุทธิ์ ได้ยุติการเวียนว่ายตายเกิดได้

ไม่มีใครที่จะสามารถชำระใจของตนเองได้ โดยไม่มีใครสอน

ไม่มีใครบอก มีเพียงแต่พระพุทธเจ้า เพียงพระองค์เดียว

เพราะพระพุทธเจ้ามีพระบารมี มีความรู้ ความสามารถ

ที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเราทั้งหลาย

พระองค์ทรงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า

ที่ไม่อยากจะกลับมาเกิด มาแก่ มาเจ็บ มาตายซ้ำแล้วซ้ำอีก

เพราะทรงเห็นความทุกข์

เวลาที่แก่ เวลาที่เจ็บไข้ได้ป่วย และเวลาที่ตาย

พระองค์จึงทรงพยายามค้นหาวิธีว่าจะทำอย่างไร ถึงจะยุติ

การกลับมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตายได้

ตอนต้นก็ไปศึกษาไปถามอาจารย์ต่างๆ แต่ก็ไม่มีใครในโลกนี้

ที่รู้วิธีการหยุดการเกิดแก่เจ็บตายได้

พระองค์เลยต้องไปค้นคว้าหาด้วยตนเอง ทดลองผิดทดลองถูก

จนกระทั่งในที่สุดก็ค้นพบเหตุที่ทำให้มาเกิด

เหตุที่ทำให้มาเกิดก็คือตัณหาความอยากนี่เอง

ตัณหาความอยากนี้ที่ทำให้พวกเราอยู่เฉยๆไม่ได้ อยู่ไม่เป็นสุข

ให้อยู่บ้านเฉยๆ ให้กินให้นอนอย่างสบายก็ยังอยู่ไม่ได้

อยากจะออกไปข้างนอก อยากจะไปดูรูปฟังเสียงลิ้มรสดมกลิ่น

สัมผัสกับสิ่งต่างๆ เพราะตัณหาความอยากนี้ มันคอยกระตุ้น

คอยกระตุกใจให้อยู่เฉยๆไม่ได้ เวลาอยู่เฉยๆรู้สึกอย่างไร

หงุดหงิดรำคาญใจแต่พอได้ดูได้ฟัง

ได้ทำอะไรความหงุดหงิดก็หายไป

 แต่การอยากจะทำสิ่งเหล่านี้ทำให้ใจไม่นิ่ง

 ทำให้ใจต้องไปทำบาปทำกรรม ทำให้ใจต้องไปทำอะไรต่างๆ

 จึงพาให้ใจต้องไปเกิดอยู่เรื่อยๆ หลังจากที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

