All Blog
--- วิ่ ง ขึ้ น ด อ ย ผ า ห ง ส์ ---






































































หลังจากวิ่งรอบกว๊านมา(วันที่ 29 พฤษภาคม ) เรายังออกจ็อกกิ้งตลอดสัปดาห์ แต่ไม่มีวิ่งยาวเลย ตั้งใจว่า วันอาทิตย์จะไปสำรวจเส้นทางที่วิ่งขึ้นดอยผาหงส์ อยากจะหาทางวิ่งเทรลเพื่อซ้อมวิ่งบ้าง รองเท้าวิ่งเทรลไม่ได้ใส่ซ้อมวิ่งบนทางถนนสักเท่าไหร่

เช้านี้ อากาศดี เราจอดรถไว้ข้าง ๆ สะพานและยืดเหยียด วอร์มร่างกายสักพัก มีรถของชาวบ้านผ่านหน้าไปหลายคัน สงสัยเหมือนกันว่า ขึ้นไปทำไมเพราะระหว่างทางไม่มีบ้านคน และบนดอยนั้นมีแต่เสาเรดาร์ไว้ส่งสัญญาณมือถือเท่านั้น ไม่มีหมู่บ้านเล็ก ๆ บนดอยนั้นด้วย ได้แต่สงสัยและยิ้มกันไปมาเพราะเขากดแตรทักทาย เราเหมือนคนประหลาดนะ ไม่ทำงานทำการแต่แต่งตัวออกวิ่ง อุปกรณ์ก็เยอะแยะเพราะต้องซ้อมใส่เป้วิ่งเข้าป่า หมวกและรองเท้าก็สีแปร๊ดมาก กลัวว่าหลงป่าแล้วมันจะสะท้อนแสงให้คนหาเราเจอ เป้ด้านหลังก็มีน้ำและขนมราวกับไปปิกนิก

ฉันมองทางวิ่งขึ้นดอยแล้วก็หายใจไม่ทั่วท้อง หลังจากวิ่งยาว 26 กิโลมา รู้สึกว่าไม่พร้อมจะสมบุกสมบัน นี่คิดว่ามาสำรวจทางวิ่งเฉย ๆ จึงตามมา

คู่วิ่งเริ่มจ็อกกิ้งนำหน้าไปแล้ว ฉันก็จ็อก ๆ ๆ ตามไปเรื่อย ๆ แต่เหมือนจะก้าววิ่งไม่ค่อยออก คะเนจากความรู้สึก จ็อกกิ้งสเต็ปฉันช้ากว่าก้าวเดินขึ้นยาว ๆ เสียอีก แต่การก้าวน่ะ ยังไงก็ไม่ถึงง่าย ๆ หรอกและอาจจะเหนื่อยกว่า ฉันยังพยายามจ็อกขึ้นไป แต่มันเหนื่อยมาก ทางสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ที่ทำให้หายเหนื่อยเพราะวิวข้างทาง เรามองเห็นอำเภอเราในมุมสูง สวยงามมาก ทั้งแสงแดดและสายหมอก เห็นหนองควายตกด้วยเป็นหนองน้ำที่เราเคยไปเล่นบานาน่าโบ๊ตสมัยเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ที่ผ่านมาน้ำงวด ตอนนี้เริ่มมีน้ำขึ้นมาบ้างแล้ว อากาศยามเช้าสดชื่น หายใจได้เต็มปอด อิจฉาตัวเองขึ้นมาว่า ช่างมาอยู่สถานที่สะอาดและยังมีความเป็นชนบทสูงแบบนี้ได้อย่างไร นับเป็นบุญของเรามาก ขณะที่หาที่ทางเพื่อวิ่งอย่างปลอดภัย(หมายถึงไม่มีรถผ่านไปมาตลอดเวลาหรือข้างถนนหลัก) เรายังพอหาได้ ทำให้ไม่ต้องวิ่งอยู่บนลู่วิ่งอย่างเดียว คลายเบื่อไปได้เยอะ

เราควักมือถือเก็บภาพข้างทางอย่างสนุกสนาน ก้มดูนาฬิกาว่าเราวิ่งด้วยเพซอะไร ได้แต่หัวเราะเพราะเพซ 15 เนี่ย เดินน่าจะเร็วกว่า ทางชันสูงแบบไม่มีที่พักหรือที่ราบเหมือนตอนวิ่งขึ้นดอยสุเทพเลยให้ตายสิ เราหยุดพักตรงที่มีรถชาวบ้านจอด เขากำลังกินข้าวเช้ากัน ถามไถ่จึงทราบว่า เขามาหาเห็ดถอบ !! หืมมม... ถ้าไม่มาซ้อมวิ่งนะ คงตามเขาไปดูการหาเห็ดถอบบนดอยนี้แล้วล่ะ นี่เข้าหน้าฝนใหม่ คนมาหาเห็ดถอบกันมากมาย น้องที่สนิทคนหนึ่งมาหาเห็ดถอบด้วย เธอบอกเราว่า กว่าจะหาได้สักกำมือเนี่ย สาหัสมาก ไม่ได้มาง่าย ๆ เลยนะ ถ้าอยากกินก็อย่าไปต่อราคาเขาเลย ให้เขาไปเถอะ

นอกจากนี้ก็มีข่าวลือไปทั่วอำเภออีกว่า เห็ดถอบที่เอามาขายน่ะ มีทั้งของนอกและของชาวบ้านจริง ๆ ให้ระมัดระวังให้มากขึ้น นั่นเพราะ ถ้าเห็ดถอบนอกนั้นคือ เห็ดถอบจากเพื่อนบ้านที่ซื้อมาหมกในดินและเอาฟอร์มาลีนราดไว้ จากนั้นก็ค่อย ๆ ขุดจากดินขึ้นมาขาย ฟังแล้วเหลือเชื่อว่าจะมีคนคิดการค้า่ขายแบบนี้ได้ ของแบบนี้ฟังหูไว้หู อาจทำให้กังวลกับการกินเห็ดถอบนิด ๆ แต่น้องก็บอกว่า อย่ากลัวมาก ถ้าอยากกินเดี๋ยวเธอจะติดต่อหามาให้กินได้ เป็นของชาวบ้านแท้ ๆ

ฤดูการนี้เรากินเห็ดถอบกันแทบทุกวัน คนที่บ้านทำหลายเมนูแล้ว กินแล้วก็ท้องอืดมาก มันไม่ค่อยย่อย สลับจากเห็ดถอบก็มีเห็ดห้า เขาก็ทำสลับกับเมนูเห็ดถอบ กินทุกวันแต่ไม่ทำให้หน้าเอ๊าะ ๆ เหมือนเห็ดเผาะหรอกนะ ฉันมีปัญหาเรื่องท้องไส้ กินเผ็ดไม่ได้ กินเห็ดถอบเมื่อไรก็ต้องกินยาแก้ท้องอืดเข้าไปด้วยทั้งที่ระวังเรื่องการกินยามากแล้ว เพราะทุกครั้งที่ออกวิ่ง ฉันไม่เคยใช้ยาแก้ปวดใด ๆ เลย แต่มาตายตอนจบโดยเฉพาะอยากกินเห็ดถอบนี่แหละ

