Group Blog
All Blog
### สละความสุขปลอม ###















“สละความสุขปลอม”

พระพุทธเจ้าทรงเห็นความจริงอันนี้จึงทรงสละพระราชสมบัติ

สละความสุขปลอม ความสุขของพระราชโอรส

 ที่มีความสุขทุกรูปแบบที่มนุษย์จะสรรหาได้มาเสพ

 ทรงเห็นว่ามันเป็นเพียงความสุขชั่วคราว

 เป็นความสุขในขณะที่ได้เสพ

 พอผ่านไปแล้วความสุขนั้นก็จางหายไปเหมือนควันไฟ

ต้องคอยเสพอยู่เรื่อยๆ ต้องคอยจัดงานเลี้ยงกันอยู่เรื่อยๆ

 เลี้ยงกันทุกวันทุกคืน เลี้ยงกันกี่วันกี่คืนมันก็หมดไปเหมือนควันไฟ

 จุดขึ้นมากี่ครั้งมันก็จางหายไปต้องคอยจุดอยู่เรื่อยๆ

จุดไปจนกระทั่งไม่มีปัญญาจะจุด คือสังขารร่างกายชราภาพ

จัดงานเลี้ยงไปเรื่อยๆ พอแก่ลงๆต่อไปก็ไม่มีปัญญาที่จะจัด

จัดไม่ไหว สังขารร่างกายไม่เอื้ออำนวย

ความสุขจากการจัดงานเลี้ยงก็จะไม่มี

ก็จะเหลือแต่ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย

ความเศร้าสร้อยหงอยเหงา ที่ไม่มีเพื่อนไม่มีฝูง

 ไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะมาให้เสพ ให้ความสุข

พระพุทธเจ้าสละความสุขแบบนี้ไป แล้วยอมที่จะทุกข์ยากลำบาก

 เพราะว่าการที่ไม่เคยอยู่แบบที่ไม่มีอะไรนี้ มันไม่ได้เป็นของง่ายดาย

ความจริงมันก็ไม่ใช่เป็นของยากเย็น

 ถ้าได้อยู่กับความไม่มีอะไรตั้งแต่เกิดมา

เช่นคนจนหรือคนขอทาน ที่เขาเกิดมา

ที่อยู่แบบไม่มีทรัพย์สมบัติไม่มีข้าวของเงินทองอะไร

เขาก็อยู่ของเขาได้ เพราะเขาต้องอยู่แบบนั้น

เขาก็เลยทำใจฝึกฝนตนเองให้อยู่กับสภาพที่ยากจนแสนเข็น

เขาก็อยู่กันได้ เพียงแต่เขายังมีความอยากที่จะร่ำอยากที่จะรวย

 อยากจะอยู่แบบมีสมบัติ มีลาภยศ สรรเสริญ สุข เท่านั้นเอง

แต่สำหรับพระพุทธเจ้านี้ท่านไม่ได้เป็นอย่างนั้น

 ท่านไม่ต้องการที่จะมีลาภยศ สรรเสริญ

มีความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

ท่านต้องการที่จะมีความสุขทางใจ

แต่ท่านก็ไม่เคยอยู่แบบลำบากอยู่แบบยากจน

การที่คนที่มีความร่ำรวย มีฐานะทางการเงินการทอง

 มีทรัพย์สมบัติมีอะไรต่างๆ อุดมสมบูรณ์คอยบำรุงบำเรอ

พอต้องมาอยู่แบบขอทานก็จะรู้สึกว่าลำบาก

 เพราะไม่เคยเท่านั้นเอง ถ้าเคยแล้วมันจะรู้สึกไม่ยากเย็นอะไร

 พระอรหันต์หรือผู้ที่ออกบวชนี้ส่วนใหญ่

จึงมักจะเป็นคนยากจนกัน เพราะเขาไม่รู้สึกว่ามันลำบาก

เวลามาบวชเป็นพระ เวลามาอยู่แบบขอทาน

เพราะเขาเคยอยู่แบบนี้มาตั้งแต่เขาเกิดแล้ว

แต่คนที่อยู่กับทรัพย์สมบัติอยู่กับความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

