Never Ending Journey ....
Group Blog
 
All blogs
 

Naruw'an Taiwan ( ตอนที่ 1 )

October 4-11,2005


October 4 ,2005

เตรียมแพลนทริปนี้นานพอดู เพราะว่าต้องจัดการเรื่องตั๋วไป-กลับ เชียงใหม่-กรุงเทพ วีซ่าไต้หวัน ตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ-ไทเป และจองทัวร์บางทัวร์ในไทเปด้วย

เลือกเดินทางล่วงหน้า 1 วัน เพราะไม่ค่อยอยากลุ้นตัวโก่งกับแอร์เอเซีย กะว่าจะไปค้างบ้านที่กรุงเทพ 1 คืน ตามแผนเดิมคือบินไปกรุงเทพ ด้วย FD 3233 ออกจากเชียงใหม่ 8.20 น. ถึงกรุงเทพ 9.30 น.



ปรากฏว่าทางแอร์เอเชียโทรเข้ามาบอกว่ายกเลิกไฟลท์ 8.20 ให้เราเลื่อนไปไฟลท์ 10 โมงแทน ถามว่าเพราะอะไร เค้าบอกว่ามีเหตุขัดข้องนิดหน่อย ไม่มีปัญหาเพราะว่าเผื่อเวลาเอาไว้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามีหลายเรื่องที่จะต้องไปทำช่วงที่อยู่กรุงเทพ

ไปแลกเงินไต้หวัน ไปซื้อของฝากเพื่อนที่สั่งมาคือมะม่วงเค็มสารพัดชนิดที่มาบุญครอง ไปเอาเมมโมรีกล้องดิจิตอล ที่นัดคุณประวีณไว้ที่ บริษัท EPS ITPLUS ตัวแทน Sandisk เอาไว้ เอาอันเก่ามาเคลม นัดว่าจะมาเอาก่อนวันเดินทาง ไม่ต้องส่งไปให้ที่เชียงใหม่

ทุกอย่างต้องทำให้เสร็จ จึงผิดแผนเล็กน้อย แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ราบรื่นไม่มีปัญหาใดๆ พร้อมเดินทางสู่ Taipei.....Taiwan...

@@@@@@@@@@


October 5,2005

ตื่นเช้ามากๆ พึ่งจะได้นอนไปไม่กี่ชั่วโมง ไปถึงแอร์พอร์ต ตี 3 หน่อยๆ เผื่อเอาไว้ดีกว่า ปรากฏว่าเคาน์เตอร์เชคอินของ EVA ยังไม่เปิด

ตามปกติถ้าไฟลท์จะบินไปอเมริกาที่เคยไปนั้น จะเปิดล่วงหน้า 3 ชั่วโมง เชคแล้วเชคอีก เปิดกระเป๋าเชคกันก็มี แต่นี่บินแค่ไทเป เลยไม่เข้มงวดมากนัก

ถามเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าจะเปิดก่อน 1 ชั่วโมงเท่านั้น ภายในสนามบินมีทหารเดินกันขวักไขว่ เดินตรวจตราเป็นจุดๆ บรรยากาศแปลกๆ อาจจะเป็นเพราะว่าที่ Bali พึ่งจะโดนบอมบ์ไป ทางการไทยเลยเข้มบ้าง

มีเวลาไม่มากนักหลังจากที่เชคอินแล้ว คราวนี้จองชั้น Deluxe เลยได้นั่งสบายหน่อย รีบเข้าไปรอใน gate จะได้เดินดูของ shoppingที่ duty free ด้วย ได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว ตรงเวลาเป๊ะ ตี 5.30 น. เที่ยวบินค่อนข้างว่าง เพราะว่าบินสั้นแค่ไทเป ชั้น deluxe ยังมีที่นั่งว่างเป็นสิบเลย

ง่วงนอนมากที่ต้องตื่นแต่เช้า พอเข้าไปนั่งในเครื่องแอบงีบกันคนละหน่อย เครื่อง take off นิ่มมาก ขึ้นเมื่อไรไม่ทันรู้ตัว อาจจะเพลียๆด้วยเลยไม่รู้เรื่อง ใช้เวลาในการเดินทางครั้งนี้ 3.08 นาที

พอเครื่องขึ้นได้ไม่นานก็มีอาหารมาแจก มีให้เลือก 2 แบบคือ ข้าวต้มปลา (จีน) หรือว่าออมเลต(ฝรั่ง) เลยเลือกออมเลตเพราะเดี๋ยวนับแต่มื้อต่อไปก็จะต้องกินแต่อาหารจีน ผลไม้มีส้มโอ-มะละกอ-และสับปะรดภูเก็ต หลังจากนั้นแอร์เอาเอกสาร immigration มาให้กรอก

ถึงสนามบิน Chiang Kai-Chek International Airport สนามบินจะไม่ใหญ่ มีเครื่องบินจอดอยู่ไม่กี่ลำ เงียบๆเหงาๆไม่พลุกพล่าน ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองอย่างง่ายดาย ไม่ถามไม่พูดอะไรสักคำ ดูๆแล้วก็ปั๊มเข้าเมืองเท่านั้นเอง ที่เคยมาตอน transit ไป LA ยังต้องถอดรองเท้าตรวจกันเลย เชคกระเป๋าทุกใบ ถามสารพัดว่าจะไปไหน นี่คลายความเข้มงวดไปมาก

พอเดินออกมา Effie กับ Steve รีบวิ่งมารับ ดีใจและตื่นเต้นเพราะว่าไม่ได้เจอกันมาเกือบๆ 5 ปีแล้ว เพื่อนดูอ้วนขึ้น ผมก็ยาวด้วย บอกว่างานยุ่งมากๆ นี่ขนาดว่าลา boss แล้วนะ ยังโทรมาตามงานอยู่นั่นแหละ ลางาน 3 วัน อีก 2 วันเจอเสาร์-อาทิตย์ กับแถมอีก 1 วันคือวันชาติที่ 10 ตุลาคม พวกเราบอกว่าไม่ต้องหยุดทุกวันก็ได้ จะนั่งรถไฟไต้ดินเที่ยวกันเองในเมือง ก็ไม่ยอมบอกว่าจะจัดการเอง เลยต้องปล่อยเค้า

ออกจากสนามบิน ห่างจากตัวเมืองไทเปประมาณ 30 นาที ใช้ฟรีเวย์ตลอด มื้อแรกเพื่อนจะพาไปกินติ่มซำ เลือกร้าน FU LIN MEN Resturant ไม่เหมือนร้านอื่นที่เข็นมาเป็นรถแล้วให้เราชี้เลือก ร้านนี้ต้อง order เอาเองว่าจะกินอะไร ส่วนที่เหลือเป็น buffet เช่นสลัด ซุป หรือว่าอาหารอย่างอื่นอีกหลายอย่าง นอกนั้นก็มีผลไม้ แตงโม และฝรั่งที่นิ่มๆ ได้ชิมติ่มซำที่เพื่อนว่าอร่อยแล้ว



กินอิ่มแล้ว จะเริ่มเที่ยวเลย แต่ต้องไปแวะเติมน้ำมันก่อน น้ำมันของเค้ามีแบบ 92-95-98 แต่ละปั๊มจะมีการแข่งขันกันมาก จัดโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้า เช่น เติมน้ำมัน 700 NT ได้ล้างรถฟรี (ใช้เครื่องล้างที่ขับเข้าไป) 1 ครั้ง บางปั๊มจะล้างวันนั้นเลย บางปั๊มก็มีเวลาให้ภายใน 7 วัน

แต่ละปั๊มจะมีโปรโมชั่นไม่เหมือนกัน บางที่มีน้ำให้ บางที่ก็เป็นทิชชู ปั๊มน้ำมันใหญ่ๆในไต้หวันจะมี 3 บริษัท คือ CPC เป็นของรัฐ จะใหญ่ที่สุด นอกนั้นก็มี Formosa และ NPC

พึ่งบ่ายสองกว่าๆ กะว่าจะยังไม่ไปที่ 101 Building เพราะรอไปช่วงเย็นๆแล้วอยู่จนพระอาทิตย์ตกดินบนนั้นเลย บอกเพื่อนว่าอยากไปดูอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สักหน่อย อยากหาซื้อ Handy Drive เมมโมรีสูงๆสักอัน ถ้าราคาถูกกว่าบ้านเราเยอะ Effie พาไปที่ กวงหัวมาร์เกต

