Group Blog
All Blog
### อานิสงส์ของการทำบุญจากพระอริยะ ###


















“อานิสงส์ของการทำบุญจากพระอริยะ”

ต่อไปนี้จะได้พูดธรรมะให้ท่านทั้งหลายได้ฟังกัน

 ขอความกรุณาให้ตั้งอยู่ในความสงบกาย สงบวาจาและสงบใจ

กาย วาจา สงบเป็นศีล ใจสงบเป็นสมาธิ

 พอมีศีลมีสมาธิเวลาฟังธรรมก็จะเกิดปัญญาขึ้นมา

เกิดการบรรลุธรรม เกิดการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย

 การตั้งใจฟังธรรม การนั่งอยู่ด้วยกิริยาที่สงบจึงเป็นปัจจัยสำคัญ

 ในการฟังธรรม ถ้ากาย วาจา ใจไม่สงบ การฟังธรรมก็จะไม่เกิดผล

ฟังไปก็จะเสียเวลาเปล่าๆ เข้าหูซ้ายแล้วออกหูขวาไป

 แต่ถ้าฟังด้วยความสงบกาย สงบวาจาและสงบใจ

ร่างกายนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร วาจาไม่พูดไม่คุยกัน

 ใจไม่คิดถึงเรื่องราวต่างๆ ตั้งใจฟังเสียงธรรมที่เข้ามาสัมผัสกับหู

ถ้าพิจารณาตามได้ เกิดความเข้าใจก็จะเกิดมีดวงตาเห็นธรรมขึ้นมา

 ถ้ายังพิจารณาไม่เข้าใจแต่ตั้งใจฟัง ใจจดจ่ออยู่กับเสียงธรรม

 ใจก็จะสงบจะเย็นจะสบาย

ธรรมดาเวลานั่งสมาธิตามลำพังนี้จะยาก จะนั่งได้ไม่นาน

และจะไม่ค่อยสงบ แต่เวลาฟังเทศน์ฟังธรรมไป

แล้วใจจดจ่ออยู่กับเสียงธรรม ที่เข้ามาสัมผัสเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง

แต่ใจจะสงบ ใจจะเย็นจะสบาย จะนั่งอยู่ได้นาน

การฟังเทศน์ฟังธรรมจึงมีประโยชน์หลายประการด้วยกัน คือ

๑.จะได้ยินได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน

 ๒.สิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมาแล้วเมื่อฟังซ้ำอีก

ก็จะเกิดความเข้าใจดีขึ้นไปตามลำดับ

๓.จะทำให้ขจัดความสงสัยต่างๆ ไปได้

๔. จะทำให้มีความเห็นที่ถูกต้อง มีสัมมาทิฏฐิ

 มีปัญญาความรู้ความฉลาด

๕. จะทำให้จิตใจผ่องใส จิตใจสงบ

นี่คือผลจะได้รับหากฟังธรรมด้วยศีล

 ด้วยสมาธิคือด้วยกาย วาจา ใจที่สงบนั่นเอง

ดังนั้นเวลาที่เราฟังธรรม เราไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องที่เราได้ยินได้ฟัง

คือไม่ต้องไปจดไปจำ เราฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจ

 ถ้าครั้งนี้ฟังแล้วไม่เข้าใจก็ปล่อยผ่านไปก่อน

 การฟังธรรมนี้ไม่ใช่ฟังกันครั้ง ๒ ครั้งเท่านั้น

เป็นการฟังอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยที่สุดก็อาทิตย์ละ ๑ ครั้ง

 ถ้าทำตามสมัยโบราณที่ต้องไปวัดกัน

ถึงจะได้มีการฟังเทศน์ฟังธรรมกัน

แต่ในสมัยปัจจุบันนี้เราสามารถฟังธรรมได้ทุกวัน ทุกเวลาเลย

 เพราะเดี๋ยวนี้ เรามีสื่อที่บันทึกเสียงธรรมเอาไว้

 ที่เราสามารถเปิดฟังได้ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เวลาใดก็ตาม