 พอต้องมาอยู่แบบไม่มีความสุขเหล่านี้ ก็จะรู้สึกยากมาก

นี่คือความยากของพระพุทธเจ้าที่ทรงเป็นพระราชโอรส

แล้วต้องสละความสุขของพระราชโอรส มาอยู่แบบขอทาน

 แต่เนื่องจากพระบารมีที่พระองค์ได้ทรงสร้างมาอย่างมากมาย

เช่นพระขันติบารมี พระอธิษฐานบารมี

จึงทำให้การเปลี่ยนสภาพ เปลี่ยนสถานะจากพระราชโอรส

มาเป็นขอทานนี้ ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

พระองค์ทรงมีความแน่วแน่ มีความตั้งใจที่แน่วแน่

ที่จะต้องไปแสวงหาความสุขทางใจให้ได้

จะอยู่แบบยากไร้อย่างไรทุกข์ยากลำบากอย่างไร

 พระองค์ก็มีขันติความอดทนที่จะอยู่กับสภาพแร้นเเค้นนั้น

ได้อย่างสบาย ประกอบกับที่มีพระปัญญาบารมี

 พระอุเบกขาบารมี พระองค์ก็ทรงที่จะสามารถทำใจให้สงบได้

พอใจมีความสงบแล้ว ความทุกข์ยากลำบาก

ของทางร่างกายกลับไม่เป็นปัญหากับจิตใจเลย

เพราะความสุขที่ได้จากความสงบของใจนี้

 มันกลบความทุกข์ยากลำบากของทางร่างกายให้หายไปหมดเลย

เหมือนกับที่ทรงอดกระยาหารถึง ๔๙ วัน

คิดดูก็แล้วกันว่ามันทุกข์ขนาดไหนทางร่างกาย

พวกเรานี้เพียงแต่อดข้าวเย็นมื้อเดียวก็ยังแทบจะเป็นจะตายกัน

 นี่พระองค์ทรงอดพระกระยาหารถึง ๔๙ วัน

แต่พระองค์สามารถกระทำได้ก็เพราะว่าพระองค์มีความสุขทางใจ

 สามารถเข้าไปในสมาธิเข้าไปในฌาณได้

ก็เลยไม่ค่อยรู้สึกเดือดร้อนกับความหิวของร่างกาย

 จะรู้สึกก็เฉพาะช่วงที่ออกจากฌาณออกจากสมาธิมา

 พอทนไม่ไหวก็กลับเข้าไปในฌาณเข้าไปในสมาธิใหม่

 เพราะตอนนั้นยังไม่มีพระปัญญา

ยังไม่เห็นว่าความทุกข์ที่เกิดจากความหิวของร่างกายนี้

 เกิดจากความอยากของใจที่อยากจะรับประทานอาหาร

ถ้าทรงรู้ว่าความอยากนี้เป็นต้นเหตุของความทุกข์ ทรมานใจ

พระองค์ก็จะหยุดมันได้ แต่ช่วงนั้นยังไม่ได้มีปัญญา

ให้เห็นอริยสัจ ๔ จึงต้องใช้การเข้าไปในสมาธิ

 เป็นการหนีความทุกข์ทางร่างกาย

เพราะเวลาใจเข้าสู่สมาธิแล้วความทุกข์ทางร่างกายก็จะหายไป

มีแต่ความสุขทางจิตใจ

นี่คือแนวทางดำเนินของนักปราชญ์ของคนฉลาด

 จะต้องเสียสละความสุขทางร่างกายไปทุกคน

 ถ้าอยากจะได้ความสุขทางใจ

ไม่ว่าจะเป็นพระราชามหากษัตริย์

หรือเป็นคนขอทานก็จะต้องทำแบบเดียวกัน

ถ้าเป็นพระราชามหากษัตริย์ก็ต้องเสียสละมาก

 ถ้าเป็นคนขอทานก็ไม่ต้องเสียสละอะไรมาก

 อาจจะได้กำไรเสียอีก เพราะเป็นขอทานนี้สู้เป็นพระไม่ได้

ขอทานนี้จะหาขออะไรสักทียากเย็น

พอมาเป็นพระนี้ เดินบิณฑบาตเดี๋ยวเดียวอาหารก็ล้นบาตรแล้ว

ถ้าในยุคปัจจุบันนี้ เป็นพระนี้กลับสบายกว่าขอทาน

 แต่ในยุคสมัยพระพุทธกาลไม่ได้เป็นอย่างนั้น

สมัยพระพุทธกาลนี้นักบวชนั้นเปรียบเหมือนกับขอทานทั่วๆไป

ชาวบ้านก็ไม่ได้มีความเคารพเลื่อมใสเหมือนกับสมัยนี้

 แต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้ที่แสวงหาความสุขทางใจจะต้องทำกัน