ที่นี่เป็นย่านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สารพัด เหมือนพันทิพของเรา ขึ้นไปข้างบน ร้านแต่ละร้านมีพื้นที่ไม่มาก แต่แคบเดินสวนกันแทบไม่ได้ เข้าไปสอบถามหลายๆร้าน ปรากฏว่าต่างจากบ้านเราไม่มากนัก แถมถ้าซื้อกลับมาไม่มีใบรับประกันอีก สรุปว่ากลับมาซื้อเมืองไทยดีกว่า ยังไงมีปัญหายังเอากลับไปเคลมได้ ซื้อเมาส์ที่ใช้กับโนตบุคมา 1 อัน

ไปถึง 101 Building เกือบๆ 4 โมง ตั้งอยู่ที่ถนน Songzhi หาที่จอดรถค่อนข้างยาก ตัวตึกสูงเสียดฟ้า เพื่อนคุยว่าสูงที่สุดในโลกในตอนนี้ แต่ที่เซี่ยงไฮ้กำลังจะลบสถิติ ด้านข้างเป็น shopping mall ต้องไปซื้อตั๋วที่ชั้น 5 เพื่อขึ้นชมข้างบน คนละ 350 NT สำหรับผู้ใหญ่ 320 NT เด็ก และเป็นกรุ๊ปคนละ 300 NT



ตึกนี้มีความสูง 508 เมตร มี 101 ชั้น เราจะขึ้นไปได้แค่ชั้นที่ 91 เท่านั้น ชั้นสูงจากนั้นไปก็เป็นเสาไม่ใช่ชั้นของตึก เปิดบริการตั้งแต่ 10.00-22.00 น.ของทุกวัน ไม่มีวันหยุด จากนั้นไปขึ้นลิฟท์ที่เร็วที่สุดในโลก 1010 เมตรต่อนาที

เราขึ้นจากชั้น 5 ไปชั้นที่ 91 ใช้เวลาแค่ 37 วินาทีเท่านั้น แทบจะไม่รู้สึกตัวเลยว่าถึงแล้ว ภายในลิฟท์ด้านเพดานจะเป็นสีดำและมีแสงระยิบระยับคล้ายๆดาว ดูไม่มืด ที่ด้านข้างๆประตูจะมีไฟโชว์ให้เราเห็นว่าตอนนี้ลิฟท์กำลังขึ้นหรือลง ดูแทบไม่ทันเพราะแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว ยังไม่ทันรู้สึกมึนหัวเลย

ขึ้นไปถึงหอคอยข้างบน ก็เหมือนๆกับที่เคยขึ้น Space Needle ที่ Seattle แต่ที่นี่มองเห็นวิวได้มาก เพราะรอบๆเป็นเมืองทั้งหมด ตึกรามบ้านช่องแออัดยัดเยียดทั้ง 4 ทิศ บางทิศเป็นวิวภูเขา บางทิศเป็นวิวทะเล นอกนั้นจะเป็นตึก

เอาตั๋วไปแลกเครื่องมือสำหรับฟังรายละเอียดว่าอะไรคืออะไร เราเลือกฟังได้เองตามจุดต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมีไกด์ เครื่องมือที่ว่าจะคล้ายๆกับโทรศัพท์ ไปยืนตรงจุดไหนก็กดเลขหมายนั้น จะมีเสียงบรรยายภาษาอังกฤษให้ฟังว่ามุมไหน เป็นอะไรบ้าง เข้าท่าดี



อยู่บนนั้นรอจนพระอาทิตย์ตกดิน ถ่ายรูปกับเมืองยามราตรีในมุมสูง ได้บรรยากาศไปอีกแบบนึง เสียค่าเข้าตั้ง 350 แล้ว เอาให้คุ้มหน่อย เดินวนจนรอบ ตรงกลางจะมีห้องโชว์ที่บรรยายสรรพคุณของเครื่องมือซึ่งเป็นลูกกลมๆใหญ่มากวางอยู่ตรงกลางห้อง สามารถทำให้ตึกสูงขนาดนี้มีความแข็งแรงทนทาน ทั้งลม และ แผ่นดินไหว

ทุ่มกว่าแล้ว ออกจาก 101 เดินทางกลับบ้าน Effie พักอยู่ที่เมือง ซันถง ทาง Southwest ของ Taipei City ซึ่งอยู่ใน Taipei County ดูงงๆยังไงไม่รู้ เป็นตึกแถวคล้ายๆเยาวราช ไม่มีที่จอดรถ ต้องไปเช่าที่จอดรถเดือนละหลายตังค์ คนเมืองหลวงมักจะไม่ค่อยมีทางเลือก ยังไงก็ต้องยอม

เย็นนี้ Effie กับ Steve จะพาไปกิน Shabu Shabu อาหารยอดนิยมของคนไต้หวัน เลือกร้านแถวๆบ้าน สั่งมาคนละ 1 หม้อ 170 NT ได้เครดิตมา อีก 50NT ให้เราเอาไปสั่งผักหรือเนื้อเพิ่มได้ ถ้าเกินกว่านี้ก็เพิ่มเงินไป

พวกเราสั่งเป็น set หมู มีหมูแผ่นบางมากม้วนเป็นโรลกลมๆมา 1 จาน แล้วก็ผักอีก 1 จาน สามารถสั่งข้าวเปล่าหรือวุ้นเส้นหรือบะหมี่ได้อีก 1 ที่ มีน้ำพุทซาร้อนกับน้ำส้มรสชาติจางๆฟรี บริการตัวเองแถม ปอปคอร์น และไอติมตบท้ายฟรีด้วย

Effie สั่งมาให้คนละหม้อ กลัวว่าเราจะไม่อิ่ม สุดท้ายนั่งมองหน้ากัน จน Effie กับ Steve ต้องมาช่วย เค้ากินกันเร็วมาก เห็นทุกคนที่เข้ามาในร้านสั่งกันคนละหม้อ บางคนสาวๆตัวเล็กๆ กินกันเอร็ดอร่อย แล้วก็หมดภายในพริบตา



พวกเราซะอีก นั่งมองแล้วมองอีก น้ำจิ้มไม่อร่อยด้วย เป็นซอสดำๆ เค็มนิดๆ ถ้าอยากเผ็ดก็ใส่พริกแดงๆลงไป มันจืดๆชืดๆ ถ้าเป็นน้ำจิ้มแจ่วแซ่ปสไตล์ของเราคงจะทำให้ชาบู ชาบูเอร็ดอร่อยมากกว่านี้ ที่ว่าคนละหม้ออาจจะไม่พอก็ได้

กลับถึงบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย ต้องเตรียมตัวตื่นเช้าเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าสำหรับจะไปเที่ยว Chingjing Farm ในวันพรุ่งนี้ Effie นัด Kate เพื่อนเก่าร่วมห้องอีกคนไปด้วย


(โปรดติดตามตอนที่ 2)




 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 24 ตุลาคม 2549 9:36:41 น.
Counter : 436 Pageviews.  

