Group Blog
All Blog
### การพิจารณาปัญญาต้องพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก ###

















“การพิจารณาปัญญา

จะต้องพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก”

การพิจารณาปัญญานี้จำเป็นจะต้องพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก

 เพื่อให้ไม่หลงไม่ลืมให้เห็นทุกเวลานาที

เวลาที่ออกมาจากสมาธิจะต้องเห็นทุกอย่าง

ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทันที

จะต้องเห็นอุสภะความไม่สวยไม่งามของร่างกายทันที

 จะต้องเห็นความสกปรกความไม่น่าดู

ไม่น่ารับประทานของอาหารต่างๆ ทันที

ถ้าไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ ตัณหาความอยากนี้จะเกิดขึ้นได้

จะดึงใจให้ไปอยากเสพรูป เสียง กลิ่น รสได้

จะดึงใจให้ไปอยากรับประทานอาหาร

อยากจะรับประทานขนมนมเนย

 อยากจะดื่มเครื่องดื่มชนิดต่างๆได้ นี่คือการเจริญปัญญา

ต้องทำแล้วทำอีก ทำแล้วทำอีก ซ้ำๆซากๆ

เพื่อไม่ให้หลงไม่ให้ลืม เหมือนกับการสวดมนต์

 หรือการท่องสูตรคูณต้องสวดไปเรื่อยๆ ท่องไปเรื่อยๆ

จนมันอยู่ในใจตลอดเวลา ต้องการที่จะสวดบทไหนนี้สวดได้ทันทีเลย

อันนี้ก็เหมือนกันต้องการจะเห็นอนิจจังก็เห็นได้ทันที

 ต้องการเห็นทุกขังก็เห็นได้ทันทีเลย

ต้องการเห็นอนัตตาก็เห็นได้ทันที ต้องการเห็นอสุภะก็เห็นได้ทันที

 ต้องการเห็นความสกปรกของอาหาร ก็เห็นได้ทันที

ถ้าเห็นแล้วมันก็จะกำจัดตัณหาความอยากได้

ถ้าเวลาใดไม่เห็นนั้นพอตัณหาความอยากมา

ก็อยากจะทำตามความอยากทันที แสดงว่าปัญญายังไม่เต็มที่

ยังไม่พร้อมยังไม่ทันกิเลสตัณหาก็ต้องหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

 หมั่นพิจารณาสัพเพสังขารา อนิจจา สัพเพสังขารา ทุกขา

 สัพเพธัมมา อนัตตา ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่แท้จริง

มันก็มาจากดิน น้ำ ลม ไฟ นี่เอง

ร่างกายของทุกๆคนนี้มันก็มาจากดิน น้ำ ลม ไฟ

แล้วเดี๋ยวมันก็กลับคืนสู่ดิน น้ำ ลม ไฟไป

เวลาที่เอาร่างกายไปเผาแล้วมีอะไรเหลืออยู่ ก็เหลืออยู่แต่ธาตุดิน

 ธาตุลมก็หายไป ธาตุลมก็กลับไปอยู่กับธาตุลม

 ธาตุน้ำก็กลับไปอยู่กับธาตุน้ำ ธาตุไฟก็กลับไปอยู่ธาตุไฟ

ก็เหลืออยู่ที่ธาตุดินถ้าเอาไปกลบเอาไปฝังก็อยู่กับดินไป

ตัวตนมีอยู่ตรงไหน ร่างกายนี้มีตัวมีตนอยู่ตรงไหน

มันมีแค่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟนี่เอง ธาตุรู้ก็ไปตามสถานภาพของธาตุรู้

 ถ้ามีปัญญาก็ไปนิพพาน ถ้ามีความหลงก็ไปเวียนว่ายตายเกิดต่อไป

นี่คือเรื่องของปัญญาที่ผู้ปฏิบัติจะต้องพิจารณา

หลังจากที่มีสมาธิที่ชำนาญแล้ว

 ในระหว่างที่ไม่มีสมาธิที่ชำนาญก็สามารถพิจารณาได้แต่ต้องระวัง

 เวลาที่ออกจากสมาธิมาก็พิจารณาไปได้

แต่ต้องคอยสังเกตดูว่าเริ่มออกนอกลู่นอกทางหรือยัง

หรือยังอยู่ในแนวของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่

ถ้าไปพิจารณาว่าเป็นสามีเป็นภรรยา เป็นพ่อเป็นแม่

เป็นบุตรเป็นธิดา เป็นอะไร เป็นของเราเป็นตัวเรา

 อันนี้แสดงว่าเริ่มออกนอกลู่นอกทางของปัญญาแล้ว

 ถ้าเป็นปัญญาแล้วมันจะไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่มีพี่ไม่มีน้อง

