Group Blog
All Blog
### โรคจิตโรคใจ ###















“โรคจิตโรคใจ”

ความทุกข์ใจก็เป็นโรคอย่างหนึ่ง เป็นโรคจิตโรคใจ

 ในเบื้องต้นก็ต้องศึกษาหาสาเหตุเสียก่อนว่า อะไรทำให้ใจทุกข์

ถ้าเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่ไม่มีครูบาอาจารย์คอยสั่งสอน

 ก็จะไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นเหตุ ทั้งที่เป็นผู้สร้างเหตุอยู่ตลอดเวลา

เพราะจิตใจมีความหลงครอบงำอยู่ ทำให้เห็นกลับตาลปัตรไป

คิดว่าเหตุที่สร้างความทุกข์อยู่นี้ เป็นเหตุที่สร้างความสุขให้กับเรา

จึงสร้างแต่เหตุของทุกข์ขึ้นมา แล้วก็ต้องทุกข์ตลอดเวลาโดยไม่รู้สึกตัว

 แต่ถ้าได้มีโอกาสสัมผัสกับพระพุทธศาสนา ได้ยินคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ก็จะได้ยินถึงพระอริยสัจ ๔ ที่เป็นหัวใจของคำสอนของพระพุทธเจ้า

ถ้าใครถามว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ก็ตอบได้เลยว่าตรัสรู้พระอริยสัจ ๔ นี่แหละ

เพราะการตรัสรู้อริยสัจ ๔ เป็นเหตุที่ทำให้ปุถุชนคนธรรมดาสามัญ

อย่างเจ้าชายสิทธัตถะกลายเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา

เช่นเดียวกันกับปุถุชนคนธรรมดาสามัญอย่างเราอย่างท่าน

ที่ได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอน ได้ยินพระอริยสัจ ๔ แล้วนำไปปฏิบัติ

ก็จะสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาได้ สามารถอยู่เหนือความทุกข์ได้

เพราะพระอริยสัจ ๔ แสดงถึงต้นเหตุของความทุกข์ ซึ่งเปรียบเหมือนเชื้อโรค

เมื่อรู้แล้วว่าเชื้อโรคชนิดนี้เป็นต้นเหตุของโรค ขั้นต่อไปก็ศึกษาดูว่า

จะทำลายเชื้อโรคนี้ให้หมดไปได้อย่างไร ก็จะเข้าสู่พระอริยสัจข้อที่ ๔ คือมรรค

 ที่เป็นเครื่องถอดถอนเหตุของความทุกข์ คือสมุทัย

ได้แก่ตัณหาทั้ง ๓ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

มรรคมีองค์ประกอบอยู่ ๘ ส่วนด้วยกัน คือ

 ๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ

๒. สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ

 ๓. สัมมากัมมันโต การกระทำชอบ

 ๔. สัมมาวาจา วาจาชอบ

๕. สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ

๖. สัมมาอาชีโว อาชีพชอบ

๗. สัมมาสติ การระลึกรู้ชอบ

๘. สัมมาสมาธิ

ถ้าได้เจริญมรรคทั้ง ๘ ประการนี้ได้มากน้อยเพียงไร

 ก็จะสามารถทำลายเหตุของความทุกข์ได้มากน้อยเพียงนั้น

มรรคจึงเปรียบเหมือนยาที่หมอได้ศึกษาค้นคว้าหามารักษาโรค

 เมื่อได้กินยาแล้วเชื้อโรคก็จะถูกทำลายไปหมด ก็จะหายขาดจากโรค

เพราะโรคเกิดจากเชื้อโรค ที่จะหมดไปได้ก็ต้องอาศัยยาคือมรรค

 เมื่อเชื้อโรคคือสมุทัยถูกมรรคทำลายหมดสิ้นไป ทุกข์ก็หายไป

นิโรธความดับทุกข์ก็ปรากฏขึ้นมา นี่คือเรื่องของพระอริยสัจ ๔

ที่ทำงานอยู่ในจิตใจของสัตว์โลก

ส่วนใหญ่จะถูกอริยสัจข้อที่ ๒ คือสมุทัยสัจจะ รุมเร้าอยู่ตลอดเวลา

 เพราะมีตัณหาทั้ง ๓ อาศัยอยู่ คือกามตัณหา ความอยากในกาม

 ได้แก่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อยากตลอดเวลา ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ

 ได้มาเท่าไหร่ก็ไม่พอ อยากจะเสพสัมผัสไปเรื่อยๆ

เมื่อไม่ได้เสพสัมผัสก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

ทุกข์เกิดขึ้นในเวลาที่ไม่ได้ทำตามความอยาก ถ้าได้ทำก็จะไม่ทุกข์

เลยทำให้สัตว์โลกกลับไปเห็นว่า ความอยากเป็นเหตุของความสุข

 เพราะเวลาอยู่บ้านจะรู้สึกว่าเศร้าสร้อยหงอยเหงา

พอได้ออกไปเที่ยว ก็มีความสุข แต่ไม่เคยคิดว่า

ถ้าอยากไปเที่ยวแล้วไม่ได้ไป จะรู้สึกอย่างไร ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