เฉไฉเล่าเรื่องเห็ดถอบไปตั้งนาน เกือบลืมเล่าเรื่องเซอร์เวย์เส้นทางเช้านี้ไปแล้ว เรายังพยายามวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงที่ตั้งสถานีเรดาร์ ขาสั้น ๆ ของฉันวิ่งพันกัน บางครั้งก็เปะปะเพราะก้าวแทบไม่ไหว ไม่ทราบว่าเพราะสูงหรือเพราะเหนื่อย ดูทางวิ่งก็บอกว่า สูง 800 เมตรจากน้ำทะเล มันสูงมากเลยนะ หอบและจิบน้ำตลอดทาง เห็นต้นคำมอกหลวงสองต้นใหญ่ ๆ ข้างทาง ดอกเหลืองใหญ่และหอมมาก ๆ คิดว่า ขากลับค่อยมาเก็บภาพ ที่บ้านฉันมีหนึ่งต้นและใหญ่ท่วมหลังคา แต่มาเห็นกลางป่าแบบนี้รู้สึกดีไปอีกแบบ

เราวิ่งถึงยอดรวมเส้นทาง 3 กิโลและจะค่อย ๆ วิ่งลง การวิ่งลงที่ดูเหมือนง่ายนั้นไม่ง่ายเลย เราก้าวยาวไม่ได้ แต่มันสบายกว่าขาขึ้น เราจ็อกกิ้งลงมาเรื่อย ๆ ในเพซ 11 ไปได้ไม่เร็ว ระมัดระวังเรื่องสะดุดหินหรือกิ่งไม้ระหว่างทาง หินก้อนเดียวสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ เรากลัวข้อพลิกมากที่สุด ถ้าเจ็บขึ้นมาก็ต้องพักยาว เราไม่อยากบาดเจ็บเพราะอยากวิ่งไปนาน ๆ


ขากลับรู้สึกสบายใจ คิดว่าค่อยหาเวลามาซ้อมวิ่งกันใหม่ ไป-กลับ เช้านี้จึงอยู่ที่ 6 กิโล แต่ใช้เวลาไปชั่วโมงครึ่ง เรายังไม่สะใจจึงไปวิ่งเล่นต่อที่ รพช. เป็นทางวิ่งสายเก่า เส้นทางเร่งรัดพัฒนาชนบทของอำเภอเรานั้น เป็นเส้นทางสวยงามและไม่มีรถวิ่งมากนักนอกจากรถของชาวสวน เราวิ่งต่ออีกสามกิโลก่อนออกไปหาอะไรกินที่ปั๊ม ปตท.


นับเป็นเช้าที่สนุกมากเช้าหนึ่ง คิดว่าคงได้มาวิ่งซ้ำเส้นทางเหล่านี้อีกแน่ แต่หารู้ไม่ว่า การวิ่งขึ้นดอยผาหงส์ในวันนี้ ส่งผลให้ปวดหน้าขาอย่างมาก (ฉันบันทึกเรื่องราวการวิ่งนี้หลังจากวิ่งหนึ่งอาทิตย์)

เย็นวันจันทร์ ( 6 มิ.ย ) ฉันต้องออกวิ่งยืดเส้นยืดสายหลังสองทุ่มเหมือนปกติ แต่อาการปวดหน้าขานั้นรุนแรงมาก ปวดแบบไม่เคยปวดขามาก่อน เหมือนตอนลงจากดอยหลวงเชียงดาววันแรกหรือจะปวดมากกว่าเสียอีก ทั้งที่การวิ่งที่ถือว่าสาหัสสากรรจ์อย่างวิ่งมาราธอน ฉันไม่มีปัญหาใด ๆ ไม่ทะเลาะกับบันไดด้วยซ้ำ แปลกใจนิด ๆ ทำไมปวดหน้าขาจนยกตัวแทบไม่ไหว ยังอดทนต่อไปโดยไม่ใช้ยา แต่กลับมานั่งยืดเหยียด

คืนวันจันทร์ พยายามวิ่งช้า ๆ สิบรอบ ประมาณ 6 กิโล ด้วยความเข้าใจว่า เราต้องวิ่ง ไม่งั้นก็ต้องรอหายปวดซึ่งไม่รู้เมือ่ไหร่

แต่วันอังคาร อาการหนักกว่า จนต้องบอกคู่วิ่งว่า ไม่วิ่งแล้ววันนี้ ก้าวขาไม่ออกเลย อยากพัก

วันพุธรู้สึกดีขึ้น แต่ยังลำบากแม้กระทั่งตอนนั่งชักโครก อาการปวดหน้าขาค่อยยังชั่วแต่ยังไม่ปกติสักเท่าไหร่ คนที่บ้านบอกว่าใช้ยาคลายกล้ามเนื้อบ้างก็ได้ถ้าปวดขนาดนี้จะทนไปทำไม ฉันพยักหน้าแต่ยังไม่ใช้ยาอยู่ดี อยากรู้ว่า ร่างกายมันจะฉลาดรองรับความเจ็บปวดนี้ได้กี่วัน

คืนวันพุธ ( 8 มิ.ย. ) ฉันออกซ้อมวิ่งตามปกติ เราวอร์มอัพร่างกายจนเข้าที่ ฉันกังวลมากเพราะตอนก้าวแรกของการวิ่ง ก้าวขาลำบาก ขาเปะปะ ขาซ้ายวิ่งออกซ้าย ขาขวาวิ่งออกขวาก่อนที่จะตะล่อมเข้ามาอยู่ในท่าวิ่ง ผ่านเส้นทางไปร้อยเมตรเริ่มเข้าที่และวิ่งได้ แปลกดีเหมือนกัน พอวิ่งได้ ขาสองข้างก็พาไปได้เรื่อย ๆ ไม่เจ็บปวดอะไรจนกระทั่งผ่านไปสามกิโลเมตรที่จะต้องรับน้ำ ตอนนี้แหละที่ยากเพราะจิบน้ำเสร็จและออกวิ่งต่อเลย มันเสียจังหวะ ก้าวยากมากตอนเริ่มสตาร์ทอีกรอบ แต่ก็เข้าที่ได้เร็ว วันนี้กลับเป็นการวิ่งสนุกมาก เราวิ่ง pace 7 จนครบ 10 กิโล ในเวลา 1:10 ชั่วโมง และอาการปวดขาก็หายเป็นปลิดทิ้ง ดีใจมากที่ไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดมาคั่นกลางก่อนมาวิ่งในวันนี้

วันพฤหัส ( 9 มิ.ย. ) เราออกวิ่งหลังสองทุ่มเหมือนเคย แต่เราจ็อกกิ้ง pace 8 เพียง 5 กิโล ทำเวลาเร็วกว่าเพซจริง ๆ สองนาที แต่ก็โอเค