Naraw'an Taiwan ( ตอนที่ 2 )


October 6 ,2005

วันนี้ตื่นแต่เช้า กินกาแฟกันเรียบร้อย Effie โทรนัดรถแท๊กซี่ให้มารับที่ปากซอยหน้าบ้าน 6.15 รีบออกไปรอ( เรียกแท๊กซี่มารับไม่มีการคิดเพิ่ม เพื่อนบอกว่าเป็นเพราะมีการแข่งขันกันมาก ราคาของแท๊กซี่จะเริ่มต้นที่ 70 NT แล้วจะเพิ่มอีก 5 NTตามระยะทาง)



แท๊กซี่ไปส่งที่หน้า Main Railway Station รถบัสของทัวร์เราจะมาจอดอยู่ที่นั่น มีเรื่องตลกคือพอรถแท๊กซี่จอดพวกเราก็แยกย้ายกันลงคนละทาง โดนแท๊กซี่โวยบอกว่าทำไมลงด้านซ้าย พวกเราก็ทำหน้าตางงๆ เพื่อนบอกว่าปกติจะต้องลงจากทางด้านขวาเท่านั้น เพื่อความปลอดภัย เลยถือเป็นความรู้ใหม่ที่จะต้องจำ

บัสมาจอดรออยู่แล้ว 7.00 น. รถก็ออกตามเวลา ปรากฏว่ามีคนอยู่ในรถแค่เพียง 9 คน แทบจะนอนกันไป เป็นของบริษัท EZTRAVEL เอฟฟี่ซื้อทัวร์ไว้ให้พวกเราในราคา 2,000 NT เป็นค่ารถไป-กลับ , ค่าที่พัก 1 คืน , ค่าอาหาร 2 มื้อ , ค่าเข้า Chingjing Farm , ค่าเข้า Chingjing Swiss Garden

รถพาเราลงใต้ด้วยเส้นทาง 1 South มาเรื่อยๆ จะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาคล้ายๆกับเมืองไทย ปลูกข้าว-ปลูกผักและผลไม้ ที่แปลกก็คือเค้าจะไม่ปลูกข้าวอย่างเดียว ถ้ามีที่นาก็จะแบ่งส่วนเป็นปลูกข้าว อีกมุมนึงปลูกผักและผลไม้ อย่างละนิดละหน่อย บางบ้านมีพื้นที่หลังบ้านไม่มากนักแต่ปลูกข้าวในสวนหลังบ้านได้



สังเกตุดูจะเห็นว่าส่วนใหญ่แทบทุกบ้านจะมีแทงก์น้ำแสตนเลสตั้งไว้ชั้นบนสุดของบ้านหรือตึก ตั้งโด่เด่เต็มไปหมด ส่วนตึกใหม่ๆใหญ่ๆที่สร้างไม่นานมานี้ก็ใช้แบบหล่อปูนไปเลย

ถึงเมือง Tai-An เกือบจะครึ่งทางของ Taijung รถจอดให้แวะเข้าห้องน้ำ เป็นคล้ายๆ Rest Area มีห้องน้ำสาธารณะค่อนข้างสะอาด แล้วมีของจำพวก snack ขายด้วย



ผ่านด่านเก็บเงินทั้งหมด 3 ครั้งๆละ 50 NT สำหรับรถใหญ่ ถ้าเป็นรถเก๋งธรรมดาก็ครั้งละ 40 NT พอๆกันกับที่บ้านเรา

ถึงเมือง Nantoe เพื่อนบอกว่าเมืองนี้จะเป็นแหล่งปลูกหมากมากที่สุดในประเทศ คนไต้หวันประเภทใช้แรงงานนิยมกินหมาก มีความเชื่อว่าจะได้มีกำลัง รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเป่าคล้ายๆกินกระทิงแดงอะไรประมาณนั้น

ขึ้นเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ ทางค่อนข้างแคบ คนขับชำนาญเส้นทางมาก เราดูแล้วยังเสียวๆ ริมทางมีน้ำตก ลำธารเลียบริมหน้าผา เหมือนเส้นทางไปดอยอินทนนท์เพียงแต่ทางจะหวาดเสียวกว่า ผ่านทะเลสาบสีเขียว ชาวบ้านที่อยู่ริมทางปลูกกะหล่ำปลีและพืชเมืองหนาว ยิ่งสูงขึ้นไปมีปลูกชาและลูกพลับ



รถเมล์พาเราตะลอนมาจนถึงที่หมาย ในระดับความสูง 1,783 เมตร รถจอดให้พวกเราลงหน้า Chingjing Swiss Garden เดินข้ามถนนมาฝั่งตรงข้าม จะเป็นที่พักของเราที่จองเอาไว้ เป็นโรงแรมเก่าแก่ ชื่อ Chingjing Veteran Farm Guest House เป็นโรงแรมแห่งแรกของที่นี่



ปล่อย Effie กับ Kate เข้าไปเชคอิน เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ดูแล้วก็ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวไต้หวันกันเองซะมากกว่า เชคอินได้ความว่าไม่ได้ห้องติดกัน ก็ไม่เป็นไรเราขอเลือกห้องที่เค้าจัดให้ วิวจะดีมาก สามารถมองเห็นวิวเทือกเขา Central Mountain ได้จากหน้าต่างห้องเลย

ได้คูปองอาหารมา 2 ชุด อันแรกเป็นอาหารเย็น คนละ 300 NT จะเลือกเป็นมื้อกลางวันหรือว่ามื้อเย็นก็ได้ เราเลยเลือกเอาเป็นมื้อเย็นแล้วกลางวันนี้เราจะไปหากินข้างนอกแทน ส่วนอีกมื้อนึงก็เป็นมื้อเช้าของวันพรุ่งนี้

เอาข้าวของเก็บเรียบร้อยแล้วก็เริ่มออกลุยทันที เดินกันออกไปด้านหน้าโรงแรม ข้างๆจะมี 7-11 กับ Starbucks Coffee ชอปปิ้งซื้อของและขนมกันนิดหน่อย ทุกคนบอกว่าหิวเลยรีบหาอะไรรองท้อง ในนั้นจะมี food center ก็เดินดูแทบทุกร้านว่ามีอะไรบ้าง

สุดท้ายเลือกร้านที่ 2 เป็นหมูกะทะจานร้อนแถมด้วยข้าวและซุป เจ้าของร้านใจดีแถมหมี่มาให้ตั้งเยอะเมื่อรู้ว่าเราไม่ใช่คนไต้หวัน

เห็นอาหารมาแล้วตกใจว่าจะกินหมดหรือเนี่ย จานใหญ่มาก ใส่หมี่มาพูนจาน มีน้ำซุปใสๆกับลูกชิ้นใหญ่ลอยอยู่ 1 ลูกกับต้นหอมโรยนิดหน่อย ส่วน Effie กับ Kate เลือกสั่งหมี่ ชามไม่โตนัก เค้าจะกินกันเร็วมาก หมดก่อนพวกเราทุกที ต้องทำเวลาเร่งให้ทัน

อิ่มหนำสำราญแล้ว Kate บอกว่าอยากกินกาแฟ เพราะเมารถกินยาแล้วรู้สึกง่วงนอน Starbucks นี้คงจะเป็นร้านที่สูงที่สุดในโลก นั่งจิบกาแฟคุยกันสักพัก

เดินออกมาไปต่อที่ Chingjing Swiss Garden เป็นสวนดอกไม้ มีที่พักบริการด้วย แต่ดูแล้วสู้สวนดอกไม้บ้านเราไม่ได้ สวนแม่ฟ้าหลวงกินขาด เดินดูรอบๆและถ่ายรูปกันสักพัก ดีที่ได้ตั๋วมาฟรีรวมอยู่ในค่าทัวร์แล้ว ไม่งั้นเสียดายเงินแย่

ทีแรกพอมีเวลาก็ว่าจะไป Chingjing Farm วันนี้เลย สอบถามที่เคาน์เตอร์ บอกว่าฟาร์มปิด 5 โมง เลยเปลี่ยนใจไปพรุ่งนี้ ได้ตารางเวลารถเมล์ไปชิงจิ้งพรุ่งนี้แล้ว เวลา 8.20 ไปรอขึ้นด้านหน้าโรงแรม เสียค่ารถคนละ 20 NT

ว่าจะเชคอินโรงแรมแล้วฝากของไว้ที่เคาน์เตอร์เลยจะได้ไม่ต้องกังวลเผื่อว่ามาช้า รถเมล์ซึ่งจะพาเรากลับไทเปจะมารับเวลา 1.15 ต้องรีบมาให้ทัน

สรุปว่าเวลาที่เหลือ ก็ไปเดินเล่น ดูไร่ชาและบรรยากาศรอบๆรีสอร์ท วิวสวยและประทับใจ อยู่จนพระอาทิตย์ตกทั้งเหนื่อยและหิว อากาศเริ่มเย็นแล้วด้วย รีบกลับมาโรงแรมเข้าไปกินอาหารเย็นกัน เรามีคูปองคนละ 300 NT เลยสั่งอาหารแบบเป็นชุดกิน 6 คน มีอาหาร 5 อย่าง ซุปอีก 1 กะลามัง ตบท้ายด้วยแตงโมอีก 1 จาน อิ่มแปร้เลย

ก็อร่อยดี แต่อาหารของเค้าจะจืดๆ อิ่มแล้วก็แยกย้ายกันเข้าห้อง อากาศเย็นสบาย ดาวเต็มท้องฟ้า ทุกคน นอนหลับปุ๋ยด้วยความเหนื่อย หลังจากนั่งรถมาจากไทเปตั้ง 4.30 ชั่วโมง


(โปรดติดตามตอนที่ 3 )




 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 24 ตุลาคม 2549 9:12:23 น.
Counter : 373 Pageviews.  