 เป็นเรื่องที่สัตว์โลกมักจะไม่เห็นกัน จะเห็นแต่เวลาได้ทำตามความอยาก

 เวลาได้ทำก็ดีอกดีใจ แต่ไม่คิดถึงเวลาที่ไม่ได้ทำ

 หรือไม่ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา

 เช่นเวลาได้คู่ครองมา ก็จะมีความสุข แต่เวลาคู่ครองจากเราไป

 ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ก็จะต้องเกิดความเศร้าโศกเสียใจขึ้นมา

 ถ้าระงับความอยากไว้เสียแต่แรก คือเวลาอยากจะมีคู่ครอง

 แล้วเห็นด้วยปัญญาว่าเป็นทุกข์มากกว่าเป็นสุข

สุขแบบนี้เป็นเหมือนน้ำตาลเคลือบยาขม ไม่จีรังถาวรอะไร

 สู้อย่าไปมีเสียจะดีกว่า

เมื่อไม่มีคู่ครองก็จะไม่มีการพลัดพรากจากกัน เวลาอยู่ก็ไม่เดือดร้อน

 เพราะไม่ต้องห่วงกัน เวลามีคู่ครอง ก็จะมีความสุขตอนที่ได้กัน

 จากนั้นก็ต้องห่วงต้องกังวล ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะจากกันไป

ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ขณะที่อยู่ร่วมกันก็ยังมีความทุกข์เลย

 ทุกข์ที่เกิดจากความกังวลห่วงใย แล้วเวลาที่ต้องจากกัน

ก็จะต้องทุกข์กับความเศร้าโศกเสียใจ ที่เกิดจากความอยากนั่นเอง

 ความอยากในกาม อยากในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ถูกอกถูกใจ

 ถ้าได้ศึกษาพระธรรมคำสอนแล้ว ก็จะรู้ว่า ความอยากแบบนี้

เป็นเหตุ ที่จะนำความทุกข์มาให้กับเรา ควรยับยั้งต่อสู้อย่าปล่อยให้ลากพาไป

สิ่งที่จะยับยั้งได้ก็คือมรรคนี่เอง

มรรคเป็นเครื่องยับยั้งจิตใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสัมมาสติสัมมาสมาธิ

ที่จะทำให้จิตนิ่งจิตสงบ ในขณะที่จิตสงบนิ่งอยู่

 ตัณหาความอยากต่างๆก็จะสงบนิ่งไปด้วย ไม่มารบกวน

 จึงสามารถอยู่เฉยๆ อยู่ตามลำพังของเราได้

ไม่มีคู่ครองก็ไม่รู้สึกว้าเหว่ ไม่รู้สึกว่าขาดอะไรไป

แต่ถ้าไม่มีสมาธิ ไม่มีสติแล้ว สังขารความคิดปรุง

ก็จะทำงานไปตามอำนาจของตัณหา ที่มีฝังอยู่ในจิตในใจ

 ก็จะคิดว่าอยู่คนเดียวรู้สึกเศร้าสร้อยหงอยเหงา

 อยากจะมีเพื่อน อยากจะมีคู่ครอง

เมื่อมีความคิดอย่างนั้นแล้ว ก็ต้องออกไปแสวงหาคู่ครอง

 เมื่อได้มาแล้วก็ต้องเข้าสู่ความทุกข์ต่อไป

 เพราะเห็นๆกันอยู่แล้วว่า คนที่มีคู่มักจะมีความทุกข์เสมอ

รูปลักษณะของความทุกข์ก็มีแตกต่างกันไป

บางคู่อยู่ร่วมกันด้วยความรัก ก็ต้องห่วงต้องกังวลกัน

เวลาพลัดพรากจากกัน ก็เศร้าโศกเสียใจ

บางคู่ก็อยู่ร่วมกันด้วยการทะเลาะวิวาทกัน ไม่ลงรอยกัน

 มีเรื่องมีราวกันตลอดเวลา อย่างนี้ก็ทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง

เป็นความทุกข์เหมือนกัน ถ้าอยู่คนเดียว ก็จะไม่มีความทุกข์เหล่านี้

เพราะไม่ต้องทะเลาะกัน ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวล

ไม่ต้องร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ

 แต่ที่อยู่คนเดียวไม่ได้ ก็เพราะจิตขาดสัมมาสติ ขาดสัมมาสมาธินั่นเอง

ไม่สามารถทำจิตให้สงบ ให้นิ่ง ให้เย็นได้

เมื่อจิตไม่นิ่ง ไม่เย็น ก็เกิดความรุ่มร้อน เกิดความอยากต่างๆนานาขึ้นมา

จึงต้องสร้างสมาธิให้เกิดขึ้นมาให้ได้ จะมีสมาธิได้ก็ต้องมีสติ

 ที่จะดึงจิตไม่ให้ไปเพ่นพ่าน ไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ คือดึงให้อยู่ในปัจจุบัน.

...........................

กัณฑ์ที่ ๒๒๗ วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๘ (จุลธรรมนำใจ ๑)
“หัวใจของคำสอน”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต










ขอบคุณที่มา fb. คณะศิษย์พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวราราม จ.ชลบุรี




Create Date : 01 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2558 10:45:15 น.
Counter : 486 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....