พระพุทธเจ้าในที่สุดก็ทรงพบวิธีที่จะหยุดความอยากต่างๆ ได้

ด้วยการเห็นความจริงว่าสิ่งต่างๆ ที่ใจอยากได้อยากมีอยากเป็นนั้น

มันไม่ได้ให้ความสุขกับใจ เป็นความสุขปลอม เป็นความสุขชั่วคราว

แล้วก็มีความทุกข์ตามมา เช่นเราอยากจะมีความสุขกับแฟน

เราก็ไปหาแฟนมาคิดว่ามีแฟนแล้วจะมีความสุข

แต่ก็เป็นความสุขเดี๋ยวเดียว พออยู่ด้วยกันไม่นาน

เดี๋ยวก็ทะเลาะกับแฟน พอทะเลาะกับแฟน

ความสุขที่ได้จากแฟนก็กลายเป็นความทุกข์ไป

หรือถ้าไม่ทะเลาะกันแฟนอาจจะจากเราไป

อาจจะต้องไปทำงานไปอยู่ที่อื่น อยู่ด้วยกันไม่ได้

 เพราะต้องไปทำงานก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

 หรือถ้าเกิดอุบัติเหตุแฟนตายจากเราไป เราก็จะทุกข์ทรมานใจ

นี่คือความสุขที่พวกเราแสวงหาด้วยความอยากของพวกเรา

เพราะเราไม่รู้ความจริงของสิ่งต่างๆ ที่เราอยากว่าเป็นของชั่วคราว

 ไม่มีอะไรเป็นของถาวร ไม่มีอะไรจะอยู่กับเราไปตลอด

 ไม่ช้าก็เร็วถ้าเขาไม่จากเราไป เราก็ต้องจากเขาไป

นี่คือสิ่งพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็น

 พระองค์ก็เลยหยุดความอยากได้

เพราะทุกครั้งเวลาเกิดความอยาก พระองค์ก็จะเห็นความทุกข์

ที่จะตามมาจากการมีความอยาก

อยากได้แฟน พอได้แฟนก็สุขเดี๋ยวเดียว

พอหม้อข้าวยังไม่ทันไหม้ก็เกิดการทะเลาะวิวาทกัน

เกิดการเกลียดกันโกรธกันขึ้นมา

 เกิดการทำร้ายร่างกายกันขึ้นมา นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา

ถ้าเรายังอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้คนนั้นคนนี้อยู่

จะต้องเจอความทุกข์กับสิ่งนั้นแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว

พระพุทธเจ้านี้มีปัญญาทรงเห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอน

ของสรรพสิ่งทั้งหลาย จึงสามารถที่จะสอนใจ

ให้เลิกอยากได้สิ่งต่างๆ

 เพราะเป็นเหมือนกับอยากได้ยาพิษมานั่นเอง

 ถ้าเรารู้ว่าสิ่งที่เราได้เป็นยาพิษนี้เราอยากจะได้หรือเปล่า

 เช่นบุหรี่หรือสุรายาเมานี้มันเป็นยาพิษดีๆ นี่เอง

เพียงแต่ว่ามันเป็นพิษในระดับต่ำ มันไม่ฆ่าเราทันทีทันใด

แต่มันค่อยๆฆ่าเราวันละเล็กวันละน้อย

ผู้ที่ติดสุราติดบุหรี่นี้หมอเขาบอกว่ามีปัจจัยเสี่ยง

ต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บหลายชนิดด้วยกัน

ทำให้ถึงแก่ความตายเร็วกว่าวัย นี่แหละคือยาพิษ

แต่มองไม่เห็นว่าเป็นยาพิษ กลับเห็นว่าเป็นขนม

น่ากินน่าดื่มน่ารับประทาน

นี่คือสิ่งที่พวกเราจะต้องทำ ศึกษาแล้วก็สอนใจเราอยู่เรื่อยๆ

ว่า อย่าไปอยากได้อะไร อย่าไปอยากดูอะไร

 อย่าไปอยากฟังอะไร อย่าไปอยากดื่มอยากรับประทานอะไร

ถ้าจะดื่มจะรับประทานก็ดื่มด้วยความจำเป็น ดื่มแบบดื่มยา

รับประทานแบบรับประทานยา ถ้าดื่มตามความจำเป็นนี้

ไม่เรียกว่าเป็นความอยาก

เหมือนกับเวลาหมอให้ยามา เราไม่อยากกินยา

เพราะว่ามันจะช่วยรักษาโรคภัยไข่เจ็บ

ของร่างกายของเขาให้หายไปได้ ฉันใด

ถ้าเราดื่มและกินด้วยความจำเป็น

แบบกินยาดื่มยา แบบนี้ไม่เป็นปัญหา

ไม่เป็นความอยาก จะไม่นำมาสู่ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย

พระพุทธเจ้าก็ยังกินหลังจากที่ตรัสรู้แล้ว

พระอรหันตสาวกทั้งหลาย ท่านก็ยังกินยังดื่ม

 แต่ท่านไม่กินไม่ดื่มเหมือนพวกเรา

พวกเรากินและดื่มด้วยความอยาก เวลากินก็ต้องเลือกอาหาร

 เลือกเครื่องดื่ม แต่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์นี้

ท่านกินตามมีตามเกิดได้

 มีอะไรก็กินไป มีอะไรก็ดื่มไป กินให้มันอิ่มท้องก็พอ

 นี่คือเรื่องของตัณหาความอยาก

กับเรื่องที่ไม่ใช่เป็นตัณหาความอยาก

สำหรับพวกเรานี้ไม่ว่าจะทำอะไร

ทำด้วยตัณหาความอยากทั้งนั้น

นานๆถึงจะทำด้วยความจำเป็น

เช่นเวลาไปหาหมอไปด้วยความจำเป็น

ไม่อยากจะไปแต่ก็ต้องไป

 หมอให้ยามากินไม่อยากจะกินก็ต้องกิน

แต่เรื่องอื่นนี้ทำด้วยความอยากทั้งนั้น

อยู่บ้านเบื่อก็อยากจะออกไปข้างนอก

อยากจะไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เที่ยวแล้วก็ไม่อิ่มไม่พอ

พอกลับมาอยู่บ้านใหม่ไม่นานก็อยากจะไปเที่ยวอีก

 ก็ต้องเที่ยวไปเรื่อยๆ ตายไปก็ต้องกลับมาหาร่างกายใหม่

มาซื้อร่างกายใหม่ มาเกิดใหม่

เพื่อที่จะได้มีร่างกายพอไปเที่ยวใหม่

แต่ถ้าหยุดความอยากได้ก็จะไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่

นี่คือวิธีชำระใจ ต้องชำระด้วยปัญญา

ต้องรู้ว่าความอยากในสิ่งต่างๆ นี้เป็นการพาไปสู่ความทุกข์

 ไม่ใช่เป็นสู่ความสุข ถ้าเห็นว่าเป็นทุกข์แล้วก็จะไม่อยากได้

ถ้าเห็นว่าเป็นยาพิษก็จะไม่อยากได้

ดังนั้นเราต้องพยายามมองทุกสิ่งทุกอย่าง

ให้เห็นว่ามันเป็นเหมือนยาพิษ

แต่ว่าฤทธิ์ของมันนี้อาจจะออกช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

 ฤทธิ์บางอย่างก็ออกเร็ว ฤทธิ์บางชนิดก็ออกช้า

แต่ในที่สุดก็จะต้องขมขื่นอย่างแน่นอน

นี่คือคำสอนข้อที่ ๓ นอกจากการทำบุญละบาป

แล้วก็ต้องมาชำระใจให้สะอาด

ถ้าชำระใจให้สะอาดได้ ก็ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

 ถ้ายังชำระไม่ได้ก็ต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตาย

แล้วก็ต้องไปเกิดในอบายบ้าง ไปเกิดในสวรรค์บ้าง

ตามกำลังของบุญของบาปที่เรากำลังทำกันอยู่

แต่ถ้าเราสามารถที่จะทำแต่บุญอย่างเดียว ไม่ทำบาป

แล้วก็ชำระใจของเราไปเรื่อยๆ

ภพชาติของเราต่อไป ก็จะเป็นแต่สวรรค์

จนกว่าจะไปถึงพระนิพพาน

ไปถึงที่สิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด

ดังนั้นการกระทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

จึงมีแต่ได้มีแต่กำไรไม่ขาดทุน

ถ้าไม่ทำตามคำสอนนั่นแหละ ถึงจะขาดทุน

จะต้องไปตกนรก จะต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉาน

จะต้องไปทนทุกข์ทรมานกับสภาพที่ไม่ดีต่างๆ

เพราะการกระทำบาปที่ได้ทำเอาไว้ ถ้าไม่ทำบาปแล้ว

สภาพที่ไม่น่าดูไม่น่าปรารถนาจะไม่เกิดขึ้นกับพวกเรา

จะมีแต่สภาพที่ดีที่พวกเราปรารถนากันเกิดขึ้นกับพวกเรา.

............................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะในศาลา วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘

“คำสอนข้อที่ ๓ ของพระพุทธเจ้า”














ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 06 ธันวาคม 2558
Last Update : 6 ธันวาคม 2558 11:04:17 น.
Counter : 707 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....