Naruw'an Taiwan (ตอนที่ 3 )

October 7, 2005

ตื่นมาตี 5 ฟ้ายังไม่ค่อยสางดี อากาศเย็นๆ ยังคงมองเห็นดาวทั้งๆที่ใกล้จะสว่างแล้ว รอจน 6 โมงพระอาทิตย์เริ่มขึ้น เปิดหน้าต่างและประตูห้องรับไอเย็นและแสงแรกของวัน นั่งจิบกาแฟร้อนๆดูพระอาทิตย์ขึ้นบนเตียงเลย โชคดีที่เลือกห้องนี้ รีบคว้ากล้องมาถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น

เดินออกมารับไอเย็นหน้าโรงแรม ถ่ายรูปกับบรรยากาศรอบๆรอเวลานัดกับสองสาวเพื่อจะได้ไปกิน breakfast เวลา 7.15 ย้อนกลับไปถ่ายรูปกับ Starbucks ที่สูงที่สุดในโลกอีกครั้ง เจอคุณลุงที่ขายข้าวหมูจานร้อนให้เมื่อวาน แกทักทายเราเพราะจำได้ เอาละสิพูดกันก็ไม่รู้เรื่อง เดาออกแค่ว่าไทกั๋ว คือคนไทยเท่านั้น

กลับไปรอ Effie กับ Kate ที่ลอบบี้ แล้วเริ่มบรรเลงอาหารเช้าแบบจีนๆอีกครั้ง เป็นข้าวต้มและกับข้าวแบบบุฟเฟต์ ก็มีหมูหยอง-ถั่วลิสงทอด-ถั่วฝักยาวผัดน้ำมัน-กะหล่ำปลีผัด-ไข่ไชโป๊ว-เห็ดใส่เต้าหู้ตุ๋นและหมั่นโถว



กินข้าวเสร็จก็ไปเชคเอาท์โรงแรม และเอากระเป๋าฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ จากนั้นออกไปรอรถเมล์ฝั่งตรงข้ามโรงแรมตามที่ได้ข้อมูลมา ถามคนโน้นคนนี้ว่าจะไปขึ้นรถเมล์ได้ที่ไหน ก็ไม่มีใครรู้ Effie เข้าไปถามพนักงานขายในมินิมาร์ท เค้าบอกว่าให้เราไปรอที่ Parking lot พอไปถามอีกคนเค้าบอกว่ารอหน้าโรงแรม

กำลังมองไปมองมา รถเมล์ขับเลยไป อุตส่าห์รีบโบกมือเรียก คนขับเค้าทำมือบอกว่าจะไปข้างบน เพราะว่าเราไปยืนผิดฝั่ง คนขับนึกว่าเราจะโบกลงไปข้างล่าง พอรถเมล์เลยไป Effie โมโหใหญ่ไม่รู้จะทำยังไง ไม่งั้นเราต้องรอรถเที่ยวต่อไปคือ 9.40 อีกตั้งชั่วโมง

Effie กลับเข้าไปในร้านมินิมาร์ทอีกครั้ง แล้วไปต่อว่าพนักงานคนนั้นที่บอกให้เราไปรอ parking lot เถียงกันสักพัก พนักงานคนนั้นบอกว่าไม่แน่ใจก็เลยบอกแบบนั้น

สุดท้าย manager ของร้านเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น Effie คุยกับเค้าเป็นภาษาจีนว่าพนักงานเค้าซึ่งไม่รู้ข้อมูลแต่บอกเราผิดๆ ถ้าไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้จะได้ไปถามคนอื่น ทำให้พวกเราต้องพลาดรถเมล์ไป ซึ่งเวลาเรามีไม่มากนัก

Manager ช่วยเราแก้ปัญหาด้วยการจะเอามอเตอร์ไซค์ของเค้าเองไปส่งพวกเราที่ Chingjing Farm ทีละคนจนครบ ต้องขอบคุณเค้ามากๆเพราะไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เดินก็คงไม่ไหว ขอถ่ายรูปกับคนใจดีไว้เป็นที่ระลึก

Chingjing Farm สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวสุดตา มีแกะขนเกรียนที่ผ่านการตัดขนมาแล้วอยู่กันเป็นกลุ่มๆ แทะเล็มหญ้าอย่างสบายใจ ด้านหน้าทางเข้ามีร้านขายของชาวบ้านพวกผลไม้เมืองหนาว ผักสดๆอยู่หลายร้าน น่าเสียดายที่พวกเรามาช่วงเช้าไม่งั้นคงได้ดูวิธีการตัดขนแกะโชว์



เจ้าของฟาร์มเป็นหนุ่มชาวนิวซีแลนด์ มาหลงรักสาวชาวไต้หวัน จึงมาลงหลักปักฐานที่นี่ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของไต้หวัน



Kate ซื้ออาหารให้แกะ มันเดินตามพวกเราเป็นฝูง ทัศนียภาพบริเวณทุ่งหญ้าสวยงามมาก โชคดีที่วันนี้ไม่มีฝน ท้องฟ้าสีสดใสเป็นใจอย่างมาก คุ้มค่ากับการเสียตังมาตั้ง 2,000 NT นั่งรถมาอีก 4.30 ชั่วโมง



เดินถ่ายรูปกันแทบทุกมุม มีทัวร์มาลงหลายคณะ รถบัสจอดอยู่หน้าฟาร์มเป็นแถว รถเมล์ของเราจะมาเวลา 12.07 เลยต้องรีบลงมารอก่อน ไม่อยากพลาดรถอีก คราวนี้ยุ่งแน่เดี๋ยวจะพาลตกรถกลับไทเปด้วย เผื่อเวลาไว้ก่อนดีกว่า

รอตั้งนานจน 12.15 รถก็ยังไม่เห็นมาสักที ชักกะสับกระส่าย มีลุ้นอีกแล้ว Effie โทรไปที่บริษัทรถเมล์ถามว่ารถมาหรือยัง เค้าบอกว่ารถคงเสียเวลา ตอนที่ยืนรอรถเมล์เขียวนั้น เห็นรถเมล์ที่จะพาเรากลับไทเปขับผ่านขึ้นไป เลยโทรไปถามเค้าว่าจะมากี่โมง เรารอรถเมล์เขียวเพื่อจะกลับไปเอาของที่โรงแรมก็ยังไม่มา เค้าบอกว่าจะไปส่งคนก่อนแล้วถึงจะลงไปรับเราตามเวลา

เลยนัดกับเค้าว่าถ้าขับลงมาแล้วไม่เจอพวกเรายืนอยู่ที่ป้าย Chingjing Farm หมายความว่าพวกเราลงไปรอที่จุดนัดหมายหน้าโรงแรม รอสักพักรถเมล์ เจ้าปัญหามาถึง เลยนั่งกลับไปที่โรงแรม



ไปรอขึ้นรถกลับบ้านที่เดิม รถมารับตามเวลา คราวนี้คนในรถเหลือแค่ 8 คน นั่งนอนกันสบาย ขากลับรถจอดพักที่ Puli Winery เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการทำไวน์ซึ่งทำจากข้าวและข้าวสาลี รถแวะให้พักแวะชอปปิ้ง 30 นาที

เข้าไปในโรงงานไวน์มีแต่ร้านขายของเกี่ยวกับไวน์ ส่วนใหญ่จะเป็นขนม ไอติม เค๊ก ตีนเป็ดชุบไวน์ และโสม เดินชิมซะทั่วจนเกือบเมา ก่อนขึ้นรถลองไส้กรอกใส่ไวน์ รสชาติและหน้าตาคล้ายๆกุนเชียงบ้านเรา กลิ่นไวน์ฉุนเชียวแต่ว่าอร่อยดี อันละ 25 NT อากาศเริ่มขมุกขมัว ต่างจากเมื่อเช้าลิบลับเลย