 ไม่มีสามีไม่มีภรรยา ไม่มีบุตรไม่มีธิดา ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล

 ไม่มีหญิงไม่มีชาย ไม่มีสูงไม่มีต่ำ มีเพียงแต่ดิน น้ำ ลม ไฟ

 หรือมีเพียงแต่อาการ ๓๒ คือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก

 มีอยู่เท่านั้น ส่วนความรู้ต่างๆ เหล่านั้นเป็นความรู้ของทางโลก

 เรียกว่าสมมุติ ความรู้ของสมมุติไม่ใช่เป็นความรู้จริง

ไม่ใช่เป็นความจริง ความจริงก็คือดิน น้ำ ลม ไฟ

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภะ

นี่คือความจริงของทางปัญญาเป็นอย่างนี้

ความจริงของทางโลกก็จะเห็นว่าเป็นชายเป็นหญิง เป็นพ่อเป็นแม่

 เป็นพี่เป็นน้อง เป็นสามีเป็นภรรยา เป็นบุตร เป็นธิดา

 เป็นเจ้านายเป็นลูกน้อง เป็นมหาเศรษฐี เป็นนายก

 เป็นประธานาธิบดี ความรู้เหล่านี้ความจริงเหล่านี้

เป็นความจริงที่ไม่สำคัญต่อจิตใจ

ไม่ใช่เป็นความจริงของทางปัญญา

ความจริงของทางปัญญานี้ จะเห็นว่าเป็นธาตุเท่านั้น

เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นอนิจจังไม่เที่ยงไม่แน่นอน

เป็นทุกข์ถ้าไปยึดไปติด ไปอยากให้อยู่กับเราไปตลอด

เป็นอย่างนี้ไปตลอดก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

เวลาพิจารณาก็ต้องคอยสังเกตเวลาที่เรายังไม่มีความชำนาญมาก

ในทางสมาธิเพราะถ้าปล่อยให้ออกนอกลู่นอกทางไป

ก็อาจจะไปเกิดความฟุ้งซ่านขึ้นมา

และอาจจะเสียเวลาดึงกลับมาให้สู้ความสงบได้

 ถ้าเริ่มพิจารณาออกนอกลู่นอกทางออกจากแนวของปัญญา

เริ่มไปแนวของอวิชชาสมมุติ ว่าเป็นพี่เป็นน้อง

 เป็นสามีเป็นภรรยา เป็นเราเป็นของเรา

อันนี้เริ่มออกไปนอกลู่นอกทางแล้ว ควรต้องดึงกลับมาทันที

ว่ามีอะไรเป็นของเราบ้าง สัพเพธัมมา อนัตตา

สิ่งต่างๆ ทุกอย่างในโลกนี้ทุกอย่างไม่ได้เป็นเรา

เป็นเพียงธาตุทั้ง ๖ นี่เอง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ

 อากาศธาตุ และธาตุรู้เท่านั้นเอง เป็นอนิจจัง

รวมตัวกันแล้วเดี๋ยวก็แยกกันออกไป

 ร่างกายนี้มารวมตัวด้วยธาตุ ๔ เดี๋ยวมันก็แยกออกจากกัน

เดี๋ยวมันก็ไปกันคนละทิศคนละทาง

ร่างกายนี้ต่อไปมันก็จะอันตธานหายไปหมด

 เหลืออยู่แต่ความทรงจำเท่านั้นเอง

ร่างกายของคนที่ตายไปแล้วลองไปดูซิว่าอยู่ตรงไหน

 ถ้าเผาก็เหลือแต่ขี้เถ้า เหลือแก่เศษกระดูก

ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็เหลือพระธาตุ

ถ้าเป็นพระพุทธเจ้า กระดูกบางส่วนก็เป็นพระธาตุไป

ธาตุก็เป็นธาตุดินอยู่ดี เพียงแต่เราเรียกว่าพระธาตุ

 คือเราไม่เรียกว่าเป็นกระดูก เพราะว่ากระดูกนี้มันต่างจากพระธาตุ

 พระธาตุนี้เป็นธาตุแท้ กระดูกนี้มันยังมีส่วนอื่นผสมอยู่

นี่คือการเจริญทางปัญญา ผู้ปฏิบัติเวลาออกทางปัญญา

ต้องคอยสังเกตุดูว่า พิจารณาอยู่ในแนวทางของปัญญาหรือไม่

ถ้าเริ่มออกไปในแนวทางของอวิชชา ก็ต้องหยุดพิจารณา

กลับมาทำใจให้สงบ ทำใจให้สงบแล้ว

พอออกจากความสงบก็กลับไปพิจารณาใหม่

พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาอสุภะใหม่

ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆสลับกับการเข้าสมาธิ

 ปัญญาก็จะเร็วขึ้นไวขึ้นจะอยู่คู่กับใจได้นานขึ้น

และต่อไปก็จะอยู่คู่กับใจตลอดเวลา

พออยู่คู่กับใจตลอดเวลาแล้ว

ตัณหาก็จะไม่มีทางที่จะมาดึงใจให้ไปหาความทุกข์

จากสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ได้

 ใจก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

 ใจก็จะมีแต่ความสุขตลอดเวลาที่เรียกว่า บรมสุข

ปรมัง สุขัง บรมสุข

นี่คือแนวทางของการบำเพ็ญ ของพระพุทธเจ้า

 และของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

จำเป็นที่จะต้องเลือกทางเดินว่า

จะเดินไปในทางของความสุขปลอม

หรือเดินทางไปในทางความสุขแท้

มันเป็นทางคนละทางกันมันไปด้วยกันไม่ได้

อยากจะได้ทางใดก็ต้องไปทางนั้น

 ถ้าจะเอาทั้งสองทางก็ต้องเดินกลับไปกลับมา

เดินทางนี้แล้วเดี๋ยวก็ต้องเดินกลับไปทางนั้นใหม่

มันก็ได้อย่างละนิดอย่างละหน่อย

 แต่จะไม่วันที่จะได้อย่างใดอย่างหนึ่งอย่างถาวร

ผู้ปฏิบัติจะต้องพิจารณาตัวเอง เลือกทางเดินของตนเอง

 อย่าเอาแบบรักพี่เสียดายน้องเพราะจะไม่ได้ทั้งพี่ทั้งน้อง

เอาสักอย่างหนึ่ง จะเอาพี่ก็เอาพี่จะเอาน้องก็เอาน้องไปเลย

 จะเอาความสุขปลอมหรือเอาความสุขแท้ก็เลือกเอา

เอาความสุขปลอมก็เอาความทุกข์นั่นเอง

 ถ้าเอาความสุขแท้ก็คือบรมสุข ปรมัง สุขังนั่นเอง

เอาความสิ้นสุดของความทุกข์

การสิ้นสุดของความทุกข์อยู่ที่ความสุขแท้

ความอยู่อย่างต่อเนื่องของความทุกข์อยู่ที่ความสุขปลอม

คือความสุขทางร่างกาย ความสุขทางลาภยศ สรรเสริญ

นี่คือทางเลือกของสัตว์โลก ทุกคนนานๆ จะได้มีโอกาส

ได้พบทางเลือกนี้สักครั้งหนึ่ง

เวลาที่มีพระพุทธศาสนาปรากฏขึ้นมา

จะมีคนมาปักป้ายบอกว่ามีทางไปอีกทางนี้ทางหนึ่ง

ไม่ใช่ทางนี้ทางเดียว ทางที่เป็นความสุขที่ถาวรก็มี

 ทางที่คุณกำลังไปกันอยู่นี้มันเป็นความสุขปลอมกัน

ผู้ที่มาปักป้ายนี้ก็คือพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

 ท่านมาบอกพวกเราว่าความสุขที่เรามีกันอยู่นี้

 มันเป็นความสุขปลอม เป็นความสุขชั่วคราว

เป็นความสุขที่จะต้องมีความทุกข์ตามมาทีหลัง

 เราได้พบความสุขแท้แล้ว อยู่ทางนี้ไปทางนี้

 ถ้าอยากจะพบกับความสุขแท้

 อยากจะพบกับความสิ้นสุดของความทุกข์ทั้งหลายให้ไปทางนี้

ถ้าเราอยากจะพบกับความสุขที่แท้จริง

ที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้พบกัน

เราก็ต้องไปตามทางที่พระพุทธเจ้า

และพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้ไปกัน

 ก็คือต้องออกจากความสุขปลอมไป ต้องทิ้งความสุขปลอมไป

เพื่อที่จะได้ไปหาความสุขที่แท้จริงได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


......................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘

“ทิ้งสุขปลอมแล้วจะเจอสุขจริง”









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2559 11:46:15 น.
Counter : 93 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....