วันศุกร์ เป็นวันพักเพราะเราจะวิ่งยาวเช้าวันเสาร์สองชั่วโมง


เช้าวันเสาร์ ( 11 มิ.ย. ) เราตื่นตีสี่ งัวเงียมากทั้งที่รีบนอนแต่หัววัน ตื่นมานั่งกินอาหารเพราะรู้สภาพว่าจะต้องวิ่งยาว กลัวเป็นลมมากกว่า ช่วงหลังเกิดอาการจะเป็นลมบ่อยครั้งที่ซ้อมวิ่งยาว เข้าใจว่าเป็นอาการของสอวอ ก็เข้าวัยทองจริง ๆ แล้วนี่นา ต้องรับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเหล่านี้ให้ได้


เราเริ่มวิ่งตอนตี 5 อากาศยามเช้าสดชื่นและเงียบสงบมาก เราคุ้นเคยกับสถานที่วิ่งของเราตรงนี้ ยกเว้นงู ซึ่งต้องระมัดระวัง แต่ละคืนเราเจองูเล็ก ๆ ที่เลื้อยผ่านทางวิ่งของเรา ไม่ออกมาทางซ้ายก็ออกมาทางขวา ขึ้นชื่อว่างู แค่เห็นก็สั่น วิ่งตีนผีได้ก็แล้วกัน ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจับงูเห่าที่บ้านพักเจ้าหน้าที่ได้อีกด้วย มันแอบมากินกบที่เขาเลี้ยงไว้ในขวด น่ากลัวจริง ๆ

ปรากฏว่า เช้านี้... ฝนตกตั้งแต่กิโลเมตรที่ 7 ....

แรก ๆ ก็ตกปรอย ๆ กลิ่นฝนหอมมากเพราะมีลมพัดเอื่อย ๆ เหมือนวิ่งอยู่ในวิมาน(ชั้นไหนบอกไม่ได้เพราะไม่เคยไป) นี่มันวิมานดินจริง ๆ วิ่งแบบสบายใจ ยังคุม pace 8 ไปเรื่อย ๆ เพราะเราวิ่งยาว ไม่จำเป็นต้องเร่งฝีเท้าแต่ต้น เรายังต้องวิ่งอีกไกล แต่การณ์กลับบังคับให้เรากังวล แม้จะต่างคนต่างวิ่ง แต่เราก็รู้ล่ะว่า ฝนจะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ และอาจจะวิ่งไม่ถึงสองชั่วโมงตามที่ตั้งใจไว้ ต่างคนต่างวิ่งให้ถึง 10 กิโล วิ่งหนีฝนด้วยเพราะฝืนวิ่งกลางฝนเดี๋ยวจะป่วย ซึ่งมันก็แปลกที่ว่า สมัยเด็ก ๆ เราวิ่งกลางฝนแต่เราไม่เป็นอะไรแม้ผู้ใหญ่จะเป็นห่วงว่าเราจะป่วย แต่ฝนไม่ทำร้ายเด็กแต่อาจทำร้ายสอวออย่างเราได้ หรือเรากลัวเกินเหตุนะ ไม่ขนาดนั้นหรอก เราไม่อยากเสี่ยงเพราะเรายังมีโปรแกรมไปวิ่งในงานอื่นหลังจากนี้ เมื่อเราวางแผนการวิ่งไว้ดีแล้ว ก็อยากถนอมร่างกายไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปท้าทายอะไรเลย ไม่ประมาทกับร่างกายเป็นดีที่สุด เดี๋ยวจะเหมือนการวิ่งขึ้นดอยผาหงส์นั่น ไม่คิดว่าจะปวดหน้าขาได้รุนแรงขนาดนี้

จบการวิ่งเช้าวันเสาร์ที่ 10 กิโล และกลับมาเก็บมะม่วงมหาชนกและลิ้นจี่ที่บ้านต่อ

นึกถึงการซ้อมวิ่งของเราในแต่ละวันนั้น เราตอบตัวเองได้เสมอว่าวิ่งเพื่ออะไร เราไม่ได้หวังการมีอายุยั่งยืนหรอก เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พรุ่งนี้เราจะมีลมหายใจหรือไม่ แต่เราอยากทำปัจจุบันของเราให้ดีที่สุด ทำในสิ่งที่เราชอบและมีความสุข และการวิ่งนั้น เราไม่มีความสามารถพอที่จะชักชวนใครให้ออกมาเหนื่อย นั่นเพราะวิถีการดำเนินชีวิตของเรานั้นต่างกัน เราอาจใส่ใจในเรื่องต่าง ๆ ต่างกัน หากไม่สนใจเรื่องสุขภาพ ก็จะวางเรื่องการออกกำลังกายเป็นความไม่จำเป็นไปเลย ฉันจึงทำได้แค่เล่าสู่กันฟัง แต่จะรู้สึกดีใจถ้าเห็นเพื่อน ๆ ออกกำลังกาย ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม เราไม่ด้ซ้อมเพื่อไปชนะใครแต่เราซ้อมเพื่อเอาชนะความขี้เกียจของตัวเองและสร้างวินัยใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วย การวิ่งทำให้เราเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้หลายอย่าง สักวันจะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง

ฉันเก็บข้อคิดบางอย่างมาฝากเพื่อน ๆ ตรงนี้นะคะว่า

' ไม่มีมาตรฐานและชัยชนะการวิ่งใดสำคัญไปกว่า ความสนุกสนานและความรื่นรมย์จากการวิ่ง ด้วยว่าคุณไม่ได้วิ่งเพื่อรางวัลในอนาคตข้างหน้า หากแต่เป็นรางวัลจากการที่ได้มีโอกาสวิ่งในปัจจุบันขณะ '*




ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
11 มิถุนายน 2559










* หมายเหตุ
The Zen of Running ของ Fred ROHE
คัดลอกมากจากหนังสือวิ่งของคุณกฤตย์ ทองคง
ขอบคุณมากค่ะ





Create Date : 12 มิถุนายน 2559
Last Update : 13 มิถุนายน 2559 8:44:30 น.
Counter : 515 Pageviews.