*ไส้กรอกผสมไวน์ อันละ 25 NT*

เริ่มเข้าเขต Taipei จราจรเริ่มติดขัด ซึ่งเป็นปกติของวันศุกร์ โดยเฉพาะวันหยุด long weekend ผ่านสถานีรถเมล์ที่จะออกต่างจังหวัด(เหมือนหมอชิต) คนแน่นขนัด ยืนเข้าคิวรอซื้อตั๋วเพื่อจะกลับบ้านกันวุ่นวายไปหมด กว่าพวกเราจะถึง Taipei Main Station ก็ 6 โมงกว่าๆ ต่อรถแท๊กซี่กลับบ้าน (195 NT)

บอก Effie ว่าเย็นนี้หาก๋วยเตี๋ยวแถวๆบ้านกินกันดีกว่า ไม่ต้องออกไปไหนไกล รถก็ติด เหนื่อยแล้วด้วย เลยออกไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านประจำใกล้บ้าน เดินไปประมาณ 5 นาที เป็นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่เส้นแบนๆ สีไม่เหลืองเหมือนของเรา แค่เส้นก๋วยเตี๋ยวกับซุปเท่านั้น ไม่มีอะไรเลย ถ้าสั่งแบบมีกุ้งก็เพิ่มกุ้งมา ราคา 50 NT ถ้าเส้นธรรมดาก็แค่ 20 NT



สั่ง rice noodle ก็มาเป็นหลอดกลมๆเล็กๆคล้ายเส้นสปาเกตตี้ มีน้ำซุปเท่านั้น ไม่มีหมูหรือลูกชิ้นอะไรเลย Effie กลัวพวกเราไม่อิ่มเลยสั่งอาหารมาเพิ่ม เป็นสาหร่ายดำๆ กรุบๆกรอบๆ แล้วก็มีไส้หมู-ตับหมูต้ม-เต้าหู้ทอดมากินแกล้ม



อิ่มแล้วเดินกลับบ้าน รีบโหลดรูปลงในเครื่อง อุตส่าห์หอบเอา notebook ไปด้วย เพราะว่ากลัวเมมโมรี่จะไม่พอ ซึ่งก็ไม่น่าจะพอจริงๆ ถ่ายรูปไปเยอะมากเหมือนกัน

@@@@@@


October 8,2005

วันนี้จากที่วางแผนไว้ว่าจะไปเที่ยว Yeliou ช่วงเช้า แล้วบ่ายจะไปเจียงไคเชค เมมโรเรียลฮออลนั้น ต้องมีการปรับแผนนิดหน่อยเพราะว่าฝนตกหนักตั้งแต่เช้า คงจะเที่ยว outdoor ไม่ได้ซะแล้ว ดูท่าทางฝนไม่น่าจะหยุดตกง่ายๆซะด้วย



Effie บอกว่าถ้างั้นเราไป Lung Shan Temple กันแทนดีกว่า วัดนี้เก่าแก่มากที่สุดในไทเป ฝนยังคงพรำๆ ทำให้คนน้อยกว่าปกติ เพื่อนบอกว่าที่นี่คนจะเยอะมากๆเบียดเสียดกันแทบจะเดินไม่ได้ สถานที่ก็คับแคบไม่สามารถขยับขยายได้แล้ว

พอเข้าไปในเขตวัด ด้านหน้าจะมีสวนและ มีน้ำตกเล็กๆอยู่ด้านขวามือ หลังจากเหยียบย่างเข้าไปภายในจะได้ยินเสียงสวดมนต์ดังพึมพัมตลอดเวลา ควันธูปกรุ่นไปทั่วบริเวณ ทางส่วนหลังของวัดจะเป็นมุมเทพเจ้าต่างๆ เช่นเทพเจ้าแห่งสุขภาพ -การศึกษา – ขอพรให้มีบุตร- เนื้อคู่ แต่ละมุมจะมีคนมากราบไหว้ขอพรอยู่อย่างต่อเนื่อง ดอกไม้ที่นำมาไหว้จะเป็นดอกจำปี



อยู่ในนั้นนานพอสมควร ก็เดินออกมาด้านหน้า ตรงข้ามวัดเป็นสถานีรถไฟไต้ดินเลย สะดวกสบายมาก ฝนยังตกไม่เลิก Effie ไปเอารถมารับที่หน้าวัด เพื่อจะไปต่อที่ Chiang Kai Chek Memorial Hall



พอไปถึง ก็เห็นมีคนมากมายใส่ชุดสีขาว กำลังซ้อมอะไรสักอย่างท่ามกลางสายฝน เข้าไปถามเจ้าหน้าที่ ได้ความว่าเป็นกลุ่มของพวก Ti Shi เตรียมซ้อมเพื่อจะไปโชว์ในวันชาติคือวันที่ 10 ตุลาคมที่จะถึง พวกเค้าเคยได้ไปโชว์ที่งานเปิด Olympic Sydney เมื่อปี 2000 มาแล้ว และได้รับเลือกให้มาร่วมโชว์ในงานฉลองวันชาติของไต้หวันติดกันมาหลายปีแล้ว

จากนั้นก็เดินไปยังตึกด้านหลังซึ่งตัวเป็นอาคารของเจียงไคเชค เมมโมเรียล ฮอล บันไดสูงมาก ที่ห้องโถงใหญ่จะมีรูปปั้นของท่านเจียง ไค เชค เด่นเป็นสง่าตรงกลางโถง มีการ์ดยืนเฝ้าอยู่ข้างละคนในมาดเข้ม



Effie บอกว่าเดี๋ยวเค้าจะมีการเปลี่ยนการ์ด ซึ่งต้องเปลี่ยนทุกๆชั่วโมง คงคล้ายๆกับที่อังกฤษแต่ไม่อลังการ์เท่า เพราะว่ามีแค่ 2 คน สักประเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงรองเท้าบูทกระทบกับพื้นหินอ่อนใกล้เข้ามา มีทหาร 3 คนท่าทางขึงขังถือดาบปลายปืน เดินมาพร้อมกับมีการโชว์การควงปืน ใช้เวลาประมาณ 15 นาที มีนักท่องเที่ยวมายืนมุงดูกันพอสมควร



เดินอ้อมลงไปยังด้านล่างของตัวอาคาร เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของท่านเจียง ไค เชค จัดไว้เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ กว่าจะเดินครบทุกห้องก็เป็นชั่วโมง เพื่อนๆบอกว่าหิวแล้ว เลยออกไปหาอะไรกินกันดีกว่า

วันนี้บอกว่าอยากกินข้าว Effie จึงพาไปที่แหล่งนักท่องเที่ยวชอบไปกินกัน แถวนั้นมีร้านขายอาหารเยอะไปหมด หาที่จอดรถข้างถนน บังเอิญว่าวันนี้ฝนตกเลยได้ที่จอดแบบฟลุคๆริมถนน ก็ต้องเสี่ยงดูเห็นมีคนอื่นจอดอยู่แล้วเหมือนกัน ปกติแล้วจะจอดไม่ได้โดนตั๋วแน่

อาหารคาวอิ่มแล้ว ต่อด้วย Monster Ice ตบท้าย ทีแรก Effie เล่าให้ฟังว่าเป็นแบบน้ำแข็งใสใส่ผลไม้แล้ววัยรุ่นเค้าจะฮิตกันมาก ก็เลยต้องลองชิมดู ร้านเล็กๆน่ารักริมถนน เป็นน้ำแข็งใสโปะลงบนผลไม้สดที่เลือก แล้วตามด้วยไอติม 1 ก้อน ราคา 160 NT ชามใหญ่เราแค่จะลองชิมเท่านั้นเลยสั่งมาแค่ 1 จานกินกัน 4 คน แอบเหลือบมองโต๊ะข้างๆเป็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากัน 5 คน สั่งมา 5 จาน ดูแล้วจะกินหมดหรือเนี่ย

Effie บอกว่าใกล้ๆแถวนี้มีร้านติ่มซำที่ดังและแพงมาก นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นชอบมากิน แล้วก็ต้องมาจบลงด้วยน้ำแข็งใสร้านนี้จึงจะครบสูตร ในช่วง Summer ต้องเข้าคิวกันยาวเหยียด ไม่มีที่นั่งว่าง ต้องสั่งแล้วยืนกิน