 การฟังธรรมนี้จะทำให้เรามีความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติ

ถ้าธรรมที่เราฟังนี้เป็นธรรมที่ถูกต้อง

เป็นสวากขาโต ภคตาธัมโม คือธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว

ของพระพุทธเจ้า ธรรมที่จะเป็นสวากขาโต ภควตาธัมโมนี้

ก็ต้องเป็นธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติ

ธรรมที่เกิดจากการศึกษาได้ยินได้ฟังมานี้ แล้วจดจำมาพูดนี้

อาจจะไม่ตรงกับความจริง เพราะผู้ฟังนี้

ฟังไปแล้วก็จำไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง

พอมาพูดถ่ายทอดอีกทีก็ไม่ได้พูดตรงกับหลักธรรมทั้งหมด

 เพราะว่าความจำคลาดเคลื่อนไป

แต่ถ้าพูดออกจากการปฏิบัติคือได้รับผลจากการปฏิบัติมาแล้ว

 แล้วมาแสดงก็จะเป็นธรรมที่จะไม่มีวันคลาดเคลื่อน

เพราะว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาภายในจิตใจ รู้จากการปฏิบัติ

รู้ว่าการกระทำแบบนี้จะได้ผลอย่างนี้

 แต่ถ้าฟังมาเฉยๆแล้วไม่ได้ปฏิบัติ พอมาพูด อาจจะพูดไปว่า

 ทำแบบนี้แล้วก็จะได้แบบนั้น

ดังนั้นถ้าเราฟังธรรมจากผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติแต่ได้เพียงศึกษาได้ยินได้ฟัง

หรือได้อ่านมาได้จดจำมาแล้วนำมาถ่ายทอด ให้แก่ผู้อื่น

การถ่ายทอดนี้ก็จะเกิดการคลาดเคลื่อนได้

เพราะความจำนี้ย่อมเลือนลางไปได้ สิ่งที่ได้ฟังมาอาจจะเลือนลางไป

แล้วพอมาพูดใหม่ก็เลยพูดกันเป็นคนละเรื่องไป

 ดังนั้นผู้ที่ฟังเทศน์ฟังธรรม จึงมักจะแสวงหาฟังธรรม

จากผู้ที่รู้จริงเห็นจริง ผู้ที่รู้จริงก็คือผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนั่นเอง

 ในหลักธรรมท่านก็แสดงไว้

สุปฏิปันโน อุชุปฏิปันโน ญายะปฏิปันโน สามีจิปฏิปันโน

 คือผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบได้แก่พระอริยบุคคล ๔ ประเภทด้วยกัน

 พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์

การฟังเทศน์ฟังธรรมจากบุคคลเหล่านี้

ก็จะได้ธรรมะในระดับต่างๆ กันไป

ถ้าฟังพระโสดาบันก็จะได้ธรรมขั้น โสดาบันเป็นอย่างมาก

 ฟังธรรมจากพระสกิทาคามีก็จะได้ธรรมระดับสกิทาคามี

สูงกว่าขั้นของพระโสดาบัน แต่ต่ำกว่าขั้นของพระอนาคามี

ถ้าฟังธรรมของพระอนาคามีก็จะได้ระดับอนาคามี

แต่ยังต่ำกว่าระดับของพระอรหันต์

ถ้าฟังธรรมจากพระอรหันต์ก็จะได้ธรรมระดับสูงสุด

ถ้าได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก็จะได้ธรรมระดับสูงสุดเช่นเดียวกัน

 แต่อาจจะได้ความกระจ่างชัดได้มากกว่า ฟังจากพระอรหันต์

 เนื่องจากพระพุทธเจ้ามีพระปัญญาที่ฉลาดแหลมคม

ที่สามารถพูดธรรมที่ตรงใจของผู้ฟังได้

 ทำให้ผู้ฟังนี้สมารถเข้าอกเข้าใจถึงธรรมอันลึกซึ้งได้อย่างง่ายดาย

 ความสามารถในการแสดงธรรม ของพระพุทธเจ้านี้จึงมีมากกว่า

พระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกิทาคามี และพระโสดาบัน

ารทำบุญกับบุคคลเหล่านี้ จึงได้บุญแตกต่างกันไป

คือการทำบุญนี้มี ๒ อานิสงส์ ๒ ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับ

ประโยชน์อันแรกคือการชำระความตระหนี่ ชำระความโลภ

 ชำระความหึงหวง ความยึดติดในสมบัติข้าวของเงินทอง

 อันนี้ไม่ว่าจะทำกับใคร ถ้าทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์

คือไม่มีความโลภอยากได้อะไรเป็นผลตอบแทน

 นอกจากการสละทรัพย์ สมบัติข้าวของเงินทองที่มีมากเกินไป

 เพื่อแบ่งปันประโยชน์สุขให้แก่ผู้อื่นด้วยความเมตตากรุณา

ทำกับใคร ก็จะได้อานิสงส์เหมือนกันก็คือได้ความสุขใจ

ได้ความอิ่มเอิบใจ ได้ความภูมิใจ อันนี้ไม่ต้องเลือกบุคคลก็ได้

 ทำกับใครถ้าเห็นว่าเขาเดือดร้อนแล้วเราให้ความช่วยเหลือกับเขา

เราก็จะได้บุญเหมือนกัน ทำบุญกับสุนัขก็ได้ ทำบุญกับขอทานก็ได้

ทำบุญกับคนที่เรารักเราเคารพ เช่นบิดามารดาก็ได้

ทำบุญกับพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ขั้นไหนก็ได้

ก็จะได้บุญคือความรู้สึกอิ่มเอิบใจ สุขใจ พอใจเท่ากันหมด

 บุญชนิดนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลผู้รับ อยู่ที่การให้ของเรา

 อยู่ที่การเสียสละ อยู่ที่การมีความเมตตากรุณาต่อผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก

เดือดร้อน หรือต่อผู้ที่เรามีความสำนึกในบุญคุณ

 หรือต่อบุคคลที่เรามีความรักความชื่นชมยินดี

เราให้แล้วเราก็จะได้รับความสุขใจ ความสุขใจนี้เรียกว่าบุญอย่างหนึ่ง

แต่บุญอีกอย่างหนึ่งที่เราจะได้รับจากผู้ที่เราไปทำบุญด้วยนี้

ก็ต้องขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาจะให้กับเราได้ ถ้าเราไปทำบุญกับคนธรรมดา