2 comment
--- วิ่ ง ร อ บ ก ว๊ า น พ ะ เ ย า 2 6 k ---






บันทึกวิ่งรอบกว๊านพะเยา 26 k
ซุปเปอร์ฮาล์ฟมาราธอนแรกของปีนี้
::
::
::
เช้าวันอาทิตย์ ถามว่าพร้อมมั้ย ตอบดัง ๆ ว่า ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม
ยืดเส้นยืดสายเตรียมตัวเตรียมใจ ตั้งสติดี ๆ แม้ว่าจะเคยลงงานวิ่งมาแล้ว แต่อาการนี้ไม่หายสักที จะวิ่งทีไรก็ตื่นเต้นอยู่ร่ำไป

สำหรับการจัดงานวิ่งรอบกว๊านครั้งแรกนั้น มีนักวิ่งมาร่วมงานถึง 1001 ชีวิต มีนักวิ่งทีมชาติและนักวิ่งโอลิมปิกด้วย เขาประกาศว่า จะทำเวลา 1 ชั่วโมง 40 oาที สำหรับ 26 k นี้ (ดูไม่ลำบากเลยสำหรับเราที่ต้องการชิงถ้วยรางวัล แค่วิ่งเข้าถึงก่อนเท่านั้นเอง # น้ำตาไหลแพร๊บ ) และที่สำคัญกว่านั้นคืองานนี้พระองค์ภา (พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา) เสด็จส่วนพระองค์เพื่อมาร่วมงานวิ่งครั้งนี้ด้วย

เป็นเพราะฝนตกทั้งคืน เช้านี้อากาศสดชื่น เห็นหมอกเคลียดอยนางอยู่ มีเมฆครึ้มฟ้าครึ้มฝนบ้าง โชคดีมากที่อากาศไม่ร้อน

ฉันตกลงกับคู่วิ่งของฉันว่า ขอฉันเกาะเป็นหมัดติดหมาถึง 10 กิโลพอ ช่วยลากไปหน่อย จากนั้นตัวใครตัวมัน คู่วิ่งฉันเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร ฉันขอแค่วิ่งถึงก็พอเพราะซ้อมมาแค่ 15 k นอกนั้นจะประคองไป อยากมาร่วมงานเท่านั้น พยายามซ้อมแล้ว แต่ซ้อมไม่ถึงจริง ๆ

ทางวิ่งสวยมาก ๆ หอมกลิ่นฝนหมาดฟ้า ชอบฟ้า ชอบต้นไม้ข้างทาง มีน้ำให้จิบทุกสองกิโล ฉันจิบละเอียดทุกจุด ช่วงสองกิโลหลัง ๆ มีทั้งเครื่องดื่มเกลือแร่ แตงโมและกล้วยหอมให้กิน มีหรือฉันจะไม่กิน

ฉันวิ่งข้างไหล่คู่วิ่งมาจนถึงกิโลที่ 17 แต่เริ่มจะด่อย ๆ แล้ว หมดแรงตั้งแต่กิโลที่ 15

จิบน้ำเสร็จ สามีหันมาถามว่า ไหวมั้ย ฉันพยักหน้า

เขาบอกว่า ไม่อยากเสียจังหวะวิ่ง ฉันเข้าใจ แค่นี้ก็โอเคแล้ว เดี๋ยวเจอกันที่เส้นชัย
เขาออกวิ่งไปเลย ไม่ถามซ้ำ ราวกับอยากเป็นอิสระงั้นแหละ 555 ฉันถูกทิ้งตั้งแต่กิโลที่ 17 จากนั้นก็เพลิดเพลินเจริญใจในเพซวิ่งของตัวเอง ไม่กดดันตัวเอง ไม่ต้องตามใคร ไปเรื่อย ๆ แบบสบาย ๆ

ระหว่างทางก็ฟังนักวิ่งคุยกัน สองหนุ่มก็อวดรองเท้าที่สอยมาในราคา 2,900 จากราคาจริง 4,900 เขาว่าช็อปเมืองไทยตั้งราคาสูงเวอร์ ฉันก็รอสองหนุ่มวิ่งผ่าน จะดูรองเท้าพี่แกว่ายี่ห้ออะไร

การวิ่งตามก้นชาวบ้านนี่ก็สนุกดี ได้ดูรองเท้า การแต่งกายของคนอื่น เสื้อสีสันสะดุดตาและอุปกรณ์เสริม

เจอคุณลุงสองคนกิโลที่ 18 เขาจ็อกกิ้งช้า ๆ คุยกันไป ลุงบอกว่า อีกสามปีก็จะ 60 แล้ว ช่วงนี้กำลังไม่อยู่ตัว ก่อนนี้วิ่งฮาล์ฟ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 40 ได้สบาย ๆ และวิ่งมาราธอน 3 ชั่วโมงครึ่ง

เอ่อม... วิ่งเร็วยังกะจรวด ไม่อยากคิดว่าเขาซ้อมหนักขนาดไหน ฉันซ้อมอีกกี่สิบชาติก็ไม่มีทางได้

น้องเสื้อบานเย็นตีคู่ขึ้นมา แกฟังเพลงแร็ปมาตลอดทางเช่นกัน เปิดดังมากเพราะเสียงกระเด็นออกมาให้เราฟังด้วย ฟังก็เพลินไป หาเวลาเหงาอะไรไม่ได้หรอกและบอกจริง ๆ ว่าไม่เคยเหงาหรือโดดเดี่ยวเวลาวิ่งเลยสักนิด ระยะวิ่ง 10 k นั้นเป็นระยะที่สนุกที่สุด แต่ฉันชอบระยะวิ่งไกล ๆ มันใช้พลังกายและใจมาก งานนี้ได้เก็บบรรยากาศบนเส้นทางที่สงบและสวยงามเป็นเวลานาน

วิ่งถึงกิโลที่ 21 พี่ผู้ชายข้างหลังตะโกนซะดังว่า ฮาล์ฟแล้ว ๆ เหลืออีก 1 Fun Run เท่านั้นเอง

ใช่นะ อีก 5 กิโลเท่านั้น ท่องไว้ ๆ จะเอาเหรียญกลับบ้าน อยากได้เหรียญมาก ยอมรับเลย แต่สภาพฉันชักไม่ไหว ดูเวลาก็คิดว่าทันคัท ออฟ อย่างเป็นทางการคือในเวลา 4 ชั่วโมง จากนี้จะเดินก็ได้เพื่อเซฟตัวเหมือนเพื่อนนักวิ่งที่วิ่งมาด้วยกัน เธอบอกว่า เดือนหน้าจะลงมาราธอน จะไม่โหมวิ่งแล้ว จะเดินจนเข้าเส้นชัย

ฉันพยายามไม่เดิน เพราะเดินคงไม่ถึง จึงจ็อกกิ้งไปเรื่อย ๆ ตามสภาพเพราะแรงหมดตั้งแต่กิโลที่ 15 แล้ว

แต่พอถึงกิโลที่ 22 ตัดเข้าเส้นทางหลักของหมู่บ้าน ทางโค้งที่มีชาวบ้านและหน่วยรักษาพยาบาลเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ยืนปรบมือให้นักวิ่งทุกคนที่วิ่งผ่าน ฉันยกมือไหว้และขอบคุณพวกเขา แรงมาพอ ๆ กับเจอกล้องต้องแอ๊บหน้าไม่เหนื่อยยังไงยังงั้น เหงื่อเปียกท่วมตัว จากนั้นก็ตื่นเต้นมากเพราะแต่ละบ้านมานั่งรวมกันเชียร์และปรบมือให้กำลังใจเมื่อเราวิ่งผ่าน ขนลุกไปทั้งตัว ตื้นตันใจ เรื่องเล็ก ๆ ที่รู้สึกดีและไม่คิดว่าจะทำให้มีกำลังใจขนาดนี้ โดยเฉพาะคุณตาคุณยายโบกไม้โบกมือและให้พร 'ขอให้สุขภาพแข็งแรงเน้อลูกเน้อ' ต้องยกมือไหว้และพูดขอบคุณไม่หยุดปากเลย ประทับใจจริง ๆ