บ่ายนี้จะไปไหนต่อดี วันนี้โปรแกรมที่วางไว้ต้องเปลี่ยนไปหมดเพราะฝนเจ้ากรรมทำพิษ เลยตกลงว่าไปเที่ยว Lin Garden ที่ Ban Choaw กันดีกว่า อยู่ใกล้ๆบ้าน Steve ด้วย โทรไปบอกให้ Steve จองที่จอดรถหน้าบ้านเอาไว้ให้ด้วย หาที่จอดรถยากมากๆ



เป็นบ้านของเศรษฐีคนหนึ่งในราชวงศ์ชิง ยังคงความเป็นบ้านแบบไต้หวันอยู่อย่างครบถ้วน รัฐบาลจึงได้อนุรักษ์เอาไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชม ค่าเข้าคนละ 100 NT ภายในกว้างขวางมาก แต่ละห้อง เช่น ห้องนอน ห้องหนังสือ ห้องรับแขก แยกออกจากกันคนละตัวบ้านเลย ดูน่าสนใจมาก ไม่แพงเลยสำหรับค่าเข้าชม



เดินเล่นกันจนเย็น จากนั้นก็ถึงเวลา dinner วันนี้ตั้งใจว่าจะไปเดินที่ Shilin Night Market เป็นตลาดกลางคืนที่ใหญ่ที่สุด ตะวันตกดินแล้ว Effie เอาพวกเราไป drop ที่หน้าทางเข้าตลาดก่อน จึงไปหาที่จอดรถ แล้วนัดกันว่าเจอตรงไหน

มองเข้าไปข้างในตลาด ละลานตาไปหมด ร้านรวงเยอะแยะ เป็นตลาด indoor ส่วนตรงนี้จะขายของกิน

ต้องหาอะไรใส่ท้องกันก่อนแล้วค่อยไปเดินต่อ เริ่มต้นกันด้วยเมนูแนะนำ ไก่ทอดที่ชื่อ Houta Fried Chicken เห็นคนยืนเรียงแถวยาวมาก ต้องอร่อยแน่ๆ เป็นไก่ทอดเป็นชิ้นใหญ่มาก ราคา 45 NT ลองชิมแล้วก็อร่อยสมคำบอกเล่าจริงๆ



ต่อด้วย Stinky Tofu ที่ก่อนไป มีคนบอกว่าต้องไปกินให้ได้ จึงต้องลอง ดูจะเป็นเต้าหู้ทอดคล้ายๆบ้านเรา แต่อาจจะมีกลิ่นฉุนกว่า ก็งั้นๆไม่ค่อยประทับใจเท่าไร แต่ยังไงก็ขอให้ได้ลอง



Effie ไปซื้อหอยทอดมาให้ ลักษณะก็เกือบจะเหมือนหอยทอดที่บ้านเราเลย แต่รสชาติจะจืดๆ ก็ไม่ได้กินกับซอสพริกศรีราชาแบบของเรา จึงดูเลี่ยนไปหน่อย จากนั้นก็มีมาเรื่อยๆ หมี่ขาวราดหน้า ....



ตามด้วยเกี๊ยวสูตรไต้หวันที่มีซอสดำๆราด ตบท้ายด้วยชาที่ใส่สาคูเม็ดใหญ่ๆที่ฮิตกันมาก อิ่มจนเดินแทบไม่ไหว นี่ขนาดว่าชิมอย่างละนิดละหน่อยเท่านั้น

จะแปลกก็คือในตลาดนี้ ทีแรกเห็นว่าเป็นร้านขายอาหารเต็มไปหมด สุดท้ายดูไปดูมา ขายอาหารประเภทเดียวกันหมดเลย มีอยู่ไม่กี่อย่างเอง ใครเป็นแฟนร้านไหนก็ไปกินร้านนั้น ถ้าให้เราไปก็คงเลือกไม่ถูกว่าร้านไหนอร่อยกว่ากัน



จากนั้นไปเดินที่ Night Market ก็ขายของสารพัดอย่างแบบบ้านเรา มีเสื้อผ้า รองเท้า ของกระจุกกระจิก รวมถึงของกินด้วย ยิ่งดึกคนยิ่งเยอะ ข้าวของก็ไม่ได้ราคาถูกกว่าบ้านเราเท่าไร พวกเราเข้าไป shop กันในร้าน NET ได้เสื้อมาคนละ 2-3 ตัว

เริ่มเมื่อยและเหนื่อย หลังจากเที่ยวมาทั้งวัน ก็เลยกลับบ้านพักผ่อนดีกว่า


(โปรดติดตามตอนที่ 4)




 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 24 ตุลาคม 2549 9:39:46 น.
Counter : 712 Pageviews.  

Naruw'an Taiwan (ตอนที่ 4 )


October 9,2005

วันนี้จะไปเที่ยว Window of China ได้จองตั๋วไว้แล้ว Kateบอกว่า จะไปเที่ยวด้วย Effie ฝากเพื่อนซื้อตั๋วให้ได้ครึ่งราคา จาก 620 NT เราจ่ายกันแค่ครึ่งเดียวคือ 310 NT เท่านั้น เป็นสวัสดิการของบางบริษัทที่มีให้พนักงาน งานนี้เลยประหยัดไปได้คนละหลายตังค์

ต้องหาซื้อของไปกินกลางวันด้วย เพราะที่นั่นมีอาหารขายแต่ว่าค่อนข้างแพง Effie พาไปซื้อซูชิที่ตลาด Lu Chow Market ไม่ไกลจากบ้าน หลังจากนั้นไปรับ Kate ที่บ้านอยู่ Toayuan County ใช้เวลาประมาณ 40 นาที



Effie พาหลงทาง ต้องจ่ายค่าทางด่วนใหม่แล้ววกกลับ มาอีกที เสียเวลาไปนานพอดู รถเริ่มติดแล้ว เข้าไปในนั้นต้องเสียค่าจอดรถอีก 100 NT เห็นมีรถบัสจอดเต็มเลย เนื่องจากว่าเป็นวันหยุด Long weekend เลยพาลูกพาหลานมาเที่ยวกันเยอะกว่าปกติ

จะมีโบรชัวร์ให้มา มีแผนที่บอกรายละเอียดว่าอะไรอยู่ตรงไหน มีโชว์อะไรบ้าง รอบกี่โมง คล้าย Disneyland อันแรกที่เราได้ดูคือ Taiwan Folk Theater เป็นการแสดงโชว์แบบจีนๆ เหมือนกายกรรมกวางเจาอะไรประมาณนี้ ชุดหมุนจาน- เล่นบอล-ขี่จักรยานผาดโผน



กว่าจะจบโชว์ก็เกือบเที่ยงแล้ว พวกเราเลยเอาซูชิที่ซื้อมาหาที่นั่งกินกันซะก่อน จะได้ไม่ต้องกังวลกับการแบกไปแบกมาอีกด้วย นั่งกินที่ม้านั่งกลางแดด ง่ายๆ อร่อยและประหยัดด้วย

ต่อไปเริ่มเดินตามแผนที่ จุดแรกจะเป็น Taiwan Zone เป็นผลงานความคิดสร้างสรรโดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาของลูกท่านเจียงไคเชค ที่ต้องการสร้างไต้หวันซึ่งเป็นประเทศเกิดใหม่ให้เจริญก้าวหน้า มีทั้งสร้างเขื่อน – โรงงานต่อเรือ- ดาวเทียม- ฟรีเวย์- สนามบิน


*เจียงไคเชค international airport*



*กิจการที่ท่าเรือ หนึ่งในโปรเจคของลูกชายเจียงไคเชค*




นอกนั้นก็เป็นส่วนของอาคารสำคัญต่างๆ เช่น เจียงไคเชค เมมโมเรียลฮฮล – Prisidential Hall และอีกหลายๆแห่ง จำลองของจริงมาทั้งนั้น ถัดมาเป็น China Zone มีกำแพงเมืองจีน จตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังต่างๆ


*กำแพงเมืองจีน*


*President Office*


ขึ้นรถไฟที่สถานีเพื่อจะต่อไปยัง Europe Zone และ Theme Park ในยุโรปโซนนั้นจะเป็นพระราชวังที่มีชื่อในฝรั่งเศส รัสเซีย และอีกหลายที่