นี่เพียงพูดเปรียบเทียบให้เห็นถึงความยากง่าย

ของผู้ที่มีความมั่งคั่งมั่งมีกับผู้ที่ไม่มีความมั่งมี

ว่าเวลาที่จะต้องสละความสุขทางร่างกายไปนั้น

จะมีความยากง่ายต่างกันอย่างไร

แต่บางท่านถึงแม้ว่าจะมีความมั่งคั่ง

แล้วต้องสละความสุขจากความมั่งคั่งนี้ไปอยู่แบบขอทาน

ก็สามารถอยู่ได้ เพราะจิตใจมีบารมี มีขันติบารมี

มีสติที่จะคอยควบคุมใจไม่ให้ปรุงเเต่งหาความสุขทางร่างกาย

ควบคุมใจให้เข้าสู่ความสงบอยู่เรื่อยๆ

ก็จะไม่รู้สึกลำบากยากเย็นแต่อย่างไร

 มี ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนสำคัญก็คือใจ

ผู้ที่จะแสวงหาความสุขทางใจนี้ต้องมีคุณธรรมพิเศษอยู่ในใจ

 ถึงจะสามารถสละความสุขทางร่างกายไปได้

ถ้าไม่มีความสามารถพิเศษทางจิตใจ เช่นไม่มีสติบารมี

ไม่มีปัญญาบารมี ไม่มีวิริยะบารมี ไม่มีขันติบารมี

 จะไม่สามารถที่จะออกจากความสุขทางร่างกายได้

 จะต้องยึดติดอยู่กับความสุขนั้น

มีบางท่านมาทดลองอยู่แบบพระอยู่ อยู่หลายเดือน

แต่ในที่สุดก็ต้องยกธงขาวขอกลับไปเพราะสู้ไม่ไหว

 บางท่านถึงกลับบวช บวชได้ยังไม่ถึงปีก็ยกธงขาวก็มี

นี่พูดถึงผู้ที่มีความตั้งใจที่จะหาความสุขทางใจ

ด้วยการออกมาอยู่แบบขอทาน

มาปฏิบัติเพื่อสร้างความสุขทางใจ

 อันนี้ไม่ได้พูดถึงผู้ที่มีเจตนาบวชชั่วคราวแบบมีเจตนาอย่างนั้น

 เช่นบวชเพื่อทดแทนพระคุณของพ่อของแม่

หรือบวชเพื่อที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น บวช ๑ เดือน บวชแก้ซวย

 บวชอะไรต่างๆเหล่านี้ อันนี้ไม่ได้หมายถึงกลุ่มนี้

กลุ่มนี้เขาไม่ได้ตั้งใจจะบวชแบบจริงๆจังๆ

เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะเข้าหาความสุขที่แท้จริง

เขาบวชเพื่อที่จะกลับไปหาความสุขปลอมของเขาต่อไป

 แต่เนื่องจากเขามีสถานภาพหรือมีภาระที่จะต้องบวช

 เช่นตามทำเนียมของชาวพุทธเรา

ที่เชื่อว่าการบวชนี้เป็นการทดแทนพระคุณให้แก่บิดามารดา

 เพราะว่าจะทำให้บิดามารดาให้มีโอกาสเกาะชายผ้าเหลือง

 เกาะชายผ้าเหลืองอย่างน้อยก็ได้ไปสวรรค์

เพราะว่าเวลาที่ลูกบวช พ่อแม่ที่ไม่เคยเข้าวัดเข้าวามาก่อน

ก็จะมาวัดมาทำบุญมาฟังเทศน์มาฟังธรรม แล้วก็มาปฏิบัติธรรม

 การทำบุญการปฏิบัติธรรม การรักษารักษาศีล

 การฟังธรรมนี้เป็นเหตุ ที่จะทำให้ผู้ที่ปฏิบัติตาม

ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่างๆนั่นเอง

 โดยอาศัยเหตุคือลูกที่เข้ามาเข้าวัดอยู่วัด มาบวชอยู่ในวัด

เมื่อลูกอยู่ที่ไหนใจของพ่อแม่ก็จะอยู่ที่นั่น

 ลูกอยู่ที่วัด พ่อแม่ซึ่งปกติไม่เคยมีเวลามาวัด ก็มีเวลาขึ้นมาทันที

เพราะว่ามีลูกอยู่วัดนั่นเองและจิตใจของพ่อแม่

ก็อยู่กับลูกมาตลอดตั้งแต่เกิดเลย

อันนี้ก็เลยเป็นอุบายของนักปราชญ์

ที่จะดึงพ่อแม่ ที่ไม่มีศรัทธาหรือว่าไม่มีเวลา

ที่จะมาศึกษามาปฏิบัติอย่างจริงจังได้มีโอกาส

ได้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจังได้

พ่อแม่บางคนหลังจากที่ลูกสึกไปแล้ว

ก็ยังมาวัดอย่างสม่ำเสมออย่างต่อเนื่องต่อไป

 ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น ก่อนที่ลูกจะบวชไม่เคยเข้าวัดเลย