จากนี้ก่อนตัดเข้าเส้นรอบกว๊านก่อนถึงกิโลที่ 25 เล็กน้อย ลมสว้านมาเยือนจริงๆ แล้ว ฉันเป็นแบบนี้ตอนซ้อมวิ่งสองครั้งคือหูอื้อ หน้ามืด ตาลาย จะเป็นลมนั่นเอง มันมาเยือนขณะวิ่งวันนี้อีกแล้ว ยาดมอะไรก็ไม่มี วิ่งตัวเปล่า ไม่มีอุปกรณ์เสริมสักอย่าง ยืนหลังอิงต้นไม้ก็เหมือนจะยืนไม่อยู่ มองอะไรไม่เห็น ค่อย ๆ นั่งข้างฟุตบาธ เงยหน้าขึ้น หายใจลึก ๆ เห็นน้องนักวิ่งสองคนกำลังเดินมา ฉันถามพวกเธอว่า มียาดมมั้ย (ถามได้โง่มาก นักกีฬาที่ไหนจะพกยาดมนะ) เธอว่าไม่มีค่ะพี่ เป็นห่วงฉันและเอาน้ำให้จิบ ฉันจิบน้ำ รู้สึกดีขึ้นนิดนึง น้องนักวิ่งผู้ชายเอาเคาเตอร์เพนมาให้ ฉันเอานิ้วป้ายมานั่งดม ได้แต่ขอบคุณ บอกพวกเขาว่า ไปต่อเถอะ พี่อยู่ได้ ขอนั่งสักพักและคิดว่า อีกกิโลเดียวเอง เหรียญจ๋ารอป้าหน่อย เดี๋ยวป้าจะจ็อกกิ้งไปรับ ขอนั่งรับลมก่อน ลุกไม่ไหวจริง ๆ

นั่งปล่อยใจ ดูน้ำ ดูฟ้าไปเรื่อย ๆ น่าจะไม่ถึงห้านาที เงยหน้าและเริ่มเดินอีกสักไม่เท่าไหร่ เจอหน่วยพยาบาล เขาเตรียมแอมโมเนียไว้ให้สองก้าน แสดงว่าน้องผู้หญิงสองคนนั้นคงบอกให้ ฉันยังไม่อยาก DNF ในวันนี้ ไหน ๆ ก็ประคองร่างมาจนขนาดนี้แล้ว พอได้แอมโมเนีย รู้สึกดีขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และออกจ็อกกิ้งต่อ แต่อีกสองร้อยเมตรข้างหน้าเท่านั้น ตะคริวขึ้นที่น่องขวา ก็เลยหยุดและเดิน สามีวิ่งมารับและมาวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นเพื่อน บอกเขาว่า ตะคริวจะขึ้น วิ่งไม่ได้ เขาว่าเอาหน่อยนะ จะได้ถ่ายรูปด้วยกันตอนเข้าเส้น ฉันได้ยินว่าถ่ายรูป ผีเข้าอีกรอบ วิ่งก็วิ่ง( อิอิ) อยากได้ภาพวิ่งเป็นที่ระลึก จ็อกได้สักห้าสเต็ป ตะคริวขึ้นตรงข้อเท้าซ้าย มันจะกินเท้าเป็นอันดับต่อไป ต้องเดินจริง ๆ แล้ว รูปวิ่งคงไม่มีสินะ ช่างเถอะ เป็นการเดินเข้าเส้นชัยอย่างเงียบ ๆ แต่ดีใจเป็นที่สุด

เจอคุณหมอเพื่อนนักวิ่งมาแสดงความยินดีที่เส้นชัย เสียดายมาก ๆ ที่ไม่ได้ถ่ายรูปร่วมกับคุณหมอคนเก่ง ฉันต้องไปยืดเหยียดร่างกายก่อนที่ตะคริวขึ้นทั้งสองข้างจากนี้

ฉันถามสามีว่า คิดว่าฉันจะวิ่งถึงหรือเปล่า เขาบอกว่า ถึงน่ะถึงอยู่แล้ว รอถ่ายรูปให้อยู่ อืม .. รู้จักรู้ใจกันดี ฉันเลยเล่าให้เขาฟังว่า ฉันจะเป็นลมตอนกิโลที่ 25 กลัวรถพยาบาลมาเก็บก่อนเข้าเส้นซะแล้ว โชคดีที่ผีเหรียญเข้าสิงเลยพยายามออกวิ่ง ๆ เดิน ๆ ต่อนี่แหละ อยากได้เหรียญอะ

ขอบคุณทีมงานจัดวิ่งครั้งนี้นะคะ จัดได้ดี มีน้ำให้จิบทุกจุด เส้นทางปิดได้ดีและสวยงามมาก ๆ มีหน่วยรักษาพยาบาลมากจริง ๆ อาจจะเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ภาด้วยที่ท่านมาร่วมงานวิ่งครั้งนี้ ทรงพระปรีชาสามารถมาก ทรงวิ่งเร็วจนไม่เห็นฝุ่นธุลีละอองของฝ่าพระบาทเลยทั้งที่ท่านเพิ่งลงแข่งไตรกีฬางานพัทยามาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เอง งานวิ่งครั้งนี้พระองค์ท่านทำเวลาได้ดีมาก ๆ ขอพระองค์ทรงมีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง

ขอขอบคุณชาวบ้านจังหวัดพะเยาทุกท่านที่ต้อนรับนักวิ่งอย่างอบอุ่น ยังไม่ม้วนเสื่อเข้าบ้านไปเสียก่อน ยังอยู่ปรบมือเชียร์และให้กำลังใจนักวิ่งแนวหลังอยู่ เป็นแรงใจให้วิ่งต่อได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ขอบคุณร่างกายและกำลังใจของตัวเองที่ประมาณ ประเมินตนไว้แต่แรกว่าอาจไม่ผ่าน แต่ยังประคองไปได้ ลูกบ้าในตัวไม่เคยถดถอย ถ้าไม่ข้อพลิกหรือเกิดเหตุสาหัสสากรรจ์ก็จะทำตามที่ตั้งใจไว้จนจบ

เหรียญสวยนะ ภูมิใจสุด ๆ รู้สึกว่า 26 กิโลนี้มันไกลม๊ากมาก เพราะซ้อมวิ่งไม่ถึงระยะจริงนั่นเอง ยังนึกเลยว่าเมื่อสามเดือนที่แล้ว ฉันผ่าน 42.195 k ครั้งนั้นมาได้อย่างไร แต่ตอนนั้นเราซ้อมดีกว่านี้เยอะนะ และไม่เจอโรควูบของวัยทอง