*ปราสาทในรัสเซีย*


*Stonehien ใน อังกฤษ*



*บริเวณที่จัดเป็น Theme Park*



ได้เวลานัดกัน 3.00 เพื่อไปดูโชว์อียิปต์ เป็นรำแบบแขกและมีมายากล ผู้แสดงเป็นฝรั่ง ไม่มีนักแสดงที่เป็นชาวจีนเลย จากนั้นก็นั่งรถไฟกลับมายังที่เดิมเพื่อจะกลับแล้ว คนเริ่มทะยอยกันออกมา

รถไฟต้องรอคิวยาว Park จะปิดประมาณ 5 โมง จริงๆแล้วเรายังไปเที่ยวไม่ทั่วทุกโซนเลย ยังมีอีกตั้งหลายแห่ง เราไปได้แค่ 2-3 โซนเท่านั้น ต้องใช้เวลาตั้งแต่เช้าจนปิดทั้งวัน นี่พวกเรากว่าจะมาถึงก็เกือบ 11 โมงแล้ว เที่ยวได้เท่านี้เอง ดีนะที่เสียค่าตั๋วครึ่งราคาเอง ไม่งั้นก็เสียดายตังค์เหมือนกันที่เที่ยวไม่คุ้ม

Effie บอกว่าจะพาไปกินปลาสดๆที่ Shinmen Dam ขับรถไปอีก 5 กิโล เพื่อนก็ไม่ได้มานานแล้วไม่ค่อยแน่ใจว่าเขื่อนด้านบนจะปิดหรือเปล่า จึงจอดถามคนข้างทาง เค้าบอกว่าข้างบนปิด แต่ข้างล่างไม่ปิด เลยขับรถเข้าไปข้างในเขื่อน



มีรถมาเที่ยวเยอะเหมือนกัน คงเพราะเป็นวันหยุดด้วย จอดรถที่คอสะพาน ลมแรงมากๆ ถ่ายรูปยืนกันแทบไม่อยู่ ไม่กล้าใช้ขาตั้งกล้อง เขื่อนปล่อยน้ำออกมาไม่มากนัก ทางด้านล่างของเขื่อน ยังมองเห็นหิน กรวดเต็มไปหมด

อยู่ได้สักพัก หนาวด้วย ตรงดิ่งไปร้านอาหารปลาสดทั้งๆที่ยังไม่หิวเท่าไร แต่ก็กินซะก่อนดีกว่าเพราะว่าไกลบ้าน ต้องขับรถกลับและไปส่ง Kate อีก



ถึงร้าน Shinyuan Freash Fish Resturant เป็นภัตตาคารจีนขนาดใหญ่และขึ้นชื่อที่สุดของที่นั่น ภายในก็ตกแต่งแบบร้านจีน เป็นโต๊ะกลมๆมีเก้าอี้ล้อมรอบประมาณ 10 ตัว แต่เท่าที่มองกวาดสายตาไป เห็นโต๊ะเยอะมากน่าจะสัก 50 โต๊ะได้


*ร้านหรู แต่ว่าภาชนะที่ใส่เป็นแบบกินแล้วทิ้ง*

เอกลักษณ์ของที่นี่คือเราต้องไปเลือกปลาเอาเองจากในบ่อที่เค้าพักปลาไว้(บ่อปูนแบบบ้านเรา) จากนั้นทางร้านก็จะทำอาหารให้เรา มีเมนูให้เลือกเป็นร้อยอย่างจนตาลายไปหมด ขึ้นอยู่กับว่าเรามากี่คน จะสั่งอาหารได้กี่อย่าง



เจ้าหน้าที่พาไปเลือกปลา ชี้ตัวไหนเค้าก็ตักขึ้นมา เพราะว่ายังไม่ค่อยหิว บอกกับคนตักว่าเอาตัวเล็กที่สุดเลยนะ พอตักขึ้นมาตัวไหนเค้าก็ว่านี่แหละเล็กที่สุดแล้ว ได้มาตัวเบ้อเร่อ หนัก 9 กิโลแน่ะ




สั่งทำอาหารได้ 4 อย่าง สั่งปลาทอดราดซอสหวาน – ปลาชุบแป้งทอด- ปลาผัดถั่วลิสงคล้ายๆกังเปา- ตบท้ายด้วยเอาหัวปลามาทำซุปใส่เต้าหู้ ดูแล้วออกจะเลี่ยนจึงสั่งผัดคะน้าน้ำมันหอยมาเพิ่ม

พอเห็นอาหารมา ทุกคนตกใจ !!!เพราะว่าแต่ละจานมาใหญ่มาก จะกินกันหมดมั้ยเนี่ย ก็อร่อยดี จืดๆเลี่ยนๆ แบบอาหารจีน พยายามเท่าไรก็กินไม่หมด จึงต้องหอบปลาชุบแป้งทอดกลับบ้าน

ค่าอาหารหมดไป 1,600 NT เพื่อนบอกว่า American Share เราบอกว่าไม่เป็นไร มื้อนี้พวกเราเลี้ยงเอง Effie จ่ายให้เราเยอะแล้ว คุยกันตั้งนาน สุดท้ายเค้าก็เลยยอม จริงๆแล้วอาหารขนาดนี้ถือว่าไม่แพง ที่บ้านเรากินแบบนี้ก็คงพันกว่าเหมือนกัน

อิ่มแล้วหนังท้องตึง หนังตาเริ่มหย่อน Effie บอกว่าขับรถไม่ไหว ปกติจะไม่ได้ขับมาไกลแบบนี้ เลยให้ Kate ขับแทน ส่ง Kate ที่บ้าน Say goodbye กัน บอกว่าแล้วค่อยคุยกันทางเมล์

กลับถึงบ้านก็คุยกันว่าพรุ่งนี้จะเอาไงดี ทางเราอยากจะไปดูขบวนพาเหรดวันชาติไต้หวัน Effie ก็พยายามโทรถามคนโน้นคนนี้ โทรไปถามตำรวจว่าปิดถนนตรงไหนบ้าง เค้าจะเริ่มขบวนเมื่อไร สุดท้ายไม่ได้เรื่อง ก็ต้องไปดูเอาเองดีกว่า


สักพัก Effie รีบวิ่งลงมาจากข้างบนบอกว่าออกไปดูอะไรกันหน้าปากซอย เค้ามีงานฉลองศาลเจ้าใกล้ๆบ้าน ถ้าเราอยากดู จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีบ่อยๆ ถือว่าเราโชคดี รีบออกไปเดินดู


(โปรดติดตามสุดท้าย)




 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 24 ตุลาคม 2549 9:30:08 น.
Counter : 710 Pageviews.  

Naruw'an Taiwan ( ตอนที่ 5 )

(ตอนสุดท้ายแล้วครับ)
October10,2005



วันสุดท้ายแล้ว... ฝนที่ตกตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่ยอมหยุด ท่าทางจะกร่อย พิธีการต่างๆและขบวนพาเหรดที่เตรียมการไว้เพื่อร่วมงานฉลองวันชาติไต้หวัน 10 ตุลา มีอุปสรรคซะแล้ว ไต้หวันเป็นประเทศเกาะ จึงต้องทำใจกับการมีมรสุมเข้ามาแบบนี้ตลอดเวลา เป็นเรื่องปกติของเค้า



ออกจากบ้าน 7.30 เพราะจะได้ไปดูงานฉลองที่ President Hall เพื่อนพยายามหาที่จอดรถใกล้บริเวณงานมากที่สุด วนไปสองรอบยังไม่ได้ จึงบอกให้พวกเราลงด้านหน้าก่อน แล้วนัดกันว่าเจอที่ Red Theater ประมาณ 2 บลอคจากตรงที่ลงรถ



โชว์สวยๆที่มาร่วมในงาน



นี่ก็อีก 1 การแสดงของคณะ Ti Shi



เดินไปสัก 2 บลอคยังมองไม่เห็นจุดนัดพบเลย เอาไงดีหละ คนก็เยอะ ลองเสี่ยงดวงเข้าไปถามเด็กวัยรุ่นที่เดินผ่านมา เดาเอาว่าเด็กๆน่าจะพอฟังภาษาอังกฤษได้บ้าง โชคดีจริงๆ เค้าบอกว่าจะไปทางนั้นพอดี ก็พาเราเดินไปส่งถึงที่