 เขาก็จะไม่มีธรรมะระดับพระอริยบุคคลมอบให้กับเรา

 คือเวลาเราคุยกับเขา เขาคุยเรา

เขาก็จะพูดไปตามภูมิจิตภูมิธรรมของเขา

 ถ้าเขาเป็นปุถุชนธรรมดา เขาก็จะพูดเรื่องของปุถุชนธรรมดา

ถ้าได้คุยกับพระโสดาบัน ได้ทำบุญกับพระโสดาบันแล้ว

ได้ฟังธรรม จากพระโสดาบัน ก็จะได้ธรรมระดับพระโสดาบัน

ที่อาจจะทำให้เราบรรลุเป็นพระโสดาบันได้จากการฟังธรรมจากท่าน

 อันนี้จะเป็นผลบุญขั้นที่ ๒ หรือส่วนที่ ๒

 อันนี้ขึ้นอยู่กับบุคคคลที่เราได้ทำบุญด้วย

ถ้าเราทำบุญกับพระโสดาบัน เราก็จะได้ธรรมะระดับโสดาบัน

 แต่เราจะไม่ได้ระดับที่สูงไปกว่านั้น

 ถ้าเราทำบุญกับพระสกิทาคามี เราก็จะได้ธรรมระดับสกิทาคามี

สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ถ้าเราทำบุญกับพระอนาคามี

เราก็จะได้ธรรมะระดับอนาคามี

ถ้าเราทำบุญกับพระอรหันต์เราก็จะได้บุญระดับพระอรหันต์

เป็นระดับสูงสุดคือพระนิพพาน

นี่คือบุญที่เราจะได้รับจากบุคคลที่เราไปทำบุญด้วย

 ถ้าเราต้องการบุญแบบนี้เราก็ต้องเลือกบุคคล

เราต้องหาคนที่มีธรรมะมากๆ ถ้าได้ทำบุญกับพระพุทธเจ้าเลย

ก็จะได้บุญอย่างมาก ได้ธรรมะอย่างมากที่สุดเลย

 รองลงก็พระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน

 ต่ำกว่านั้นถ้าได้ทำบุญกับพระธรรมดา

ฟังเทศน์ฟังธรรมจากพระธรรมดาก็จะไม่ได้ธรรมระดับโสดาบัน

ไม่ได้ธรรมระดับอริยบุคคล ก็จะได้ธรรมระดับของปุถุชน

 เช่นท่านจะสอนให้เราทำบุญให้ทาน ให้เรารักษาศีล ให้เรานั่งสมาธิ

 แต่ท่านจะไม่สอนธรรมระดับโลกุตตระ คือระดับของพระอริยบุคคล

 เราก็จะไม่ได้ธรรมระดับสูงไปกว่าขั้นสมาธิ

นี่คือเรื่องของการทำบุญแล้วเราได้รับอานิสงส์ที่แตกต่างไป

 มี ๒ ชนิดด้วยกัน จึงขอให้เรารู้จักแยกแยะ

 บางท่านก็บอกว่าทำบุญกับใครก็ได้บุญเหมือนกัน

ได้บุญเท่ากันอันนี้ก็ถูก

ถ้าบุญที่เกิดจากการเสียสละแบ่งปัน บุญที่เกิดจากมีความเมตตากรุณา

บุญที่ได้จากการชนะความตระหนี่ความโลภอยากได้เงินอยากได้ทอง

 อันนี้ทำกับใครก็ได้เหมือนกันหมด

แต่ถ้าบุญที่เกิดจากการฟังเทศน์ฟังธรรมอันนี้จะได้ไม่เหมือนกัน

 ถ้าทำกับบุคคลที่มีระดับธรรมะที่แตกต่างกันไป

ดังนั้นถ้าเราต้องการธรรมะเป็นผลตอบแทนจากการทำบุญ

 เราก็ต้องพุ่งไปหาพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ

 แต่ถ้าเราไม่ต้องการธรรมะ เราไม่ต้องการฟังเทศน์ฟังธรรม

 เช่นบางท่านไปวัดขอให้ได้ท่านถวายสังฆทาน

ขอให้พระสวดให้พรแล้วก็กรวดน้ำ เสร็จก็ขอกลับบ้าน

อย่างนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปหาพระอริยบุคคล ทำกับพระธรรมดาก็ได้

 หรือไม่ต้องทำกับพระก็ได้ ทำกับพ่อกับแม่ที่บ้านก็ได้

พ่อแม่ก็เป็นพระพรหม ของลูกๆดีๆนี่เอง ก็จะได้บุญเหมือนกัน

แต่ถ้าอยากจะได้ดวงตาเห็นธรรมในระดับต่างๆอันนี้

ก็ต้องไปทำบุญกับผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรม

ก็คือพระอริยบุคคลตั้งแต่ขั้นโสดาบันขึ้นไป

พอได้ฟังเทศน์ได้ธรรมจากท่าน หูตาของเราก็จะสว่างขึ้นมา

จะสว่างมากสว่างน้อยสว่างช้าสว่างเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญาของเรา.

.........................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๖

“ฟังธรรมจากผู้รู้จริง”












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 01 ธันวาคม 2558
Last Update : 1 ธันวาคม 2558 10:22:07 น.
Counter : 608 Pageviews.

1 comments
  
อนุโมทนา และขอโหวตให้นะคะ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 1 ธันวาคม 2558 เวลา:13:45:49 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....