สิ่งที่เรียนรู้จากงานวิ่งครั้งนี้
1. เตรียมยาดม ยาลม ยาหม่องทุกครั้งที่วิ่ง
2. เตรียมข้าวเหนียว หมูปิ้ง น้ำพริกตาแดงตอนวิ่งด้วย หิวเมื่อไหร่ก็ควักออกมากินซะ หิวจนหน้ามือตาลายไม่ดี จะอดได้เหรียญนะ

งานนี้สนุกมาก จบแบบไม่เจ็บ (นอกจากหิวจัด) ภูมิใจและดีใจมาก ๆ ที่ผ่านมาได้ เป็นซุปเปอร์ฮาล์ฟแรกที่น่าประทับใจของปีนี้ค่ะ

ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
30 พฤษภาคม 2559








Create Date : 30 พฤษภาคม 2559
Last Update : 1 มิถุนายน 2559 22:39:16 น.
Counter : 734 Pageviews.

7 comment
--- One Size Fit All ---











อ่านไป ซ้อมไป
::
::
ฉันเริ่มวิ่งครั้งแรกนั้นเพราะตัวหนังสือของนักเขียนคนโปรดเป็นแรงบันดาลใจจริง ๆ อยากลองทำในสิ่งที่ไม่ชอบบ้าง อยากรู้ว่ามันสนุกยังไง ไม่มีแผนการซ้อมใด ๆ นอกจากพยายามเพิ่มระยะการวิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วก็ไปลุยที่งานวิ่งเลย มันก็สนุกนะ ใช้ใจวิ่งในช่วงท้าย ๆ ให้ข้ามเส้นชัย เพราะซ้อมวิ่งไม่เคยถึงระยะจริง ลองผิดลองถูกเอง อ่านอะไรเกี่ยวกับวิ่งก็ไม่ค่อยเข้าใจ เช่น เพซคืออะไร เซสชั่น เทมโป อินเทอวัล สไตรด์ ดริว วิ่งปิ้งย่าง ฯลฯคืออะไร ได้แต่เก็บอารมณ์ บรรยากาศและประสบการณ์จากเพื่อน ๆ นักวิ่งตามหน้าเพจเท่านั้น

หนึ่งปีผ่านไป เริ่มจริงจังขึ้น อยากซ้อมให้เป็นเรื่องเป็นราวเพราะลองผิดมากกว่าลองถูกมาเยอะแล้ว

ว่ากันว่า วิ่งให้ดีต้องมีโค้ช แล้วนักวิ่งบ้านนอกสองคนนี้ล่ะ จะไปหาโค้ชที่ไหน ไม่มีหรอก นอกจากช่วยกันอ่านตามเพจ คู่วิ่งถนัดวิทยาศาสตร์การกีฬา ส่วนเราเน้นบรรยากาศในสนามอย่างเดียว เห็นตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้าง

บางครั้งก็อึดอัดตอนซ้อมหนัก ๆ เพราะเหนื่อย ซ้อมเหมือนเดิม ไม่สนุก

บางวัน กำลังเราไม่เท่ากัน เขาชะลอเท้ารอให้เราขึ้นมาวิ่งคู่ เราพยายามวิ่งตีคู่ให้ได้ สักพักเราก็ด่อยลงไปอีก ว้าวุ่นใจ อยากถามว่า ร้อนแบบนี้ เธอไม่เหนื่อยเหรอ อยากจะมีหัวใจสี่ดวง สองปาก สี่ปอด คอยสลับเวลาเหนื่อย แต่ก็ไม่กล้าปริปากเพราะถ้าไม่มีเขาเราก็ขาดความกระตือรือร้นทุกอย่าง สมองน้อย ๆ ไม่ได้มีไว้ใช้ความคิดนอกจากรู้สึก แต่ไม่บ่น

บางวัน ได้ยินเขารำพึงตอนกำลังคูลดาวน์ว่า วันนี้สามกิโลแรกหายใจแทบไม่ทัน
ฉันถึงกับหลุดปาก จริงเหรอออออ เธอเหนื่อยจริง ๆ เหรอ ฉันนึกว่าฉันเหนื่อยคนเดียว
เหนื่อยสิ แต่บ่นทำไม ก็รู้แล้วนี่ว่าซ้อมวิ่งไปทำไม
แหม ก็แค่อยากรู้ ฉันวิ่งจนแกว่ง ขาเปะปะ มือไม้ยกไม่ไหวไหล่ลู่แล้วนี่ บ่นมั่งก็ดี มันบรรเทาความโดดเดี่ยวระหว่างทางได้นะ ( ก็คิดว่าตัวเองแบกทุกข์อยู่คนเดียวในโลก)

เขาฟังไปอย่างนั้นแหละ เอาสาระอะไรกับฉันไม่ได้ เพราะถ้าเขาอ่อนข้อ ไม่หนักแน่นตอนซ้อม ไม่ทำตามแผนวิ่งของเขา มัวแต่ปลอบและเอาอกเอาใจ ก็ไม่รู้จะซ้อมให้เหนื่อยไปทำไม ซ้อมเสียของว่างั้นเถอะ
แต่เขาก็อุตส่าห์ฟังเวลาฉันเล่าถึงเพจของคนนั้นคนนี้ที่เขียนเรื่องวิ่งอยู่ตลอด หนังสือเกี่ยวกับเรื่องวิ่งก็ต้องอ่าน จะได้คุยกัน ถกเถียง มองความจริงที่เป็นและเกิดกับนักวิ่งพรรษาน้อยแบบเรา

เราใช้ตารางโปรแกรมวิ่งของครูดินมาลองตอนซ้อมไปฮาล์ฟมาแล้ว แต่เราแกร่งไม่พอจึงต้องกลับมาซ้อมใหม่ ค่อย ๆ ปรับให้เข้ากับตัวเอง แต่ยังทำได้ไม่ดี
จะเข้าชมรมวิ่ง ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ไม่สะดวกทุกประการ

หาอ่านจากนักวิ่งที่เขาแบ่งปันประสบการณ์เขาเอง กระเทาะเปลือกปกป้องตัวเองแบบไม่เข้าท่า เขาอ่านใจเราออกว่าเราคิดอะไรและกำลังทำอะไรได้ มีมุมมองเดียวกันคือทำอย่างไรจะอยู่กับการวิ่งระยะยาวให้ยาวนาน

หนังสือทำมือของคุณกฤตย์ ทองคง นั้น เราเพิ่งมีโอกาสอ่าน เป็นเหมือนเพื่อนที่ดีที่ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำอย่างผู้มีประสบการณ์ ตรงไปตรงมา ไม่มีทางลัดเป็นวิทยาศาสตร์และเป็นไปได้กับวัยของเรา

อย่าไปตามหาสูตรวิ่งสูตรสำเร็จใด ๆ เลย เพราะ One Size Fit All ไม่มีในโลกหรอก

เอาน่ะ เราวิ่งไกลขึ้น ซ้อมมากขึ้น ให้รู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญและจำเป็นในการวิ่ง มีหนังสือของเขาเป็นโค้ชก็อุ่นใจ อย่างน้อยก็ทำให้เข้าใจอะไร คลี่คลายภาวะสับสนตอนวิ่งได้บ้างล่ะ

ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย








Create Date : 21 พฤษภาคม 2559
Last Update : 21 พฤษภาคม 2559 7:52:14 น.
Counter : 366 Pageviews.