 ถ้าเข้าก็เข้าเป็นแบบเข้าไปกราบพระขอพรหรือไปทำบุญวันเกิด

 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น

 แต่ไม่ได้เข้าแบบเป็นกิจวัตรประจำ

แต่หลังจากที่ลูกได้มาบวชแล้ว

พ่อแม่ได้มาวัดมาฟังเทศน์ฟังธรรม

มาปฏิบัติธรรมก็ทำให้เห็นคุณค่าของการศึกษา

ของการปฏิบัติธรรม ก็พยายามที่จะศึกษา

ปฏิบัติธรรมให้เพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ

 ถึงแม้ว่าลูกไม่ได้บวชแล้วลูกไม่ได้อยู่ที่วัดแล้ว

 แต่ได้มาพบของที่ดีกว่าลูกที่วัดแล้ว

ก็คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 ก็เลยได้เข้ามาศึกษาได้เข้ามาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องต่อไป

 โอกาสที่จะไปสวรรค์และไปพระนิพพาน

 ก็มีเพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ ถ้าการปฏิบัติมีเพิ่มขึ้นไปตามลำดับ

 ไม่ช้าก็เร็วก็สามารถที่จะบรรลุถึงพระนิพพานได้

 อันนี้ก็อาศัยชายผ้าเหลืองของลูกชาย

แต่ลูกชายเองกลับสลัดชายผ้าเหลืองไป

กลับไปหาผ้าไหมผ้าซิ่นของภรรยาของแฟน

อันนี้ก็เป็นเรื่องของผู้ที่บวชชั่วคราว

 เขาจะไม่ค่อยรู้สึกเดือดร้อนเท่าไร

เพราะเขารู้ว่าเขาเพียงมาบวชชั่วคราวเท่านั้น

เดี๋ยวเขาก็จะกลับไปหาความสุขของเขาอีกต่อไป

นี่ไม่ถือว่าเป็นนักปราชญ์

ถ้าเป็นนักปราชญ์แล้วเป็นคนฉลาดแล้ว

บวชจะไม่มีวันสึกถ้าสึกก็แสดงว่าโง่

 ลืมไปว่าความสุขที่ตนเองกลับไปหานั้น

เป็นความสุขปลอมนั่นเอง

 คนที่รู้ว่าเป็นความสุขปลอม ก็จะไม่กลับไปหาความสุขปลอม

 ก็จะพยายามผลักดันการปฏิบัติของตน

ให้คืบหน้ามากขึ้นไปเรื่อยๆ ให้ปฏิบัติเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

 เพิ่มเวลาของการปฏิบัติ เพิ่มขั้นตอนของการปฏิบัติ

ให้มากขึ้นให้สูงขึ้น ให้เจริญสติอย่างต่อเนื่อง

 เพื่อให้จิตได้เข้าสู่ความสงบและให้สงบได้นานๆ

สงบได้บ่อยๆ จนสามารถที่จะเข้าสู่ความสงบได้ตลอดเวลา

 ต้องการจะเข้าสู่ความสงบเวลาใดก็สามารถเข้าได้ทันที

อันนี้เป็นความสำคัญ เพราะว่าเวลาที่จะเข้าไปสู่ขั้นปัญญานี้

จะต้องใช้การคิดปรุงเเต่งเป็นการเจริญปัญญา

 การคิดปรุงแต่งไปตามความเป็นจริงคือ

คิดไปในทางอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

จะทำให้ใจไม่ฟุ้งซ่านไม่วุ่นวาย

แต่บางครั้งพิจารณาไปก็อาจจะพลั้งเผลอ

หรือถูกอำนาจของกิเลสตัณหาเข้ามาแย่งไปก็ได้

 ถ้าเผลอถูกอำนาจของกิเลสตัณหาแย่งไปคิด

แทนที่จะสงบก็จะฟุ้งซ่านขึ้นมาแล้ว

ถ้าไม่มีความเชี่ยวชาญ ในการทำใจให้สงบดึงใจเข้าสู่สมาธิ

ก็จะต้องอยู่กับความฟุ้งซ่านไปเป็นเวลาอันยาวนาน

แต่ถ้ารู้ว่าจิตเริ่มฟุ้งซ่าน เริ่มคิดไปในทางของกิเลสตัณหาแล้ว

ถ้าเข้าสมาธิได้อย่างชำนาญก็หยุดปรุงเเต่งได้ทันที

 กำหนดจิตให้เข้าสู่ความสงบได้

แสดงว่ากำลังของสมาธิกำลังของอุเบกขา

 ที่จะต่อต้านกำลังของกิเลสตัณหานั้นได้อ่อนลง

ก็ต้องกลับเข้าไปเพิ่มกำลังของอุเบกขาใหม่

ด้วยการเข้าไปอยู่ในความสงบ

พอใจสงบแล้วมีอุเบกขาแล้วก็ถอนออกมาแล้วก็มาพิจารณาใหม่.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘

“ทิ้งสุขปลอมแล้วจะเจอสุขจริง”











ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2559 11:41:39 น.
Counter : 550 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....