Effie เดินมาซื้อเสื้อกันฝนพลาสติคบางๆมาให้ จากนั้นเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม ตำรวจเยอะมาก ทุก 50 เมตรและทุกมุมตึกเลยก็ว่าได้ เด็กนักเรียนที่มาร่วมขบวนถือธงชาติไต้หวันเริ่มตั้งแถวรอเคลื่อนขบวนเข้าไปข้างใน



พวกเราก็หาทางเข้าไปให้ใกล้บริเวณพิธีมากที่สุด เดินอ้อมพิพิธภัณฑ์ และสวนที่อยู่ใกล้ๆไปจนโผล่วงเวียนด้านหน้า CKS Memorial Hall มองเห็นเวทีทางด้านหน้าเลย แม้ว่าจะไกลไปสักหน่อยเพราะเค้ากั้นหมด มีตำรวจยืนเรียงกันเป็นตับ



ฝนยังคงตกพรำๆไม่ยอมเลิก งานพิธีเริ่ม 9 โมง มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาดูไม่มาก เราเองก็ต่างชาติเหมือนกันแต่ว่าหัวดำ หน้าตาเหมือนๆกันจึงดูกลมกลืนไปกับชาวไต้หวัน มีชาวไต้หวันที่มาจากต่างจังหวัดมาเที่ยวด้วย



ได้เจอคณะ Ti Shi ที่เราไปดูเค้าซ้อมเมื่อวันก่อนด้วย เค้าจำพวกเราได้ก็เข้ามาทักทาย ฝนหายแล้ว อากาศเปลี่ยนไปจากเมื่อเช้าฟ้ากับดิน ตอนนี้แดดเปรี้ยงมากจนต้องหาที่หลบแดด พวกเราก็ถ่ายรูปบรรยากาศเก็บไว้ ถือว่าโอกาสดีที่มาเที่ยวแล้วได้เจอกับงานระดับชาติอย่างไม่ตั้งใจ



Effie พาขึ้น metro เพื่อจะไปยังที่จอดรถ พวกเรา request ไว้ว่ามาถึงที่แล้วขอลองนั่งรถไฟไต้ดินของไทเปดูบ้าง รถไฟไต้ดินของเค้าจะมี 2 ชั้น ผู้คนขัวกไขว่ นิยมใช้กันมาก เพราะว่าที่จอดรถแพงมหาโหด แบบนี้จึงคุ้มค่ากว่า นั่งไปได้ 2 สถานีก็ถึงแล้ว ลงด้านหน้า Red Theater เลย สะดวกมากๆ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญจะมีรถไฟฟ้าผ่านหมด



เข้าไปเที่ยวชม Red Theater เป็นโรงหนังเก่าแก่ที่เค้าอนุรักษ์เอาไว้ เหมือนเฉลิมไทยบ้านเรา ลักษณะของการก่อสร้างตึกก็ยังคงรักษาไว้เป็นตึกแดงๆ ภายในมีประวัติ และเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนต์ในอดีต โปสเตอร์หนังเก่าๆ มีร้านอาหารและร้านเค๊กเล็กๆด้านใน เราได้เสื้อยืดที่ระลึกมาคนละตัว ตัวละ 200 NT


* อีกมุมนึงใน Red Theater *

จะกินอะไรกันดี Effie บอกว่าไปกินก๋วยเตี๋ยวกันดีกว่า แถวๆนี้คล้ายกับย่านสยามเซ็นเตอร์ที่บ้านเรา มีร้านรวงขายของเอาใจวัยรุ่น ขาโจ๋แต่งตัวสีสันสดใสเดินกันขวักไขว่



เลือกก๋วยเตี๋ยวร้านประจำของ Effie ที่นี่จะขายของเหมือนกันหมด ร้านก๋วยเตี๋ยวหลายร้านเรียงกันเป็นแถว เป็นก๋วยเตี๋ยวจืดๆ มีแต่เส้น ถ้าจะสั่งซีฟู๊ดก็มีกุ้งแปะข้างบนหน่อยราคาเป็น 50 NT มีน้ำแข็งใสด้วย ราคา 35 NT เหมือนๆรวมมิตร-น้ำแข็งใสบ้านเรานี่แหละ จะเลือกกี่อย่างก็ได้ แต่จานเล็กนิดเดียวก็คงได้อย่างละนิดเดียว


*น้ำแข็งใสชามละ 35 NT*


*ก๋วยเตี๋ยว ชามละ 50 NT*

ต่อกันด้วย ซุนยัดเซ็น เมมโมเรียลฮอล์ล อยู่ไม่ไกลจากตึก 101 ด้านในของ hall เป็นรูปปั้นของท่านซุน ยัด เซ็น รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ บอกเล่าประวัติความเป็นมาของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ที่ขาดไม่ได้ก็มีการเปลี่ยนการ์ดเหมือนกับที่ CKS

สุดท้ายแล้ว Effie ไปเที่ยววัด เลี่ยว เทียน ติง อยู่ที่เมือง Bali เป็นเมืองชายแดนทางฝั่ง Northeast อยู่ติดกับชายทะเล ประวัติความเป็นมาของวัดศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เมื่อก่อนนี้จะมีคนชื่อเลี่ยวเทียนติง ได้ขโมยเงินจากคนรวยมาให้คนจน เมื่อตายลงชาวบ้านจึงได้รวบรวมกันสร้างวัดนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ความดี



ที่นี่เป็นที่นิยมของคนที่มักมาขอพรเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ ขอให้ร่ำรวยเงินทอง เป็นความเชื่อที่สืบต่อกันมา

ด้านหน้าวัดมีปลาหมึกย่างขาย เห็นแล้วน่ากินจัง ลองซื้อมากิน ตัวโตอวบอ้วนมากๆ ราคา 60-70-80 ตามขนาด ปลาหมึกจะสดมากเพราะว่าอยู่ติดกับทะเลเลย ย่างแล้วก็ใส่พริกไทย กับพริกป่นกับผงอะไรก็ไม่รู้ แหม..ถ้ามีน้ำจิ้มแซ่บแบบเราคงจะเด็ดกว่านี้

ทีแรก Effie บอกว่าจะพาไปนั่งเรือออกไปทะเล ชมวิวยามเย็น พวกเรากลัวว่าจะกลับบ้านดึกเกินไป พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ามืดไปแอร์พอร์ต เลยขับรถกลับเข้าไทเป ไปกินข้าวต้มกันดีกว่า



เป็นร้านข้าวต้มไม่ไกลจากบ้าน เป็นร้านธรรมดา ตั้งโต๊ะกลมเล็กๆนั่งเก้าอี้เล็กล้อมวงกันเช่นเคย สั่งอาหารมาหลายอย่าง ผัดหน่อไม้-ผัดผักบุ้ง-ผัดกะหล่ำปลี-ผัดมะระใส่ไข่เค็ม-กังเปาchicken- เป็ดนึ่ง-ไข่เจียวกุ้ง อาหารมื้อนี้ก็ 788 NT ไม่มีน้ำให้ตามเคย ต้องไปซื้อน้ำจากที่ใกล้ๆมากิน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบ 2 ทุ่ม เตรียมแพคของ write รูปลงซีดีให้ Effie กะ Kate ไว้เป็นที่ระลึก

@@@@@@


October 11,2005

ตื่นตี 4 เพราะว่าต้องไปถึงแอร์พอร์ต ตี 5 ครึ่ง ใช้เวลาจากบ้านไปแอร์พอร์ต 45 นาทีถ้ารถไม่ติด ก็เลยบอกว่าไปเผื่อดีกว่า Effie จะต้องไปทำงานต่อ



บ้านของ Effie ที่ เมือง San Chung , อยู่ทาง South West ของ Taipei City......ซึ่งอยู่ใน Taipei County... (ออกจะงงๆเล็กน้อย)



ได้เวลาร่ำลากับเพื่อน ขอบคุณมากสำหรับทุกอย่างที่บริการตลอดการเดินทาง สัญญากันว่าจะเจอกันอีกครั้งที่...เชียงใหม่

Bye…Bye…Taipei ……


พบกันที่เวียดนามครับ





 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 24 ตุลาคม 2549 9:33:12 น.
Counter : 1554 Pageviews.  


calpoppy
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ไม่ใช่คนเชียงใหม่ แต่มาอยู่แล้ว รักเชียงใหม่จนไม่อยากย้ายไปไหนอีก ...

I LOVE CHIANGMAI ....
Friends' blogs
[Add calpoppy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.