3 comment
--- พ า ยุ ฤ ดู ร้ อ น กั บ ก า ร วิ่ ง ---











เราตื่นแต่เช้าเพื่อมาวิ่งตอนเช้าเพราะเมื่อวานตอนสองทุ่มเวลาวิ่งของเราเกิดพายุฤดูร้อนรุนแรงมาก ลมหมุน น่ากลัว เด็ก ๆ ที่มาเล่นบาสและวอลเลย์บอลที่สนามในโรงพยาบาลเลิกเล่นกะทันหัน จับมอร์เตอร์ไซค์กลับบ้าน ฉันว่าน่ากลัวนะถ้าขับกลับตอนนั้น ต้นไม้ใหญ่เอนลู่และหมุน เราออกรถเพื่อกลับบ้าน เสียงลมวู่ วู่ ถังขยะระเนระนาดตามถนน ฝนตกแต่ลมแรงกว่า จะจอดตรงไหนก็ยากเพราะข้าวของปลิวเกลื่อนถนน

ค่อย ๆ ขับกลับบ้านแต่ไม่กล้าลงไปเปิดประตู ต้นไม้เอนมาทางตัวบ้าน กลัวต้นไม้ทับ เปิดประตูแล้วเกือบจะไม่มีแรงผลักกลับ พี่หมอกวิ่งมาหาท่าทางตื่นกลัว ปกติพี่แกซ่ามาก ได้แต่ปลอบและลากบ้านใหญ่มาใกล้ประตู เขากระโดดเข้าบ้านกับไส้อั่ว ส่วนอองออนอนเงียบ ๆ

เข้าบ้านยังรู้สึกกลัว รู้สึกว่ายังไม่หายกลัว พายุรุนแรงเหลือเกิน

เช้านี้ไม่เกินคาด ความเสียหายมากมาย ฟังเสียงตามสายแต่เช้าจนเดี๋ยวนี้ พ่อหลวงแจ้งให้ลูกบ้านทุกคนตรวจตราความเสียหายและแจ้งความเสียหายไป

หลังจากเปลี่ยนวิธีการวิ่งใหม่ มีวิ่งยาว วิ่งสั้น มีวันหยุด วันอยาก วันชดเชยแล้วแต่จะสรรเวลาได้ เพราะการวิ่งเป็นการพักผ่อนและควรจะผ่อนหนักผ่อนเบาเหมือนระบายสีไล่เฉดสีกลบเกลี่ยมันให้มีลีลากลมกลืนกับตัวเรา วันไหนวิ่งหนักก็กั๊กแรงไว้ไม่เทหมดหน้าตักเพื่อให้รู้ว่า น้ำมันยังไม่หมดถังจนถังเปล่า เหลือแรงไว้ให้ยิ้มชื่นมื่น

อันนี้ไม่เกี่ยวกับความรัก เพราะเวลาฉันรักใครจะเทหมดหน้าตักเพราะรักกั๊ก ๆ เป็นอย่างไรไม่รู้จัก รักไม่เป็น รักใครก็รักหมดใจ บางคนว่าใช้กับการวิ่งไม่ได้ ใช้ชีวิตไม่เป็น ว่าเข้าไปนั่น

แล้วเช้านี้วิ่งให้ถึง 10k และจะทำเวลาแต่ทำไม่ได้ (หมดแรงมะม่วงเขียวเสวย) กายใจพร้อมแต่ก้าวไม่ออก หัวใจแห้งผาก จิบน้ำตอนพักครึ่งแล้ววิ่งต่อ
อากาศร้อนจัดมีผลต่อร่างกายมากพอควร ไม่ค่อยราบรื่นนัก แต่ใช้แรงอึดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เฉย ๆ เพราะใช้สูตรวิ่ง เบาให้มาก หนักให้น้อย และวันนี้วันหนักติดต่อกัน เป็นอาทิตย์ที่สร้างความเหนียวแน่นให้ร่างกาย บางวันก็ต้องหยุด ทนอากาศร้อนของปีนี้ไม่ไหวจริง ๆ ไม่อยากเป็นลมล้มป่วยโดยใช่เหตุ สังเกตแค่ว่า วิ่งตอนเย็นระยะนี้ราบรื่นกว่า

สวัสดียามเช้า
ขอให้มีความสุขทุกท่านนะคะ
ภูพเยีย









Create Date : 17 พฤษภาคม 2559
Last Update : 17 พฤษภาคม 2559 7:47:18 น.
Counter : 406 Pageviews.

4 comment
--- วิ่ ง วิ่ ง วิ่ ง ---










คู่วิ่งบอกให้ทำใจแต่เช้าว่า คืนนี้จะวิ่ง 13 กิโลนะ ทั้งที่คุยกันแล้วว่าเราจะวิ่งสามวันต่อสัปดาห์ นั่นหมายถึง วิ่งวอร์ม วิ่งสปีดและวิ่งยาว แต่ไหงเขาชวนวิ่งติดกันสามวันและเห็นโปรแกรมวิ่งยาว(มาก)วันเสาร์ เขาไม่ได้ยินหรือเปล่า เขาคิดอะไรอยู่นะ

ทั้งที่วิ่งเมื่อว่าง แต่ทำไมน้ำหนักไม่ลด ไปหาคำตอบในเพจนักวิ่ง สาระมีเยอะ แต่ชอบกว่านั้นคืออ่านคอมเม้นต์ หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง สุขภาพใจเขาดีจัง

มีบ้างที่เป็นเหมือนเราคือ โ ร ค อ า ห า ร เ ป็ น มิ ต ร

ใช่ ฉันเขียนไม่ผิดหรอก เราจัดอยู่ในจำพวกกินได้ อร่อยทุกฤดู ใครบ่นร้อนกินข้าวไม่อร่อย แต่ฉันก็สรรหาของอร่อยมากินได้ไม่หยุดปาก อย่าว่าแต่ตอนนี้เลย ตอนท้องฉันก็ไม่เคยแพ้ท้อง ชนะเลิศไปทุกทิศ กินได้ทุกอย่าง ไม่มีเหม็นนั่นนี่ ไม่มีของแสลง นับประสาอะไรกับเวลาปกติ แค่อากาศร้อน ไม่ใช่อุปสรรค แต่วิ่งตอนร้อนนี่มันเหนื่อยมากนะ เหนื่อย จนแอบถามตัวเองว่าจะวิ่งเอาถ้วยเหรอ ก็ตอบว่าเปล่า จะเอาเหรียญ อยากได้เหรียญ ก็เลยก้มหน้าก้มตาซ้อมต่อ (เอ้า.. เผยความในใจซะแล้ว ฮี่ฮี่)

มันไม่ใช่ข้ออ้างในการกินแต่มันจริงนะ
หนึ่งคือ พึงระลึกถึงตอนป่วยแล้วกินไม่ได้หรือเคี้ยวข้าวด้วยฟันคู่หน้าแบบกระต่ายเพราะข้อต่อขากรรไกรค้างนี่มันสุดยอดของความทรมาน
สองคือ ถ้ากินน้อยจะเอาแรงไหนไปวิ่ง
ระหว่างทำงานไปก็จิบน้ำไป เพื่อให้มีน้ำหมุนเวียนในร่างกาย ขณะวิ่งก็ต้องฝึกจิบน้ำ กินแตงโมหรือกินเกลือ ถ้าไม่ฝึกก็อย่าไปกิน ถึงเขามีไว้ให้ก็ตาม

ก่อนนี้สงสัยว่าเขามีโฟมน้ำไว้ทำไม คราวนี้ก็หายสงสัยแล้ว เตรียมไว้ให้เราบีบน้ำรดหัว ระบายอากาศนั่นไง แต่ที่ไม่ค่อยมีสาว ๆ ทำเพราะมันจะดูไม่เจ๋ง ไม่ฟิต ดูโทรมไม่สวย หน้าตาที่แต่งมาสวย ๆ คงดูไม่ได้ แต่ฉันไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น หน้าสด(แบบเหี่ยว ตีนกาลึกยาว) ตลอด ตอนวิ่งยิ่งดูแย่กว่าปกติ แต่ฉันก็ชอบตัวเองตอนวิ่ง(ที่สุด) เหงื่อพราว หัวเปียก ๆ ก็ชอบ เสียแต่เหงื่อเค็มเข้าตานี่แสบตามาก คราวหน้าถ้าวิ่งยาวแล้วงานไหนเตรียมโฟมให้ใช้จะทำให้ดู ขออย่าเปียกรองเท้าก็แล้วกัน วิ่งไม่สนุก ไม่อยากมีแผลที่เท้าสักเท่าไหร่

ฉะนั้น คืนนี้ซ้อมจะลองดูหรือวันไหนวิ่งยาวก็จะลองรดน้ำจากหัวลงมา แล้วจะรายงานผลอีกที

หลังวิ่งราว ๆ สามทุ่มครึ่งถึงสี่ทุ่ม กลับถึงบ้านก็ต้องอาบน้ำให้อองออทุกคืนเพราะเขานอนทับฉี่และอึของตัวเอง ไม่มีแรงจะลุกเพราะร้อน บางทีเขาก็ลืมว่าเขาเดินได้ ก็ใช้ขาคู่หน้าลากตัวเอง ถัด ถัด กระเถิบตรูดไปจนตรูดเป็นแผลเหวอะ ทายาตรงแผลที่ปริ ก็ยังปริอยู่เพราะพฤติกรรมแบบนี้ สองคนช่วยกันอุ้มเขานอนบนแคร่ก็ไม่ชอบ เผลอหน่อยก็ลงมากับพื้นอีก เป็นแบบนี้มาเกือบเดือนแล้ว

ช่วงนี้ป้อนยาสามเวลา อองออที่ว่าไม่ค่อยจะมีอองออนักก็เกิดมีอองออ ไม่กินลูกชิ้นที่มียาฆ่าเชื้อ (กินลูกชิ้นแต่คายยาออก) หนักเข้า ๆ จับป้อนทั้งแคปซูลลงไป พรุ่งนี้จะเปลี่ยนเป็นยาน้ำให้กินดีกว่าแม้จะต้องกินมากกว่าเดิม

เราปล้ำอองออ พยายามให้เขายืนเพราะเวลาเขาละเมอ ยังเดินลงแคร่มาหาฉันได้เลย แต่พอตื่นหรือนึกขึ้นได้ ก็ทิ้งตัวลงไปนอนซะงั้น แล้วใครจะอุ้มไหวละเนี่ย ยิ่งเวลาสามีฉันไปประชุม ก็ได้แต่เช็ดตัวให้ ยกขึ้นแคร่ไม่ไหว ตัวใหญ่และน่าจะหนักกว่าฉันมาก รู้สึกว่าเข็ดกับหมาใหญ่จริง ๆ แล้ว ขอเป็นตัวเดียวตัวสุดท้าย จากนี้จะเลี้ยงหมาบ้าน บ้าน (มีนอหนูด้วยนะ) ดีกว่า แบบปุ้นจี่(ข้าวปุ้น ข้าวจี่)ก็อย่าได้เจอะเจออีกเลยนะ (สาธุ) ขอแค่นี้แหละ ขอมากไปหรือเปล่านะ

และคืนนี้จะเลิกดู CSI แล้ว ดูอยู่ได้ทุกคืน โกรธตัวเองตอนที่ตั้งอกตั้งใจดู ตื่นเต้นไปด้วย ค้นหาฆาตกรไปกับนักสืบทั้งหลาย แต่ก็หลับตอนจับฆาตกรได้ทู้กกกกที ค้างคาใจทุกคืน หลับแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ พะวงหาตัวฆาตกรอยู่นั่นแล้ว ถามตัวเองเหมือนกันว่า ดูไปทำไม ซีเอสไอย้อนหลังแบบละครก็ไม่มี ถึงมีก็ไม่มีเวลาดูอีก เฮ้อออ ...

คืนนี้วิ่งไป 11 กิโลท่ามกลางอากาศร้อนแล้ง แม้แต่ลมก็ดูไร้น้ำใจ ไม่มีผ่านมาให้ชื่นใจเลย แต่ก็วิ่งขาดไป 2 กิโล เวลาก็ไม่ค่อยดีหรือเพราะวิ่งติดกันมาคืนที่สามแล้ว ( คืนวันอาทิตย์ 7 กิโล/คืนวันจันทร์ 10 กิโล) ก็..นะ..สัปดาห์นี้ที่ซ้อมคือซ้อม อึด ถึก ทน นั่นเอง คู่วิ่งถึงไม่หือไม่อือเวลาชวนวิ่งสามวันต่อสัปดาห์
คิดไปไกลกว่านั้นคือ นักไตรกีฬา เขาจะซ้อมกันขนาดไหน...




#whenpoopayiaruns
#ayearofrunning
#บันทึกนักวิ่งแนวหลัง
#ภูพเยีย
10052016













Create Date : 11 พฤษภาคม 2559
Last Update : 11 พฤษภาคม 2559 8:26:54 น.
Counter : 375 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  

BlogGang Popular Award#13



ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]